เกี่ยวกับ Lab Farm
วิตามินดีช่วยภูมิคุ้มกันจริงไหม ป้องกันหวัดและการติดเชื้อได้แค่ไหน
คำตอบสั้น: วิตามินดีเกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกันจริง เพราะเซลล์ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่มีตัวรับวิตามินดี แต่เมื่อถามว่า "กินเสริมแล้วติดเชื้อทางเดินหายใจน้อยลงไหม" งานวิเคราะห์รวมล่าสุดปี 2025 จาก 40 งาน 61,589 คน พบว่าไม่ลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และงานรวมในผู้สูงอายุสรุปว่าอาจไม่ต่างเลย วิตามินดีจึงสำคัญในแง่ "อย่าให้ขาด" มากกว่าเป็นเครื่องมือป้องกันหวัด
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- เซลล์ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่มีตัวรับวิตามินดี และวิตามินดีมีบทบาทต่อระบบประสาท กล้ามเนื้อ และภูมิคุ้มกัน
- งานรวมปี 2017 และ 2021 เคยพบว่าลดการติดเชื้อทางเดินหายใจได้เล็กน้อย แต่ฉบับปรับปรุงปี 2025 ผลไม่มีนัยสำคัญแล้ว
- งานรวมในผู้สูงอายุ 41,552 คน สรุปว่าวิตามินดีเสริมอาจไม่ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ
- MedlinePlus ระบุว่าระดับ 25(OH)D ตั้งแต่ 50 nmol/L (20 ng/mL) เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่
- ผู้ใหญ่ไม่ควรได้วิตามินดีเกิน 4,000 IU ต่อวัน วัคซีนยังเป็นวิธีหลักในการป้องกันไข้หวัดใหญ่
วิตามินดีเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอย่างไร
วิตามินดีไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้ากระดูก สารานุกรม MedlinePlus ของหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐ ระบุว่า วิตามินดีมีบทบาทต่อระบบประสาท กล้ามเนื้อ และระบบภูมิคุ้มกันด้วย
ข้อมูลจาก Linus Pauling Institute มหาวิทยาลัยแห่งรัฐออริกอน อธิบายกลไกไว้ว่า
- เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่มีตัวรับวิตามินดี (VDR) รวมถึงทีเซลล์บางชนิด เซลล์เดนไดรต์ และแมโครฟาจ ซึ่งเป็นเซลล์ด่านหน้าที่คอยจับเชื้อโรค
- ในบางสถานการณ์ เซลล์ภูมิคุ้มกันอย่างโมโนไซต์และแมโครฟาจ สร้างวิตามินดีรูปที่ออกฤทธิ์ได้เอง แล้วใช้ควบคุมการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในบริเวณนั้น
- หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่าวิตามินดีรูปที่ออกฤทธิ์มีผลหลายด้านต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน ซึ่ง อาจ ช่วยภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด และอาจเกี่ยวกับการไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง
คำสำคัญคือ "อาจ" กลไกในห้องแล็บเป็นเหตุผลที่นักวิจัยสนใจ แต่ไม่ได้แปลว่าการกินเม็ดวิตามินดีเพิ่มจะทำให้ป่วยน้อยลงเสมอ ต้องดูผลการทดลองในคนจริง
งานวิจัยรวมเรื่องวิตามินดีกับหวัดและการติดเชื้อทางเดินหายใจพบอะไร
คำถาม "วิตามินดีป้องกันหวัดได้ไหม" มีงานทดลองแบบสุ่มในคนมากพอจะวิเคราะห์รวมได้หลายรอบ ผลเปลี่ยนไปตามจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น
รอบแรกปี 2017: พบผลเล็กน้อย
งานวิเคราะห์รวมข้อมูลรายบุคคล (Martineau และคณะ ตีพิมพ์ใน BMJ) จาก 25 งาน 10,933 คน พบว่าวิตามินดีเสริม ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันได้เล็กน้อย ผลชัดในกลุ่มที่กินแบบรายวันหรือรายสัปดาห์ และชัดที่สุดในคนที่ขาดวิตามินดีรุนแรง (ระดับในเลือดต่ำกว่า 25 nmol/L)
รอบปี 2021: ผลยังเล็ก
งานรวม 37 งานของทีมเดียวกัน (Jolliffe และคณะ) ยังพบการลดความเสี่ยงระดับเล็กน้อย กลุ่มย่อยที่เห็นผลคือการกินแบบรายวัน ขนาด 400–1,000 IU ต่อวัน และระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน
รอบล่าสุดปี 2025: ไม่มีนัยสำคัญแล้ว
งานรวมฉบับปรับปรุงปี 2025 (Jolliffe และคณะ ตีพิมพ์ใน Lancet Diabetes & Endocrinology) รวม 40 งาน 61,589 คน พบว่าวิตามินดีเสริมไม่ลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบว่าผลต่างกันตามอายุ ระดับวิตามินดีเดิม หรือขนาดที่กิน ผู้วิจัยยังพบสัญญาณว่าอาจมีอคติจากการตีพิมพ์ (งานที่ได้ผลบวกมีโอกาสถูกตีพิมพ์มากกว่า)
ในผู้สูงอายุ
งานวิเคราะห์รวมเฉพาะผู้สูงอายุ 12 งาน 41,552 คน (Jia และคณะ ปี 2024) สรุปว่า วิตามินดีเสริมอาจไม่ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน โดยความเชื่อมั่นของหลักฐานอยู่ระดับปานกลาง
สรุปตรง ๆ คือ ณ ปัจจุบัน หลักฐานไม่สนับสนุนให้กินวิตามินดีเพื่อป้องกันหวัดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจในคนทั่วไป
ความเชื่อที่ได้ยินบ่อย: "ยิ่งกินวิตามินดีมาก ภูมิยิ่งแข็งแรง" จริงไหม
ไม่จริง และอาจเป็นอันตราย ด้วยเหตุผล 3 ข้อ
- งานรวมปี 2025 ไม่พบว่าขนาดที่สูงขึ้นให้ผลต่างจากขนาดต่ำ ในเรื่องการติดเชื้อทางเดินหายใจ
- วิตามินดีละลายในไขมันและสะสมในร่างกายได้
- MedlinePlus ระบุว่าพิษจากวิตามินดีเกือบทั้งหมดเกิดจากการกินอาหารเสริมมากเกินไป ไม่ได้เกิดจากการตากแดด
อีกความเชื่อหนึ่งคือ "กินวิตามินดีแล้วไม่ต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่" ข้อนี้ผิด ศูนย์สุขภาพแบบผสมผสานแห่งชาติสหรัฐ (NCCIH) ระบุว่าไม่มีแนวทางเสริมใดแสดงว่าป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ และการฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุด ส่วน MedlinePlus แนะนำให้ผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 งูสวัด และนิวโมคอคคัส เพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิคุ้มกันที่ลดลงตามวัย ดูรายการวัคซีนได้ที่ วัคซีนผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ควรฉีดอะไรบ้าง
ใครที่อาจได้ประโยชน์จากวิตามินดีมากกว่าคนอื่น
แม้งานรวมล่าสุดจะไม่พบความต่างตามระดับวิตามินดีเดิม แต่การแก้ภาวะขาดยังสำคัญต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ คนที่ควรสนใจเรื่องนี้คือ คนที่มีโอกาสขาดอยู่แล้ว ซึ่ง MedlinePlus ระบุไว้ ได้แก่
- ผู้สูงอายุ เพราะผิวหนังสร้างวิตามินดีจากแดดได้น้อยลง และไตเปลี่ยนวิตามินดีเป็นรูปที่ใช้งานได้น้อยลง
- คนที่แทบไม่โดนแดด เช่น อยู่แต่ในบ้าน ผู้ป่วยติดเตียง คนที่ปกปิดผิวตลอด
- คนที่ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี เช่น โรคโครห์น ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง หรือเคยผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก
- คนที่มีโรคไตหรือโรคตับเรื้อรัง
- คนที่มีภาวะอ้วน เพราะไขมันในร่างกายจับวิตามินดีไว้บางส่วน
- คนที่ใช้ยาบางกลุ่ม เช่น ยากันชักบางตัว ยาสเตียรอยด์ ยาลดไขมันบางชนิด
รายละเอียดแต่ละกลุ่มอ่านได้ที่ ใครเสี่ยงขาดวิตามินดี ถ้าเป็นหวัดบ่อยจนผิดสังเกต ควรหาสาเหตุอื่นด้วย อ่านต่อที่ เป็นหวัดบ่อยเกิดจากอะไร
กินวิตามินดีขนาดสูงครั้งเดียว กับกินทุกวัน ต่างกันไหม
บางคนได้ยินเรื่องการกินวิตามินดีขนาดสูงสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง ในงานรวมปี 2017 การกินแบบรายวันหรือรายสัปดาห์สัมพันธ์กับผลลดการติดเชื้อเล็กน้อย แต่การกินขนาดสูงครั้งเดียว (bolus) ไม่พบผล และงานรวมปี 2021 ก็พบว่ากลุ่มที่กินรายวันเห็นผลชัดกว่า
อย่างไรก็ตาม งานรวมปี 2025 ซึ่งใหม่ที่สุดไม่พบผลโดยรวมแล้ว ข้อมูลเรื่องรูปแบบการกินจึงใช้ตัดสินใจเรื่องป้องกันหวัดไม่ได้ ส่วน ขนาดและความถี่สำหรับคนที่ขาดจริง แพทย์จะกำหนดตามผลเลือดและโรคประจำตัว MedlinePlus ระบุว่าผู้ที่ขาดวิตามินดีต้องปรึกษาผู้ให้บริการสุขภาพว่าควรกินเท่าไร บ่อยแค่ไหน และนานเท่าไร ไม่ควรซื้อขนาดสูงมากินเอง
ระดับวิตามินดีในเลือดควรเป็นเท่าไร
ค่าที่ใช้ดูภาวะวิตามินดีคือ 25-hydroxyvitamin D หรือ 25(OH)D ตามข้อมูลของ MedlinePlus
- ต่ำกว่า 30–50 nmol/L (12–20 ng/mL): ต่ำเกินไปสำหรับสุขภาพกระดูกและสุขภาพโดยรวม
- ตั้งแต่ 50 nmol/L (20 ng/mL) ขึ้นไป: เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่
- สูงกว่า 125 nmol/L (50 ng/mL): น่าจะสูงเกินไป
หน่วยในใบผลเลือดอาจเป็น ng/mL หรือ nmol/L ให้ดูให้ดีก่อนเทียบ แพทย์บางท่านอาจตั้งเป้าต่างจากนี้ตามโรคของแต่ละคน
MedlinePlus ยังระบุว่า ไม่แนะนำให้ทุกคนตรวจระดับวิตามินดีเป็นประจำ แพทย์มักสั่งตรวจเมื่อมีโรคกระดูก มีอาการที่อาจเกี่ยวกับการขาด หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อ่านเรื่องการตรวจได้ที่ ตรวจวิตามินดีในเลือด
กินวิตามินดีเกินเสี่ยงอะไร
ค่าแนะนำต่อวัน (RDA) ตามที่ MedlinePlus และ Linus Pauling Institute ระบุ คือ 600 IU (15 ไมโครกรัม) สำหรับอายุ 19–70 ปี และ 800 IU (20 ไมโครกรัม) สำหรับอายุมากกว่า 70 ปี ส่วน ปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (UL) สำหรับผู้ใหญ่คือ 4,000 IU (100 ไมโครกรัม) นับรวมจากทุกแหล่ง
เมื่อได้วิตามินดีมากเกินไป ลำไส้จะดูดซึมแคลเซียมมากเกิน ทำให้แคลเซียมในเลือดสูง MedlinePlus ระบุผลที่อาจเกิด ได้แก่
- คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก เบื่ออาหาร อ่อนแรง น้ำหนักลด
- สับสน มึนงง
- ไตเสียหาย นิ่วในไต
- แคลเซียมไปเกาะในเนื้อเยื่ออ่อน เช่น หัวใจและปอด
Linus Pauling Institute เพิ่มเติมว่า ผู้ที่เป็นโรคพาราไทรอยด์ทำงานเกินชนิดปฐมภูมิ ซาร์คอยโดซิส วัณโรค หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาจเกิดแคลเซียมสูงได้แม้ได้วิตามินดีเพิ่มเพียงเล็กน้อย กลุ่มนี้ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มวิตามินดีทุกครั้ง อ่านเพิ่มที่ วิตามินดีกินเกินอันตรายไหม
ถ้าอยากดูแลภูมิคุ้มกัน ควรทำอะไรก่อน
สิ่งที่มีหลักฐานและแหล่งทางการแนะนำตรงกัน คือ
- ฉีดวัคซีนตามวัยและโรคประจำตัว โดยเฉพาะวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง
- กินอาหารให้ครบ ได้โปรตีนพอ ไม่ปล่อยให้น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ จำกัดแอลกอฮอล์ ตามคำแนะนำของ MedlinePlus
- ถ้าสงสัยว่าขาดวิตามินดี ให้แพทย์ประเมิน แทนการซื้อขนาดสูงมากินเอง
ถ้าป่วยบ่อยผิดปกติ ติดเชื้อแล้วหายช้า หรือติดเชื้อรุนแรง อาจมีสาเหตุอื่นที่ต้องตรวจ อ่านเพิ่มที่ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ได้แก่ หายใจหอบเหนื่อย สับสน ซึมลง หรือมีไข้จนกินดื่มไม่ได้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: แล็บฟาร์ม (Lab Farm)
แล็บฟาร์ม (Lab Farm) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ตรา แล็บ ฟาร์ม) เลข อย. 73-1-02663-5-0191 ผลิตโดย บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มก. ฉลากแนะนำรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% (Immuneo Plus™) 200 มก. (เบต้ากลูแคนราว 160 มก. คำนวณ) · แกมมา โอไรซานอล 50 มก. · สารสกัดซีบัคธอร์น 50 มก. · เควอซิทิน 50 มก. · สารสกัดโสมเกาหลี 50 มก. · ผงมากิเบอร์รี่ 30 มก. · ผงมะตูม 30 มก. · สารสกัดขิง 20 มก. · สารสกัดพริกไทยดำ 20 มก. · สารสกัดใบแปะก๊วย 20 มก. · นิโคตินาไมด์ (วิตามินบี 3) 15 มก. · ไบโอติน 1% 7.9 มก. (ไบโอตินราว 79 ไมโครกรัม คำนวณ) · แคลเซียม ดี-แพนโททิเนต 2 มก. · วิตามินบี 1 1.5 มก. · วิตามินบี 2 1.5 มก. · วิตามินบี 6 1 มก. · วิตามินบี 12 0.1% 1 มก. (บี 12 ราว 1 ไมโครกรัม คำนวณ) · วิตามินดี 3 (1,000,000 IU/g) 0.2 มก. (ราว 200 IU หรือ 5 ไมโครกรัม คำนวณ) · กรดโฟลิก 0.1 มก. (100 ไมโครกรัม)
ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ และหลักฐานที่มี
- วิตามินดี 3 ราว 200 IU (คำนวณ) — ราวหนึ่งในสามของค่าแนะนำ 600 IU ต่อวันสำหรับอายุ 19–70 ปี และหนึ่งในสี่ของ 800 IU สำหรับอายุมากกว่า 70 ปี (คำนวณจากค่าของ Linus Pauling Institute) และราว 5% ของปริมาณสูงสุดที่รับได้ 4,000 IU (คำนวณ) จึงเป็นขนาดระดับใกล้ค่าแนะนำรายวัน ไม่ใช่ขนาดแก้ภาวะขาดวิตามินดี งานรวมปี 2025 ไม่พบว่าวิตามินดีเสริมลดการติดเชื้อทางเดินหายใจอย่างมีนัยสำคัญ และงานรวมในผู้สูงอายุพบว่าอาจไม่ต่าง ส่วนกลุ่มย่อยที่เคยเห็นผลในงานรวมปี 2021 ใช้ขนาด 400–1,000 IU ต่อวัน มากกว่าปริมาณในแคปซูล
- นับรวมวิตามินดีทุกแหล่ง — ผู้ที่กินวิตามินรวมหรือวิตามินดีที่แพทย์สั่งอยู่แล้ว ควรนับรวมปริมาณจากทุกผลิตภัณฑ์ และแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร
ต้องบอกตรง ๆ ว่า ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ติดเชื้อน้อยลง หรือใช้แทนวัคซีนและการรักษาภาวะขาดวิตามินดีได้
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือจะผ่าตัด: ใบแปะก๊วย ขิง โสม และเควอซิทิน มีรายงานเรื่องเลือดออกหรือค่าการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาที่ต้องคุมระดับยาในเลือด เช่น ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัสเอชไอวี: งานในคนพบว่าไพเพอรีน (สารในพริกไทยดำ) 20 มก. ทำให้ระดับยาบางชนิดสูงขึ้น ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณไพเพอรีน
- ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน: ต้องให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อนกินอาหารเสริมทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์นี้
- ผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวาน: โสมและขิงอาจทำให้น้ำตาลลดลงมากขึ้น
- ก่อนเจาะเลือด: แจ้งแพทย์หรือห้องแล็บว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีไบโอติน
- คำเตือนบนฉลาก: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · ผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความแล็บฟาร์มทั้งหมด
ส่วนประกอบบางชนิด เช่น โสม ใบแปะก๊วย ขิง และพริกไทยดำ อาจเสริมฤทธิ์หรือเปลี่ยนระดับยาบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง และผู้ที่จะผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการรักษาหรือวัคซีน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
ราคาโปรโมชัน 890 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 2,490 · 8 กล่อง 4,590 · 15 กล่อง 7,890 · 25 กล่อง 12,990 บาท (ต.ค. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Lab Farm →คำถามที่พบบ่อย
วิตามินดีช่วยภูมิคุ้มกันจริงไหม
วิตามินดีเกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกัน เพราะเซลล์ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่มีตัวรับวิตามินดี แต่งานวิเคราะห์รวมล่าสุดปี 2025 จาก 40 งาน 61,589 คน ไม่พบว่าการกินวิตามินดีเสริมลดการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญ
กินวิตามินดีป้องกันหวัดได้ไหม
หลักฐานปัจจุบันไม่สนับสนุน งานรวมรุ่นก่อนเคยพบผลเล็กน้อย แต่งานรวมฉบับปรับปรุงปี 2025 ผลไม่มีนัยสำคัญ และงานรวมในผู้สูงอายุ 41,552 คนพบว่าอาจไม่ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังเป็นวิธีป้องกันหลัก
ระดับวิตามินดีในเลือดเท่าไรถึงพอ
MedlinePlus ระบุว่าระดับ 25(OH)D ตั้งแต่ 50 nmol/L (20 ng/mL) เพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 30–50 nmol/L (12–20 ng/mL) ถือว่าต่ำเกินไป และสูงกว่า 125 nmol/L (50 ng/mL) น่าจะสูงเกินไป แพทย์อาจตั้งเป้าต่างกันตามโรค
วิตามินดีกินวันละเท่าไรถึงไม่เกิน
ค่าแนะนำต่อวันคือ 600 IU สำหรับอายุ 19–70 ปี และ 800 IU สำหรับอายุมากกว่า 70 ปี ปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 4,000 IU นับรวมทุกแหล่ง ผู้ที่แพทย์สั่งขนาดสูงเพื่อรักษาภาวะขาดให้ทำตามแพทย์
กินวิตามินดีเกินขนาดมีอาการอย่างไร
วิตามินดีเกินทำให้แคลเซียมในเลือดสูง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก เบื่ออาหาร อ่อนแรง น้ำหนักลด สับสน และเสี่ยงนิ่วในไตหรือไตเสียหาย ถ้ากินขนาดสูงแล้วมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Vitamin DLinus Pauling Institute, Oregon State University
- Vitamin DMedlinePlus Medical Encyclopedia, U.S. National Library of Medicine
- Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory infections: systematic review and meta-analysis of stratified aggregate data (Jolliffe et al., 2025)The Lancet Diabetes & Endocrinology
- Vitamin D supplementation to prevent acute respiratory tract infections: systematic review and meta-analysis of individual participant data (Martineau et al., 2017)BMJ
- Colds, Flu, and Complementary Health ApproachesNational Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-14
อ่านต่อ
มะตูมสรรพคุณ น้ำมะตูมแก้อะไร ข้อควรระวังที่ควรรู้
มะตูมสรรพคุณในตำรายาไทยใช้ส่วนไหน งานวิจัยสมัยใหม่อยู่ระดับไหน มะตูมดิบกับสุกต่างกันอย่างไร น้ำมะตูมกับน้ำตาล คนเป็นเบาหวานดื่มได้ไหม และข้อควรระวัง
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร ผงเกลือแร่ ORS ต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างไร ยาหยุดถ่ายใช้ได้เมื่อไร โยเกิร์ตช่วยไหม อาการไหนต้องไปโรงพยาบาล
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายเร็ว ไข่ อาหารทะเล กินได้ไหม
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายดี โปรตีน วิตามินซี สังกะสีจำเป็นแค่ไหน ไข่ ไก่ อาหารทะเลทำให้แผลเป็นนูนจริงไหม เบาหวานกับแผลหายช้า และสัญญาณแผลติดเชื้อ
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่ กี่วันถึงหาย กลับไปออกกำลังได้เมื่อไร
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่หรือโควิดนานแค่ไหน ทำไมไม่ควรรีบออกกำลัง อาการใจสั่น เหนื่อยหอบที่ต้องระวัง วิธีเพิ่มกิจกรรมทีละขั้น และเมื่อไรต้องตรวจเพิ่ม
