บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Liv Pro Plus

บำรุงตับด้วยอะไร อาหารเสริมบำรุงตับมีจริงไหม ดูจากอะไรว่าเชื่อได้

คำตอบสั้น: ยังไม่มีอาหารเสริมตัวไหนที่มีหลักฐานในคนว่า "บำรุงตับ" ได้จริง และ อย. ไม่อนุญาตให้โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่ารักษาโรค สิ่งที่มีหลักฐานว่าช่วยตับคือ ลดน้ำหนักเมื่อมีไขมันพอกตับ เลิกหรือลดเหล้า ตรวจและรักษาไวรัสตับอักเสบบีและซี และเลี่ยงยา สมุนไพร อาหารเสริมที่ไม่จำเป็น ส่วนสารที่มักโฆษณาว่าดีต่อตับ เช่น กลูตาไธโอน อาร์ทิโชก ขมิ้นชัน งานวิจัยยังเล็ก ผลไม่ตรงกัน และใช้ขนาดสูงกว่าที่อยู่ในเม็ดอาหารเสริมทั่วไปหลายเท่า

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • "บำรุงตับ" ไม่ใช่คำทางการแพทย์ ไม่มีค่าตรวจไหนที่วัดว่าตับ "ได้รับการบำรุง"
  • แนวทางเวชปฏิบัติไขมันพอกตับของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2569 ให้ ลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5–10 เป็นหลัก และไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรเป็นการรักษา (วิตามินอีขนาดสูงเป็นสิ่งที่แพทย์อาจพิจารณาสั่งในผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น)
  • คนไทยที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535 ตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซีฟรี 1 ครั้งตลอดชีวิต ที่โรงพยาบาลรัฐหรือ รพ.สต.
  • อาหารเสริมและสมุนไพรเป็นสาเหตุตับอักเสบได้ เช่น มีรายงานตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน 10 รายในสหรัฐ
  • คนเป็นตับแข็งไม่ควรกินอาหารเสริมหรือสมุนไพร ตามแนวทางสมาคมโรคตับฯ พ.ศ. 2568 ข้อ 8.5

บำรุงตับ หมายถึงอะไร ทางการแพทย์มีคำนี้ไหม

ในทางการแพทย์ไม่มีภาวะที่เรียกว่า "ตับขาดการบำรุง" แพทย์ดูแลตับจากสาเหตุของโรคที่ตรวจพบ เช่น ไขมันพอกตับ ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และตับอักเสบจากยา

คำว่า "บำรุงตับ" จึงเป็นคำในการขายมากกว่าคำวินิจฉัย ถ้าคุณกังวลเรื่องตับ คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ "ตับฉันมีปัญหาจากอะไร" แล้วไปจัดการที่ต้นเหตุนั้น

ส่วนเรื่องกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศเมื่อ 6 มี.ค. 2569 ว่ากำลังคุมเข้มโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างรักษาโรค ลดน้ำหนัก หรือเสริมสมรรถภาพทางเพศ และย้ำว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ารักษาโรคตับได้จึงเป็นสัญญาณให้ระวังตั้งแต่แรก

บำรุงตับด้วยอะไร สิ่งที่มีหลักฐานว่าช่วยตับจริง

1. ลดน้ำหนัก ถ้ามีไขมันพอกตับหรือน้ำหนักเกิน

นี่คือการรักษาหลักของไขมันพอกตับ แนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2569 ให้ลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ของน้ำหนักตั้งต้น และระบุว่าการลดได้ตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไป พบภาวะตับอักเสบจากไขมัน (MASH) หายได้ร้อยละ 58 ในงานที่อ้างถึง

คนหนัก 70 กิโลกรัม ลดร้อยละ 5 คือราว 3.5 กิโลกรัม ค่อย ๆ ลด ไม่อดอาหาร เพราะการลดเร็วด้วยการอดอาหารอาจทำให้ตับอักเสบมากขึ้น อ่านรายละเอียดที่ ไขมันพอกตับ ต้องลดน้ำหนักกี่เปอร์เซ็นต์

แนวทางเดียวกันแนะนำออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับออกกำลังแบบมีแรงต้าน 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์

2. เลิกหรือลดเหล้า

แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคตับ ตั้งแต่ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ไปจนถึงตับแข็งและมะเร็งตับ สมาคมโรคตับฯ ระบุว่าผู้ชายที่ดื่มเกินวันละ 30 กรัมแอลกอฮอล์ (เกิน 3 ดื่มมาตรฐาน) และผู้หญิงเกินวันละ 20 กรัม (เกิน 2 ดื่มมาตรฐาน) ต่อเนื่องนาน เสี่ยงโรคตับ

1 ดื่มมาตรฐานของไทยคือแอลกอฮอล์ 10 กรัม และเบียร์ไทยบางยี่ห้อแรงจนกระป๋องเดียวเกิน 1 ดื่มมาตรฐาน คนที่เป็นไขมันพอกตับแล้ว แนวทางไทยแนะนำให้งดแอลกอฮอล์ ส่วนคนเป็นตับแข็งต้องงดเด็ดขาด อ่านต่อที่ ดื่มเหล้าแค่ไหนถึงเป็นตับแข็ง

3. ตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซี และฉีดวัคซีน

ไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรังมักไม่มีอาการ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของตับแข็งและมะเร็งตับ กรมควบคุมโรคระบุว่าคนไทยที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535 ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซีได้ฟรี 1 ครั้งตลอดชีวิต ทุกสิทธิ ที่โรงพยาบาลรัฐและ รพ.สต.

ไวรัสซีรักษาให้หายได้ด้วยยากิน 12 สัปดาห์ ฟรีตามสิทธิ ส่วนไวรัสบีมียาต้านไวรัสควบคุมโรคได้ และป้องกันได้ด้วยวัคซีน วิธีตรวจอ่านต่อที่ ตรวจไวรัสตับอักเสบบี ซี ตรวจยังไง ตรวจฟรีได้ที่ไหน

4. ระวังยา สมุนไพร และอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น

ตับเป็นอวัยวะหลักที่จัดการยาและสารแปลกปลอม จึงบาดเจ็บจากสิ่งที่เรากินเข้าไปได้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแนะนำให้ผู้มีไขมันพอกตับ หลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับ

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือพาราเซตามอล คนทั่วไปไม่ควรเกินวันละ 4,000 มก. (8 เม็ด เม็ดละ 500 มก.) ส่วนคนเป็นโรคตับต้องถามแพทย์เรื่องขนาด อ่านต่อที่ ตับอักเสบจากยา อาการเป็นอย่างไร

สารที่โฆษณาว่าดีต่อตับ งานวิจัยอยู่ระดับไหน

ไม่มีแนวทางเวชปฏิบัติโรคตับของไทยฉบับใดแนะนำสารกลุ่มนี้เป็นการรักษา ยกเว้นวิตามินอีขนาดสูงที่แพทย์อาจพิจารณาสั่งในผู้ป่วยบางกลุ่ม แนวทางไขมันพอกตับ พ.ศ. 2569 ยังระบุว่าไม่แนะนำซิลิมาริน (สารจากมิลค์ทิสเซิล) เป็นการรักษามุ่งเป้าตับอักเสบจากไขมัน ด้านล่างคือภาพรวมของสารที่มักอยู่บนฉลาก

  • โคลีน เป็นสารอาหารจำเป็น งานทดลองในคนพบว่า การขาด โคลีนอย่างรุนแรงทำให้เกิดไขมันพอกตับ แต่ไม่ได้แปลว่าการเสริมโคลีนจะแก้ไขมันพอกตับที่เกิดจากน้ำหนักเกินหรือเบาหวาน อ่านต่อที่ โคลีนช่วยอะไร
  • กลูตาไธโอนชนิดกิน งานในผู้ป่วยไขมันพอกตับมีแค่งานนำร่องจากญี่ปุ่น ใช้วันละ 300 มก. และไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ การดูดซึมจากการกินยังเป็นข้อถกเถียง อ่านต่อที่ กลูต้าไธโอนกับตับ
  • สารสกัดอาร์ทิโชก มีการทดลองเล็ก ๆ ในอิหร่าน ใช้วันละ 600 มก. นาน 2 เดือน งานยังน้อยและสั้น อ่านต่อที่ อาร์ติโชคกับตับ งานวิจัยว่าอย่างไร
  • ขมิ้นชันหรือเคอร์คูมิน การวิเคราะห์รวมงานวิจัยในผู้ป่วยไขมันพอกตับให้ผลไม่ตรงกัน งานหนึ่งรวม 14 การทดลองพบว่าค่า ALT และ AST ไม่ได้ลดอย่างมีนัยสำคัญ และ มีรายงานตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน อ่านต่อที่ ขมิ้นชันกับไขมันพอกตับ
  • วิตามินอี ขนาดที่ใช้ในงานวิจัยตับอักเสบจากไขมันคือวันละ 800 IU แนวทางไทย พ.ศ. 2569 ให้แพทย์พิจารณาวิตามินอีธรรมชาติวันละ 400–800 ยูนิต ในผู้ป่วยบางกลุ่ม (ไม่เป็นเบาหวานและไม่เป็นตับแข็ง) จึงเป็นการสั่งของแพทย์ ไม่ใช่การซื้อกินเอง และขนาดสูงมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย อ่านต่อที่ ไขมันพอกตับ กินวิตามินอีได้ไหม

ข้อสังเกตสำคัญ: งานวิจัยของสารเดี่ยวใช้ขนาดที่ชัดเจน แต่ผลิตภัณฑ์รวมหลายสารมักใส่แต่ละตัวน้อยกว่างานวิจัยมาก ผลของงานวิจัยจึงนำมาใช้กับเม็ดรวมตรง ๆ ไม่ได้

ได้ยินว่าสมุนไพรธรรมชาติปลอดภัยต่อตับ จริงไหม

ไม่จริง "ธรรมชาติ" ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยต่อตับ เครือข่ายเฝ้าระวังตับอักเสบจากยาของสหรัฐ (DILIN) รายงานผู้ป่วยตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน 10 ราย ต้องนอนโรงพยาบาล 5 ราย และเสียชีวิตจากตับวาย 1 ราย ส่วนใหญ่เกิดหลังเริ่มกิน 1–4 เดือน

แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ระบุว่ายาและสมุนไพรเป็นปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยของตับวายเฉียบพลันในคนที่เป็นโรคตับเรื้อรังอยู่แล้ว และ ข้อ 8.5 แนะนำว่าผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงตับอักเสบรุนแรง อ่านต่อที่ ตับแข็ง กินอาหารเสริมได้ไหม

อาหารเสริมเกี่ยวกับตับ ดูจากอะไรว่าเชื่อได้

อย. แนะนำหลัก "3 ต." ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คือ ตรวจเลข อย. ตรวจแหล่งที่มา และตรวจคำโฆษณา เมื่อนำมาใช้กับฉลากจริง ให้ดูตามนี้

  1. เลข อย. นำไปค้นในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของ อย. ให้ชื่อและผู้ผลิตตรงกับกล่อง เลขนี้เป็นการอนุญาตในฐานะอาหาร ไม่ได้แปลว่าได้รับการรับรองสรรพคุณ เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา
  2. ชื่อส่วนประกอบและปริมาณต่อเม็ด ดูว่าแต่ละสารมีกี่มิลลิกรัม แล้วเทียบกับขนาดที่ใช้ในงานวิจัย
  3. รูปแบบของสาร เช่น ฉลากเขียน "โคลีน ไบทาร์เทรต" หรือ "วิตามินอี (50%)" ตัวสารจริงจะน้อยกว่าน้ำหนักที่พิมพ์
  4. คำเตือนบนฉลาก เช่น ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน มีนมหรือถั่วเหลือง ไม่เหมาะกับเด็กหรือหญิงตั้งครรภ์
  5. ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย มีชื่อบริษัทและที่อยู่ชัดเจน

สัญญาณโฆษณาเกินจริงที่ควรระวัง

ถ้าเจอข้อความแบบนี้ ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือน เพราะ อย. ไม่อนุญาตให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโฆษณาว่ารักษาโรค

  • โฆษณาว่ากินแล้ว "ค่าตับลด" "ตับแข็งกลับมาปกติ" "ล้างไขมันพอกตับ"
  • บอกระยะเวลาเห็นผล เช่น "กิน 2 สัปดาห์ค่าตับกลับมาปกติ"
  • ภาพผลเลือดก่อนและหลัง หรือรีวิวจากผู้ป่วย
  • ชวนให้ลดหรือหยุดยาต้านไวรัส ยาเบาหวาน ยาไขมัน
  • อ้างว่า "ธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง" หรือ "กินคู่ยาอะไรก็ได้"

อย. ยังพบผลิตภัณฑ์บางรายการลักลอบใส่ยาหรือสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเพื่อให้เห็นผลเร็ว ถ้าสงสัยโทรสายด่วน อย. 1556

คนมีโรคตับหรือกินยาประจำ ต้องถามแพทย์ก่อนเสมอ

คนที่มีค่าตับสูง เป็นไวรัสตับอักเสบ ไขมันพอกตับ หรือตับแข็ง ควรนำกล่องผลิตภัณฑ์ทุกตัวไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู ทั้งอาหารเสริม สมุนไพร และยาที่ซื้อเอง เพราะแพทย์ต้องแยกให้ได้ว่าค่าตับที่ผิดปกติเกิดจากโรคหรือจากสิ่งที่กินเพิ่ม

คนกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะส่วนประกอบในอาหารเสริมบางตัวรบกวนฤทธิ์ยาได้ อ่านภาพรวมเพิ่มเติมที่ ดูแลตับในชีวิตประจำวัน และ ค่าตับสูง กินอาหารเสริมและสมุนไพรได้ไหม

มีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ หยุดอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่เพิ่งเริ่ม (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อ) และไปพบแพทย์ทันที

  • ตัวเหลืองหรือตาขาวเป็นสีเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำชา
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียผิดปกติ
  • ปวดท้องขวาบน

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus)

เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-15859-5-1473 ผลิตโดย บริษัท เซน ไบโอเทค จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 เม็ด เม็ดละ 1,200 มก. ฉลากแนะนำวันละ 1 เม็ด

ตอบตรง ๆ ตามหัวข้อนี้: ไม่มีงานวิจัยของตัวผลิตภัณฑ์นี้ และไม่มีหลักฐานว่าเม็ดนี้ทำให้ค่าตับเปลี่ยนหรือโรคตับดีขึ้น ฉลากมีสารหลายตัวที่ถูกศึกษาเรื่องตับในรูปสารเดี่ยว แต่ ทุกตัวที่เทียบปริมาณได้ อยู่ในเม็ดน้อยกว่าขนาดที่ใช้ในงานวิจัย ดังนี้ (ตัวเลข "คำนวณ" คิดจากเปอร์เซ็นต์บนฉลาก)

  • โคลีน ไบทาร์เทรต (98%) 121.975 มก. — คิดเป็นตัวโคลีนราว 49 มก. (คำนวณ) ประมาณร้อยละ 9 ของค่าแนะนำต่อวันของผู้ชาย (550 มก.) และร้อยละ 12 ของผู้หญิง (425 มก.) (คำนวณ) งานในคนที่เกี่ยวกับตับเป็นงานเรื่อง การขาด โคลีน ไม่ใช่การเสริม
  • แอล-กลูตาไธโอน (100%) 90 มก. และแอล-กลูตาไธโอน (100%) 40.845 มก. (ฉลากพิมพ์ 2 บรรทัด) — งานนำร่องในผู้ป่วยไขมันพอกตับใช้วันละ 300 มก. ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ แม้นับทั้ง 2 บรรทัดก็ยังน้อยกว่าราว 2.3 เท่า (คำนวณ)
  • สารสกัดอาร์ทิโชก 20 มก. — การทดลองในผู้ป่วยไขมันพอกตับใช้วันละ 600 มก. นาน 2 เดือน ในเม็ดน้อยกว่า 30 เท่า (คำนวณ)
  • สารสกัดจากขมิ้นชัน 50 มก. — ฉลากไม่ระบุว่ามีเคอร์คูมินเท่าไร จึงเทียบกับงานวิจัยไม่ได้ ผลการวิเคราะห์รวมในไขมันพอกตับไม่ตรงกัน และมีรายงานตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน (DILIN 10 ราย)
  • ดีแอล-แอลฟา-โทโคเฟอริล แอซีเตต (50%) 10 มก. — คิดเป็นวิตามินอีอะซีเตตราว 5 มก. (คำนวณ) น้อยกว่าค่าแนะนำต่อวันของผู้ใหญ่ (15 มก.) และห่างจากขนาดที่แพทย์ใช้ในงานวิจัยตับอักเสบจากไขมันมาก

ส่วนประกอบอื่นและปริมาณทั้งหมดดูได้ที่ ส่วนประกอบครบทั้ง 28 รายการ และเหตุผลที่ผู้ขายระบุสรรพคุณไม่ได้อ่านที่ สรรพคุณและสิ่งที่ฉลากบอก

ข้อควรระวัง

  • ฉลากระบุ ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน (มีสารสกัดจากขมิ้นชัน งานในอาสาสมัครสุขภาพดีพบว่าเคอร์คูมินทำให้ถุงน้ำดีบีบตัว)
  • ผู้ป่วยตับแข็ง: แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ข้อ 8.5 ระบุว่าผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร คำแนะนำนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์นี้ด้วย ผู้ป่วยตับแข็งจึงไม่ควรรับประทาน เว้นแต่แพทย์ที่ดูแลอนุญาต
  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบหรือค่าตับสูง: ต้องถามแพทย์ก่อน และนำกล่องไปให้แพทย์ดูทุกครั้งที่ตรวจ
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) หรือยาต้านเกล็ดเลือด: มีส่วนประกอบ 4 ตัวที่เกี่ยวข้อง คือ ผงถั่วนัตโตะ (แหล่งวิตามินเค 2 ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณ) โคเอนไซม์ คิวเท็น ผงเก๋ากี้ และวิตามินอี ต้องบอกแพทย์ก่อนเสมอ
  • หากระหว่างรับประทานมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดท้องขวาบน ให้หยุดผลิตภัณฑ์นี้ (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อ) และพบแพทย์ทันที
  • ฉลากระบุว่ามีนมและถั่วเหลือง เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ผู้ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • รายละเอียดคำเตือนทั้งหมดอ่านที่ คำเตือนและข้อควรระวังของผลิตภัณฑ์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าลีฟโปรพลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Liv Pro Plus ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า พื้นกล่องสีแดงเข้ม

Beta Liv Pro Plusเบต้าลีฟโปรพลัส

เลข อย. 13-1-15859-5-1473

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 4 กล่อง 1,790 บาท (ก.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Liv Pro Plus →

คำถามที่พบบ่อย

บำรุงตับด้วยอะไรดีที่สุด

สิ่งที่มีหลักฐานคือ ลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ถ้ามีไขมันพอกตับหรือน้ำหนักเกิน เลิกหรือลดเหล้า ตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซี และเลี่ยงยา สมุนไพร อาหารเสริมที่ไม่จำเป็น

อาหารเสริมบำรุงตับมีจริงไหม

ยังไม่มีอาหารเสริมตัวใดมีหลักฐานในคนว่าบำรุงตับได้ และแนวทางโรคตับของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทยไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรเป็นการรักษา ส่วนวิตามินอีขนาดสูงเป็นสิ่งที่แพทย์อาจพิจารณาสั่งในผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น

อาหารเสริมเกี่ยวกับตับ ดูยังไงว่าเชื่อได้

ใช้หลัก 3 ต. ของ อย. คือ ตรวจเลข อย. ตรวจแหล่งที่มา และตรวจคำโฆษณา ดูปริมาณแต่ละสารเทียบกับงานวิจัย อ่านคำเตือนบนฉลาก และระวังโฆษณาที่อ้างว่าค่าตับลดหรือบอกระยะเวลาเห็นผล

คนเป็นตับแข็งกินอาหารเสริมได้ไหม

แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ข้อ 8.5 แนะนำว่าผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงตับอักเสบรุนแรง ควรถามแพทย์ที่ดูแลก่อนทุกครั้ง

สมุนไพรทำให้ตับอักเสบได้ไหม

ได้ มีรายงานจากเครือข่าย DILIN ของสหรัฐว่าผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันสัมพันธ์กับตับอักเสบ 10 ราย ถ้ากินแล้วตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ให้หยุดสมุนไพรหรืออาหารเสริมนั้น (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อ) และพบแพทย์ทันที

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-09-29

อ่านต่อ

โรคไตความดันต่ำได้ไหม ไตเสื่อมแต่ความดันตก เกิดจากอะไร

โรคไตความดันต่ำได้ไหม ทำไมไตเสื่อมบางคนความดันตก ยาความดันหลายตัว ท้องเสีย การฟอกไต ทำให้หน้ามืดได้อย่างไร ความดันต่ำกระทบไตไหม และอาการไหนต้องรีบพบแพทย์

โรคไตกินวิตามินอี วิตามินเอ ได้ไหม วิตามินละลายในไขมันที่ต้องระวัง

โรคไตกินวิตามินอีได้ไหม ทำไมวิตามินเอสะสมง่ายในคนไตเสื่อม วิตามินอีกับยาต้านเกล็ดเลือด วิตามินสำหรับคนฟอกไตต่างจากวิตามินรวมอย่างไร และควรบอกแพทย์อย่างไร

กินวิตามินทุกวันเสี่ยงโรคไตไหม วิตามินซีทำลายไตจริงหรือ

วิตามินซีทำลายไตไหม คนไตปกติกินวันละเท่าไรยังปลอดภัย วิตามินตัวไหนไตต้องขับ กินหลายยี่ห้อพร้อมกันเสี่ยงอะไร ใครควรตรวจค่าไตก่อน และอาการไหนต้องพบแพทย์

ไตระยะ 2 ระยะ 3 กินวิตามินซีได้ไหม คนฟอกไตต้องระวังอะไร

ไตเสื่อมกินวิตามินซีได้ไหม แต่ละระยะต้องระวังต่างกันอย่างไร กี่มิลลิกรัมถือว่าสูง คนฟอกไตขาดวิตามินซีได้ไหม และทำไมการฉีดวิตามินซีขนาดสูงอันตรายต่อไต

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 733 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันพิเศษFacebookแชท