บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Oil

ไขมันในเลือดสูงเท่าไหร่ต้องกินยา หมอดูอะไรนอกจากตัวเลข

คำตอบสั้น: ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน แนวทางเวชปฏิบัติของไทย พ.ศ. 2567 ให้แพทย์ดู ค่า LDL คู่กับความเสี่ยงโดยรวม เช่น อายุ เบาหวาน ประวัติหัวใจขาดเลือดหรือสโตรก และคะแนนความเสี่ยงโรคหัวใจใน 10 ปี คนที่ LDL ตั้งแต่ 190 มก./ดล. เคยเป็นโรคหัวใจหรือสโตรก หรือมีไขมันสูงจากพันธุกรรม มักได้แผนการรักษาที่เข้มกว่า ส่วนคนที่ความเสี่ยงต่ำ แพทย์มักให้ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อนพิจารณายา

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • แนวทางของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยฯ พ.ศ. 2567 ใช้ LDL เป็นเป้าหลัก ไม่ใช่คอเลสเตอรอลรวม
  • ความเสี่ยงโรคหัวใจใน 10 ปี (Thai CV Risk Score) ต่ำกว่าร้อยละ 10 = เสี่ยงต่ำ ตั้งแต่ร้อยละ 10 = ปานกลางถึงสูง
  • คนที่เคยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มีเป้า LDL ต่ำกว่า 55 มก./ดล. ซึ่งเข้มกว่าคนทั่วไปมาก
  • ยาสแตตินลด LDL ได้ราวร้อยละ 21–55 ตามชนิดและขนาดยา
  • ถ้ายังไม่พร้อมกินยา ให้บอกแพทย์ตรง ๆ และถามว่าทางเลือกแต่ละทางมีผลต่อความเสี่ยงอย่างไร อย่าเลื่อนหรืองดยาที่แพทย์สั่งไปเอง

LDL เท่าไรที่แพทย์มักให้ยา

แนวทางเวชปฏิบัติเรื่องภาวะไขมันผิดปกติในเลือด พ.ศ. 2567 ของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยฯ กำหนด เป้าหมาย LDL ตามกลุ่มความเสี่ยง ดังนี้

  • LDL ตั้งแต่ 190 มก./ดล. เป้าคือต่ำกว่า 100 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50
  • ภาวะไขมันสูงจากพันธุกรรม (FH) เป้าคือต่ำกว่า 70 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงใน 10 ปีตั้งแต่ร้อยละ 10 เป้าคือต่ำกว่า 100 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 30
  • เบาหวานอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นไม่เกิน 1 ข้อ เป้าคือต่ำกว่า 100 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 30 ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อ (เช่น เป็นเบาหวานนานเกิน 10 ปี อ้วน สูบบุหรี่ ความดันสูง โรคไตเรื้อรัง) เป้าคือต่ำกว่า 70 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50
  • เคยมีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) เป้าคือต่ำกว่า 55 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50
  • โรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรัง เป้าคือต่ำกว่า 70 (หรือต่ำกว่า 55 ถ้าทำได้)
  • สมองขาดเลือดที่มีหลอดเลือดแดงแข็งตีบ เป้าคือต่ำกว่า 70

ทำไมเป้าที่ต้องลดถึงร้อยละ 30–50 มักต้องใช้ยา เพราะขนาดผลต่างกันมาก แนวทางเดียวกันระบุว่ายาสแตตินลด LDL ได้ร้อยละ 21–55 ขณะที่แพลนท์สเตอรอลวันละ 2–2.5 กรัมซึ่งเป็นตัวเลือกด้านอาหาร ลด LDL ได้ราวร้อยละ 8 ในงานรวมผลการศึกษา

ทำไมเพื่อนค่าเท่ากันแต่หมอไม่ให้ยา ส่วนเราได้ยา

เพราะแพทย์รักษาความเสี่ยง ไม่ได้รักษาแค่ตัวเลข ลองเทียบสองคนที่ LDL 160 มก./ดล. เท่ากัน

  • คนแรกอายุ 40 ปี ไม่สูบบุหรี่ ความดันปกติ ไม่เป็นเบาหวาน
  • คนที่สองอายุ 62 ปี เป็นเบาหวาน ความดันสูง และเคยใส่ขดลวดหัวใจ

คนที่สองมีเป้า LDL ต่ำกว่า 70 หรือ 55 มก./ดล. ตามแนวทาง ห่างจาก 160 มาก ขณะที่คนแรกอาจเริ่มจากปรับพฤติกรรมก่อน การเทียบยาของตัวเองกับเพื่อนจึงไม่ได้ช่วยอะไร ดูเป้าแต่ละกลุ่มเพิ่มได้ที่ LDL ควรต่ำกว่าเท่าไหร่

ความเสี่ยงโรคหัวใจใน 10 ปีเกี่ยวกับการตัดสินใจให้ยาอย่างไร

แนวทางไทยใช้ Thai CV Risk Score ในคนอายุ 35–70 ปี เพื่อประเมินโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปี

  • ต่ำกว่าร้อยละ 10 = ความเสี่ยงต่ำ มักเริ่มจากปรับอาหารและออกกำลังกาย
  • ตั้งแต่ร้อยละ 10 = ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง เป้าคือ LDL ต่ำกว่า 100 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 30

คนที่เคยเป็นโรคหัวใจหรือสโตรกแล้วมีเป้าแยกต่างหากตามหัวข้อถัดไป อ่านวิธีประเมินได้ที่ Thai CV Risk Score ส่วนการตรวจหลอดเลือดเพิ่มเติม ดูได้ที่ ตรวจคัดกรองหลอดเลือดแดงแข็ง

เป็นเบาหวาน เคยเป็นสโตรก หรือใส่ขดลวดหัวใจ เกณฑ์ต่างกันอย่างไร

กลุ่มนี้มีเป้าที่เข้มกว่าคนทั่วไป ตามแนวทางไทย

  • เบาหวานอายุ 40 ปีขึ้นไป LDL ต่ำกว่า 100 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 30 หรือต่ำกว่า 70 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นตั้งแต่ 2 ข้อ แนวทางแนะนำให้เริ่มยาสแตตินควบคู่กับการปรับพฤติกรรม
  • ใส่ขดลวดหรือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเรื้อรัง LDL ต่ำกว่า 70 หรือต่ำกว่า 55 ถ้าทำได้
  • หลังหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน LDL ต่ำกว่า 55
  • สมองขาดเลือดจากหลอดเลือดแดงแข็งตีบ LDL ต่ำกว่า 70

แนวทางเดียวกันสรุปว่าในคนที่เคยเป็นโรคแล้ว ยาสแตตินลดการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ราวร้อยละ 18–30 นี่คือเหตุผลที่แพทย์ไม่ให้รอปรับอาหารก่อนในกลุ่มนี้

ขอปรับอาหารและออกกำลังกายก่อน 3 เดือนได้ไหม

ได้ในบางคน แนวทางของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ ระบุว่าในการป้องกันการเกิดโรคครั้งแรก ให้ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อนพิจารณายา ยกเว้นผู้ที่มีไขมันสูงจากพันธุกรรม

แต่ถ้าเคยหัวใจขาดเลือด ใส่ขดลวด หรือเป็นสโตรกจากหลอดเลือดตีบแล้ว หรือเป็นเบาหวานอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือ LDL ตั้งแต่ 190 มก./ดล. แนวทางแนะนำให้เริ่มยาโดยไม่ต้องรอ 3 เดือน ให้คุยกับแพทย์ตรง ๆ ว่าเราอยู่กลุ่มไหน และ ถ้าแพทย์สั่งยาแล้ว ให้เริ่มกินตามสั่ง อย่าเลื่อนเองเพื่อลองปรับอาหารก่อน

ถ้าได้รับโอกาสปรับพฤติกรรม ให้ทำจริงจังตามแนวทาง คือไขมันอิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 7 ของพลังงาน งดไขมันทรานส์ เพิ่มใยอาหาร ออกกำลังกาย 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ และเลิกบุหรี่ แล้วกลับไปตรวจตามนัด รายละเอียดอยู่ที่ ลดไขมันในเลือดภายใน 1 เดือน ทำได้จริงไหม

ไขมัน 240 กับ 300 ต้องกินยาเลยหรือเปล่า

ตอบจากคอเลสเตอรอลรวมอย่างเดียวไม่ได้ แนวทางไทยไม่ได้ใช้คอเลสเตอรอลรวมเป็นเกณฑ์ตัดสินใจให้ยา แพทย์จะดูค่า LDL ในใบผลเลือดเดียวกัน แล้วประกอบกับความเสี่ยงอื่น

ถ้าคอเลสเตอรอลรวม 300 และ LDL ตั้งแต่ 190 มก./ดล. คุณจะอยู่ในกลุ่มที่แนวทางตั้งเป้าให้ลด LDL ลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งการปรับอาหารอย่างเดียวมักทำไม่ถึง อ่านวิธีอ่านผลเลือดได้ที่ ค่าไขมันในเลือดแต่ละตัวบอกอะไร และ LDL กับ HDL ต่างกันอย่างไร

รู้สึกสบายดี ไม่กินยาได้ไหม

ความรู้สึกสบายดีใช้วัดไขมันไม่ได้ เพราะไขมันสูงแทบไม่มีอาการ ยาลดไขมันไม่ได้มีไว้แก้อาการ แต่มีไว้ลดโอกาสเกิดหัวใจวายและสโตรกในอนาคต

แนวทางไทยสรุปว่าในคนที่ยังไม่เคยเป็นโรคหัวใจ ยาสแตตินราว 6 ปี ลดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดลงราวร้อยละ 33 และสโตรกราวร้อยละ 22

ความกังวลเรื่องผลข้างเคียงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แนวทางเดียวกันระบุว่าผู้ป่วยร้อยละ 10–15 รายงานอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่ในการทดลองแบบสุ่มมีอาการปวดกล้ามเนื้อไม่ต่างจากยาหลอก ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ระบุว่ากล้ามเนื้อสลายรุนแรงพบเพียงร้อยละ 0.01–0.04 ถ้ากินยาแล้วมีอาการ ให้บอกแพทย์ แพทย์ปรับได้ แต่ห้ามหยุดยาเอง ดูรายละเอียดได้ที่ ยาลดไขมันผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง

ได้ยินว่ากินอาหารเสริมก่อนค่อยกินยาก็ได้ จริงไหม

ไม่ควร เว็บ LearnYourLipids ของมูลนิธิสมาคมไขมันแห่งชาติสหรัฐฯ (NLA) ระบุว่าอาหารเสริมไม่ได้รับการอนุมัติจาก FDA ให้ใช้ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และควรใช้เสริม ไม่ใช่ใช้แทนยา อาหาร หรือการออกกำลังกาย อ่านเพิ่มที่ ทำไมอาหารเสริมใช้แทนยาไม่ได้

ยังไม่พร้อมกินยา ควรคุยกับหมออย่างไร

แพทย์ส่วนใหญ่ยินดีอธิบาย ถ้าเราบอกตรง ๆ ลองถามคำถามเหล่านี้

  1. ความเสี่ยงโรคหัวใจใน 10 ปีของผมหรือดิฉันอยู่ที่เท่าไร
  2. เป้า LDL ของผมหรือดิฉันคือเท่าไร และตอนนี้ห่างจากเป้าแค่ไหน
  3. ถ้าขอปรับพฤติกรรมก่อน ควรทำอะไร นานเท่าไร และนัดตรวจซ้ำเมื่อไร
  4. ถ้าต้องกินยา ผลข้างเคียงที่ต้องสังเกตคืออะไร และถ้าเกิดขึ้นควรทำอย่างไร
  5. ยาและอาหารเสริมที่กินอยู่ตอนนี้ (นำกล่องไปด้วย) มีตัวไหนต้องระวังไหม

ถ้ากินยาอยู่แล้วและอยากหยุด ให้คุยกับแพทย์ก่อนเสมอ อ่านเพิ่มที่ ยาลดไขมันต้องกินตลอดชีวิตไหม

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าออยล์ (Beta Oil)

เบต้าออยล์ (Beta Oil) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0001 บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. ฉลากให้รับประทานวันละ 1 แคปซูล ต่อ 1 แคปซูลมีน้ำมันคาโนลา 200 มก. น้ำมันมะกอก 200 มก. น้ำมันรำข้าว 109 มก. กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 30 มก. สารสกัดจากข้าว 10 มก. ดี-แอลฟา-โทโคเฟอริลแอซิเทต (50%) 5 มก. แอล-อาร์จินีน HCl 5 มก. แอล-ออร์นิทีน HCl 5 มก. และไฟโตสเตอรอล 2 มก.

เมื่อเทียบกับขนาดผลของยาที่กล่าวข้างบน หลักฐานของส่วนประกอบเป็นดังนี้

  • ไฟโตสเตอรอล 2 มก. — แนวทางไทย พ.ศ. 2567 แนะนำแพลนท์สตานอลวันละ 2 กรัม เป็นส่วนเสริมของการปรับอาหาร ขนาดนั้นมากกว่าในแคปซูล 1,000 เท่า งานในผู้ที่กินยาสแตตินอยู่แล้ว ใช้แพลนท์สเตอรอลหรือสตานอลราววันละ 2.5 กรัม ลด LDL ได้เพิ่มเล็กน้อยจากที่ยาทำได้ แต่เป็นการเสริมยา และไม่ได้วัดผลต่อโรคหัวใจ
  • น้ำมันคาโนลา 200 มก. — งานรวมผลการทดลองในคนพบ LDL ลดลงเฉลี่ยราว 6.4 มก./ดล. เมื่อใช้เป็นน้ำมันหลักในอาหารทั้งวัน ปริมาณที่ศึกษาคือหลายสิบกรัม
  • น้ำมันมะกอก 200 มก. — งานรวม 34 การทดลองพบว่าการกินเพิ่มทุก 10 กรัมต่อวัน เปลี่ยนค่าไขมันในเลือดน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ
  • น้ำมันรำข้าว 109 มก. — งานของ ม.มหิดล ใช้วันละ 30 มิลลิลิตรปรุงอาหาร มากกว่าในแคปซูลหลายร้อยเท่า

ไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง และไม่มีหลักฐานว่าแคปซูลนี้ช่วยให้ LDL ถึงเป้า หรือใช้แทนการตัดสินใจเรื่องยากับแพทย์ได้

ข้อควรระวัง: วิตามินอีในขนาดสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด และงานวิจัย VINTAGE MI พบว่าแอล-อาร์จินีนวันละ 9 กรัมในผู้ป่วยหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย มีผู้เสียชีวิตมากกว่ากลุ่มยาหลอกจนต้องยุติงานก่อนกำหนด ฉลากระบุให้ผู้ใช้ยาประจำตัวปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน อ่านเรื่องประกาศ อย. เกี่ยวกับโฆษณาผลิตภัณฑ์นี้ได้ที่ คำเตือนของ อย. เรื่องโฆษณาเบต้าออยล์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าออยล์ทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Oil ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มิลลิกรัม

Beta Oilเบต้าออยล์

เลข อย. 13-1-01566-5-0001

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (ก.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Oil →

คำถามที่พบบ่อย

LDL เท่าไหร่ต้องกินยา

ไม่มีตัวเลขเดียว แพทย์ดู LDL คู่กับความเสี่ยงโดยรวม แนวทางไทยตั้งเป้าตามกลุ่ม เช่น LDL ตั้งแต่ 190 ตั้งเป้าต่ำกว่า 100 และลดอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ส่วนคนที่เคยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันตั้งเป้าต่ำกว่า 55

ยาลดไขมันจำเป็นไหม

ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละคน คนที่เคยเป็นโรคหัวใจ สโตรก เบาหวานอายุ 40 ขึ้นไป หรือ LDL สูงมาก มักต้องใช้ยาเพราะการปรับอาหารอย่างเดียวลดได้ไม่ถึงเป้า ส่วนคนเสี่ยงต่ำอาจเริ่มจากปรับพฤติกรรม 3–6 เดือน

ขอปรับอาหารก่อนกินยาได้ไหม

ได้ในบางคน เฉพาะเมื่อแพทย์เห็นด้วย แนวทางไทยให้ปรับพฤติกรรม 3–6 เดือนก่อนพิจารณายาในคนที่ความเสี่ยงไม่สูง แต่ไม่ใช้กับคนที่เคยเป็นโรคหัวใจหรือสโตรก ไขมันสูงจากพันธุกรรม LDL ตั้งแต่ 190 หรือเบาหวานอายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าแพทย์สั่งยาแล้ว ห้ามเลื่อนหรืองดยาเอง

ทำไมค่าไขมันเท่ากันแต่หมอให้ยาไม่เหมือนกัน

เพราะแพทย์ตัดสินจากความเสี่ยงโดยรวม เช่น อายุ เบาหวาน ความดัน บุหรี่ และประวัติโรคหัวใจหรือสโตรก คนที่เสี่ยงสูงกว่ามีเป้า LDL ที่ต่ำกว่า

รู้สึกสบายดี หยุดยาลดไขมันได้ไหม

ไม่ควรหยุดเอง ไขมันสูงไม่มีอาการ ยามีไว้ลดโอกาสหัวใจวายและสโตรกในอนาคต ถ้ามีผลข้างเคียงหรืออยากหยุด ให้คุยกับแพทย์ก่อน

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-09-29

อ่านต่อ

มือชาข้างเดียว ชาครึ่งซีก เป็นสัญญาณหลอดเลือดสมองไหม

มือชาข้างเดียวเกิดจากอะไร ชาครึ่งซีกทันทีต่างจากเส้นประสาทถูกกดทับอย่างไร ชาแต่ไม่อ่อนแรงก็เป็นสโตรกได้ รู้ว่าเมื่อไรต้องโทร 1669 และควรไปหาหมอแบบไหน

สโตรกเป็นซ้ำได้ไหม หลังหลอดเลือดสมองตีบต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

สโตรกเป็นซ้ำได้ และเสี่ยงสูงสุดช่วงสัปดาห์ถึงเดือนแรก รู้เป้าความดัน LDL เหตุผลที่ห้ามหยุดยาต้านเกล็ดเลือด การฟื้นฟู นวด ขับรถ และอาการที่ต้องโทร 1669

หลอดเลือดสมองตีบห้ามกินอะไร ผู้ป่วยหลังสโตรกควรกินอะไร

หลอดเลือดสมองตีบห้ามกินอะไร ผู้ป่วยหลังสโตรกลดเค็ม มัน หวาน เหล้า กินผลไม้ กาแฟได้แค่ไหน กลืนลำบากและกินยาวาร์ฟารินต้องจัดอาหารอย่างไร

หลอดเลือดสมองแตกกับตีบต่างกันอย่างไร อันไหนอันตรายกว่า

หลอดเลือดสมองแตก ตีบ และอุดตัน ต่างกันที่สาเหตุและการรักษา แต่ดูอาการแยกเองไม่ได้ ทุกแบบต้องโทร 1669 ทันที อ่านเรื่องอัมพฤกษ์ อัมพาต และหลอดเลือดโป่งพอง

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 629 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันพิเศษFacebookแชท