เกี่ยวกับ Beta X Plus
ไอไม่หายสักทีหลังเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ไอเป็นเดือน ผิดปกติไหม
คำตอบสั้น: ไอที่ค้างหลังหวัดหรือไข้หวัดใหญ่พบได้ แนวทางของวิทยาลัยแพทย์โรคทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา (ACCP ปี 2549) เรียกว่าไอหลังติดเชื้อ คือไอนานเกิน 3 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 8 สัปดาห์หลังอาการหวัดหาย ผลเอกซเรย์ปอดปกติ และมักหายเอง แต่ไอที่ลากยาวอาจเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ไอกรน ปอดอักเสบ หอบหืดที่ยังไม่ได้วินิจฉัย หรือน้ำมูกไหลลงคอ NHS แนะนำให้พบแพทย์เมื่อไอเกิน 3 สัปดาห์ ยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยไอหลังติดเชื้อทั่วไป ยกเว้นกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ไอหลังหวัดค้างได้หลายสัปดาห์ NHS ระบุว่าไอส่วนใหญ่หายใน 3–4 สัปดาห์ ส่วนไอและเสมหะหลังการติดเชื้อทรวงอกอยู่ได้ถึง 3 สัปดาห์
- ไอหลังติดเชื้อ ตาม ACCP คือไอ 3–8 สัปดาห์ เอกซเรย์ปอดปกติ และส่วนใหญ่หายเอง
- ไอเป็นชุด ๆ จนอาเจียน หรือมีเสียงวู้ปตอนหายใจเข้า ให้นึกถึงไอกรน และไปพบแพทย์
- ไอเกิน 3 สัปดาห์ NHS ให้พบแพทย์ ไม่ต้องรอให้ครบ 8 สัปดาห์
- ดูแลตัวเอง พักผ่อน ดื่มน้ำ น้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น (ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี) และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
- ยาปฏิชีวนะ ไม่ได้ช่วยไอที่เกิดจากไวรัส ห้ามซื้อกินเอง
ไอหลังติดเชื้อคืออะไร นานได้แค่ไหน
คือไอที่ค้างอยู่หลังอาการหวัดหายไปแล้ว แนวทาง ACCP เรื่องไอหลังติดเชื้อ (ปี 2549) ระบุว่า
- ผู้ที่ไอต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์หลังมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน อาจเป็นไอหลังติดเชื้อ
- จัดเป็นไอกึ่งเฉียบพลัน เพราะไม่นานเกิน 8 สัปดาห์
- ผลเอกซเรย์ปอดปกติ ซึ่งช่วยแยกปอดอักเสบออกไป
- อาการมักหายไปเอง
- ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ หาเชื้อที่เป็นสาเหตุเฉพาะไม่พบ
ระยะเวลาที่แหล่งอื่นระบุ
- หวัด NHS (ทบทวน 22 มี.ค. 2567) ระบุว่าควรเริ่มรู้สึกดีขึ้นในราว 1–2 สัปดาห์
- การติดเชื้อทรวงอก NHS (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) ระบุว่าอาการมักดีขึ้นใน 7–10 วัน แต่ไอและเสมหะอาจอยู่ได้ถึง 3 สัปดาห์
- อาการไอทั่วไป NHS (ทบทวน 8 ธ.ค. 2566) ระบุว่ามักหายเองใน 3–4 สัปดาห์
ถ้าไอนานเกิน 8 สัปดาห์ จะเข้าเกณฑ์ไอเรื้อรัง ซึ่งต้องหาสาเหตุอื่น อ่านต่อได้ที่ ไอเรื้อรังเกิดจากอะไร
ทำไมหายหวัดแล้วยังไอ คันคอ
แนวทาง ACCP ระบุว่ายังไม่ทราบกลไกแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการอักเสบที่กว้างขวางและเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนหรือส่วนล่างถูกทำลาย เมื่ออาการมาจากทางเดินหายใจส่วนล่าง มักมีเสมหะมากเกินปกติ หรือหลอดลมและตัวรับการไอไวต่อสิ่งกระตุ้นชั่วคราว ร่วมด้วย
ACCP ยังระบุสาเหตุอื่นที่ทำให้ไอค้างหลังการติดเชื้อ ได้แก่
- จมูกและไซนัสยังอักเสบต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะไอจากทางเดินหายใจส่วนบน หรือน้ำมูกไหลลงคอ อ่านได้ที่ น้ำมูกไหลลงคอ
- กรดไหลย้อน ซึ่งอาจเป็นผลจากการไออย่างแรง อ่านได้ที่ ไอจากกรดไหลย้อน
แนวทางของสมาคมโรคระบบหายใจแห่งยุโรป (ERS ปี 2563) อธิบายภาวะไวต่อการกระตุ้นให้ไอว่าทำให้ไอง่ายเมื่อเจออากาศเย็น น้ำหอม ควัน หรือน้ำยาฟอกขาว แนวทางนี้เป็นเรื่องไอเรื้อรัง ไม่ได้เขียนเฉพาะไอหลังหวัด
ไอเป็นเดือน อาจเป็นอย่างอื่นได้ไหม
ได้ และบางโรคต้องรักษาต่างออกไป
ไอกรน NHS (หน้าไอกรน ทบทวน 6 ส.ค. 2569) ระบุว่าอาการแรกคล้ายหวัด เช่น น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไข้สูงพบไม่บ่อย หลังจากนั้นราว 1 สัปดาห์
- จะไอเป็นชุด ๆ นานหลายนาที และแย่ลงตอนกลางคืน
- อาจมีเสียง "วู้ป" ตอนหายใจเข้าระหว่างไอ แต่ผู้ใหญ่บางคนไม่มีเสียงนี้
- อาจไอมีเมือกข้นจนอาเจียน
- ผู้ใหญ่มักหน้าแดงมากขณะไอ
- ไออาจนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
แนวทาง ACCP ระบุว่าถ้าไอเป็นชุด ไอจนอาเจียน หรือมีเสียงวู้ปตอนหายใจเข้า ให้วินิจฉัยว่าเป็นไอกรนไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นโรคอื่น NHS ระบุว่าถ้าวินิจฉัยได้ภายใน 3 สัปดาห์หลังเริ่มไอ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดการแพร่เชื้อ แต่ยาอาจไม่ลดอาการ และไอกรนแพร่เชื้อได้นานถึง 3 สัปดาห์หลังเริ่มไอ ผู้ที่ไอแบบนี้และอยู่ใกล้ทารกหรือหญิงตั้งครรภ์ ควรรีบไปพบแพทย์
ปอดอักเสบ NHS (หน้าปอดอักเสบ ทบทวน 17 ก.ค. 2569) ระบุว่าอาการเริ่มได้ทั้งแบบเฉียบพลันหรือค่อย ๆ เป็น เช่น ไอ หายใจเหนื่อย ไข้สูง เจ็บหน้าอก เหนื่อยมาก เบื่ออาหาร และสับสนซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุ อ่านต่อได้ที่ ปอดอักเสบในผู้สูงอายุ
หอบหืดที่ซ่อนอยู่ แนวทาง ACCP เรื่องไอจากหอบหืด (ปี 2549) ระบุว่าหอบหืดอาจแสดงอาการเป็นไออย่างเดียว ก่อนมีอาการหอบหืดแบบทั่วไป ผลตรวจร่างกายและสไปโรเมตรี (การตรวจสมรรถภาพปอด) อาจปกติ NHS (หน้าหอบหืด ทบทวน 7 เม.ย. 2568) ระบุว่าไวรัสอย่างไข้หวัดใหญ่ทำให้อาการหอบหืดแย่ลงได้ อ่านต่อได้ที่ ภูมิแพ้ทำให้ไอได้ไหม
ไอไม่หายสักที ดูแลตัวเองอย่างไร
NHS (หน้าอาการไอ) แนะนำวิธีดูแลตัวเอง ได้แก่
- พักผ่อน
- ดื่มน้ำให้พอ ยกเว้นผู้ที่แพทย์ให้จำกัดน้ำ
- ถ้ามีไข้หรือรู้สึกไม่สบายจนทำกิจวัตรไม่ได้ ให้พยายามอยู่บ้านและเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น
- ใช้ยาพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟนบรรเทาอาการปวด ตามฉลากยาหรือคำแนะนำของเภสัชกร
- ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น NHS ระบุว่าอาจได้ผลคล้ายยาน้ำแก้ไอ แต่ห้ามให้ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี และหลักฐานว่าช่วยได้ยังมีจำกัด
น้ำผึ้งมีหลักฐานแค่ไหน งานทบทวนของ Cochrane (ตีพิมพ์ปี 2561) รวม 6 งานทดลองในเด็กอายุ 12 เดือนถึง 18 ปีที่ไอเฉียบพลัน 899 คน พบว่าน้ำผึ้งน่าจะบรรเทาอาการไอได้มากกว่าการไม่ได้รับอะไรหรือยาหลอก แต่อาจไม่ต่างจากยากดอาการไอเดกซ์โทรเมทอร์แฟน ผู้วิจัยสรุปว่าไม่มีหลักฐานหนักแน่นทั้งสนับสนุนและคัดค้าน และเด็กส่วนใหญ่ได้น้ำผึ้งเพียงคืนเดียว งานนี้เป็นงานในเด็กที่ไอเฉียบพลัน ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ไอหลังติดเชื้อหลายสัปดาห์
คำแนะนำของบทความ: ผู้ที่เป็นเบาหวาน ให้ถามแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนดื่มน้ำผึ้งเป็นประจำ เพราะน้ำผึ้งเป็นน้ำตาล
หลีกเลี่ยงควัน NHS (หน้าหวัดและการติดเชื้อทรวงอก) ระบุว่าการสูบบุหรี่ทำให้อาการแย่ลง MedlinePlus แนะนำให้งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง และเพิ่มความชื้นในอากาศ เช่น อาบน้ำอุ่นที่มีไอน้ำ ส่วนผู้ที่ไอแห้งระคายคอ MedlinePlus แนะนำลูกอมแก้ไอหรือลูกอมแข็ง แต่ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เพราะอาจสำลัก
อ่านเรื่องขิงกับอาการไอได้ที่ ขิงช่วยแก้ไอได้จริงไหม และอาการอ่อนเพลียหลังไข้หวัดใหญ่ได้ที่ อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่
ยาแก้ไอและยาปฏิชีวนะช่วยไหม
ยาแก้ไอช่วยให้ไอน้อยลง แต่ไม่ได้หยุดไอ NHS ระบุว่าเภสัชกรแนะนำยาน้ำแก้ไอ ยาแก้ไอ หรือลูกอมแก้ไอได้ ซึ่งไม่ได้หยุดอาการไอ แต่อาจช่วยให้ไอน้อยลง และยาลดน้ำมูกกับยาแก้ไอที่มีโคเดอีนก็ไม่ได้หยุดอาการไอ NHS ระบุว่ายาแก้ไอบางชนิดไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
ยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยไอหลังติดเชื้อทั่วไป แนวทาง ACCP ระบุว่ายาปฏิชีวนะไม่มีบทบาทในไอหลังติดเชื้อ เพราะสาเหตุไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรีย ยกเว้นไซนัสอักเสบจากแบคทีเรีย หรือไอกรนในระยะแรก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ข่าววันที่ 13 มิ.ย. 2567) ระบุว่าหวัดส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและหายเองได้ใน 7–10 วัน และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง อ่านต่อได้ที่ ไอไม่หายต้องกินยาฆ่าเชื้อไหม
ผู้ที่แพทย์สั่งยาปฏิชีวนะแล้ว ต้องกินตามที่แพทย์สั่งจนครบ ห้ามหยุดยาเองแม้รู้สึกดีขึ้น ตามที่ NHS ระบุในหน้าไอกรนและปอดอักเสบ
เมื่อไรต้องกลับไปหาหมอ
นัดพบแพทย์ (ไม่เร่งด่วน) NHS แนะนำเมื่อ
- ไอเกิน 3 สัปดาห์
- อาการหวัดไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน หรือมีไข้สูงเกิน 3 วัน
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (MedlinePlus ให้ติดต่อแพทย์ทันทีถ้าไอและน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจหรือเหงื่อออกกลางคืน กรณีนี้ให้ไปพบแพทย์วันนี้)
- มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ปอด หรือไต หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด กรณีที่ NHS ให้ขอนัดด่วน
- ไอรุนแรงมากหรือแย่ลงเร็ว ไอจนหยุดไม่ได้
- รู้สึกป่วยมาก หรือหายใจเหนื่อย
- ไอมีเสมหะเหลืองหรือเขียว (NHS หน้าปอดอักเสบ)
- ข้างคอบวมและเจ็บ
- ไอแบบไอกรนและแย่ลงเรื่อย ๆ หรือเคยใกล้ชิดผู้ป่วยไอกรนและกำลังตั้งครรภ์
ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง เช่น หายใจลำบากมาก หายใจตื้น ริมฝีปากหรือผิวเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงินหรือเทา เจ็บหน้าอกที่แย่ลงเวลาหายใจหรือไอ สับสนขึ้นมาทันที หรือไอเป็นเลือด ซึ่ง NHS หน้าไอกรนและปอดอักเสบจัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ดูรายการเต็มท้ายบทความ
อาการเจ็บหน้าอกเวลาหายใจหรือไอ หน้าปอดอักเสบของ NHS (ทบทวน 17 ก.ค. 2569) จัดเป็นนัดพบแพทย์ด่วน แต่หน้าไอกรนของ NHS (ทบทวน 6 ส.ค. 2569) จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน บทความนี้ยึดระดับที่ปลอดภัยกว่า คือไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)
เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก.
ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์
ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม
คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
เรื่องไอหลังหวัด: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ไอหลังติดเชื้อหายเร็วขึ้น ทำให้หายหวัดเร็วขึ้น หรือใช้แทนการตรวจเมื่อไอเกิน 3 สัปดาห์ได้ ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ผู้ที่ได้ยาปฏิชีวนะ ยาพ่นหอบหืด หรือยาอื่นจากแพทย์ ห้ามหยุดหรือลดยาเอง
ส่วนประกอบที่มักถูกถามในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้
- สารสกัดขิง 50 มก. (100 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — ไม่พบงานทดลองในคนเรื่องขิงกับไอหลังติดเชื้อในแหล่งที่เราตรวจ งานในคนที่ใกล้เคียงเป็นงานในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชาวไทย 80 คน (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตีพิมพ์ปี 2563) ใช้สารสกัดขิงวันละ 500 มก. มากกว่าในแคปซูลราว 5 เท่า (คำนวณ) นาน 6 สัปดาห์ เทียบกับยาแก้แพ้ลอราทาดีน คะแนนอาการจมูกลดลงทั้งสองกลุ่มโดยไม่ต่างกัน แต่เป็นงานขนาดเล็กที่ไม่มีกลุ่มยาหลอก และไม่ได้แปลว่าใช้แทนยาได้ ศูนย์สุขภาพเชิงผสมผสานแห่งชาติสหรัฐ (NCCIH ปรับปรุง ก.พ. 2568) ระบุผลข้างเคียงของขิง เช่น ไม่สบายท้อง แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย และระคายปากคอ
- สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. (40 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานในผู้โดยสารเครื่องบินระยะไกลชาวออสเตรเลีย 312 คน (ตีพิมพ์ปี 2559) ใช้สารสกัดวันละ 600–900 มก. มากกว่าในแคปซูลราว 15–22.5 เท่า (คำนวณ) พบว่าจำนวนครั้งที่เป็นหวัดไม่ต่างจากกลุ่มยาหลอก แม้จำนวนวันป่วยรวมจะน้อยกว่า งานนี้ได้ทุนจากบริษัทผู้ผลิตสารสกัด ส่วนงานในห้องฉุกเฉินของสหรัฐ 87 คนที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (ตีพิมพ์ปี 2563) ไม่พบว่าเอลเดอร์เบอร์รี่ลดระยะเวลาหรือความรุนแรงของอาการ NCCIH (ปรับปรุง พ.ย. 2567) ระบุว่าหลักฐานยังเป็นระดับเบื้องต้น และผลดิบหรือยังไม่สุก รวมทั้งใบและลำต้น มีสารที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียรุนแรง ฉลากผลิตภัณฑ์นี้ไม่ระบุชนิดหรือส่วนของพืชที่ใช้
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
- เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
- ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
- ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
- กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง
- สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
- โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
- แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด ยาความดัน และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง อะดรีนาลีน หรือวัคซีนตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
- ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
- หายใจเร็วมาก หายใจลำบากมาก หอบจนพูดไม่เป็นคำ หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
- คอแน่น หรือกลืนลำบาก
- ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
- สับสนขึ้นมาทันที ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
- หมดสติและปลุกไม่ตื่น
- หอบหืดกำเริบ แล้วใช้ยาพ่นบรรเทาอาการตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
- หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว
- เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที หรือเจ็บหน้าอกที่แย่ลงเวลาหายใจหรือไอ
- ไอเป็นเลือด
รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้รุนแรง หอบหืด ไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ปอดอักเสบ (ทบทวน 17 ก.ค. 2569) และไอกรน (ทบทวน 6 ส.ค. 2569) ส่วนหน้าอาการไอของ NHS (ทบทวน 8 ธ.ค. 2566) จัดการไอเป็นเลือดไว้เป็นนัดพบแพทย์ด่วน บทความนี้ยึดระดับที่ปลอดภัยกว่า ผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนตามที่แพทย์สั่ง ให้ใช้ตามแผนที่แพทย์ให้ไว้ แล้วโทร 1669 ห้ามรอดูอาการด้วยยาแก้แพ้ และ NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง
ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →คำถามที่พบบ่อย
หายหวัดแล้วแต่ไอไม่หายสักที ผิดปกติไหม
พบได้ แนวทาง ACCP ปี 2549 เรียกว่าไอหลังติดเชื้อ คือไอนานกว่า 3 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 8 สัปดาห์หลังอาการหวัด ผลเอกซเรย์ปอดปกติ และมักหายเอง แต่ NHS แนะนำให้พบแพทย์เมื่อไอเกิน 3 สัปดาห์ เพื่อแยกไอกรน ปอดอักเสบ หอบหืด และน้ำมูกไหลลงคอ
ไอเป็นเดือนหลังไข้หวัดใหญ่ อันตรายไหม
ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ไม่ควรรอเอง ถ้าไอเป็นชุดจนอาเจียน มีเสียงวู้ป หายใจเหนื่อย มีไข้ เสมหะเหลืองเขียว หรือสับสนในผู้สูงอายุ ให้รีบไปพบแพทย์ ถ้าหายใจลำบากมาก ไอเป็นเลือด หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงินหรือเทา ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
ไอไม่หายสักที คันคอ ทำอย่างไรดี
NHS แนะนำให้พักผ่อน ดื่มน้ำ และอาจดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาวอุ่น (ห้ามให้ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี) แม้หลักฐานยังจำกัด MedlinePlus แนะนำให้เพิ่มความชื้นในอากาศและหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ถ้าไอเกิน 3 สัปดาห์ให้พบแพทย์
ไอหลังหวัดต้องกินยาปฏิชีวนะไหม
ส่วนใหญ่ไม่ต้อง แนวทาง ACCP ระบุว่ายาปฏิชีวนะไม่มีบทบาทในไอหลังติดเชื้อ ยกเว้นไซนัสอักเสบจากแบคทีเรียหรือไอกรนระยะแรก ซึ่งแพทย์เป็นผู้วินิจฉัย อย. เตือนห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง และผู้ที่แพทย์สั่งยาแล้วต้องกินให้ครบตามสั่ง
ไอกรนในผู้ใหญ่มีอาการอย่างไร
NHS ระบุว่าเริ่มคล้ายหวัด แล้วราว 1 สัปดาห์ต่อมาจะไอเป็นชุดนานหลายนาที แย่ลงตอนกลางคืน อาจมีเสียงวู้ปตอนหายใจเข้า แต่ผู้ใหญ่บางคนไม่มี อาจไอจนอาเจียนและหน้าแดงมาก และไออาจนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Postinfectious cough: ACCP evidence-based clinical practice guidelinesChest 2006 (PubMed)
- CoughNHS
- Whooping coughNHS
- Honey for acute cough in childrenCochrane Database Syst Rev 2018 (PubMed)
- PneumoniaNHS
- Chest infectionNHS
- Common coldNHS
- อย. เตือน อากาศเปลี่ยนแปลง ป่วยเป็นหวัดง่าย แนะ ใช้ยาอย่างถูกวิธี ห้าม! ซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง (13 มิ.ย. 2567)สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
