บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Liv Pro Plus

ตับอักเสบจากยา อาการเป็นอย่างไร ยาอะไรบ้าง หายเองได้ไหม

คำตอบสั้น: ตับอักเสบจากยาคือภาวะที่ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมทำให้เซลล์ตับเสียหาย พบได้จากยาหลายกลุ่ม เช่น พาราเซตามอลขนาดสูง ยาแก้อักเสบ NSAIDs ยาปฏิชีวนะบางตัว ยาวัณโรค ยากันชัก ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน และผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาการที่พบคือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คัน ส่วนใหญ่ดีขึ้นภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์หลังหยุดตัวที่เป็นสาเหตุ แต่ คนตัดสินว่าจะหยุดยาตัวไหนต้องเป็นแพทย์ ไม่ควรหยุดยาประจำเอง

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ยาที่มีรายงานบ่อยมีทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อเอง และสมุนไพรหรืออาหารเสริม
  • บางคนไม่มีอาการเลย รู้จากผลเลือดที่ค่า ALT AST สูงขึ้น
  • MedlinePlus ระบุว่าการรักษาเฉพาะสำหรับส่วนใหญ่คือหยุดตัวที่เป็นสาเหตุ ยกเว้นพาราเกินขนาดที่ต้องได้ยาแก้พิษ
  • หยุดยาประจำเองอาจทำให้โรคเดิมกำเริบ และอาจหยุดผิดตัว
  • LiverTox เป็นฐานข้อมูลฟรีของ NIH ที่แพทย์ใช้ค้นว่ายาหรือสมุนไพรตัวไหนมีรายงานทำให้ตับเสียหาย

ตับอักเสบจากยาคืออะไร

คือการที่ตับเสียหายจากสิ่งที่เรากินเข้าไปเพื่อเป็นยา ตับเป็นอวัยวะหลักที่เปลี่ยนรูปยาให้ร่างกายขับออกได้ บางครั้งกระบวนการนี้สร้างสารที่ทำร้ายเซลล์ตับเอง

MedlinePlus (หอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐ) อธิบายว่ามีทั้งแบบที่เกิดเมื่อได้ยาขนาดสูง เช่น พาราเซตามอลเกินขนาด และแบบที่ บางคนเกิดได้แม้ใช้ยาขนาดน้อยและตับทำงานปกติ แบบหลังนี้คาดเดาล่วงหน้าได้ยาก

ยาอะไรบ้างที่ทำให้ตับอักเสบ

MedlinePlus ยกตัวอย่างยาที่ทำให้ตับอักเสบได้ไว้หลายกลุ่ม ที่คนไทยอายุ 40 ขึ้นไปมีโอกาสได้ใช้ ได้แก่

  • ยาแก้ปวดลดไข้: พาราเซตามอล (โดยเฉพาะขนาดสูง) ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค นาพรอกเซน
  • ยาปฏิชีวนะ: อะม็อกซีซิลลิน-คลาวูลาเนต ยากลุ่มซัลฟา เตตราไซคลีน อีริโทรมัยซิน
  • ยาวัณโรค: ไอโซไนอะซิด
  • ยากันชัก และ ยาต้านเชื้อรา คีโตโคนาโซล
  • ยาหัวใจและความดัน: อะมิโอดาโรน เมทิลโดปา
  • ยาลดไขมัน: กลุ่มสแตติน และไนอะซิน
  • ยากดภูมิ: เมโทเทรกเซต อะซาไทโอพรีน
  • ยาคุมกำเนิด และสเตียรอยด์เพิ่มกล้ามเนื้อ (anabolic steroids)

สมุนไพรและอาหารเสริมก็เป็นสาเหตุได้ ตัวอย่างที่มีข้อมูลชัด คือ เครือข่ายเฝ้าระวังตับอักเสบจากยาของสหรัฐ (DILIN) รายงานผู้ป่วยตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน 10 ราย นอนโรงพยาบาล 5 ราย และเสียชีวิตจากตับวาย 1 ราย สมุนไพรไทยที่คนกินกันมากอย่างฟ้าทะลายโจรก็มีข้อมูลเรื่องค่าตับ อ่านที่ ฟ้าทะลายโจรทำลายตับไหม และเรื่องอาหารเสริมกับค่าตับอ่านที่ ค่าตับสูง กินอาหารเสริมและสมุนไพรได้ไหม

การมีชื่ออยู่ในรายการ ไม่ได้แปลว่ายาตัวนั้นอันตรายกับทุกคน ยาส่วนใหญ่ในรายการเป็นยาจำเป็นที่คนจำนวนมากใช้ได้ปลอดภัย แพทย์จึงชั่งประโยชน์กับความเสี่ยงและนัดตรวจติดตามแทนการเลี่ยงทั้งหมด

ตับอักเสบจากยา อาการเป็นอย่างไร

อาการที่ MedlinePlus ระบุ ได้แก่

  • อ่อนเพลีย ปวดท้อง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • คันตามตัว
  • บางคนมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาต่อยา

บางคนไม่มีอาการเลย และรู้จากผลเลือดตรวจสุขภาพหรือผลเลือดที่แพทย์นัดติดตาม ยาบางตัวทำให้คันหรือมีผื่นได้โดยไม่เกี่ยวกับตับ อ่านแยกได้ที่ ยาบางชนิดทำให้คันหรือขึ้นผื่นได้

ตับอักเสบจากยาเกิดหลังกินยานานเท่าไร

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกยา แหล่งที่เราตรวจให้ตัวอย่างดังนี้

  • รายงานตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันของ DILIN พบว่ามักเกิดหลังเริ่มกิน 1–4 เดือน
  • แนวทางวัณโรคของกรมควบคุมโรคให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเจาะเลือดดูค่าตับ ทุก 1–2 สัปดาห์ในเดือนแรก ของการรักษา สะท้อนว่าช่วงแรกเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง

ดังนั้นถ้ามีอาการเข้ากับตับอักเสบหลังเริ่มยาหรือสมุนไพรตัวใหม่ แม้จะกินมาหลายสัปดาห์แล้ว ก็ควรบอกแพทย์ว่าเริ่มตัวไหนเมื่อไร

แพทย์ตรวจอย่างไรว่าตับอักเสบมาจากยา

ไม่มีผลเลือดตัวเดียวที่บอกได้ว่าเกิดจากยา แพทย์ต้องแยกสาเหตุอื่นออกก่อน คู่มืออายุรศาสตร์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่าเมื่อพบค่าตับผิดปกติ แพทย์ต้องถามเรื่อง การใช้ยา สมุนไพร ยาลูกกลอน ยาชุด การดื่มสุรา และความเสี่ยงไวรัสตับอักเสบ

MedlinePlus ระบุการตรวจที่ใช้ คือ ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ และตรวจภาพตับ เช่น อัลตราซาวนด์ ซีทีสแกน หรือเอ็มอาร์ไอ

สิ่งที่ผู้ป่วยช่วยได้มากที่สุดคือ บอกทุกอย่างที่กินในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมวันที่เริ่ม รวมยาที่ซื้อเอง สมุนไพร ยาต้ม และอาหารเสริม MedlinePlus แนะนำให้บอกแพทย์ทุกครั้งเช่นกัน

LiverTox คืออะไร

LiverTox เป็นฐานข้อมูลออนไลน์ฟรี ที่สถาบัน NIDDK ร่วมกับหอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐ (NLM) สร้างขึ้น รวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บของตับที่สัมพันธ์กับยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และอาหารเสริม แต่ละรายการมีข้อมูลพื้นฐานของสาร หลักฐานว่าทำร้ายตับได้อย่างไร วิธีวินิจฉัยและดูแล พร้อมรายงานผู้ป่วยและเอกสารอ้างอิง

ฐานข้อมูลนี้เขียนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก ผู้ป่วยไม่ควรใช้ตัดสินใจหยุดยาเอง เพราะการที่ยาตัวหนึ่งมีรายงานในฐานข้อมูล ไม่ได้แปลว่ายาตัวนั้นเป็นสาเหตุของค่าตับที่สูงในตัวเรา

หยุดยาแล้วหายไหม ใครเป็นคนตัดสินใจหยุด

ส่วนใหญ่ดีขึ้นหลังหยุดตัวที่เป็นสาเหตุ MedlinePlus ระบุว่าตับอักเสบจากยาส่วนใหญ่หายไปภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์หลังหยุดยาตัวนั้น และการรักษาเฉพาะสำหรับส่วนใหญ่คือการหยุดยาที่เป็นสาเหตุ ยกเว้นพาราเซตามอลเกินขนาดที่ต้องรักษาฉุกเฉินด้วยยาแก้พิษ รายละเอียดอยู่ที่ พาราเซตามอล ห้ามกินเกินกี่เม็ด

แต่ มีบางรายที่ลุกลามเป็นตับวายได้ และควรกลับไปพบแพทย์ถ้าหยุดแล้วอาการไม่ดีขึ้น

แพทย์เป็นคนตัดสินใจ ว่าจะหยุดตัวไหน เปลี่ยนเป็นอะไร และจะลองให้ยาใหม่ได้หรือไม่ ส่วนสมุนไพร ยาต้ม หรืออาหารเสริมที่ซื้อกินเอง ถ้าเริ่มมีตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ให้หยุดตัวที่ซื้อเองแล้วรีบไปพบแพทย์ พร้อมนำของจริงไปด้วย

ทำไมห้ามหยุดยาประจำเองแม้สงสัยว่าเป็นสาเหตุ

เพราะการหยุดยาเองเสี่ยงหลายทาง

  • อาจหยุดผิดตัว คนกินยาหลายตัวพร้อมกัน สาเหตุจริงอาจเป็นเหล้า ไวรัส ไขมันพอกตับ หรือสมุนไพรที่ซื้อเอง
  • โรคเดิมอาจกำเริบหรือรักษาไม่ครบ เช่น วัณโรค แนวทางของกรมควบคุมโรคระบุว่าการรักษาไม่ครบเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เชื้อแพร่กระจาย อ่านต่อที่ ตับอักเสบจากยาวัณโรค
  • ค่าตับสูงเล็กน้อยไม่ได้แปลว่าต้องหยุดยาเสมอ เช่น แนวทางวัณโรคเดียวกันให้แพทย์พิจารณาให้ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการและค่า AST/ALT สูงไม่ถึง 5 เท่าของค่าปกติกินยาต่อ แล้วนัดเจาะเลือดติดตามทุกสัปดาห์ (เป็นการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ใช่เกณฑ์ให้ผู้ป่วยใช้เอง) ผู้ที่กังวลเรื่องยาลดไขมันกับตับ อ่านที่ ยาลดไขมันทำลายตับไหม

สิ่งที่ควรทำคือ โทรหรือกลับไปพบแพทย์ที่สั่งยาโดยเร็ว บอกอาการและยาทุกตัว แล้วให้แพทย์เป็นคนปรับ

เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลทันที

ถ้ามีอาการ ข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • สับสน ซึมลง พูดไม่รู้เรื่อง หรือง่วงผิดปกติ
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ
  • กินยาใดเกินขนาด โดยเฉพาะพาราเซตามอล แม้ยังไม่มีอาการ
  • ผื่นรุนแรงที่มีแผลในปาก ตา หรืออวัยวะเพศ

ส่วนตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้จนกินไม่ได้ หรือคันมากหลังเริ่มยาใหม่ ควรไปพบแพทย์ภายในวันนั้นหรือเร็วที่สุด ไม่ต้องรอวันนัด

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus)

เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-15859-5-1473 ผลิตโดย บริษัท เซน ไบโอเทค จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 เม็ด เม็ดละ 1,200 มก. ฉลากแนะนำวันละ 1 เม็ด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดรวมถึงผลิตภัณฑ์นี้ คือสิ่งที่แพทย์ต้องรู้เมื่อตรวจหาสาเหตุของตับอักเสบ ฉลากระบุว่า ผู้ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และส่วนประกอบมี สารสกัดจากขมิ้นชัน 50 มก. ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ DILIN รายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันตามที่กล่าวข้างบน ฉลากไม่ได้ระบุว่าสารสกัด 50 มก. มีเคอร์คูมินเท่าไร

ไม่มีหลักฐานว่าเม็ดนี้ช่วยป้องกันหรือแก้ตับอักเสบจากยา ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง

ข้อควรระวังที่ต้องอ่านก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่กำลังมีค่าตับสูงหรือสงสัยตับอักเสบจากยา: ไม่ควรเริ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ใด ๆ ในช่วงนี้ เพราะทำให้แพทย์แยกสาเหตุได้ยากขึ้น ให้นำกล่องไปให้แพทย์ดูก่อน
  • ผู้ป่วยตับแข็ง: แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ระบุว่าผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร คำแนะนำนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์นี้ด้วย ผู้ป่วยตับแข็งจึงไม่ควรรับประทาน เว้นแต่แพทย์ที่ดูแลอนุญาต
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) หรือยาต้านเกล็ดเลือด: มีส่วนประกอบ 4 ตัวที่เกี่ยวข้อง คือ ผงถั่วนัตโตะ (แหล่งวิตามินเค 2 ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณ) โคเอนไซม์ คิวเท็น ผงเก๋ากี้ และวิตามินอี ต้องบอกแพทย์ก่อนเสมอ
  • ท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากระบุ ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน
  • ฉลากระบุว่ามีนมและถั่วเหลือง เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
  • หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้ หรือเบื่ออาหาร ให้หยุดผลิตภัณฑ์นี้ (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อ) และพบแพทย์ทันที

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าลีฟโปรพลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Liv Pro Plus ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า พื้นกล่องสีแดงเข้ม

Beta Liv Pro Plusเบต้าลีฟโปรพลัส

เลข อย. 13-1-15859-5-1473

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 4 กล่อง 1,790 บาท (ก.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Liv Pro Plus →

คำถามที่พบบ่อย

ตับอักเสบจากยา อาการเป็นอย่างไร

อาการที่พบคือ อ่อนเพลีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และคัน บางคนมีไข้ และบางคนไม่มีอาการ รู้จากผลเลือด

ตับอักเสบจากยาหายได้ไหม

ส่วนใหญ่ดีขึ้นภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์หลังหยุดตัวที่เป็นสาเหตุ แต่บางรายลุกลามเป็นตับวายได้ จึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

ค่าตับสูงจากยา ต้องหยุดยาเองไหม

ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง เพราะอาจหยุดผิดตัวหรือทำให้โรคเดิมกำเริบ ให้รีบติดต่อแพทย์ที่สั่งยาเพื่อให้แพทย์ตัดสินใจ

ยาอะไรทำให้ตับอักเสบได้บ้าง

เช่น พาราเซตามอลขนาดสูง ยาแก้อักเสบ NSAIDs ยาปฏิชีวนะบางตัว ยาวัณโรคไอโซไนอะซิด ยากันชัก ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน และสมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิด

LiverTox คืออะไร

เป็นฐานข้อมูลออนไลน์ฟรีของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ รวบรวมรายงานการบาดเจ็บของตับจากยา สมุนไพร และอาหารเสริม เขียนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เป็นหลัก

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-09-29

อ่านต่อ

โรคไตความดันต่ำได้ไหม ไตเสื่อมแต่ความดันตก เกิดจากอะไร

โรคไตความดันต่ำได้ไหม ทำไมไตเสื่อมบางคนความดันตก ยาความดันหลายตัว ท้องเสีย การฟอกไต ทำให้หน้ามืดได้อย่างไร ความดันต่ำกระทบไตไหม และอาการไหนต้องรีบพบแพทย์

โรคไตกินวิตามินอี วิตามินเอ ได้ไหม วิตามินละลายในไขมันที่ต้องระวัง

โรคไตกินวิตามินอีได้ไหม ทำไมวิตามินเอสะสมง่ายในคนไตเสื่อม วิตามินอีกับยาต้านเกล็ดเลือด วิตามินสำหรับคนฟอกไตต่างจากวิตามินรวมอย่างไร และควรบอกแพทย์อย่างไร

กินวิตามินทุกวันเสี่ยงโรคไตไหม วิตามินซีทำลายไตจริงหรือ

วิตามินซีทำลายไตไหม คนไตปกติกินวันละเท่าไรยังปลอดภัย วิตามินตัวไหนไตต้องขับ กินหลายยี่ห้อพร้อมกันเสี่ยงอะไร ใครควรตรวจค่าไตก่อน และอาการไหนต้องพบแพทย์

ไตระยะ 2 ระยะ 3 กินวิตามินซีได้ไหม คนฟอกไตต้องระวังอะไร

ไตเสื่อมกินวิตามินซีได้ไหม แต่ละระยะต้องระวังต่างกันอย่างไร กี่มิลลิกรัมถือว่าสูง คนฟอกไตขาดวิตามินซีได้ไหม และทำไมการฉีดวิตามินซีขนาดสูงอันตรายต่อไต

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 733 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันพิเศษFacebookแชท