บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Lab Farm

ปอดอักเสบกี่วันหาย หายเองได้ไหม ต้องนอนโรงพยาบาลเมื่อไร

คำตอบสั้น: MedlinePlus ของหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐระบุว่า เมื่อได้รับการรักษา คนส่วนใหญ่ดีขึ้นเร็วและรู้สึกใกล้ปกติภายในราว 2 สัปดาห์ แต่ผู้สูงอายุหรือคนที่ป่วยหนักอาจต้องรักษานานกว่านั้น อาการไออาจค่อย ๆ ดีขึ้นใน 7–14 วัน และแรงอาจใช้เวลา 2 สัปดาห์หรือมากกว่ากว่าจะกลับมา ปอดอักเสบไม่ใช่โรคที่ควรรอดูเองที่บ้าน ต้องให้แพทย์ประเมินว่าเกิดจากเชื้ออะไร ต้องใช้ยาแบบไหน และรักษาที่บ้านได้หรือต้องนอนโรงพยาบาล

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • คนส่วนใหญ่ที่ได้รับการรักษารู้สึกใกล้ปกติในราว 2 สัปดาห์ ผู้สูงอายุอาจนานกว่า (MedlinePlus)
  • หลังกลับบ้าน ไอค่อย ๆ ดีขึ้นใน 7–14 วัน การนอนและการกินอาจใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์ แรงอาจใช้ 2 สัปดาห์หรือมากกว่า
  • ยาปฏิชีวนะมักให้ 3–5 วัน บางคนต้องใช้ 2 สัปดาห์หรือนานกว่า ห้ามขาดยา และกินให้ครบตามที่แพทย์สั่งแม้รู้สึกดีขึ้นแล้ว
  • ปอดอักเสบจากไวรัสไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ แพทย์อาจให้ยาต้านไวรัสตามชนิดเชื้อ
  • อายุ 65 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัวรุนแรง อาการหนัก กินดื่มไม่ได้ หรือกินยาที่บ้านแล้วไม่ดีขึ้น มีโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลมากขึ้น
  • หายใจลำบากขึ้น หายใจเร็วขึ้น สับสน ซึม ไข้กลับมา ไอเป็นเลือด หรือปลายนิ้วเขียว ข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ปอดอักเสบกี่วันหาย ผู้สูงอายุนานกว่าคนทั่วไปไหม

MedlinePlus ระบุว่าเมื่อได้รับการรักษา คนส่วนใหญ่ดีขึ้นเร็วและรู้สึกใกล้ปกติภายใน 2 สัปดาห์ แต่ผู้สูงอายุหรือคนที่ป่วยหนักอาจต้องรักษานานกว่านั้น

ในคนไทย ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เอกสารกรมควบคุมโรค (พ.ย. 2566) รายงานว่าช่วง 1 ม.ค.–31 ต.ค. 2566 อัตราป่วยด้วยปอดอักเสบในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงเป็นอันดับสองรองจากเด็กเล็ก คือ 1,040.02 ต่อประชากรแสนคน และ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 59.43

MedlinePlus ระบุกลุ่มที่มีโอกาสเกิดปอดอักเสบแบบมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่า ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่ภูมิคุ้มกันทำงานไม่ดี
  • ผู้ที่มีโรคร้ายแรงอื่นร่วม เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน หรือตับแข็ง

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าอาการของผู้สูงอายุที่บ้านเข้าข่ายปอดอักเสบหรือไม่ อ่านวิธีสังเกตได้ที่ ปอดอักเสบในผู้สูงอายุ อาการไม่ชัด ลูกหลานสังเกตอย่างไร

ปอดอักเสบหายเองได้ไหม

คำถามนี้ตอบแบบเหมารวมไม่ได้ เพราะปอดอักเสบเกิดได้ทั้งจากแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้ออื่น MedlinePlus อธิบายว่าถ้าเป็นปอดอักเสบจากแบคทีเรีย สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มยาปฏิชีวนะโดยเร็ว ส่วนปอดอักเสบจากไวรัสจะไม่ได้รับยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะไม่ได้ฆ่าไวรัส แต่อาจได้ยาอื่น เช่น ยาต้านไวรัส ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไวรัสบางชนิด

การแยกว่าเป็นเชื้ออะไรและรุนแรงแค่ไหน ต้องอาศัยการตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด เอกซเรย์ปอด และบางครั้งต้องตรวจเลือด ตรวจเสมหะ หรือวัดออกซิเจนในเลือด จึงไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง หรือรอดูอาการเองโดยไม่พบแพทย์ ถ้าอยากเข้าใจว่าปอดอักเสบ ปอดบวม ปอดติดเชื้อต่างกันอย่างไร อ่านที่ ปอดอักเสบ ปอดบวม ปอดติดเชื้อ เหมือนกันไหม

ทำไมต้องกินยาฆ่าเชื้อให้ครบ แม้หายไอแล้ว

MedlinePlus ระบุว่ายาปฏิชีวนะมักให้ 3–5 วัน แต่บางครั้งอาจใช้ 2 สัปดาห์หรือมากกว่า ระยะเวลาขึ้นกับชนิดเชื้อ ความรุนแรง และสุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์เป็นผู้กำหนด

ข้อปฏิบัติตาม MedlinePlus คือ

  • ห้ามขาดยาแม้แต่มื้อเดียว และกินจนครบตามที่แพทย์สั่ง แม้จะเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว
  • อย่ากินยาแก้ไอหรือยาแก้หวัดเอง ถ้าแพทย์ไม่ได้บอกว่าใช้ได้ เพราะการไอช่วยขับเสมหะออกจากปอด
  • ยาลดไข้แก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน ให้ถามแพทย์ก่อนว่าใช้ได้ไหม ใช้เท่าไร และบ่อยแค่ไหน

ผู้ที่กินอาหารเสริมหรือแร่ธาตุอยู่ด้วย บางชนิดอาจต้องเว้นระยะห่างจากยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ให้ถามเภสัชกรที่จ่ายยา อ่านเพิ่มที่ ยาปฏิชีวนะกับอาหารเสริม ต้องเว้นห่างกันไหม

ปอดอักเสบแบบไหนต้องนอนโรงพยาบาล

MedlinePlus ระบุว่าแพทย์ต้องตัดสินใจก่อนว่าผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่ คนส่วนใหญ่รักษาที่บ้านได้ แต่มีโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลมากขึ้นถ้า

  • มีโรคประจำตัวร้ายแรงอื่นร่วมด้วย
  • อาการรุนแรง
  • ดูแลตัวเองที่บ้านไม่ได้ หรือกินดื่มไม่ได้
  • อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • กินยาปฏิชีวนะที่บ้านแล้วไม่ดีขึ้น

ถ้านอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยมักได้รับน้ำเกลือและยาทางหลอดเลือด ออกซิเจน และบางคนได้ยาพ่นช่วยการหายใจ ส่วนการตัดสินใจกลับบ้านเป็นของแพทย์ผู้รักษา

ข้อควรรู้คือเกณฑ์ข้างต้นไม่ได้แปลว่าผู้สูงอายุทุกคนต้องนอนโรงพยาบาล แต่หมายความว่าแพทย์จะดูอย่างระมัดระวังมากขึ้น ญาติควรเล่าให้แพทย์ฟังตรง ๆ ว่าผู้ป่วยกินได้แค่ไหน เดินเองได้ไหม และอยู่บ้านกับใคร เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจ

หลังกลับบ้าน ยังไอและเหนื่อยได้นานแค่ไหน

MedlinePlus (คำแนะนำหลังออกจากโรงพยาบาล) ระบุว่าหลังกลับบ้านยังมีอาการของปอดอักเสบหลงเหลืออยู่ได้

  • ไอจะค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วง 7–14 วัน
  • การนอนและการกินอาจใช้เวลาถึง 1 สัปดาห์กว่าจะกลับมาปกติ
  • แรงและพลังงานอาจใช้เวลา 2 สัปดาห์หรือมากกว่า กว่าจะกลับมาเหมือนเดิม
  • ต้องหยุดงานช่วงหนึ่ง และอาจทำกิจกรรมที่เคยทำไม่ได้สักพัก

อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนกังวลคือภาพเอกซเรย์ MedlinePlus ระบุว่าหลังการรักษา แพทย์อาจสั่งเอกซเรย์ซ้ำเพื่อดูว่าปอดสะอาดดีหรือยัง แต่ ภาพเอกซเรย์อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกลับเป็นปกติ และมักรู้สึกดีขึ้นก่อนภาพเอกซเรย์จะดีขึ้น

อาการแบบไหนแปลว่าแย่ลงหรือกลับเป็นซ้ำ

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ (อ้างอิง MedlinePlus คำแนะนำหลังออกจากโรงพยาบาล)

  • หายใจลำบากขึ้น หายใจเร็วกว่าเดิม หรือหายใจตื้นจนหายใจลึก ๆ ไม่ได้
  • ต้องนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าจึงจะหายใจสะดวก
  • เจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึก
  • ปวดศีรษะบ่อยกว่าปกติ
  • ง่วงซึมหรือสับสน
  • ไข้กลับมาอีก
  • ไอมีเสมหะสีคล้ำหรือมีเลือด
  • ปลายนิ้วหรือผิวรอบเล็บเป็นสีเขียวคล้ำ

อาการที่ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนวันนัด (ไม่ใช่อาการฉุกเฉิน แต่ไม่ควรรอ) ได้แก่ เหงื่อออกกลางคืนหรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และกรณีที่กินยาปฏิชีวนะที่บ้านแล้วยังไม่ดีขึ้น (ไม่ต้องรอให้ยาหมด)

ผู้ที่ใช้ออกซิเจนที่บ้าน MedlinePlus แนะนำว่าห้ามปรับอัตราการไหลของออกซิเจนเองโดยไม่ถามแพทย์ ต้องมีออกซิเจนสำรอง และห้ามสูบบุหรี่ใกล้ถังออกซิเจนเด็ดขาด

ดูแลตัวเองที่บ้านช่วงพักฟื้นอย่างไร

MedlinePlus แนะนำวิธีช่วยให้เสมหะออกง่ายและปอดขยายตัว ดังนี้

  • หายใจเอาอากาศอุ่นชื้น เช่น วางผ้าชุบน้ำอุ่นหลวม ๆ ใกล้จมูกและปาก
  • หายใจเข้าลึก ๆ 2–3 ครั้ง ทุกชั่วโมง เพื่อช่วยให้ปอดขยาย
  • เวลานอน เคาะหน้าอกเบา ๆ วันละหลายครั้ง ช่วยให้เสมหะออก
  • ดื่มน้ำให้พอ อย่างน้อยวันละ 6–10 แก้ว (1.4–2.4 ลิตร) ถ้าแพทย์อนุญาต ยกเว้นผู้ที่แพทย์ให้จำกัดน้ำ เช่น ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตบางระยะ ให้ทำตามที่แพทย์กำหนด
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • พักผ่อนให้มาก ถ้ากลางคืนนอนไม่หลับ งีบกลางวันได้
  • ถ้าสูบบุหรี่ ตอนนี้คือเวลาเลิก และไม่ให้ใครสูบในบ้าน

อาหารช่วงพักฟื้น เช่น โปรตีน น้ำ และการกินสำหรับผู้ที่กลืนลำบาก มีรายละเอียดใน ปอดอักเสบห้ามกินอะไร ช่วงพักฟื้นควรกินอะไร

ฟื้นฟูกำลังและการหายใจหลังหายอย่างไร

ช่วงแรกหลังป่วย เป้าหมายคือกลับมาขยับตัวทีละน้อย ไม่ใช่ออกกำลังหนักทันที เริ่มจากลุกเดินในบ้านเป็นช่วงสั้น ๆ หลายรอบต่อวัน แล้วค่อยเพิ่มเมื่อไม่เหนื่อยหอบ ถ้าเดินแล้วหายใจไม่ทันหรือเจ็บหน้าอก ให้หยุดและปรึกษาแพทย์ ผู้ที่ต้องการแนวทางออกกำลังกายที่เหมาะกับวัย อ่าน ออกกำลังกายสำหรับคนอายุ 50 ขึ้นไป

ผู้สูงอายุที่นอนป่วยหลายวันอาจเสียกล้ามเนื้อและทรงตัวได้ไม่ดีเท่าเดิม ช่วงนี้ควรมีราวจับในห้องน้ำ เปิดไฟทางเดินตอนกลางคืน และลุกจากเตียงช้า ๆ อ่านวิธีลดความเสี่ยงได้ที่ ป้องกันผู้สูงอายุหกล้ม และเรื่องอาหารที่ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อที่ ผู้สูงอายุควรกินโปรตีนวันละเท่าไร

ป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำได้อย่างไร

MedlinePlus แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี และถามแพทย์ว่าควรฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัส (วัคซีนปอดอักเสบ) หรือไม่ รวมถึงฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามกำหนดโดยเฉพาะผู้ที่เสี่ยงสูง ล้างมือบ่อย หลีกเลี่ยงที่แออัด และขอให้แขกที่เป็นหวัดใส่หน้ากาก

MedlinePlus ระบุว่าวัคซีนสำคัญยิ่งขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน หืด ถุงลมโป่งพอง ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ ดูรายละเอียดวัคซีนปอดอักเสบได้ที่ วัคซีนปอดอักเสบผู้สูงอายุ ควรฉีดไหม ฉีดกี่เข็ม

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: แล็บฟาร์ม (Lab Farm)

แล็บฟาร์ม (Lab Farm) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ตรา แล็บ ฟาร์ม) เลข อย. 73-1-02663-5-0191 ผลิตโดย บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มก. ฉลากแนะนำวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% (Immuneo Plus™) 200 มก. · แกมมา โอไรซานอล 50 มก. · สารสกัดซีบัคธอร์น 50 มก. · เควอซิทิน 50 มก. · สารสกัดโสมเกาหลี 50 มก. · ผงมากิเบอร์รี่ 30 มก. · ผงมะตูม 30 มก. · สารสกัดขิง 20 มก. · สารสกัดพริกไทยดำ 20 มก. · สารสกัดใบแปะก๊วย 20 มก. · นิโคตินาไมด์ (วิตามินบี 3) 15 มก. · ไบโอติน 1% 7.9 มก. · แคลเซียม ดี-แพนโททิเนต 2 มก. · วิตามินบี 1 1.5 มก. · วิตามินบี 2 1.5 มก. · วิตามินบี 6 1 มก. · วิตามินบี 12 0.1% 1 มก. · วิตามินดี 3 (1,000,000 IU/g) 0.2 มก. · กรดโฟลิก 0.1 มก.

ส่วนประกอบที่คนมักถามเมื่ออ่านหัวข้อนี้ และหลักฐานที่มี

  • ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 200 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 160 มก. ต่อวัน (คำนวณ) — งานวิจัยในคนส่วนใหญ่ศึกษาเรื่องหวัดและการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ไม่ใช่ปอดอักเสบ และหลักฐานยังปนกัน การวิเคราะห์รวมงานทดลอง 13 งานในคนสุขภาพดี (Zhong 2021) พบว่ายีสต์เบต้ากลูแคนสัมพันธ์กับการเกิดหวัดน้อยลง แต่ผู้วิจัยระบุว่างานมีจำนวนน้อยและผลต่างกันมาก งานทดลองในผู้ใหญ่ 299 คน (Dharsono 2019) ใช้วันละ 900 มก. นาน 16 สัปดาห์ ไม่ลดจำนวนครั้งที่เป็นหวัด และงานในผู้ใหญ่อายุ 50–70 ปี (Fuller 2017) ใช้วันละ 250 มก. ผลไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งสองงานใช้ขนาดมากกว่าในแคปซูล และไม่พบงานวิจัยที่ใช้วัตถุดิบ Immuneo Plus™ ใน PubMed
  • วิตามินบี 1, 2, 3, 5, 6, 12 และไบโอติน — ปริมาณในแคปซูลอยู่ระดับใกล้ค่าแนะนำรายวัน ไม่ใช่ขนาดที่ใช้รักษาภาวะขาดวิตามิน ตัวอย่างเช่น วิตามินบี 12 0.1% 1 มก. คิดเป็นบี 12 ราว 1 ไมโครกรัม (คำนวณ) ราว 42% ของค่าแนะนำผู้ใหญ่ 2.4 ไมโครกรัมต่อวันตาม Linus Pauling Institute (คำนวณ) และไบโอติน 1% 7.9 มก. คิดเป็นไบโอตินราว 79 ไมโครกรัม (คำนวณ) MedlinePlus แนะนำให้ผู้ที่อ่อนเพลียปรึกษาแพทย์ว่าวิตามินเสริมจะช่วยหรือไม่ ไม่ได้ระบุว่าวิตามินบีแก้อ่อนเพลีย

ต้องบอกตรง ๆ ว่ายังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้หายจากปอดอักเสบเร็วขึ้น ลดการกลับเป็นซ้ำ หรือทำให้แรงกลับมาเร็วขึ้น ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช้แทนยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส วัคซีน หรือการกลับไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเตือน

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ใช้ยาประจำ: ส่วนประกอบบางชนิด เช่น โสม ใบแปะก๊วย ขิง และพริกไทยดำ อาจเสริมฤทธิ์หรือเปลี่ยนระดับยาบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง และผู้ที่จะผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการรักษาหรือวัคซีน
  • ระหว่างกินยาปฏิชีวนะหรือนอนโรงพยาบาล: แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอะไรอยู่ ให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินว่าควรกินต่อหรือพักไว้ก่อน
  • ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด ฉายแสง ยามุ่งเป้า ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ใช้ยากดภูมิ: ต้องให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อนกินอาหารเสริมทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์นี้
  • ก่อนเจาะเลือด: แจ้งเจ้าหน้าที่ว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีไบโอติน (ราว 79 ไมโครกรัมต่อแคปซูล คำนวณ) เพราะไบโอตินอาจรบกวนผลตรวจเลือดบางชนิด
  • คำเตือนบนฉลาก: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · ผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความแล็บฟาร์มทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Lab Farm รุ่นปัจจุบันของแบรนด์ Hopeful ระบุ Immuneo Plus™ และขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มิลลิกรัม

Lab Farmแล็บฟาร์ม

เลข อย. 73-1-02663-5-0191

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 890 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 2,490 · 8 กล่อง 4,590 · 15 กล่อง 7,890 · 25 กล่อง 12,990 บาท (ต.ค. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Lab Farm →

คำถามที่พบบ่อย

ปอดอักเสบกี่วันหาย

MedlinePlus ระบุว่าเมื่อได้รับการรักษา คนส่วนใหญ่ดีขึ้นเร็วและรู้สึกใกล้ปกติภายในราว 2 สัปดาห์ ผู้สูงอายุหรือคนที่ป่วยหนักอาจนานกว่า หลังกลับบ้านไอค่อย ๆ ดีขึ้นใน 7–14 วัน และแรงอาจใช้เวลา 2 สัปดาห์หรือมากกว่า

ปอดอักเสบหายเองได้ไหม ไม่ไปหาหมอได้ไหม

ไม่ควรรอดูเอง ปอดอักเสบเกิดได้จากทั้งแบคทีเรียและไวรัส ถ้าเป็นแบคทีเรียต้องเริ่มยาปฏิชีวนะโดยเร็ว ส่วนไวรัสบางชนิดอาจต้องใช้ยาต้านไวรัส แพทย์ต้องตรวจและเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินว่ารักษาที่บ้านได้หรือต้องนอนโรงพยาบาล

ทำไมหายไอแล้วยังต้องกินยาฆ่าเชื้อต่อ

MedlinePlus แนะนำให้กินยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่ง ห้ามขาดยาแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว ระยะเวลาที่ใช้มักเป็น 3–5 วัน แต่บางคนต้องใช้ 2 สัปดาห์หรือนานกว่า ขึ้นกับที่แพทย์กำหนด

ผู้สูงอายุเป็นปอดอักเสบต้องนอนโรงพยาบาลทุกคนไหม

ไม่ทุกคน MedlinePlus ระบุว่าคนส่วนใหญ่รักษาที่บ้านได้ แต่อายุ 65 ปีขึ้นไป มีโรคร้ายแรงร่วม อาการรุนแรง กินดื่มไม่ได้ ดูแลตัวเองไม่ได้ หรือกินยาที่บ้านแล้วไม่ดีขึ้น มีโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลมากขึ้น แพทย์เป็นผู้ตัดสิน

หลังกลับบ้านมีอาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล

ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ได้แก่ หายใจลำบากขึ้นหรือเร็วขึ้น ต้องนั่งโน้มตัวจึงหายใจสะดวก เจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึก ง่วงซึมหรือสับสน ไข้กลับมา ไอมีเสมหะสีคล้ำหรือเลือด ปลายนิ้วเขียวคล้ำ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-14

อ่านต่อ

มะตูมสรรพคุณ น้ำมะตูมแก้อะไร ข้อควรระวังที่ควรรู้

มะตูมสรรพคุณในตำรายาไทยใช้ส่วนไหน งานวิจัยสมัยใหม่อยู่ระดับไหน มะตูมดิบกับสุกต่างกันอย่างไร น้ำมะตูมกับน้ำตาล คนเป็นเบาหวานดื่มได้ไหม และข้อควรระวัง

ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล

ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร ผงเกลือแร่ ORS ต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างไร ยาหยุดถ่ายใช้ได้เมื่อไร โยเกิร์ตช่วยไหม อาการไหนต้องไปโรงพยาบาล

หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายเร็ว ไข่ อาหารทะเล กินได้ไหม

หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายดี โปรตีน วิตามินซี สังกะสีจำเป็นแค่ไหน ไข่ ไก่ อาหารทะเลทำให้แผลเป็นนูนจริงไหม เบาหวานกับแผลหายช้า และสัญญาณแผลติดเชื้อ

อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่ กี่วันถึงหาย กลับไปออกกำลังได้เมื่อไร

อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่หรือโควิดนานแค่ไหน ทำไมไม่ควรรีบออกกำลัง อาการใจสั่น เหนื่อยหอบที่ต้องระวัง วิธีเพิ่มกิจกรรมทีละขั้น และเมื่อไรต้องตรวจเพิ่ม

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 980 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันพิเศษFacebookแชท