บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Oil

ไขมันพอกตับเสี่ยงโรคหัวใจจริงไหม ทำไมหมอห่วงหัวใจมากกว่าตับ

คำตอบสั้น: จริง สมาคมโรคตับอเมริกา (AASLD) ระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยไขมันพอกตับโดยรวม คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งนอกตับ ตามด้วยโรคตับ ส่วนแนวทางไทย พ.ศ. 2569 อ้างงานรวมที่พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าประชากรทั่วไปราว 1.4 เท่า แพทย์จึงประเมินความเสี่ยงหัวใจในผู้ป่วยไขมันพอกตับ ทุกราย ด้วยเครื่องมือ เช่น Thai CV Risk Score ไม่ได้ดูแค่ตับ

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • แนวทางไทย พ.ศ. 2569 อ้างงานรวมที่พบว่าราวร้อยละ 38.7 ของผู้ป่วยไขมันพอกตับมีโรคหัวใจและหลอดเลือดซ่อนอยู่โดยไม่มีอาการ
  • การเสียชีวิตจากโรคตับจะเด่นขึ้นเมื่อพังผืดในตับลุกลามแล้ว (AASLD)
  • แนวทางไทยให้ประเมินความเสี่ยงหัวใจในผู้ป่วยไขมันพอกตับทุกราย ร่วมกับวัดความดัน ตรวจน้ำตาล และตรวจไขมัน
  • เป้าคุมโรคร่วมตามแนวทางไทย: HbA1c ต่ำกว่าร้อยละ 7 · ความดันต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท · LDL ตามระดับความเสี่ยง
  • การลดน้ำหนักร้อยละ 5–10 ออกกำลังกาย งดบุหรี่และเหล้า ได้ประโยชน์ทั้งตับและหัวใจ

คนเป็นไขมันพอกตับเสียชีวิตจากโรคอะไรมากที่สุด

แนวทางของสมาคมโรคตับอเมริกา (AASLD) พ.ศ. 2566 สรุปว่า สาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยไขมันพอกตับโดยรวมคือโรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งที่ไม่ใช่มะเร็งตับ ตามด้วยโรคตับ ในผู้ป่วยที่ยังไม่มีพังผืดระยะลุกลาม โรคหัวใจและมะเร็งนอกตับเป็นสาเหตุหลัก ส่วนผู้ที่พังผืดลุกลามแล้ว การเสียชีวิตจากโรคตับจะเด่นขึ้น

ฝั่งไทย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลอธิบายว่าผู้ป่วยไขมันพอกตับมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดแดงและหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่พบร่วมได้บ่อย

ตับไม่ได้ไม่สำคัญ แนวทางไทยอ้างข้อมูลว่าพังผืดในผู้ป่วยไขมันพอกตับลุกลามเฉลี่ยราวหนึ่งระยะทุก 14.3 ปี แต่ในผู้ที่มีตับอักเสบร่วมด้วยเร็วขึ้นเป็นราวหนึ่งระยะทุก 7.1 ปี แพทย์จึงต้องดูทั้งสองด้านคู่กัน พื้นฐานของโรคอ่านได้ที่ ไขมันพอกตับคืออะไร

ไขมันพอกตับเกี่ยวกับหลอดเลือดแข็งตัวอย่างไร

สองโรคนี้มีปัจจัยเสี่ยงชุดเดียวกัน และแนวทางไทยระบุว่าสัมพันธ์กันใกล้ชิด

แนวทางไขมันพอกตับของไทย พ.ศ. 2569 เขียนว่าโรคนี้สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง และอ้างงานรวมว่าราวร้อยละ 38.7 ของผู้ป่วยมีโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมโดยไม่มีอาการ ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหัวใจ ได้แก่ เพศชาย อายุมากขึ้น สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และอ้วน ล้วนพบบ่อยในผู้ป่วยไขมันพอกตับ

AASLD เสริมว่าโรคนี้สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจล้มเหลว และหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF แต่ยัง ไม่ชัดว่าไขมันพอกตับเป็นตัวการโดยตรงมากแค่ไหน หรือเป็นเพราะปัจจัยเสี่ยงที่มาด้วยกัน ไม่ว่าแบบไหน ผลในทางปฏิบัติเหมือนกัน คือต้องคุมปัจจัยเสี่ยงหัวใจให้ดี

กลไกการเกิดคราบไขมันในผนังหลอดเลือดอธิบายทีละขั้นไว้ที่ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เกิดขึ้นได้อย่างไร

ควรประเมินความเสี่ยงหัวใจด้วยเครื่องมืออะไร

แนวทางไทย พ.ศ. 2569 แนะนำว่า ผู้ที่เสี่ยงหรือได้รับการวินิจฉัยไขมันพอกตับทุกรายควรประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยระบบคะแนน เช่น Thai CV Risk Score เพราะเป็นเครื่องมือที่พัฒนาและยืนยันความแม่นยำในคนไทย ใช้ข้อมูล อายุ เพศ การสูบบุหรี่ ความดันตัวบน เบาหวาน ร่วมกับคอเลสเตอรอลรวม หรือรอบเอวและส่วนสูง

แนวทางไขมันในเลือดของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ พ.ศ. 2567 ใช้คะแนนนี้ในคนอายุ 35–70 ปี ถ้าได้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ถือว่าเสี่ยงต่ำ ตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไปถือว่าเสี่ยงปานกลางถึงสูง วิธีใช้อยู่ที่ ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย Thai CV Risk Score

แนวทางไทยระบุด้วยว่ายังไม่มีข้อมูลความแม่นยำของคะแนนนี้ในผู้ป่วยไขมันพอกตับโดยตรง และการตรวจอื่น เช่น คะแนนแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ หรือความหนาผนังหลอดเลือดแดงที่คอ ยังไม่แนะนำให้ทำเป็นมาตรฐานในทุกราย แพทย์จะเลือกตรวจเพิ่มเป็นรายไป

ต้องตรวจไขมัน น้ำตาล ความดันบ่อยแค่ไหน

แนวทางไทย พ.ศ. 2569 ให้ประเมินปัจจัยเสี่ยงพื้นฐานอย่างเป็นระบบ ได้แก่ วัดความดัน ตรวจน้ำตาล และตรวจไขมันในเลือด ส่วนความถี่ขึ้นกับว่าเป็นโรคร่วมอะไรอยู่และใช้ยาอะไร ซึ่งแพทย์จะนัดตามนั้น หลักที่แหล่งไทยระบุไว้มีดังนี้

  • ไขมันในเลือด แนวทางราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ ให้ตรวจในทุกคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ถ้าเริ่มยาแล้วตรวจซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์ จากนั้นทุก 3–12 เดือน
  • ฝั่งตับ ถ้าค่า FIB-4 ต่ำกว่า 1.3 แนวทางไทยให้ตรวจซ้ำทุก 1–2 ปี
  • ความดัน วัดที่บ้านได้เองเป็นระยะ และจดค่าไปให้แพทย์ดู

เป้าหมายการคุมโรคร่วมในผู้ป่วยไขมันพอกตับตามแนวทางไทย คือ HbA1c ต่ำกว่าร้อยละ 7 ในคนเป็นเบาหวาน ความดันต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท และ LDL กับไตรกลีเซอไรด์ตามระดับความเสี่ยง โดยปรับตามความเหมาะสมของแต่ละคน

ไขมันพอกตับในคนผอมเสี่ยงหัวใจเหมือนคนอ้วนไหม

แหล่งที่ตรวจไม่ได้ให้ตัวเลขเปรียบเทียบความเสี่ยงหัวใจระหว่างคนผอมกับคนอ้วนที่เป็นโรคนี้ แต่สิ่งที่แนวทางไทยระบุชัดคือ

  • คนที่ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23 ก็เป็นไขมันพอกตับได้ ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น รอบเอวเกิน น้ำตาลสูง ความดันสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือ HDL ต่ำ
  • คำแนะนำให้ประเมินความเสี่ยงหัวใจใช้กับผู้ป่วย ทุกราย ไม่ได้ยกเว้นคนผอม
  • คนผอมที่เป็นโรคนี้ ลดน้ำหนักเพียงร้อยละ 3–5 ก็ช่วยลดไขมันในตับได้ และควรเน้นลดน้ำตาล ลดอาหารแปรรูปและไขมันอิ่มตัว และออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

คนผอมจึงไม่ควรวางใจว่าเสี่ยงน้อย อ่านเพิ่มได้ที่ ไขมันพอกตับ คนผอมเป็นได้ไหม

การดูแลแบบไหนได้ประโยชน์ทั้งตับและหัวใจ

ทุกข้อด้านล่างอยู่ในแนวทางไทย พ.ศ. 2569 และได้ผลทั้งสองฝั่ง

  • ลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ในคนน้ำหนักเกิน แนวทางระบุว่ามีประสิทธิภาพทั้งต่อไขมันพอกตับและความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิก ระดับปานกลางสะสมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนัก 75 นาที เพิ่มการออกแรงต้าน 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และลุกเดินทุก 30–60 นาที รายละเอียดอยู่ที่ ไขมันพอกตับ ออกกำลังกายแบบไหนดี
  • งดบุหรี่และเหล้า แนวทางแนะนำอย่างยิ่ง บุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับและการเสียชีวิตในผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • อาหารสุขภาพแบบสมดุล ผักผลไม้เป็นสัดส่วนใหญ่ ลดน้ำตาล แป้งขัดสี ไขมันอิ่มตัว เนื้อแดง และอาหารแปรรูป วิธีเลือกน้ำมันในครัวอยู่ที่ ไขมันพอกตับใช้น้ำมันอะไรทำอาหาร
  • กินยาตามแพทย์สั่ง โดยเฉพาะยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ซึ่งแนวทางไทยระบุว่าปลอดภัยสูงในผู้ป่วยกลุ่มนี้และมีหลักฐานชัดเจนว่าลดเหตุการณ์โรคหัวใจ ดู ไขมันพอกตับกินยาลดไขมันได้ไหม

ได้ยินว่าไขมันพอกตับเป็นโรคเล็ก ๆ ไม่ต้องสนใจ จริงไหม

ไม่จริง ที่คนคิดแบบนั้นเพราะโรคนี้มักไม่มีอาการ แนวทางไทยอ้างงานในสหรัฐฯ ว่าราวร้อยละ 96 ของผู้ป่วยไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็น ความเงียบนี้เองที่อันตราย เพราะทั้งหลอดเลือดและตับเสียหายไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว

เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ทันที

ถ้ามีอาการ ข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที

  • เจ็บแน่นกลางอก อาจมีเหงื่อแตกร่วม
  • หอบเหนื่อยมาก นอนราบไม่ได้
  • หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ชัด เวียนหัวเดินเซ หรือตามัวทันที
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือซึมสับสนผิดปกติ (พบในตับแข็งระยะท้ายได้)

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าออยล์ (Beta Oil)

เบต้าออยล์ (Beta Oil) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0001 บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. ฉลากให้รับประทานวันละ 1 แคปซูล ต่อ 1 แคปซูลมีน้ำมันคาโนลา 200 มก. น้ำมันมะกอก 200 มก. น้ำมันรำข้าว 109 มก. กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 30 มก. สารสกัดจากข้าว 10 มก. ดี-แอลฟา-โทโคเฟอริลแอซิเทต (50%) 5 มก. แอล-อาร์จินีน HCl 5 มก. แอล-ออร์นิทีน HCl 5 มก. และไฟโตสเตอรอล 2 มก.

ส่วนประกอบที่มักถูกถามคู่กับเรื่องหัวใจมีหลักฐานดังนี้ (รวมผลที่เป็นลบ)

  • น้ำมันมะกอก 200 มก. — งาน PREDIMED ในสเปนให้ผู้มีความเสี่ยงสูงกินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนร่วมกับน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์อย่างน้อยวันละ 4 ช้อนโต๊ะ ซึ่งมากกว่า 0.2 กรัมในแคปซูลหลายร้อยเท่า ส่วนงานรวมน้ำมันมะกอก 7 การทดลองในผู้ป่วยไขมันพอกตับไม่พบผลต่อค่า ALT และ AST
  • น้ำมันคาโนลา 200 มก. · น้ำมันรำข้าว 109 มก. — งานรวมการทดลองในคนพบว่า LDL ลดลงราว 6–7 มก./ดล. เมื่อใช้เป็นน้ำมันหลักในอาหารทั้งวัน (หลายสิบกรัม หรือน้ำมันรำข้าววันละ 30 มิลลิลิตรในงานของไทย) ไม่มีงานที่วัดผลต่อหัวใจวายหรือสโตรกโดยตรง
  • ไฟโตสเตอรอล 2 มก. — งานเรื่อง LDL ใช้วันละ 1.5–3 กรัม มากกว่าในแคปซูลราว 750–1,500 เท่า (คำนวณ) และยังไม่มีการทดลองที่พิสูจน์ว่าลดหัวใจวายหรือสโตรกโดยตรง

ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง การดูแลหัวใจของคนเป็นไขมันพอกตับยังอยู่ที่การลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย งดบุหรี่และเหล้า และยาที่แพทย์สั่ง สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานร่วมด้วย แนวทางเวชปฏิบัติโรคเบาหวานของไทย พ.ศ. 2566 ระบุว่าไม่แนะนำสารต้านอนุมูลอิสระในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดน้ำตาลหรือเพื่อป้องกันโรคหัวใจ

ข้อควรระวัง: ผลิตภัณฑ์มีวิตามินอี ซึ่งในขนาดสูง (หลายร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป) อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน หรือยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล และมีแอล-อาร์จินีน ซึ่งศูนย์มะเร็ง MSKCC ระบุว่าอาจเสริมฤทธิ์ยาลดความดัน ส่วนงานวิจัย VINTAGE MI ในผู้ป่วยหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย (ใช้อาร์จินีนวันละ 9 กรัม) พบผู้เสียชีวิตในกลุ่มอาร์จินีนมากกว่า ฉลากระบุว่าเด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน และผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ที่เป็นตับแข็งแล้ว แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของไทย พ.ศ. 2568 แนะนำว่าไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร หากเริ่มรับประทานแล้วมีอาการผิดปกติ ให้หยุดผลิตภัณฑ์นี้ (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อ) แล้วปรึกษาแพทย์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าออยล์ทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Oil ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มิลลิกรัม

Beta Oilเบต้าออยล์

เลข อย. 13-1-01566-5-0001

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (ก.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Oil →

คำถามที่พบบ่อย

ไขมันพอกตับเสี่ยงโรคหัวใจจริงไหม

จริง แนวทางไทยปี 2569 อ้างงานรวมว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าประชากรทั่วไปราว 1.4 เท่า และราวร้อยละ 38.7 มีโรคหัวใจและหลอดเลือดซ่อนอยู่โดยไม่มีอาการ

คนเป็นไขมันพอกตับเสียชีวิตจากอะไรมากที่สุด

AASLD ระบุว่าสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดโดยรวมคือโรคหัวใจและหลอดเลือดและมะเร็งนอกตับ ตามด้วยโรคตับ แต่ในผู้ที่พังผืดในตับลุกลามแล้ว การเสียชีวิตจากโรคตับจะเด่นขึ้น

ไขมันพอกตับต้องตรวจหัวใจด้วยอะไร

แนวทางไทยแนะนำให้ประเมินความเสี่ยงด้วยระบบคะแนน เช่น Thai CV Risk Score ร่วมกับวัดความดัน ตรวจน้ำตาล และตรวจไขมันในเลือด ในผู้ป่วยทุกราย

ไขมันพอกตับในคนผอมอันตรายไหม

คนผอมก็เป็นได้ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่น และแนวทางไทยให้ประเมินความเสี่ยงหัวใจในผู้ป่วยทุกราย ไม่ยกเว้นคนผอม การลดน้ำหนักเพียงร้อยละ 3–5 ก็ช่วยลดไขมันในตับได้

ดูแลอย่างไรให้ได้ประโยชน์ทั้งตับและหัวใจ

ลดน้ำหนักร้อยละ 5–10 ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ งดบุหรี่และเหล้า กินอาหารสมดุลลดน้ำตาลและไขมันอิ่มตัว และกินยาตามที่แพทย์สั่ง

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-05

อ่านต่อ

โรคไตความดันต่ำได้ไหม ไตเสื่อมแต่ความดันตก เกิดจากอะไร

โรคไตความดันต่ำได้ไหม ทำไมไตเสื่อมบางคนความดันตก ยาความดันหลายตัว ท้องเสีย การฟอกไต ทำให้หน้ามืดได้อย่างไร ความดันต่ำกระทบไตไหม และอาการไหนต้องรีบพบแพทย์

โรคไตกินวิตามินอี วิตามินเอ ได้ไหม วิตามินละลายในไขมันที่ต้องระวัง

โรคไตกินวิตามินอีได้ไหม ทำไมวิตามินเอสะสมง่ายในคนไตเสื่อม วิตามินอีกับยาต้านเกล็ดเลือด วิตามินสำหรับคนฟอกไตต่างจากวิตามินรวมอย่างไร และควรบอกแพทย์อย่างไร

กินวิตามินทุกวันเสี่ยงโรคไตไหม วิตามินซีทำลายไตจริงหรือ

วิตามินซีทำลายไตไหม คนไตปกติกินวันละเท่าไรยังปลอดภัย วิตามินตัวไหนไตต้องขับ กินหลายยี่ห้อพร้อมกันเสี่ยงอะไร ใครควรตรวจค่าไตก่อน และอาการไหนต้องพบแพทย์

ไตระยะ 2 ระยะ 3 กินวิตามินซีได้ไหม คนฟอกไตต้องระวังอะไร

ไตเสื่อมกินวิตามินซีได้ไหม แต่ละระยะต้องระวังต่างกันอย่างไร กี่มิลลิกรัมถือว่าสูง คนฟอกไตขาดวิตามินซีได้ไหม และทำไมการฉีดวิตามินซีขนาดสูงอันตรายต่อไต

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 733 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันพิเศษFacebookแชท