เกี่ยวกับ Beta Oil
ไขมันพอกตับกินยาลดไขมันได้ไหม ทำไมหมอยังสั่งทั้งที่ค่าตับสูงอยู่
คำตอบสั้น: กินได้ แนวทางเวชปฏิบัติไขมันพอกตับของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2569 ระบุว่ายาลดไขมันกลุ่มสแตตินเป็นยาหลักที่ควรใช้ในผู้ป่วยไขมันพอกตับที่มีไขมันในเลือดสูงและเสี่ยงโรคหัวใจ และ มีความปลอดภัยสูงแม้ในรายที่ค่าเอนไซม์ตับสูงเล็กน้อย แพทย์ยังสั่งยาเพราะสิ่งที่คุกคามชีวิตคนกลุ่มนี้บ่อยที่สุดคือโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ใช่ตับวายจากยา ส่วนการตัดสินว่าค่าตับขึ้นแค่ไหนต้องหยุดหรือเปลี่ยนยา เป็นหน้าที่ของแพทย์ ห้ามหยุดเอง
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- แนวทางไทย พ.ศ. 2569 และสมาคมโรคตับอเมริกา (AASLD) พ.ศ. 2566 ระบุตรงกันว่าสแตตินปลอดภัยในผู้ป่วยไขมันพอกตับ
- แนวทางไขมันในเลือดของไทย พ.ศ. 2567 อ้างงานรวมการทดลองว่าสแตตินไม่ได้เพิ่มค่าเอนไซม์ตับ (ALT) อย่างมีนัยสำคัญ
- ค่าตับสูงจากไขมันพอกตับมักสูงไม่มาก ศูนย์ศรีพัฒน์ มช. ระบุว่ามักสูงราว 1.5 เท่าของค่าปกติ
- แนวทางไทยให้ตรวจค่าเอนไซม์ตับก่อนเริ่มยา และตรวจซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์ในคนที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ค่าตับเดิมผิดปกติ
- สแตตินลด LDL ได้ร้อยละ 21–55 ตามชนิดและขนาดยา อาหารเสริมใช้แทนยาไม่ได้
คนเป็นไขมันพอกตับกินยากลุ่มสแตตินได้ไหม
ได้ และแพทย์มักอยากให้กินถ้ามีข้อบ่งชี้ แนวทางไขมันพอกตับของไทย พ.ศ. 2569 เขียนไว้ว่ายาสแตติน เช่น อะทอร์วาสแตติน โรสุวาสแตติน ซิมวาสแตติน เป็นยาหลักที่ควรใช้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ เพราะปลอดภัยสูงแม้ค่าเอนไซม์ตับสูงเล็กน้อย และมีหลักฐานชัดเจนว่าลดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรง
แนวทางของสมาคมโรคตับอเมริกา (AASLD) พ.ศ. 2566 ก็ระบุว่าสแตตินปลอดภัยและแนะนำให้ใช้เพื่อดูแลความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยไขมันพอกตับทุกระยะ รวมถึงตับแข็งระยะที่ตับยังทำงานชดเชยได้ และยังบอกด้วยว่าในทางปฏิบัติแพทย์มักใช้ยานี้น้อยเกินไป ทั้งที่ข้อมูลความปลอดภัยมีมาก
ข้อยกเว้นที่แพทย์ต้องพิจารณาเฉพาะราย เช่น ตับแข็งระยะที่ตับทำงานไม่ไหวแล้ว ซึ่ง AASLD ระบุว่ามีข้อมูลจำกัด และต้องติดตามใกล้ชิด
ทำไมแพทย์ห่วงโรคหัวใจในคนไขมันพอกตับมากกว่าตับวาย
เพราะตัวเลขการเสียชีวิตบอกอย่างนั้น AASLD ระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยไขมันพอกตับโดยรวมคือโรคหัวใจและหลอดเลือดกับมะเร็งนอกตับ ตามด้วยโรคตับ ส่วนการเสียชีวิตจากโรคตับจะเด่นขึ้นเมื่อพังผืดในตับลุกลามแล้ว
แนวทางไทยอ้างงานรวมที่พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าประชากรทั่วไปราว 1.4 เท่า การลด LDL ด้วยยาจึงมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องค่าตับขยับเล็กน้อย รายละเอียดอยู่ที่ ไขมันพอกตับเสี่ยงโรคหัวใจจริงไหม
ค่าตับสูงจากไขมันพอกตับ ต่างจากค่าตับสูงเพราะยาอย่างไร
ดูจากระดับที่สูง ช่วงเวลาที่เกิด และอาการร่วม ซึ่งแพทย์จะเป็นคนแปลผล
- ค่าตับสูงจากไขมันพอกตับ มักสูงไม่มาก ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า AST และ ALT มักสูงราว 1.5 เท่าของค่าปกติ และมีมาก่อนเริ่มยา คู่มืออายุรศาสตร์ของ รพ.รามาธิบดี จัดค่าที่สูงไม่ถึง 2–3 เท่าเป็นระดับสูงเล็กน้อย
- ค่าตับสูงจากยา แพทย์จะสงสัยเมื่อค่าขึ้นหลังเริ่มยาใหม่หรือเพิ่มขนาดยา โดยเฉพาะเมื่อขึ้นมาก หรือมีอาการ เช่น ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลียมาก
นี่คือเหตุผลที่แนวทางไขมันในเลือดของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ พ.ศ. 2567 ให้ ตรวจค่าเอนไซม์ตับก่อนเริ่มสแตติน จะได้มีค่าตั้งต้นไว้เทียบ และไม่เข้าใจผิดว่าค่าที่สูงอยู่แล้วจากไขมันพอกตับเกิดจากยา
แนวทางเดียวกันอ้างงานรวมการทดลองว่าสแตตินไม่ได้เพิ่มค่า ALT อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก เรื่องยาลดไขมันกับตับในภาพรวมอ่านได้ที่ ยาลดไขมันทำลายตับไหม
หลังเริ่มยาลดไขมัน ต้องเจาะค่าตับซ้ำเมื่อไร
แนวทางของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ พ.ศ. 2567 วางหลักไว้ดังนี้
- ตรวจค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT) ก่อนเริ่มสแตติน เพื่อหาภาวะตับอักเสบรุนแรงที่เป็นข้อห้ามใช้ยา
- คนที่มีข้อบ่งชี้ เช่น เสี่ยงตับอักเสบสูง หรือค่าตับก่อนเริ่มยาผิดปกติ ให้ตรวจซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์หลังเริ่มยา หรือเมื่อเปลี่ยนขนาดหรือชนิดยา
- หลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำบ่อย ให้ตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้หรือมีอาการผิดปกติ
- ค่าไขมันในเลือดตรวจซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์หลังเริ่มยา แล้วติดตามเป็นครั้งคราว เช่น ทุก 3–12 เดือน
คนเป็นไขมันพอกตับมักเข้าข้อ 2 เพราะค่าตับเดิมสูงอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่แพทย์นัดเจาะเลือดถี่ขึ้นช่วงแรก
ค่าตับขึ้นเท่าไรจึงต้องหยุดหรือเปลี่ยนยา
เรื่องนี้ต้องให้แพทย์ตัดสิน แต่การรู้หลักไว้ช่วยให้ไม่ตกใจเกินเหตุ
- แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ระบุว่ากรณีไม่ได้ตรวจค่าตับก่อนเริ่มยา แล้วพบว่า AST หรือ ALT สูงเกิน 3 เท่าของค่าสูงสุดของเกณฑ์ปกติ แพทย์อาจให้หยุดสแตตินชั่วคราวเพื่อหาสาเหตุ
- แนวทางเดียวกัน ไม่แนะนำ ให้เปลี่ยนจากสแตตินไปใช้ยาอีเซทิไมบ์เดี่ยว ๆ ถ้าค่าตับสูงไม่เกิน 3 เท่าและยังไม่ได้หาสาเหตุอื่น
- ถ้ามีอาการ ข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอนัด: ปวดกล้ามเนื้อมาก · ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ · ตาเหลือง ตัวเหลือง (คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล เตือนว่าปวดกล้ามเนื้อมากกับปัสสาวะสีเข้มเป็นสัญญาณอันตรายจากกล้ามเนื้อสลาย)
ค่าตับขยับขึ้นเล็กน้อยจากเดิมจึงไม่ใช่เหตุให้เลิกยาเอง เพราะการหยุดยาทำให้ LDL กลับขึ้นและความเสี่ยงหัวใจกลับมา ถ้าปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่านต่อได้ที่ กินยาลดไขมันแล้วปวดกล้ามเนื้อ
ยาลดไขมันช่วยให้ไขมันพอกตับดีขึ้นด้วยไหม
ข้อมูลยังไม่ตรงกันพอจะเรียกเป็นยารักษาตับ แนวทางไทย พ.ศ. 2569 เขียนว่าสแตติน "อาจมีประโยชน์เพิ่มเติมต่อการอักเสบและพังผืดของตับ" ขณะที่ AASLD ระบุว่าสแตตินไม่ควรใช้เป็นยารักษาตับอักเสบจากไขมัน เพราะยังไม่เห็นประโยชน์ต่อชิ้นเนื้อตับที่ชัดเจน
สรุปง่าย ๆ คือ สแตตินมีไว้ดูแลหัวใจและหลอดเลือด ส่วนตัวตับยังต้องอาศัยการลดน้ำหนัก ปรับอาหาร ออกกำลังกาย งดเหล้า และยาเฉพาะทางที่แพทย์โรคตับพิจารณา ยาที่ใช้กับไขมันพอกตับโดยตรงอ่านได้ที่ ไขมันพอกตับ มียารักษาไหม
ไม่อยากกินยา ใช้อาหารเสริมแทนได้หรือเปล่า
ไม่ได้ ตัวเลขต่างกันมาก แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ระบุว่าสแตตินลด LDL ได้ร้อยละ 21–55 ตามชนิดและขนาด ขณะที่อาหารเสริมที่มีหลักฐานดีที่สุดเรื่อง LDL อย่างแพลนท์สเตอรอล ลดได้ราวร้อยละ 7–12 ที่ขนาดวันละ 1.5–3 กรัม และยังไม่มีการทดลองที่พิสูจน์ว่าลดหัวใจวายหรือสโตรกได้
มูลนิธิของสมาคมไขมันแห่งชาติสหรัฐฯ (NLA) ย้ำว่าอาหารเสริมเป็นส่วนเสริม ไม่ใช่ทางเลือกแทนยา อาหาร และการออกกำลังกาย คนเป็นไขมันพอกตับยังต้องระวังอาหารเสริมและสมุนไพรเป็นพิเศษ เพราะคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแนะนำให้หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อาจมีผลข้างเคียงต่อตับ อ่านเพิ่มได้ที่ ไขมันในเลือดสูงขอลองอาหารเสริมก่อนกินยาได้ไหม และ ไขมันพอกตับห้ามกินวิตามินอะไร
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าออยล์ (Beta Oil)
เบต้าออยล์ (Beta Oil) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0001 บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. ฉลากให้รับประทานวันละ 1 แคปซูล ต่อ 1 แคปซูลมีน้ำมันคาโนลา 200 มก. น้ำมันมะกอก 200 มก. น้ำมันรำข้าว 109 มก. กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 30 มก. สารสกัดจากข้าว 10 มก. ดี-แอลฟา-โทโคเฟอริลแอซิเทต (50%) 5 มก. แอล-อาร์จินีน HCl 5 มก. แอล-ออร์นิทีน HCl 5 มก. และไฟโตสเตอรอล 2 มก.
ผลิตภัณฑ์นี้ ไม่ใช่ยาลดไขมัน และไม่ได้มีไว้แทนยาสแตติน ส่วนประกอบที่มักถูกถามคู่กับยาลดไขมันมีหลักฐานดังนี้
- ไฟโตสเตอรอล 2 มก. — ในงานรวม 15 การทดลองกับผู้ที่กินสแตตินอยู่แล้ว การเสริมแพลนท์สเตอรอลหรือสตานอลวันละ 1.8–6 กรัม (ค่ากลาง 2.5 กรัม) ลด LDL ได้เพิ่มอีกราว 0.30 มิลลิโมลต่อลิตรจากที่ยาทำได้ แต่ไม่ได้วัดผลต่อโรคหัวใจ ปริมาณในแคปซูลน้อยกว่าที่ศึกษาราว 900–3,000 เท่า (คำนวณ)
- น้ำมันคาโนลา 200 มก. · น้ำมันมะกอก 200 มก. · น้ำมันรำข้าว 109 มก. — งานที่พบว่า LDL ลดลงเล็กน้อยใช้น้ำมันระดับปรุงอาหารทั้งวัน (หลายสิบกรัม หรือน้ำมันรำข้าววันละ 30 มิลลิลิตร) ส่วนงานรวมน้ำมันมะกอก 7 การทดลองในผู้ป่วยไขมันพอกตับไม่พบผลต่อค่า ALT และ AST
ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง ผู้ที่กินยาลดไขมันอยู่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ
ข้อควรระวัง: ผลิตภัณฑ์มีวิตามินอี ซึ่งในขนาดสูง (หลายร้อยมิลลิกรัมขึ้นไป) อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน หรือยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล และมีแอล-อาร์จินีน ซึ่งศูนย์มะเร็ง MSKCC ระบุว่าอาจเสริมฤทธิ์ยาลดความดัน ส่วนงานวิจัย VINTAGE MI ในผู้ป่วยหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย (ใช้อาร์จินีนวันละ 9 กรัม) พบผู้เสียชีวิตในกลุ่มอาร์จินีนมากกว่า ฉลากระบุว่าเด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน และผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ที่เป็นตับแข็งแล้ว แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของไทย พ.ศ. 2568 แนะนำว่าไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร หากเริ่มรับประทานแล้วมีอาการผิดปกติ ให้หยุดผลิตภัณฑ์นี้ (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อ) แล้วปรึกษาแพทย์
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าออยล์ทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (ก.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Oil →คำถามที่พบบ่อย
ไขมันพอกตับกินยาลดไขมันได้ไหม
ได้ แนวทางสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทยปี 2569 ระบุว่ายากลุ่มสแตตินเป็นยาหลักที่ควรใช้และปลอดภัยสูงในผู้ป่วยไขมันพอกตับ แม้ค่าเอนไซม์ตับสูงเล็กน้อย
ค่าตับสูงอยู่แล้ว ทำไมหมอยังสั่งยาลดไขมัน
เพราะสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยของผู้ป่วยไขมันพอกตับคือโรคหัวใจและหลอดเลือด และงานรวมการทดลองไม่พบว่าสแตตินเพิ่มค่า ALT อย่างมีนัยสำคัญ แพทย์จึงตรวจค่าตับก่อนเริ่มยาไว้เทียบ
กินยาลดไขมันต้องเจาะค่าตับบ่อยแค่ไหน
แนวทางไทยปี 2567 ให้ตรวจก่อนเริ่มยา และตรวจซ้ำที่ 4–12 สัปดาห์ในคนที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ค่าตับเดิมผิดปกติ หลังจากนั้นตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้หรืออาการผิดปกติ
ค่าตับขึ้นเท่าไรต้องหยุดยาลดไขมัน
แนวทางไทยระบุว่าถ้าค่าเอนไซม์ตับสูงเกิน 3 เท่าของค่าสูงสุดปกติ แพทย์อาจให้หยุดยาชั่วคราวเพื่อหาสาเหตุ การหยุดหรือเปลี่ยนยาต้องเป็นการตัดสินของแพทย์ ห้ามหยุดเอง
ใช้อาหารเสริมแทนยาลดไขมันได้ไหม
ไม่ได้ สแตตินลด LDL ได้ร้อยละ 21–55 ส่วนอาหารเสริมที่มีหลักฐานดีที่สุดลดได้ราวร้อยละ 7–12 ที่ขนาดหลายกรัมต่อวัน และไม่มีหลักฐานว่าลดหัวใจวายได้
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการดูแลโรคตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึมในประเทศไทย พ.ศ. 2569สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย
- AASLD Practice Guidance on the clinical assessment and management of nonalcoholic fatty liver disease (Rinella 2023)Hepatology / American Association for the Study of Liver Diseases (PMC)
- แนวทางเวชปฏิบัติการบำบัดภาวะไขมันผิดปกติในเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด พ.ศ. 2567ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยฯ
- Patients with abnormal liver function testภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
- ยาลดไขมัน...ผลไม่พึงประสงค์ต่อกล้ามเนื้อคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-05
อ่านต่อ
โรคไตความดันต่ำได้ไหม ไตเสื่อมแต่ความดันตก เกิดจากอะไร
โรคไตความดันต่ำได้ไหม ทำไมไตเสื่อมบางคนความดันตก ยาความดันหลายตัว ท้องเสีย การฟอกไต ทำให้หน้ามืดได้อย่างไร ความดันต่ำกระทบไตไหม และอาการไหนต้องรีบพบแพทย์
โรคไตกินวิตามินอี วิตามินเอ ได้ไหม วิตามินละลายในไขมันที่ต้องระวัง
โรคไตกินวิตามินอีได้ไหม ทำไมวิตามินเอสะสมง่ายในคนไตเสื่อม วิตามินอีกับยาต้านเกล็ดเลือด วิตามินสำหรับคนฟอกไตต่างจากวิตามินรวมอย่างไร และควรบอกแพทย์อย่างไร
กินวิตามินทุกวันเสี่ยงโรคไตไหม วิตามินซีทำลายไตจริงหรือ
วิตามินซีทำลายไตไหม คนไตปกติกินวันละเท่าไรยังปลอดภัย วิตามินตัวไหนไตต้องขับ กินหลายยี่ห้อพร้อมกันเสี่ยงอะไร ใครควรตรวจค่าไตก่อน และอาการไหนต้องพบแพทย์
ไตระยะ 2 ระยะ 3 กินวิตามินซีได้ไหม คนฟอกไตต้องระวังอะไร
ไตเสื่อมกินวิตามินซีได้ไหม แต่ละระยะต้องระวังต่างกันอย่างไร กี่มิลลิกรัมถือว่าสูง คนฟอกไตขาดวิตามินซีได้ไหม และทำไมการฉีดวิตามินซีขนาดสูงอันตรายต่อไต
