บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

ไอเรื้อรังเกิดจากอะไร ไอเกิน 8 สัปดาห์ ต้องตรวจหาโรคอะไรบ้าง

คำตอบสั้น: MedlinePlus แบ่งอาการไอตามระยะเวลา คือ ไอเฉียบพลันมักหายใน 3 สัปดาห์ ไอกึ่งเฉียบพลัน 3–8 สัปดาห์ และไอเรื้อรังคือไอนานกว่า 8 สัปดาห์ แนวทางของวิทยาลัยแพทย์โรคทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา (ACCP ปี 2549) ระบุว่าสาเหตุที่พบบ่อยของไอเรื้อรัง ได้แก่ ภาวะไอจากทางเดินหายใจส่วนบน (เดิมเรียกน้ำมูกไหลลงคอ) หอบหืด หลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล และกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเป็นพร้อมกันหลายอย่าง สาเหตุอื่นที่ต้องคิดถึง ได้แก่ ยาความดันกลุ่ม ACE inhibitor การสูบบุหรี่ วัณโรค มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และหัวใจล้มเหลว NHS แนะนำให้พบแพทย์เมื่อไอเกิน 3 สัปดาห์ ไม่ต้องรอถึง 8 สัปดาห์

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ไอเกิน 8 สัปดาห์ = ไอเรื้อรัง ตามการแบ่งของ MedlinePlus แต่ NHS ให้พบแพทย์ตั้งแต่ไอเกิน 3 สัปดาห์
  • สาเหตุหลัก 4 กลุ่ม ตาม ACCP คือ น้ำมูกไหลลงคอและโรคจมูก หอบหืด หลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล และกรดไหลย้อน บางครั้งไม่มีอาการอื่นนอกจากไอ
  • ยาความดันกลุ่ม ACE inhibitor ทำให้ไอแห้งได้ แต่ห้ามหยุดยาเอง ต้องให้แพทย์ประเมินและเปลี่ยนยา
  • โรคที่ต้องตรวจแยก ได้แก่ วัณโรค มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และหัวใจล้มเหลว
  • แพทย์อาจส่งเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ ตรวจภูมิแพ้ หรือตรวจสมรรถภาพปอด ตามอาการ
  • ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอกทันที หายใจลำบาก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ไอเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน เรื้อรัง ต่างกันอย่างไร

แบ่งด้วยระยะเวลาที่ไอ MedlinePlus (สารานุกรมการแพทย์ หน้า Cough ทบทวน 1 เม.ย. 2568) ระบุว่า

  • ไอเฉียบพลัน มักเริ่มเร็ว และมักมาจากหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือไซนัสอักเสบ ส่วนใหญ่หายภายใน 3 สัปดาห์
  • ไอกึ่งเฉียบพลัน ไอนาน 3–8 สัปดาห์ และมักหายเร็วกว่านั้น
  • ไอเรื้อรัง ไอนานกว่า 8 สัปดาห์

หน้าอาการไอของ NHS (ทบทวน 8 ธ.ค. 2566) ระบุว่าไอส่วนใหญ่หายเองใน 3–4 สัปดาห์ และให้พบแพทย์ถ้าไอเกิน 3 สัปดาห์ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยาเคมีบำบัดหรือเป็นเบาหวาน

ไอที่เริ่มหลังเป็นหวัดแล้วลากยาว 3–8 สัปดาห์ แนวทาง ACCP เรียกว่าไอหลังติดเชื้อ อ่านแยกได้ที่ ไอไม่หายหลังเป็นหวัด

ไอเรื้อรังในผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่ เกิดจากอะไร

แนวทาง ACCP (ปี 2549) สรุปจากงานศึกษาในผู้ใหญ่ว่าสาเหตุที่พบบ่อยมี 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มอาจเป็นเดี่ยว ๆ หรือเป็นพร้อมกัน และอาจไม่มีอาการอื่นนอกจากไอ

  1. ภาวะไอจากทางเดินหายใจส่วนบน เดิมเรียกว่ากลุ่มอาการน้ำมูกไหลลงคอ เกิดจากโรคของจมูกและไซนัส เช่น จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ จมูกอักเสบหลังติดเชื้อ และไซนัสอักเสบจากแบคทีเรีย อ่านได้ที่ น้ำมูกไหลลงคอ
  2. หอบหืด ACCP ระบุว่าเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของไอเรื้อรังในผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่ บางคนไอเป็นอาการเดียว เรียกว่าหอบหืดชนิดไอเด่น อ่านได้ที่ ภูมิแพ้ทำให้ไอได้ไหม
  3. หลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิลที่ไม่ใช่หอบหืด เป็นการอักเสบของหลอดลมที่แพทย์ต้องตรวจจึงจะทราบ
  4. กรดไหลย้อน ACCP ระบุว่าเมื่อกรดไหลย้อนทำให้ไอ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารเลยได้ถึงร้อยละ 75 อ่านได้ที่ ไอจากกรดไหลย้อน

แนวทางของสมาคมโรคระบบหายใจแห่งยุโรป (ERS ปี 2563) อธิบายเพิ่มว่าผู้ใหญ่ที่ไอเรื้อรังมีภาวะไวต่อการกระตุ้นให้ไอ จึงไอง่ายเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น เช่น อากาศเย็น น้ำหอม ควัน หรือน้ำยาฟอกขาว แนวทางนี้เขียนโดยคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งหลายคนรายงานความสัมพันธ์ทางการเงินกับบริษัทยา

ยาความดันทำให้ไอเรื้อรังได้จริงไหม

ได้ โดยเฉพาะยากลุ่ม ACE inhibitor MedlinePlus ระบุว่ายากลุ่ม ACE inhibitor และที่พบน้อยกว่าคือยากลุ่ม ARB ซึ่งใช้รักษาความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว หรือโรคไต อาจเป็นสาเหตุของไอได้

แนวทาง ACCP ปี 2549 เรื่องไอจากยากลุ่มนี้ระบุว่า

  • เป็นอาการไอแห้งต่อเนื่อง ที่พบได้กับยาทุกตัวในกลุ่ม
  • งานที่ผ่านมารายงานอุบัติการณ์ระหว่างร้อยละ 5 ถึง 35 ของผู้ที่ใช้ยา
  • อาการเริ่มได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังกินยาครั้งแรก จนถึงหลายเดือนหลังเริ่มยา
  • หลังเลิกยาตามคำสั่งแพทย์ อาการมักหายใน 1–4 สัปดาห์ แต่อาจค้างได้ถึง 3 เดือน
  • อุบัติการณ์ไอของยากลุ่ม ARB ใกล้เคียงกับกลุ่มเปรียบเทียบ

ACCP ระบุว่าวิธีที่ได้ผลแน่นอนคือการเลิกยาตัวที่เป็นสาเหตุ แต่การเลิกหรือเปลี่ยนยาความดันเป็นหน้าที่ของแพทย์ ผู้ป่วยห้ามหยุดยาเอง ให้นำรายการยาทั้งหมดไปปรึกษาแพทย์ที่สั่งยา อ่านต่อได้ที่ ยาความดันทำให้ไอแห้ง

ไอเรื้อรังเกิดจากโรคอะไรได้อีก ที่แพทย์ต้องตรวจแยก

แม้สาเหตุส่วนใหญ่จะไม่ร้ายแรง แต่บางโรคต้องตรวจให้แน่ใจ MedlinePlus ระบุสาเหตุอื่นของไอ ได้แก่ การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (ถุงลมโป่งพองหรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง) หลอดลมพอง และโรคเนื้อปอด และบางครั้งก็หาสาเหตุไม่พบ

  • วัณโรค NHS (หน้าวัณโรค ทบทวน 10 ก.ย. 2569) ระบุว่าอาการมักค่อย ๆ เป็น ได้แก่ ไอนานเกิน 3 สัปดาห์ อาจมีเสมหะหรือเสมหะปนเลือด เหนื่อยล้าตลอดเวลา มีไข้หรือเหงื่อออกกลางคืน เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคที่มีอาการ เช่น อยู่บ้านเดียวกัน มีโอกาสติดมากขึ้น
  • มะเร็งปอด NHS (หน้าอาการมะเร็งปอด ทบทวน 20 ส.ค. 2569) ระบุอาการ เช่น ไอไม่หาย หายใจเหนื่อย ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอกหรือไหล่ ติดเชื้อทรวงอกบ่อยหรือไม่หาย น้ำหนักลด เบื่ออาหาร และเหนื่อยตลอดเวลา ที่พบน้อยกว่า เช่น เสียงแหบไม่หาย กลืนลำบาก และปลายนิ้วโป่ง
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง MedlinePlus จัดเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของไอ โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบ อ่านวิธีเลิกบุหรี่ได้ที่ เลิกบุหรี่ทำยังไง
  • หัวใจล้มเหลว MedlinePlus ระบุว่าผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ขาบวม หรือไอมากขึ้นเวลานอนราบ อาจเป็นสัญญาณของหัวใจล้มเหลว ให้ติดต่อแพทย์ทันที NHS (หน้าหัวใจล้มเหลว ทบทวน 26 มิ.ย. 2569) ระบุอาการไอตอนกลางคืน หายใจเหนื่อยเวลานอนราบ และไอมีเสมหะสีชมพูเป็นฟอง อ่านต่อได้ที่ หัวใจล้มเหลว อาการเตือนระยะแรก

NHS ระบุด้วยว่าอาการไอไม่ค่อยเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอด การรู้สาเหตุเหล่านี้จึงมีไว้เพื่อให้ไปตรวจตามเวลา ไม่ใช่เพื่อให้กังวลเกินเหตุ

ทำไมไอนานแล้วแพทย์มักให้เอกซเรย์ปอด

เพราะช่วยแยกโรคในปอดที่ฟังจากอาการอย่างเดียวไม่ได้ แนวทาง ACCP เรื่องไอหลังติดเชื้อระบุว่า ไอหลังติดเชื้อเป็นการวินิจฉัยเมื่อไอ 3–8 สัปดาห์และผลเอกซเรย์ปอดปกติ ซึ่งช่วยแยกปอดอักเสบออกไป

NHS (หน้าอาการไอ) ระบุว่าแพทย์อาจฟังเสียงปอด เก็บเสมหะไปตรวจ ส่งเอกซเรย์ ตรวจภูมิแพ้ หรือตรวจการทำงานของปอด MedlinePlus ระบุการตรวจที่อาจทำ ได้แก่

  • เอกซเรย์หรือซีทีสแกนทรวงอก
  • ตรวจสมรรถภาพปอด
  • ตรวจเลือด
  • ตรวจหัวใจ เช่น อัลตราซาวนด์หัวใจ
  • ตรวจหากรดไหลย้อน
  • ป้ายจมูกหรือคอเพื่อตรวจไวรัส
  • ซีทีสแกนไซนัส

แพทย์จะเลือกตรวจตามประวัติและอาการ ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างในทุกคน เรื่องสิทธิการตรวจและค่าใช้จ่าย ให้สอบถามโรงพยาบาลตามสิทธิหรือสายด่วน สปสช. 1330

ไอเรื้อรังติดต่อไหม

ขึ้นกับสาเหตุ บางสาเหตุติดต่อได้ บางสาเหตุไม่ใช่การติดเชื้อ

  • วัณโรค NHS ระบุว่าแพร่ได้เมื่อผู้ป่วยวัณโรคระยะแสดงอาการไอแล้วมีละอองที่มีเชื้อ คนที่หายใจรับละอองนั้นเป็นประจำเป็นเวลานานอาจติดเชื้อ ส่วนวัณโรคแฝงที่ไม่มีอาการไม่แพร่ให้ผู้อื่น
  • ไอกรน NHS (หน้าไอกรน ทบทวน 6 ส.ค. 2569) ระบุว่าติดต่อง่าย และแพร่เชื้อได้นานถึง 3 สัปดาห์หลังเริ่มไอ
  • สาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อ เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด กรดไหลย้อน และไอจากยาความดัน ไม่ได้เป็นโรคติดเชื้อ

ระหว่างที่ยังไม่รู้สาเหตุ NHS แนะนำวิธีลดการแพร่เชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ปิดปากเวลาไอหรือจาม ล้างมือบ่อย และทิ้งกระดาษทิชชูทันที

ไอเรื้อรังอันตรายไหม สัญญาณไหนต้องรีบไป

นัดพบแพทย์ (ไม่เร่งด่วน) NHS แนะนำเมื่อ

  • ไอเกิน 3 สัปดาห์
  • เหนื่อยตลอดเวลาโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเบื่ออาหาร (NHS หน้าวัณโรค)
  • มีอาการอื่นที่เข้าได้กับมะเร็งปอด

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด กรณีที่ NHS ให้ขอนัดด่วน หรือ MedlinePlus ให้ติดต่อแพทย์ทันที

  • ไอรุนแรงมากหรือแย่ลงเร็ว
  • รู้สึกป่วยมาก
  • ข้างคอบวมและเจ็บ
  • เป็นโรคหัวใจ ขาบวม หรือไอมากขึ้นเวลานอนราบ
  • หายใจเหนื่อยเวลานอนราบ น้ำหนักขึ้นเร็ว หรือไอมีเสมหะสีชมพูเป็นฟอง (NHS หน้าหัวใจล้มเหลว)
  • มีไข้ หรือเสมหะเหลืองเขียว ข้น มีกลิ่นเหม็น
  • มีเสียงหวีดแหลมตอนหายใจเข้า
  • ไอ และมีน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ เหงื่อออกกลางคืน หรือเคยอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค (MedlinePlus ให้ติดต่อแพทย์ทันที ส่วน NHS หน้าอาการไอ ทบทวน 8 ธ.ค. 2566 และหน้าวัณโรค ทบทวน 10 ก.ย. 2569 จัดเป็นนัดไม่เร่งด่วน บทความนี้ยึดระดับที่เร็วกว่า)

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง เช่น หายใจลำบากมาก เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที หรือไอเป็นเลือด ดูรายการเต็มท้ายบทความ

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก.

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

เรื่องไอเรื้อรัง: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ไอเรื้อรังหายหรือลดลง และผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเอกซเรย์ปอด การตรวจเสมหะ หรือการตรวจสมรรถภาพปอด ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ผู้ที่ใช้ยาพ่นหอบหืด ยาลดกรด ยาความดัน หรือยาวัณโรคตามใบสั่งแพทย์ห้ามหยุดหรือลดยาเอง

ผู้ที่ไอเรื้อรังร่วมกับโรคหัวใจหรือใช้ยาความดัน ให้แจ้งแพทย์ก่อน เพราะผลิตภัณฑ์นี้มีแอล-อาร์จินีน ซึ่งมีข้อควรระวังกับยาความดัน ยาไนเตรต และผู้ที่เคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย (รายละเอียดในรายการข้อควรระวังด้านล่าง)

ส่วนประกอบที่มักถูกถามในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้

  • แอล-ซิสเทอีน 100 มก. (200 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — ไม่พบงานทดลองในคนที่ให้แอล-ซิสเทอีนเดี่ยว ๆ แล้ววัดผลเรื่องไอ หวัด หรือภูมิแพ้ งานที่มักถูกยกมาเป็นของ NAC (เอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน) ซึ่งเป็นยาละลายเสมหะ งานในอิตาลีกับผู้เข้าร่วม 262 คน ส่วนใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป ใช้ NAC 1,200 มก. ต่อวัน นาน 6 เดือน แอล-ซิสเทอีนเป็นคนละสาร จึงนำผลมาใช้แทนกันไม่ได้ ส่วนงานทบทวนของ Cochrane เรื่องยาละลายเสมหะเป็นงานในผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังที่ได้ยาจากแพทย์ ไม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้
  • ผงกระชาย 75 มก. (150 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — ข่าวกระชายกับโควิดมาจากงานในหลอดทดลองของมหาวิทยาลัยมหิดล (ตีพิมพ์ปี 2563) ยังไม่ใช่ผลในคน และงานในหนูแฮมสเตอร์ที่ใช้สารสกัดกระชายไม่พบว่าลดปริมาณไวรัสในปอด ไม่พบงานในคนเรื่องไอเรื้อรัง งานในคนที่มีผลรายงานเป็นเรื่องอาหารไม่ย่อย (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตีพิมพ์ปี 2564) ใช้สารสกัดกระชายวันละ 1,050 มก. มากกว่าปริมาณผงกระชายในแคปซูลราว 7 เท่า (คำนวณ) และเป็นสารสกัด ขณะที่ฉลากเป็นผง จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวของกระชายแบบเข้มข้นหรือกินปริมาณสูงติดต่อกันนาน

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
  • กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด ยาความดัน และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง อะดรีนาลีน หรือวัคซีนตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบากมาก หอบจนพูดไม่เป็นคำ หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
  • คอแน่น หรือกลืนลำบาก
  • ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • สับสนขึ้นมาทันที ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
  • หมดสติและปลุกไม่ตื่น
  • หอบหืดกำเริบ แล้วใช้ยาพ่นบรรเทาอาการตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
  • หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว
  • เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที หรือเจ็บหน้าอกที่แย่ลงเวลาหายใจหรือไอ
  • ไอเป็นเลือด

รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้รุนแรง หอบหืด ไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ปอดอักเสบ (ทบทวน 17 ก.ค. 2569) และไอกรน (ทบทวน 6 ส.ค. 2569) ส่วนหน้าอาการไอของ NHS (ทบทวน 8 ธ.ค. 2566) จัดการไอเป็นเลือดไว้เป็นนัดพบแพทย์ด่วน บทความนี้ยึดระดับที่ปลอดภัยกว่า ผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนตามที่แพทย์สั่ง ให้ใช้ตามแผนที่แพทย์ให้ไว้ แล้วโทร 1669 ห้ามรอดูอาการด้วยยาแก้แพ้ และ NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

ไอเรื้อรังเกิดจากอะไร

แนวทาง ACCP ปี 2549 ระบุสาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่ น้ำมูกไหลลงคอจากโรคจมูกและไซนัส หอบหืด หลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล และกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเป็นพร้อมกัน สาเหตุอื่น ได้แก่ ยาความดันกลุ่ม ACE inhibitor บุหรี่ วัณโรค มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และหัวใจล้มเหลว

ไอนานแค่ไหนถึงเรียกว่าไอเรื้อรัง

MedlinePlus ระบุว่าไอเรื้อรังคือไอนานกว่า 8 สัปดาห์ ไอ 3–8 สัปดาห์เรียกว่าไอกึ่งเฉียบพลัน แต่ NHS ให้พบแพทย์ตั้งแต่ไอเกิน 3 สัปดาห์

ไอเรื้อรังอันตรายไหม

NHS ระบุว่าอาการไอไม่ค่อยเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอด แต่ควรตรวจหาสาเหตุเมื่อไอเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน ไอเป็นเลือด ถ้าไอเป็นเลือด หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอกทันที ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ไอเรื้อรังติดต่อไหม

ขึ้นกับสาเหตุ วัณโรคระยะแสดงอาการและไอกรนแพร่เชื้อได้ตามที่ NHS ระบุ ส่วนภูมิแพ้ หอบหืด กรดไหลย้อน และไอจากยาความดันไม่ใช่โรคติดเชื้อ ระหว่างยังไม่รู้สาเหตุให้ปิดปากเวลาไอและล้างมือบ่อย

กินยาความดันแล้วไอ ต้องหยุดยาไหม

ห้ามหยุดเอง แนวทาง ACCP ระบุว่ายากลุ่ม ACE inhibitor ทำให้ไอแห้งได้ และอาการมักหายใน 1–4 สัปดาห์หลังเลิกยา แต่การเลิกหรือเปลี่ยนยาต้องให้แพทย์ผู้สั่งยาตัดสิน ให้นำรายการยาไปปรึกษาแพทย์

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท