เกี่ยวกับ ความรู้หัวใจและหลอดเลือด
ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เกิดขึ้นได้อย่างไร อธิบายทีละขั้น

คำว่าไขมันอุดตันในเส้นเลือด ในทางการแพทย์เรียกว่าภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หรือ Atherosclerosis
หลายคนเข้าใจว่ามันคือไขมันลอยมาเกาะที่ผนังหลอดเลือดเหมือนคราบในท่อน้ำ ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ผนังหลอดเลือดมี 3 ชั้น
- ชั้นในสุด เป็นเซลล์บาง ๆ เรียงเรียบสัมผัสกับกระแสเลือดโดยตรง
- ชั้นกลาง เป็นกล้ามเนื้อเรียบและเส้นใยยืดหยุ่น
- ชั้นนอก เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
เรื่องทั้งหมดเริ่มที่ชั้นในสุด
กระบวนการทีละขั้น
ขั้นที่ 1 ผนังชั้นในบาดเจ็บ
สิ่งที่ทำให้ชั้นในบาดเจ็บ เช่น
- ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นแรงกระแทกที่ผนังตลอดเวลา
- สารจากควันบุหรี่
- ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรัง
- การอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
ขั้นที่ 2 อนุภาค LDL แทรกเข้าใต้ผนัง
เมื่อชั้นในไม่เรียบสมบูรณ์ อนุภาค LDL ที่ลอยอยู่ในเลือดจะแทรกเข้าไปสะสมใต้ผนังได้ง่ายขึ้น
ยิ่งมี LDL ในเลือดมาก โอกาสแทรกเข้าไปก็ยิ่งมาก ทำความเข้าใจ LDL ได้ที่ LDL กับ HDL ต่างกันอย่างไร
ขั้นที่ 3 เกิดการอักเสบ
ร่างกายมองว่า LDL ที่ค้างและถูกเปลี่ยนสภาพใต้ผนังคือสิ่งแปลกปลอม จึงส่งเม็ดเลือดขาวเข้าไปเก็บกิน
เม็ดเลือดขาวที่กินไขมันจนอิ่มตัวจะกลายเป็นเซลล์บวมที่เรียกว่าเซลล์โฟม และตายสะสมอยู่ตรงนั้น
นี่คือจุดสำคัญที่คนเข้าใจผิด สิ่งที่พอกอยู่ไม่ใช่ไขมันล้วน แต่เป็นซากของกระบวนการอักเสบ
ขั้นที่ 4 เกิดคราบไขมัน
การสะสมนี้กลายเป็นก้อนที่เรียกว่าคราบไขมันหรือ Plaque ซึ่งนูนเข้าไปในรูหลอดเลือด ทำให้รูแคบลง
ร่างกายพยายามสร้างเปลือกเส้นใยหุ้มคราบนี้ไว้เพื่อกันไม่ให้สัมผัสกระแสเลือด
ขั้นที่ 5 คราบแตกและเกิดลิ่มเลือด
นี่คือขั้นที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เฉียบพลัน
ถ้าเปลือกที่หุ้มบางและแตกออก เลือดจะสัมผัสกับเนื้อในของคราบ ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างลิ่มเลือดทันทีเหมือนเวลามีบาดแผล
ลิ่มเลือดนั้นสามารถอุดหลอดเลือดได้ในเวลาไม่กี่นาที
- ถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
- ถ้าเกิดที่หลอดเลือดสมอง เกิดภาวะสมองขาดเลือด
เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
คราบขนาดเล็กที่เปลือกบาง อันตรายกว่าคราบขนาดใหญ่ที่เปลือกหนา
เพราะเหตุการณ์เฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากคราบที่แตก ไม่ใช่จากคราบที่ค่อย ๆ โตจนตันสนิท
นี่คือเหตุผลที่คนที่ตรวจแล้ว "หลอดเลือดยังไม่ตีบมาก" ก็ยังต้องจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้
- ระดับ LDL ที่สูง
- ความดันโลหิตสูง
- การสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำร้ายผนังชั้นในโดยตรง
- เบาหวานและน้ำตาลที่คุมไม่ดี
- น้ำหนักเกินและรอบเอวมาก
- ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
- รูปแบบการกินที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง
เรื่องชนิดของไขมันในอาหารมีรายละเอียดที่ควรรู้ อ่านต่อได้ที่ ไขมันในอาหารกับหลอดเลือด
ข่าวดี
กระบวนการนี้ใช้เวลาสะสมหลายสิบปี และชะลอได้ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยง
สิ่งที่มีหลักฐานชัดที่สุดคือการเลิกบุหรี่ การคุมความดัน การคุม LDL ตามเป้าที่แพทย์กำหนด และการเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าออยล์ (Beta Oil)
เบต้าออยล์ (Beta Oil) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบต้า ออยล์ เลข อย. 13-1-01566-5-0001 เกี่ยวกับบทความนี้ตรงที่ฉลากมีไฟโตสเตอรอล 2 มก. ต่อแคปซูล ซึ่งเป็นสารที่มีงานวิจัยเรื่อง LDL และมีน้ำมันพืช 3 ชนิด คือน้ำมันคาโนลา 200 มก. น้ำมันมะกอก 200 มก. และน้ำมันรำข้าว 109 มก. ฉลากให้รับประทานวันละ 1 แคปซูล
แพลนท์สเตอรอลและสตานอลมีงานวิจัยในคนว่า เมื่อได้รับวันละ 1.5–3 กรัมพร้อมอาหาร ค่า LDL ลดลงราว 7–12% (ตามข้อความที่ยุโรปอนุญาต) แต่ยังไม่มีการทดลองที่พิสูจน์ว่าสารนี้ลดการเกิดหัวใจวายหรือสโตรกโดยตรง ในแคปซูลมี 2 มิลลิกรัม (0.002 กรัม) น้อยกว่าปริมาณที่ศึกษาประมาณ 1,000 เท่า ตัวเลขจากงานวิจัยจึงนำมาใช้กับแคปซูลนี้ไม่ได้
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าออยล์ทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยและไม่ใช่คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ค่าอ้างอิงของห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย ให้ยึดค่าอ้างอิงที่พิมพ์อยู่ในใบผลตรวจของคุณเป็นหลัก
และให้แพทย์เป็นผู้แปลผลร่วมกับประวัติสุขภาพของคุณเสมอ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด
ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Oil →คำถามที่พบบ่อย
ไขมันอุดตันในเส้นเลือดคือไขมันมาเกาะผนังใช่ไหม
ไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่พอกอยู่ไม่ใช่ไขมันล้วน แต่เป็นซากของกระบวนการอักเสบ เกิดจาก LDL ที่แทรกเข้าใต้ผนังหลอดเลือดที่บาดเจ็บ แล้วเม็ดเลือดขาวเข้าไปเก็บกินจนกลายเป็นเซลล์โฟมสะสม
คราบใหญ่หรือคราบเล็กอันตรายกว่ากัน
คราบขนาดเล็กที่มีเปลือกบางอันตรายกว่าคราบใหญ่ที่เปลือกหนา เพราะเหตุการณ์เฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากคราบที่แตกแล้วเกิดลิ่มเลือด ไม่ใช่จากคราบที่ค่อย ๆ โตจนตันสนิท
อะไรทำให้ผนังหลอดเลือดบาดเจ็บ
ที่พบบ่อยคือความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นแรงกระแทกตลอดเวลา สารจากควันบุหรี่ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรัง และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
ตรวจแล้วหลอดเลือดยังไม่ตีบมาก ยังต้องคุมปัจจัยเสี่ยงไหม
ต้องคุม เพราะเหตุการณ์เฉียบพลันมักเกิดจากคราบเล็กที่เปลือกบางแตกออก ไม่ได้เกิดจากระดับการตีบเพียงอย่างเดียว
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- ไขมันดี (HDL) ไขมันร้าย (LDL) ต่างกันอย่างไรคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- แนวทางการดูแลรักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-08-13
อ่านต่อ

หลอดเลือดสมองตีบ สัญญาณเตือนและหลัก FAST ที่ต้องจำให้ได้
ภาวะหลอดเลือดสมองเป็นเรื่องฉุกเฉินที่ทุกนาทีมีความหมาย หน้านี้อธิบายหลัก FAST สัญญาณเตือนอื่น เหตุผลที่ต้องจำเวลาเริ่มมีอาการ

คราบไขมันในหลอดเลือด ตรวจเจอได้อย่างไรบ้าง
คราบไขมันในหลอดเลือดตรวจเจอได้อย่างไร หน้านี้เรียงวิธีตรวจจากง่ายไปหายาก ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การวัดความหนาผนังหลอดเลือดที่คอ

ความดันสูงกระทบอวัยวะไหนบ้าง หัวใจ สมอง ไต ตา
ความดันโลหิตสูงทำลายหัวใจ สมอง ไต และดวงตาอย่างเงียบ ๆ หน้านี้อธิบายกลไกว่าทำไมหลอดเลือดจึงเสียหาย ผลกระทบต่อแต่ละอวัยวะ สิ่งที่แพทย์ใช้ตรวจติดตาม

ยาลดความดันมีกี่กลุ่ม ทำไมแพทย์ถึงเปลี่ยนยาบ่อย
ยาลดความดันมีหลายกลุ่มเพราะร่างกายควบคุมความดันด้วยหลายกลไก หน้านี้อธิบายกลุ่มยาที่พบบ่อย ผลข้างเคียงที่ควรแจ้งแพทย์ เหตุผลที่แพทย์เปลี่ยนยา
