บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

แมกนีเซียมกินตอนไหน วันละเท่าไร เกินกี่มิลลิกรัมถึงไม่ควร

คำตอบสั้น: DRI ไทย 2563 (กรมอนามัย) กำหนดปริมาณแมกนีเซียมที่ควรได้รับต่อวันจาก อาหารและทุกแหล่ง สำหรับผู้ใหญ่ราว 240–320 มก. ตามเพศและอายุ และกำหนด เพดานจากยาเม็ดหรือผลิตภัณฑ์เสริม (UL) ไว้ที่ 350 มก. ต่อวัน สำหรับอายุเกิน 8 ปี ตัวเลขนี้คิดจาก แมกนีเซียมธาตุ ไม่ใช่น้ำหนักสารประกอบอย่างแมกนีเซียมออกไซด์ที่เขียนบนฉลาก Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุว่าอาการแรกของการได้แมกนีเซียมเสริมเกินคือ ท้องเสีย และผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงสูงกว่า ส่วนเวลากิน แหล่งที่เปิดตรวจ ไม่ได้กำหนดว่าต้องกินพร้อมอาหารหรือก่อนนอน เรื่องที่มีแหล่งชัดคือต้องกินห่างจากยาบางตัว ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจที่ใช้ยาดิจ็อกซิน และผู้ที่กินยาหลายตัว ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรกำหนด

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ความต้องการต่อวัน (DRI ไทย 2563): ชาย 31–50 ปี 320 · 51–70 ปี 300 · 71 ปีขึ้นไป 280 มก. · หญิง 31–70 ปี 260 · 71 ปีขึ้นไป 240 มก.
  • เพดานจากอาหารเสริม: 350 มก. ต่อวัน (DRI ไทย 2563 ยกค่าของสหรัฐ) ไม่นับแมกนีเซียมจากอาหาร
  • คิดจากแมกนีเซียมธาตุ: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. ไม่ได้แปลว่ามีแมกนีเซียม 440 มก.
  • เวลากิน: ไม่พบแหล่งที่กำหนดว่าก่อนหรือหลังอาหาร ก่อนนอนหรือตอนเช้า
  • ต้องกินห่างจากยา: ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยากระดูกพรุน ยาไทรอยด์ ให้เภสัชกรจัดเวลา
  • โรคไต โรคหัวใจ กินยาหลายตัว: ให้แพทย์กำหนดก่อน

แมกนีเซียมต้องการวันละเท่าไร

DRI ไทย 2563 (ตารางที่ 1) กำหนดปริมาณที่ควรได้รับต่อวันของผู้ใหญ่ดังนี้:

  • ผู้ชาย: อายุ 31–50 ปี 320 มก. · 51–70 ปี 300 มก. · 71 ปีขึ้นไป 280 มก.
  • ผู้หญิง: อายุ 31–70 ปี 260 มก. · 71 ปีขึ้นไป 240 มก.

ค่าของสหรัฐที่ Linus Pauling Institute อ้างสูงกว่า คือ ชาย 400–420 มก. หญิง 310–320 มก. ต่อวัน สองแหล่งนี้ใช้กับคนต่างประเทศกัน คนไทยใช้ค่าของกรมอนามัยเป็นหลัก

ตัวเลขเหล่านี้คือปริมาณรวมจากอาหาร ไม่ได้แปลว่าต้องกินอาหารเสริมให้ครบ Linus Pauling Institute ระบุว่าภาวะขาดแมกนีเซียมพบน้อยในคนสุขภาพดีที่กินอาหารสมดุล เพราะแมกนีเซียมมีมากทั้งในอาหารจากพืชและสัตว์ และไตลดการขับแมกนีเซียมทางปัสสาวะได้เมื่อได้รับน้อย อ่านแหล่งอาหารใน แมกนีเซียมมีในอาหารอะไร และอาการขาดใน อาการขาดแมกนีเซียม

กลุ่มที่ Linus Pauling Institute ระบุว่าเสี่ยงขาดมากขึ้น ได้แก่ ผู้มีโรคทางเดินอาหารหรือโรคไต ผู้ดื่มสุราเรื้อรัง และผู้สูงอายุ และยาที่ทำให้แมกนีเซียมต่ำ ได้แก่ ยาลดกรดกลุ่ม PPI ที่ใช้นาน และยาขับปัสสาวะบางตัว ทางที่ถูกคือให้แพทย์ตรวจเลือด ไม่ใช่เดาว่าขาดแล้วซื้อมากินชดเชย และ ห้ามหยุดยาลดกรดหรือยาขับปัสสาวะเอง

ห้ามกินแมกนีเซียมเกินกี่มิลลิกรัม

Linus Pauling Institute ระบุว่า UL 350 มก. ต่อวัน คือ ระดับสูงสุดของแมกนีเซียมเสริมที่ไม่น่าจะทำให้ท้องเสียหรือระบบทางเดินอาหารผิดปกติในคนเกือบทั้งหมด และใช้กับ แมกนีเซียมเสริม ไม่นับจากอาหาร เพราะยังไม่พบผลไม่พึงประสงค์จากแมกนีเซียมที่มีตามธรรมชาติในอาหาร

ข้อสำคัญ 3 ข้อจากแหล่งเดียวกัน:

  1. ผู้สูงอายุ มีโอกาสไตทำงานบกพร่องมากกว่า จึงไม่ควรรับแมกนีเซียมเสริมเกินวันละ 350 มก. โดยไม่ปรึกษาแพทย์
  2. ผู้ที่ไตทำงานบกพร่อง เคยเกิดพิษจากแมกนีเซียมเมื่อใช้ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมในขนาดปานกลาง
  3. บางภาวะต้องใช้ขนาดสูงกว่านี้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ใช่การปรับขนาดเอง

นับรวมทุกแหล่งที่ไม่ใช่อาหาร ได้แก่ วิตามินรวม แมกนีเซียมเม็ด ยาระบายแมกนีเซียม (เช่น มิลค์ออฟแมกนีเซีย) และยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม Linus Pauling Institute ระบุว่าแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ออกไซด์ และไตรซิลิเกต ใช้เป็นยาลดกรด อ่านอาการได้รับเกินใน อาการแมกนีเซียมเกิน และเรื่องท้องเสียใน แมกนีเซียมกับท้องเสีย

ฉลากเขียนแมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. ได้แมกนีเซียมจริงเท่าไร

ฉลากหลายตัวเขียนน้ำหนักสารประกอบ ไม่ใช่น้ำหนักแมกนีเซียมธาตุ วิธีอ่านคือดูว่าฉลากเขียน "แมกนีเซียม (จากแมกนีเซียมออกไซด์) ... มก." หรือเขียนแค่ "แมกนีเซียมออกไซด์ ... มก." ถ้าเป็นแบบหลัง ตัวเลขนั้นรวมออกซิเจนด้วย

ตัวอย่างการคำนวณจากน้ำหนักโมเลกุลใน PubChem (คำนวณ):

  • แมกนีเซียมออกไซด์: แมกนีเซียม 24.305 ÷ แมกนีเซียมออกไซด์ 40.305 = ราวร้อยละ 60.3 โดยน้ำหนัก → แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. มีแมกนีเซียมราว 265 มก. (คำนวณ สมมติวัตถุดิบบริสุทธิ์)
  • แมกนีเซียมบิสไกลซิเนตคีเลตบริสุทธิ์ตามสูตรเคมี: มีแมกนีเซียมราวร้อยละ 14.1 (คำนวณ) แต่ผู้ขายวัตถุดิบบางรายระบุเกรดเป็น "% แมกนีเซียม" เช่น 10% ถึง 22% ถ้าฉลากเขียน "(20%)" อาจหมายถึงแมกนีเซียมร้อยละ 20 ต้องถามผู้ผลิตจึงจะยืนยันได้

ปริมาณในฉลากไม่เท่ากับปริมาณที่ร่างกายดูดซึม งานวิจัยในอาสาสมัครสุขภาพดีงานหนึ่ง (ตีพิมพ์ 2544 บทคัดย่อไม่ระบุจำนวนคน) พบว่าแมกนีเซียมออกไซด์ดูดซึมได้ราวร้อยละ 4 ต่ำกว่าแมกนีเซียมคลอไรด์ แลกเทต และแอสพาร์เทต และอีกงานพบว่าแมกนีเซียมออกไซด์แทบไม่ละลายในน้ำ งานเหล่านี้เล็ก จึงใช้เปรียบเทียบได้แบบคร่าว ๆ อ่านเรื่องรูปแบบต่าง ๆ ใน แมกนีเซียมออกไซด์กับคีเลตต่างกันอย่างไร และวิธีอ่านเปอร์เซ็นต์บนฉลากใน อ่านเปอร์เซ็นต์บนฉลากอาหารเสริม

คำแนะนำของบทความ: ถ้าฉลากไม่ระบุแมกนีเซียมธาตุ อย่าเอาน้ำหนักสารประกอบไปเทียบกับเพดาน 350 มก. ตรง ๆ ให้ถามเภสัชกรหรือผู้ผลิต

แมกนีเซียมกินตอนไหนดี พร้อมอาหารหรือก่อนนอน

แหล่งที่เปิดตรวจไม่ได้กำหนดว่าต้องกินพร้อมอาหาร หลังอาหาร หรือก่อนนอน และไม่ได้ระบุว่าเวลาใดดูดซึมดีกว่า ส่วนความเชื่อว่ากินก่อนนอนแล้วหลับดี งานรวม 3 งานในผู้สูงอายุ 151 คน (ตีพิมพ์ 2564) ผู้วิจัยระบุว่าหลักฐานคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่พอให้แพทย์แนะนำ

คำแนะนำของบทความ:

  • ทำตามวิธีกินบนฉลาก ถ้าไม่ระบุเวลา เลือกเวลาที่จำได้ทุกวัน
  • ถ้าท้องเสียหรือไม่สบายท้อง ให้ถามเภสัชกรเรื่องการกินพร้อมอาหาร และถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง ให้หยุดและปรึกษาแพทย์
  • วางเวลาให้ห่างจากยาที่ตีกัน ตามหัวข้อถัดไป ซึ่งสำคัญกว่าเรื่องเช้าหรือเย็น

แมกนีเซียมต้องกินห่างจากยาอะไร

  • ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (อเลนโดรเนต): Linus Pauling Institute ให้กินห่างจากแมกนีเซียม 2 ชั่วโมง MedlinePlus หน้ายาอเลนโดรเนต (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ระบุว่าหลังกินยา ห้ามกินอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาอื่น รวมทั้งวิตามินหรือยาลดกรด อย่างน้อย 30 นาที สองแหล่งนี้ให้ตัวเลขต่างกัน ให้เภสัชกรกำหนดเวลาที่ชัด
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลน (เช่น ไซโปรฟลอกซาซิน) และเตตราไซคลีน (เช่น ด็อกซีไซคลิน): Linus Pauling Institute ระบุว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพยาเหล่านี้ หน้ายาไซโปรฟลอกซาซินของ MedlinePlus (ปรับ 15 ส.ค. 2569) ระบุว่ายาลดกรดหรือวิตามินรวมที่มีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ให้กิน อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลัง ไซโปรฟลอกซาซิน ส่วนหน้ายาด็อกซีไซคลิน (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ระบุว่ายาลดกรด แคลเซียมเสริม และยาระบายที่มีแมกนีเซียม ให้กิน ห่าง 1–2 ชั่วโมงก่อนหรือหลัง ด็อกซีไซคลิน ทั้งสองหน้าไม่ได้เขียนถึงแมกนีเซียมออกไซด์ในผลิตภัณฑ์เสริมโดยตรง จึงให้เภสัชกรจัดเวลาตามยาที่ได้รับ
  • ยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน: MedlinePlus (ปรับ 15 ก.พ. 2562 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ระบุว่ายาลดกรดอาจตีกับยานี้ แต่ไม่ได้ระบุชั่วโมงสำหรับแมกนีเซียมโดยตรง ให้เภสัชกรกำหนด
  • ยาหัวใจดิจ็อกซิน ยาปฏิชีวนะไนโตรฟูแรนโทอิน และยาต้านมาลาเรียบางตัว: Linus Pauling Institute ระบุว่าแมกนีเซียมรบกวนการดูดซึม และแหล่งเดียวกันระบุว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกิน คลอร์โพรมาซีน และเพนิซิลลามีน
  • ก่อนผ่าตัด: Linus Pauling Institute ให้แจ้งทีมแพทย์ถ้ากินแมกนีเซียมเสริม ยาระบาย หรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม

ห้ามเลื่อน ลด หรือหยุดยาเหล่านี้เอง เพื่อให้กินแมกนีเซียมได้ อ่านรายการเต็มใน แมกนีเซียมกับยาที่ตีกัน

ใครต้องให้หมอกำหนดขนาดแมกนีเซียม

  • ผู้ป่วยโรคไต ฟอกไต หรือไตเสื่อม: Linus Pauling Institute ระบุว่าแมกนีเซียมในเลือดสูงทำให้ความดันตก และต่อมาซึม สับสน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไตแย่ลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก และถ้ารุนแรงอาจหัวใจหยุดเต้น
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ใช้ยาดิจ็อกซิน หรือมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ผู้ที่กินยาหลายตัว ยาปฏิชีวนะ ยากระดูกพรุน ยาไทรอยด์ ยาลดกรด ยาระบาย
  • ผู้สูงอายุ ที่จะกินแมกนีเซียมเสริมเกินวันละ 350 มก. (Linus Pauling Institute)

ผู้ที่กินแมกนีเซียมแล้ว ซึมลง สับสน อ่อนแรง หรือใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะผู้ป่วยไต ให้ ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด และถ้าหายใจลำบากรุนแรงหรือหมดสติ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ตามรายการท้ายบทความ

ท้องเสียรุนแรงจนขาดน้ำ NHS (หน้าท้องเสียและอาเจียน ทบทวน 21 ธ.ค. 2566 และหน้าภาวะขาดน้ำ ทบทวน 1 พ.ค. 2569) จัดอาการด้านล่างเป็นเหตุฉุกเฉิน หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • อาเจียนเป็นเลือด หรือสีคล้ายกากกาแฟ
  • ปวดท้องรุนแรงขึ้นมาทันที
  • สับสน หรือซึมจนปลุกยาก
  • ผิวซีด เย็น เป็นจ้ำ
  • หายใจเร็ว

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. (น้ำหนักสุทธิ 27 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · แคปซูลทำจากเจลาติน

ค่าคำนวณจากฉลาก: ฉลากไม่ระบุปริมาณแมกนีเซียมธาตุ เมื่อคำนวณจากสูตรเคมีของแมกนีเซียมออกไซด์ (ราว 265 มก.) และความหมายของ "(20%)" ตามเกรดวัตถุดิบ (ราว 20 มก.) จะได้แมกนีเซียมรวมราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ค่านี้ยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยใบวิเคราะห์ (COA) และเป็นปริมาณในแคปซูล ไม่ใช่ปริมาณที่ร่างกายดูดซึมได้ วิตามินเค 2 (MK-7) คิดเป็นราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) วิตามินดี 3 ราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) และวิตามินบี 12 0.6 มก. เท่ากับ 600 ไมโครกรัม

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

เรื่องปริมาณและเวลากิน: ฉลากระบุวันละ 1 แคปซูล และไม่ได้ระบุว่าต้องกินก่อนหรือหลังอาหาร ห้ามกินเกินฉลาก เพราะแคปซูลเดียวก็ใกล้เพดานแมกนีเซียมเสริมแล้ว ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ป้องกันตะคริว ช่วยให้นอนหลับ ลดความดัน หรือลดน้ำตาล และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้โดยตรง

  • แมกนีเซียมราว 280–285 มก. ต่อวัน (คำนวณ จาก 1 แคปซูล) — ราว 93–95% ของปริมาณที่แนะนำต่อวันของชายอายุ 51–70 ปี ราว 108–110% ของหญิงอายุ 31–70 ปี และราว 117–119% ของหญิงอายุ 71 ปีขึ้นไป ตาม DRI ไทย 2563 (คำนวณ) และคิดเป็น ราว 80% ของเพดาน 350 มก. ต่อวัน สำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) เหลือช่องว่างก่อนถึงเพดานเพียงราว 65–70 มก. ผู้ที่กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่แล้ว อาจเกินเพดานและเสี่ยงท้องเสีย
  • ตะคริว: การทบทวนของ Cochrane (2563) รวม 11 งาน 735 คน สรุปว่าแมกนีเซียม "ไม่น่าจะ" ช่วยป้องกันตะคริวในผู้สูงอายุได้อย่างมีความหมายทางคลินิก
  • ความดันและเบาหวาน: แนวทางเวชปฏิบัติโรคความดันโลหิตสูงของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2567 ไม่แนะนำแมกนีเซียมเสริมในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อหวังผลลดความดัน และแนวทางเวชปฏิบัติโรคเบาหวาน 2566 ระบุว่าไม่จำเป็นต้องให้วิตามินหรือแร่ธาตุเสริมในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ได้ขาดสารอาหารเหล่านั้น
  • รูปแบบ: แมกนีเซียมส่วนใหญ่ในแคปซูล (ราวร้อยละ 93 คำนวณ) มาจากแมกนีเซียมออกไซด์ ซึ่งงานขนาดเล็กพบว่าดูดซึมได้น้อย และเป็นสารที่ใช้เป็นยาระบายด้วย

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก)

  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · คำแนะนำของบทความ: ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสินก่อน เพราะงานวิจัยในอาสาสมัครพบว่า MK-7 เพียง 10–20 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ค่า INR (ค่าการแข็งตัวของเลือด) เปลี่ยนในบางคน ขณะที่แคปซูลมี MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และมีรายงานว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
  • ผู้ใช้ยาประจำตัว: ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะผู้ใช้ยาดิจ็อกซิน
  • ผู้ป่วยโรคไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน Linus Pauling Institute ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงต่อภาวะแมกนีเซียมเกินสูงกว่าคนทั่วไป
  • ใช้ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่: นับรวมแมกนีเซียมทุกแหล่ง อาจเกิน 350 มก. ต่อวัน และเสี่ยงท้องเสีย
  • ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนหรือเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต และยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน ให้เภสัชกรจัดเวลาให้
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีกรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่ง Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำเมื่อใช้ร่วมกับยาเบาหวาน ให้ติดตามน้ำตาลตามแพทย์สั่ง
  • ท้องเสียง่ายหรือขาดน้ำง่าย: แมกนีเซียมออกไซด์อาจทำให้ถ่ายเหลว ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งให้หยุดและปรึกษาแพทย์
  • ไม่บริโภคเจลาติน: แคปซูลทำจากเจลาติน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาเบาหวาน อินซูลิน ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดกรด ยาขับปัสสาวะ ยากันชัก และยาพาร์กินสัน แม้จะเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • เจ็บหน้าอกแบบแน่นหรือเหมือนถูกบีบ
  • เจ็บหรือแน่นอึดอัดหน้าอกขึ้นมาทันทีและไม่หายไป อาจรู้สึกเหมือนถูกกดทับ แสบร้อน หรือเหมือนอาหารไม่ย่อย
  • เจ็บที่ร้าวไปแขนข้างซ้ายหรือขวา คอ กราม ท้อง หรือหลัง
  • เจ็บหน้าอก แล้วมีเหงื่อออก
  • เจ็บหน้าอก แล้วคลื่นไส้หรืออาเจียน
  • เจ็บหน้าอก แล้วหน้ามืดหรือเวียนศีรษะ
  • เจ็บหน้าอก แล้วหายใจไม่อิ่ม
  • หายใจลำบากรุนแรง หอบ สำลัก หรือพูดเป็นคำไม่ได้
  • ริมฝีปากหรือผิวซีด เขียว หรือเทา
  • หมดสติ หรือไม่ตอบสนองตามปกติ
  • หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว หรือพูดไม่ชัด แม้อาการจะหายไปเองแล้ว

รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุให้โทร 999 หรือไปห้องฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าหัวใจขาดเลือด (ทบทวน 31 มี.ค. 2569) หน้าเจ็บหน้าอก (ทบทวน 8 ส.ค. 2566) หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง (ทบทวน 12 ก.ย. 2567) และหน้าภาวะแพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

แมกนีเซียมควรได้รับวันละเท่าไร

DRI ไทย 2563 กำหนดผู้ชาย 31–50 ปี 320 มก. 51–70 ปี 300 มก. 71 ปีขึ้นไป 280 มก. ผู้หญิง 31–70 ปี 260 มก. 71 ปีขึ้นไป 240 มก. ต่อวัน ตัวเลขนี้รวมจากอาหาร ไม่ได้แปลว่าต้องกินอาหารเสริมให้ครบ

แมกนีเซียมห้ามกินเกินกี่มิลลิกรัม

เพดานแมกนีเซียมจากยาเม็ดหรือผลิตภัณฑ์เสริมคือ 350 มก. ต่อวัน (DRI ไทย 2563 และ Linus Pauling Institute) คิดจากแมกนีเซียมธาตุ ไม่นับจากอาหาร ผู้ป่วยไตต้องให้แพทย์กำหนด

แมกนีเซียมกินตอนไหนดี

แหล่งที่เปิดตรวจไม่ได้กำหนดว่าต้องกินพร้อมอาหารหรือก่อนนอน ให้ทำตามฉลาก และให้เภสัชกรจัดเวลาให้ห่างจากยาที่ตีกัน เช่น ยากระดูกพรุน ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม และยาไทรอยด์

ฉลากเขียนแมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. ได้แมกนีเซียมเท่าไร

แมกนีเซียมออกไซด์มีแมกนีเซียมราวร้อยละ 60.3 โดยน้ำหนัก (คำนวณจากน้ำหนักโมเลกุล) 440 มก. จึงมีแมกนีเซียมราว 265 มก. ถ้าวัตถุดิบบริสุทธิ์ และปริมาณนี้ไม่เท่ากับที่ร่างกายดูดซึมได้

ใครต้องให้หมอกำหนดขนาดแมกนีเซียม

ผู้ป่วยโรคไตหรือฟอกไต ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใช้ยาดิจ็อกซินหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผู้ที่กินยาหลายตัว และผู้สูงอายุที่จะกินแมกนีเซียมเสริมเกินวันละ 350 มก. ห้ามหยุดหรือเลื่อนยาที่แพทย์สั่งเอง

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท