เกี่ยวกับ Beta Liv Pro Plus
ไขมันพอกตับ หายได้ไหม ต้องลดน้ำหนักกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเห็นผล
คำตอบสั้น: ไขมันพอกตับ กลับดีขึ้นได้ โดยเฉพาะระยะที่ยังไม่มีพังผืดมาก เครื่องมือหลักคือการลดน้ำหนัก แนวทางของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2569 แนะนำให้คนน้ำหนักเกิน ลดอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ของน้ำหนักตั้งต้น และการลดได้ตั้งแต่ร้อยละ 10 สัมพันธ์กับพังผืดลดลง ส่วนคนน้ำหนักปกติ ลดร้อยละ 3–5 ก็ช่วยได้ ควรลดช้า ๆ ไม่อดอาหาร
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ลดได้ร้อยละ 5 ขึ้นไป งานวิจัยพบตับอักเสบจากไขมันหายไปราวร้อยละ 58 ของผู้ป่วย
- ลดได้ร้อยละ 10 ขึ้นไป งานวิจัยพบตับอักเสบจากไขมันหายไปราวร้อยละ 90 ของผู้ป่วย และราวร้อยละ 45 พังผืดลดลงอย่างน้อย 1 ระดับ
- ตัวอย่าง: หนัก 80 กก. ร้อยละ 5 คือ 4 กก. ร้อยละ 10 คือ 8 กก.
- ศูนย์ศรีพัฒน์ มช. แนะนำลดราวเดือนละ 1–2 กก. เพราะอดอาหารจนลดเร็วอาจทำให้ตับอักเสบรุนแรง
- น้ำหนักกลับขึ้น โรคก็กลับมาได้ จึงต้องทำต่อเนื่อง
ไขมันพอกตับกลับเป็นปกติได้ไหม ระยะไหนกลับได้
ไขมันและการอักเสบในตับลดลงได้จริงเมื่อปัจจัยต้นเหตุดีขึ้น NIDDK (สถาบันโรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร และโรคไตแห่งชาติสหรัฐ) ระบุว่าการลดน้ำหนักลดไขมันในตับได้ และลดการอักเสบและพังผืดได้ด้วย
NIDDK ยังอธิบายว่าการลดน้ำหนักอาจทำให้ภาวะตับอักเสบจากไขมัน (MASH) กลับเป็นไขมันสะสมอย่างเดียว และการที่น้ำหนักกลับขึ้นก็อาจทำให้กลับไปเป็นตับอักเสบอีก แปลว่า โรคนี้เปลี่ยนไปมาได้ตามพฤติกรรม ไม่ใช่หายครั้งเดียวจบ
สำหรับพังผืด แนวทางไทยระบุว่า พังผืดถดถอยได้ หากคุมปัจจัยเสี่ยงร่วมกับการรักษาที่เหมาะสม แต่หลักฐานในผู้ที่มีพังผืดระยะลุกลามหรือเป็นตับแข็งแล้วยังมีจำกัด เพราะมีผู้ป่วยกลุ่มนี้ในงานวิจัยน้อย ระยะต่าง ๆ อ่านได้ที่ ไขมันพอกตับ ระยะ 1 2 3 ต่างกันอย่างไร
ต้องลดน้ำหนักกี่เปอร์เซ็นต์
แนวทางไทย พ.ศ. 2569 สรุปผลการลดน้ำหนักไว้เป็นขั้น
- ร้อยละ 5–10 ขึ้นไป เป็นเป้าขั้นต่ำสำหรับคนน้ำหนักเกินหรืออ้วน ผู้ที่ลดได้อย่างน้อยร้อยละ 5 พบตับอักเสบจากไขมันหายไปราวร้อยละ 58
- ราวร้อยละ 7 สัมพันธ์กับไขมันในตับและการอักเสบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ร้อยละ 10 ขึ้นไป เป็นเป้าสำคัญ ในงานวิจัยพบตับอักเสบจากไขมันหายไปราวร้อยละ 90 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ราวร้อยละ 45 มีพังผืดลดลงอย่างน้อย 1 ระดับ และอีกราวร้อยละ 55 พังผืดคงที่
ตัวเลขของกลุ่มร้อยละ 5 และร้อยละ 10 มาจากงานวิจัยที่ติดตามผู้ป่วยตับอักเสบจากไขมันซึ่งยืนยันด้วยชิ้นเนื้อ 293 คน นาน 52 สัปดาห์ (Vilar-Gomez 2015) ซึ่งพบด้วยว่า มีเพียงราวร้อยละ 30 ที่ลดได้ถึงร้อยละ 5 แปลว่าเป้านี้ทำได้ยากจริง ต้องมีแผนและคนช่วย
คนน้ำหนักปกติ (ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 23) แนวทางไทยระบุว่าลดเพียงร้อยละ 3–5 ก็ช่วยลดไขมันและการอักเสบในตับได้ อ่านเพิ่มที่ ไขมันพอกตับ คนผอมเป็นได้ไหม
คิดเป็นกิโลกรัมอย่างไร
เอาน้ำหนักตัวตอนเริ่มต้นคูณเปอร์เซ็นต์ เช่น
- หนัก 70 กก. ร้อยละ 5 คือ 3.5 กก. ร้อยละ 10 คือ 7 กก.
- หนัก 80 กก. ร้อยละ 5 คือ 4 กก. ร้อยละ 10 คือ 8 กก.
- หนัก 90 กก. ร้อยละ 5 คือ 4.5 กก. ร้อยละ 10 คือ 9 กก.
ลดน้ำหนักเร็วเกินไปอันตรายต่อตับไหม
อันตรายได้ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำให้ลดประมาณ เดือนละ 1–2 กิโลกรัม เพราะการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วด้วยการงดอาหาร อาจทำให้ตับอักเสบอย่างรุนแรง NIDDK ก็ระบุว่าการลดน้ำหนักเร็วและการขาดสารอาหารทำให้โรคตับแย่ลง
แนวทางไทยเตือนเพิ่มว่าการลดเร็วหรือมากเกินไป อาจทำให้ ขาดสารอาหารหรือสูญเสียกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่ดีต่อผู้สูงอายุ
ตัวอย่างที่ควรเลี่ยง เช่น กินแต่ผลไม้แทนข้าว อดมื้อเย็นทุกวันจนหิวจัดแล้วกินหนักตอนดึก หรือซื้อยาลดน้ำหนักทางออนไลน์ที่ไม่รู้ส่วนผสม
ไม่ลดน้ำหนัก แต่ปรับอาหารและออกกำลังกาย ช่วยไหม
ช่วยได้ NIDDK ระบุว่าการออกกำลังกายอย่างเดียว แม้น้ำหนักไม่ลดก็มีประโยชน์ แนวทางของสมาคมโรคตับสหรัฐ (AASLD) ก็ระบุว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อตับและหัวใจโดยไม่ขึ้นกับการลดน้ำหนัก รายละเอียดอ่านที่ ไขมันพอกตับ ออกกำลังกายแบบไหนดี
ด้านอาหาร สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทยอธิบายว่าข้าว แป้ง และน้ำตาลที่กินเกินความต้องการ ตับจะนำไปสร้างเป็นไขมันสะสม จึงควรลดอาหารดัชนีน้ำตาลสูง เช่น ข้าวเหนียว ข้าวขาว เบเกอรี่ น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน ผลไม้เชื่อม และเลือกไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง แทนน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และไขมันสัตว์
เคล็ดลับการดูแลตับในชีวิตประจำวันอ่านที่ ดูแลตับในชีวิตประจำวัน
ไขมันพอกตับหายเองได้ไหมถ้าไม่ทำอะไร
ไม่ควรรอให้หายเอง แนวทางทุกฉบับที่อ้างในบทความนี้ใช้การปรับน้ำหนัก อาหาร และการออกกำลังกายเป็นการรักษาหลัก ไม่มีฉบับใดแนะนำให้รอดูเฉย ๆ
ข้อมูลจากแนวทางไทยบอกว่าโรคมักเดินช้า (ผู้ที่มีแต่ไขมัน พังผืดเพิ่มราว 1 ระยะทุก 14.3 ปี) แต่ผู้ที่มีตับอักเสบจากไขมันเดินเร็วกว่าเท่าตัว และโรคไม่มีอาการเตือน การรอจึงเสี่ยงที่จะรู้อีกทีเมื่อเป็นตับแข็ง
ผลอัลตราซาวนด์ดีขึ้น แต่ค่าตับยังสูง หมายความว่าอะไร
อาจมีหลายคำตอบ ต้องให้แพทย์แปลผล เหตุผลที่เป็นไปได้ตามแหล่งอ้างอิง
- แนวทางไทยระบุว่าอัลตราซาวนด์ ตรวจไม่ไวเมื่อไขมันเหลือน้อย ภาพที่ดูดีขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าไขมันหมด
- AASLD ระบุว่าอัลตราซาวนด์ ไม่ได้บอกการอักเสบหรือพังผืด
- MedlinePlus ระบุว่าค่า ALT ได้รับผลจากหลายอย่าง เช่น ยา อาหารเสริม การออกกำลังกายหนัก และโรคตับอื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบ
ดังนั้นแพทย์อาจตรวจหาสาเหตุอื่นเพิ่ม หรือประเมินพังผืดด้วย FIB-4 หรือไฟโบรสแกน ควรบอกแพทย์ทุกครั้งว่ากินยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมอะไรอยู่ แม้จะคิดว่าไม่เกี่ยว
ความเชื่อ: กินอาหารเสริมแล้วไม่ต้องลดน้ำหนัก
ไม่จริง ไม่มีแนวทางเวชปฏิบัติฉบับใดที่เราตรวจแนะนำอาหารเสริมแทนการลดน้ำหนัก แนวทางไทย พ.ศ. 2569 ไม่แนะนำแม้แต่สารสกัดจากมิลค์ทิสเซิล (silymarin) เป็นการรักษามุ่งเป้า และ NIDDK แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้อาหารเสริม เพราะสมุนไพรบางชนิดทำลายตับได้
แม้แต่ยาที่แพทย์สั่งได้ในบางกลุ่ม แนวทางไทยก็กำหนดให้ใช้ ร่วมกับ การคุมอาหารและออกกำลังกายเสมอ อ่านต่อที่ ไขมันพอกตับ มียารักษาไหม ภาพรวมของโรคอ่านที่ ไขมันพอกตับคืออะไร
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus)
เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-15859-5-1473 ผลิตโดย บริษัท เซน ไบโอเทค จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 เม็ด เม็ดละ 1,200 มก. ฉลากแนะนำวันละ 1 เม็ด ฉลากระบุส่วนประกอบหลายรายการ (ดูรายการเต็มที่หน้าสินค้า) ส่วนที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้มีดังนี้
- โคลีน ไบทาร์เทรต (98%) 121.975 มก. (คิดเป็นตัวโคลีนราว 49 มก. เป็นค่าคำนวณจากฉลาก) — โคลีนเป็นสารอาหารจำเป็น งานทดลองในคนที่ให้อาสาสมัคร 57 คนกินอาหารที่แทบไม่มีโคลีน (น้อยกว่า 50 มก. ต่อวัน) พบว่าหลายคนเกิดไขมันพอกตับหรือกล้ามเนื้อเสียหาย และกลับเป็นปกติเมื่อเติมโคลีนคืน แต่งานนี้ศึกษาภาวะ "ขาด" โคลีน ไม่ได้พิสูจน์ว่าการเสริมโคลีนช่วยไขมันพอกตับที่เกิดจากน้ำหนักเกินหรือเบาหวาน ปริมาณในเม็ดราว 1 ใน 10 ของค่าแนะนำต่อวัน (ผู้ชาย 550 มก. ผู้หญิง 425 มก. ตามข้อมูล Linus Pauling Institute)
- ดีแอล-แอลฟา-โทโคเฟอริล แอซีเตต (50%) 10 มก. (ตัววิตามินอีอะซีเตตราว 5 มก. เป็นค่าคำนวณ) — วิตามินอีที่แนวทางไทยให้แพทย์พิจารณาสั่งในผู้ป่วย MASH บางกลุ่มคือ 400–800 ยูนิตต่อวัน ปริมาณในเม็ดต่ำกว่าแม้แต่ค่าแนะนำต่อวันของผู้ใหญ่ (15 มก.) จึงนำคำแนะนำนั้นมาใช้กับเม็ดนี้ไม่ได้
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้แทนการลดน้ำหนัก การคุมอาหาร และการออกกำลังกายไม่ได้ ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง และไม่มีหลักฐานว่าเม็ดนี้ทำให้ไขมันในตับ ค่าตับ หรือน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง
ข้อควรระวังที่ต้องอ่านก่อนตัดสินใจ
- ผู้ป่วยตับแข็ง: แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ระบุว่าผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงตับอักเสบและตับวาย คำแนะนำนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์นี้ด้วย ผู้ป่วยตับแข็งจึงไม่ควรรับประทาน เว้นแต่แพทย์ที่ดูแลอนุญาต
- ท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากระบุ ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ส่วนประกอบมีสารสกัดขมิ้นชัน ซึ่งงานศึกษาในอาสาสมัครพบว่าเคอร์คูมินเพียง 20 มก. ทำให้ถุงน้ำดีบีบตัว ผู้ที่มีนิ่วหรือโรคท่อน้ำดีต้องถามแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) หรือยาต้านเกล็ดเลือด: มีส่วนประกอบ 4 ตัวที่เกี่ยวข้อง คือ ผงถั่วนัตโตะ (ถั่วนัตโตะเป็นแหล่งวิตามินเค 2 ที่อาจรบกวนวาร์ฟาริน และฉลากไม่ได้ระบุปริมาณ) โคเอนไซม์ คิวเท็น ผงเก๋ากี้ และวิตามินอี ต้องบอกแพทย์ก่อนรับประทานเสมอ
- ผู้มีค่าตับสูง ไวรัสตับอักเสบ หรือโรคตับอื่น: ให้นำกล่องไปให้แพทย์ดูก่อน เพราะ NIDDK ระบุว่าสมุนไพรบางชนิดทำลายตับได้ และเครือข่ายเฝ้าระวังของสหรัฐ (DILIN) รายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน 10 ราย
- ฉลากระบุว่ามีนมและถั่วเหลือง เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ผู้ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
- หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้ หรือเบื่ออาหาร ให้หยุดผลิตภัณฑ์นี้และพบแพทย์ทันที (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อจนกว่าแพทย์จะบอก)
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าลีฟโปรพลัสทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
ราคาโปรโมชัน 4 กล่อง 1,790 บาท (ก.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Liv Pro Plus →คำถามที่พบบ่อย
ไขมันพอกตับหายได้ไหม
ไขมันและการอักเสบในตับลดลงได้เมื่อลดน้ำหนักและปรับพฤติกรรม พังผืดก็ถดถอยได้ในบางคน แต่ถ้าน้ำหนักกลับขึ้น โรคก็กลับมาได้ จึงต้องดูแลต่อเนื่อง
ไขมันพอกตับต้องลดน้ำหนักกี่กิโล
แนวทางไทยแนะนำลดอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ของน้ำหนักตั้งต้น เช่น หนัก 80 กก. คือ 4–8 กก. และร้อยละ 10 ขึ้นไปสัมพันธ์กับพังผืดลดลง
ลดน้ำหนักเร็วอันตรายต่อตับไหม
อันตรายได้ ศูนย์ศรีพัฒน์ มช. แนะนำลดราวเดือนละ 1–2 กก. เพราะการอดอาหารจนลดเร็วอาจทำให้ตับอักเสบรุนแรง และอาจเสียกล้ามเนื้อ
ไม่ลดน้ำหนักแต่ออกกำลังกายช่วยไขมันพอกตับไหม
ช่วยได้ NIDDK และ AASLD ระบุว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อตับแม้น้ำหนักไม่ลด แต่ถ้าน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักร่วมด้วยยังเป็นเป้าหลัก
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการดูแลโรคตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึมในประเทศไทย พ.ศ. 2569สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย
- Weight Loss Through Lifestyle Modification Significantly Reduces Features of Nonalcoholic Steatohepatitis (Vilar-Gomez 2015)Gastroenterology / PubMed
- Treatment for NAFLD & NASHNational Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK), NIH
- เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไขมันพอกตับ (Fatty liver)ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- โภชนาการกับไขมันพอกตับ (Nutrition and fatty liver disease)สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-09-29
อ่านต่อ
โรคไตความดันต่ำได้ไหม ไตเสื่อมแต่ความดันตก เกิดจากอะไร
โรคไตความดันต่ำได้ไหม ทำไมไตเสื่อมบางคนความดันตก ยาความดันหลายตัว ท้องเสีย การฟอกไต ทำให้หน้ามืดได้อย่างไร ความดันต่ำกระทบไตไหม และอาการไหนต้องรีบพบแพทย์
โรคไตกินวิตามินอี วิตามินเอ ได้ไหม วิตามินละลายในไขมันที่ต้องระวัง
โรคไตกินวิตามินอีได้ไหม ทำไมวิตามินเอสะสมง่ายในคนไตเสื่อม วิตามินอีกับยาต้านเกล็ดเลือด วิตามินสำหรับคนฟอกไตต่างจากวิตามินรวมอย่างไร และควรบอกแพทย์อย่างไร
กินวิตามินทุกวันเสี่ยงโรคไตไหม วิตามินซีทำลายไตจริงหรือ
วิตามินซีทำลายไตไหม คนไตปกติกินวันละเท่าไรยังปลอดภัย วิตามินตัวไหนไตต้องขับ กินหลายยี่ห้อพร้อมกันเสี่ยงอะไร ใครควรตรวจค่าไตก่อน และอาการไหนต้องพบแพทย์
ไตระยะ 2 ระยะ 3 กินวิตามินซีได้ไหม คนฟอกไตต้องระวังอะไร
ไตเสื่อมกินวิตามินซีได้ไหม แต่ละระยะต้องระวังต่างกันอย่างไร กี่มิลลิกรัมถือว่าสูง คนฟอกไตขาดวิตามินซีได้ไหม และทำไมการฉีดวิตามินซีขนาดสูงอันตรายต่อไต
