เกี่ยวกับ Beta X Plus
ไอจากกรดไหลย้อน อาการเป็นอย่างไร ไม่แสบอกก็เป็นได้ แก้อย่างไร
คำตอบสั้น: กรดไหลย้อนเป็นสาเหตุที่พบบ่อยอย่างหนึ่งของไอเรื้อรัง แนวทางของวิทยาลัยแพทย์โรคทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา (ACCP ปี 2549) ระบุว่าเมื่อกรดไหลย้อนเป็นสาเหตุของไอ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารเลยได้ถึงร้อยละ 75 คนที่ไม่แสบร้อนกลางอกจึงเป็นได้ NHS ระบุว่ากรดไหลย้อนทำให้ไอซ้ำ ๆ เสียงแหบ รสเปรี้ยวในปาก และอาการมักแย่ลงหลังกินอาหารและตอนนอนราบ การดูแลเริ่มจากปรับพฤติกรรม เช่น ไม่กินอาหาร 3–4 ชั่วโมงก่อนนอน ยกหัวเตียง ลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน และไม่สูบบุหรี่ ส่วนยาลดกรดกลุ่ม PPI ที่แพทย์สั่ง NHS ระบุว่ามักใช้ 4 หรือ 8 สัปดาห์ ห้ามหยุดหรือปรับยาเอง
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ไม่แสบอกก็เป็นได้ ACCP ระบุว่าผู้ที่ไอจากกรดไหลย้อนอาจไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารได้ถึงร้อยละ 75
- อาการที่ NHS ระบุ ได้แก่ แสบร้อนกลางอก รสเปรี้ยวในปาก ไอหรือสะอึกซ้ำ ๆ เสียงแหบ กลิ่นปาก ท้องอืด คลื่นไส้
- ปรับพฤติกรรม มื้อเล็กลง ไม่กินก่อนนอน 3–4 ชั่วโมง ยกหัวเตียง 10–20 ซม. ลดน้ำหนักถ้าเกิน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- ยาลดกรดกลุ่ม PPI เช่น โอเมพราโซล ใช้ตามแพทย์สั่ง NHS ระบุว่ามักใช้ 4 หรือ 8 สัปดาห์ แล้วแต่ความรุนแรง
- ส่องกล้อง NHS ระบุว่าแพทย์อาจส่งตรวจเมื่อยาไม่ช่วยหรืออาการรุนแรง
- อาหารติดคอ อาเจียนบ่อย น้ำหนักลด เป็นเหตุให้ไปพบแพทย์
กรดไหลย้อนทำให้ไอได้อย่างไร
NHS อธิบายว่ากรดไหลย้อนคือกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาทางคอ ถ้าเป็นซ้ำบ่อยเรียกว่าโรคกรดไหลย้อน (GORD หรือ GERD)
แนวทาง ACCP เรื่องไอเรื้อรังจากกรดไหลย้อน (ปี 2549) ระบุว่า
- กรดไหลย้อนเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของไอเรื้อรัง อาจเป็นเดี่ยว ๆ หรือร่วมกับสาเหตุอื่น
- ในผู้ป่วยที่เอกซเรย์ปอดปกติ กรดไหลย้อนน่าจะทำให้ไอผ่านรีเฟล็กซ์ระหว่างหลอดอาหารกับหลอดลม
- เมื่อกรดไหลย้อนทำให้ไอ อาจไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารได้ถึงร้อยละ 75
แนวทาง ACCP อีกฉบับเรื่องภาวะไอจากทางเดินหายใจส่วนบนระบุว่า กรดไหลย้อนอาจทำให้มีอาการคล้ายน้ำมูกไหลลงคอได้ เพราะมีอาการทางคอและจมูกร่วมบ่อย ผู้ที่รู้สึกว่ามีเสมหะในคอตลอดเวลาจึงควรให้แพทย์พิจารณาทั้งสองสาเหตุ อ่านต่อได้ที่ มีเสมหะในคอตลอดเวลา และ น้ำมูกไหลลงคอ
แนวทางของสมาคมโรคระบบหายใจแห่งยุโรป (ERS ปี 2563) ระบุว่าการไหลย้อนบางแบบไม่ใช่กรด และสำหรับการไหลย้อนที่ไม่ใช่กรด แนวทางนี้ให้รักษาด้วยยาที่ช่วยการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารแทนยาลดกรด แนวทางนี้เขียนโดยคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งหลายคนรายงานความสัมพันธ์ทางการเงินกับบริษัทยา การเลือกยาเป็นหน้าที่ของแพทย์
ทำไมบางคนไม่แสบร้อนกลางอกแต่ไอเรื้อรัง
แหล่งที่เราเปิดอ่านระบุข้อเท็จจริงไว้ แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมบางคนไม่มีอาการทางกระเพาะ สิ่งที่ ACCP ระบุคือ อาการทางกระเพาะอาหารไม่มีได้ถึงร้อยละ 75 ของผู้ที่ไอจากกรดไหลย้อน ดังนั้น "ไม่แสบอก" จึงใช้ตัดกรดไหลย้อนออกไม่ได้
อาการอื่นที่ NHS (หน้าแสบร้อนกลางอกและกรดไหลย้อน ทบทวน 20 พ.ย. 2566) ระบุว่าอาจพบได้
- รสเปรี้ยวไม่พึงประสงค์ในปากจากกรด
- ไอหรือสะอึกที่กลับมาเรื่อย ๆ
- เสียงแหบ
- กลิ่นปาก
- ท้องอืดและคลื่นไส้
และอาการมักแย่ลงหลังกินอาหาร ตอนนอนราบ และตอนก้มตัว ไอที่เป็นหลังมื้ออาหารหรือตอนเข้านอนจึงเป็นข้อมูลที่ควรเล่าให้แพทย์ฟัง อ่านต่อได้ที่ ไอกลางคืนเกิดจากอะไร
สิ่งที่ NHS ระบุว่าทำให้เกิดหรือทำให้แย่ลง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มบางชนิด เช่น กาแฟ มะเขือเทศ แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต อาหารมันหรือเผ็ด น้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ ความเครียดและความวิตกกังวล ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสดอย่างไอบูโพรเฟน ไส้เลื่อนกระบังลม แผลในกระเพาะอาหาร และการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะ ผู้ที่ได้ยาเอ็นเสดหรือยาอื่นจากแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยา
ไอจากกรดไหลย้อน แก้อย่างไร ปรับพฤติกรรมอะไรบ้าง
NHS ระบุว่าการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ช่วยหยุดหรือลดอาการแสบร้อนกลางอกได้ สิ่งที่ NHS แนะนำ
- กินมื้อเล็กลงแต่บ่อยขึ้น
- ลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน
- หาวิธีผ่อนคลายความเครียด
- ไม่กินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่ทำให้อาการกำเริบ
- ไม่กินอาหารภายใน 3–4 ชั่วโมงก่อนนอน
- ไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดรอบเอว
- ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- ไม่หยุดยาที่แพทย์สั่งเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน
ยกหัวเตียง NHS แนะนำให้ใช้ไม้ อิฐ หรือหนังสือรองขาเตียงด้านหัวให้สูงขึ้นราว 10–20 ซม. ให้หน้าอกและศีรษะอยู่สูงกว่าเอว และไม่แนะนำให้ใช้หมอนหลายใบซ้อนกันแทน เพราะอาจเพิ่มแรงกดที่ท้องและทำให้อาการแย่ลง
คำแนะนำของบทความสำหรับมื้อเย็นแบบไทย: ถ้าเข้านอนราวสี่ทุ่ม การกินมื้อเย็นให้เสร็จก่อนราวหกโมงถึงหนึ่งทุ่มจะเว้นระยะได้ตามที่ NHS แนะนำ และควรสังเกตว่าอาหารชนิดใดทำให้ตัวเองไอหรือแสบอก เช่น อาหารทอด แกงกะทิ อาหารรสจัด กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วจดไว้ให้แพทย์ดู
ผู้ที่สูบบุหรี่และอยากเลิก อ่านได้ที่ เลิกบุหรี่ทำยังไง
ยาลดกรดที่แพทย์ใช้ ต้องกินนานแค่ไหน
ยาจากร้านยา NHS ระบุว่าเภสัชกรอาจแนะนำยาลดกรดชนิดลดฤทธิ์กรด (antacid) หรือยากลุ่มอัลจิเนต ซึ่งได้ผลดีเมื่อกินพร้อมหรือหลังอาหารไม่นาน แต่ NHS ระบุว่ายาเหล่านี้ช่วยอาการได้ในระยะสั้น ไม่ได้แก้ปัญหา และไม่ควรใช้เป็นประจำเป็นเวลานาน ผู้ที่แพทย์สั่งยาลดกรดชนิดใดไว้แล้ว ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ยาที่แพทย์สั่ง NHS ระบุว่า
- แพทย์อาจสั่งยากลุ่มโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ (PPI) ซึ่งลดการสร้างกรดในกระเพาะ เช่น โอเมพราโซล และแลนโซพราโซล
- ระยะเวลาที่ใช้มักเป็น 4 หรือ 8 สัปดาห์ ขึ้นกับความรุนแรง
- ถ้าอาการกลับมาหลังหยุดยา ให้กลับไปพบแพทย์ อาจต้องได้ยาระยะยาว
- ถ้า PPI ไม่ช่วย แพทย์อาจลองยาอีกกลุ่มคือ H2 receptor antagonist เช่น แฟโมทิดีน
แนวทาง ACCP ระบุว่าเมื่ออาการเข้าได้กับไอจากกรดไหลย้อน แพทย์อาจให้ยาลดกรดไปก่อนโดยยังไม่ตรวจพิเศษ บางคนดีขึ้นด้วยการรักษาเพียงเล็กน้อย บางคนต้องรักษาเข้มข้นกว่า และถ้าการรักษาแบบนี้ไม่ได้ผล ยังสรุปไม่ได้ว่าไม่ใช่กรดไหลย้อน แพทย์อาจต้องตรวจเพิ่ม ผ่าตัดเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางรายที่รักษาด้วยยาเต็มที่แล้วไม่ได้ผลและตรวจครบแล้ว
ขนาดยาและระยะเวลาเป็นการตัดสินของแพทย์ บทความนี้ไม่ได้แนะนำให้ซื้อยามากินเองหรือกินต่อเองโดยไม่มีแพทย์ติดตาม
เมื่อไรต้องส่องกล้อง
NHS ระบุว่าถ้ายาไม่ช่วยหรืออาการรุนแรง แพทย์อาจส่งพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อ
- ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (gastroscopy) โดยใช้ท่อเล็กที่มีกล้องส่องผ่านคอลงไปถึงกระเพาะ
- ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะที่ทำให้แสบร้อนกลางอก ซึ่งรักษาด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับยา PPI
- พิจารณาผ่าตัดกระเพาะหรือหลอดอาหารเพื่อหยุดการไหลย้อน
แนวทาง ACCP ระบุว่าการวัดความเป็นกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมงเป็นการตรวจที่ไวและจำเพาะในการเชื่อมกรดไหลย้อนกับไอ แต่มีข้อจำกัด และตรวจการไหลย้อนที่ไม่ใช่กรดไม่ได้
ไอจากกรดไหลย้อนอันตรายไหม เมื่อไรต้องพบแพทย์
นัดพบแพทย์ (ไม่เร่งด่วน) NHS แนะนำเมื่อ
- ปรับพฤติกรรมและใช้ยาจากร้านยาแล้วไม่ดีขึ้น
- แสบร้อนกลางอกเกือบทุกวัน
- มีอาการอื่นด้วย เช่น อาหารติดคอ อาเจียนบ่อย หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ไอเกิน 3 สัปดาห์ (NHS หน้าอาการไอ)
NHS ระบุว่าแพทย์จะช่วยหาการรักษาอื่นที่แรงขึ้น และตรวจแยกสาเหตุที่ร้ายแรงกว่า ถ้ารู้สึกว่าอาการแย่ลงเมื่อใด ให้ติดต่อแพทย์
ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด กรณีที่ NHS ให้ขอนัดด่วน
- กลืนลำบาก ไอหรือสำลักขณะกินหรือดื่ม หรือรู้สึกว่าอาหารติดคอหลังกิน (NHS หน้าภาวะกลืนลำบาก)
- ไอรุนแรงมากหรือแย่ลงเร็ว
เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที NHS (หน้าไข้หวัดใหญ่) จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 อย่าสรุปเองว่าเป็นแค่แสบร้อนกลางอก ดูรายการเต็มท้ายบทความ
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)
เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก.
ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์
ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม
คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
เรื่องกรดไหลย้อน: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดกรดไหลย้อน ลดอาการไอจากกรดไหลย้อน หรือใช้แทนยาลดกรดที่แพทย์สั่งได้ ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ผู้ที่ใช้ยา PPI หรือยาลดกรดตามใบสั่งแพทย์ห้ามหยุดหรือลดยาเอง
คำแนะนำของบทความ: ผู้ที่มีกรดไหลย้อน ให้กินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ ตามที่ฉลากระบุ และสังเกตว่าอาการแสบร้อนกลางอกหรือไอเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าแย่ลงให้หยุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นและแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร (ไม่ใช่หยุดยาที่แพทย์สั่ง)
ส่วนประกอบที่มักถูกถามในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้
- สารสกัดขิง 50 มก. (100 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — ไม่พบงานทดลองในคนเรื่องขิงกับไอจากกรดไหลย้อนในแหล่งที่เราตรวจ และ NCCIH (ปรับปรุง ก.พ. 2568) ระบุว่าผลข้างเคียงของขิงรวมถึงแสบร้อนกลางอก ไม่สบายท้อง ท้องเสีย และระคายปากคอ งานในคนที่ใกล้เคียงเรื่องทางเดินหายใจเป็นงานในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ชาวไทย 80 คน (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตีพิมพ์ปี 2563) ใช้สารสกัดขิงวันละ 500 มก. มากกว่าในแคปซูลราว 5 เท่า (คำนวณ) เทียบกับยาแก้แพ้ลอราทาดีน ไม่มีกลุ่มยาหลอก และไม่ได้แปลว่าใช้แทนยาได้ ศูนย์มะเร็งเมโมเรียลสโลนเคทเทอริง (MSKCC ปรับปรุง 2 มิ.ย. 2565) ระบุว่าผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีควรเลี่ยงขิงชนิดเสริม
- ผงกระชาย 75 มก. (150 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานในคนที่มีผลรายงานเป็นเรื่องอาหารไม่ย่อยชนิดไม่มีแผล ไม่ใช่โรคกรดไหลย้อน งานนี้ทำในผู้ป่วยไทย 160 คน (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตีพิมพ์ปี 2564) ใช้สารสกัดกระชายวันละ 1,050 มก. นาน 4 สัปดาห์ เทียบกับยาหลอก กลุ่มที่ได้สารสกัดมีอาการดีขึ้นมากกว่า ขนาดที่ศึกษามากกว่าปริมาณผงกระชายในแคปซูลราว 7 เท่า (คำนวณ) และเป็นสารสกัด ขณะที่ฉลากเป็นผง จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ และนำผลนี้มาใช้กับกรดไหลย้อนหรืออาการไอไม่ได้ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวของกระชายแบบเข้มข้นหรือกินปริมาณสูงติดต่อกันนาน
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
- เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
- ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
- ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
- กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง
- สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
- โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
- แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด ยาความดัน และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง อะดรีนาลีน หรือวัคซีนตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
- ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
- หายใจเร็วมาก หายใจลำบากมาก หอบจนพูดไม่เป็นคำ หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
- คอแน่น หรือกลืนลำบาก
- ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
- สับสนขึ้นมาทันที ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
- หมดสติและปลุกไม่ตื่น
- หอบหืดกำเริบ แล้วใช้ยาพ่นบรรเทาอาการตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
- หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว
- เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที หรือเจ็บหน้าอกที่แย่ลงเวลาหายใจหรือไอ
- ไอเป็นเลือด
รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้รุนแรง หอบหืด ไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ปอดอักเสบ (ทบทวน 17 ก.ค. 2569) และไอกรน (ทบทวน 6 ส.ค. 2569) ส่วนหน้าอาการไอของ NHS (ทบทวน 8 ธ.ค. 2566) จัดการไอเป็นเลือดไว้เป็นนัดพบแพทย์ด่วน บทความนี้ยึดระดับที่ปลอดภัยกว่า ผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนตามที่แพทย์สั่ง ให้ใช้ตามแผนที่แพทย์ให้ไว้ แล้วโทร 1669 ห้ามรอดูอาการด้วยยาแก้แพ้ และ NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง
ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →คำถามที่พบบ่อย
ไอจากกรดไหลย้อนมีอาการอย่างไร
NHS ระบุว่ากรดไหลย้อนอาจทำให้ไอหรือสะอึกซ้ำ ๆ เสียงแหบ รสเปรี้ยวในปาก กลิ่นปาก ท้องอืด และอาการมักแย่ลงหลังกินอาหาร ตอนนอนราบ และตอนก้มตัว แนวทาง ACCP ระบุว่าผู้ป่วยอาจไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารเลยได้ถึงร้อยละ 75
ไม่แสบร้อนกลางอก เป็นกรดไหลย้อนได้ไหม
ได้ แนวทาง ACCP ปี 2549 ระบุว่าเมื่อกรดไหลย้อนเป็นสาเหตุของไอ อาจไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารได้ถึงร้อยละ 75 จึงใช้การไม่แสบอกตัดโรคนี้ออกไม่ได้ ต้องให้แพทย์ประเมิน
ไอจากกรดไหลย้อนแก้ยังไง
NHS แนะนำให้กินมื้อเล็กลง ไม่กินอาหาร 3–4 ชั่วโมงก่อนนอน ยกหัวเตียง 10–20 ซม. แทนการซ้อนหมอน ลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มาก และไม่หยุดยาที่แพทย์สั่งเอง ถ้าไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์
ไอจากกรดไหลย้อนกินยาอะไร
ให้แพทย์เป็นผู้เลือก NHS ระบุว่าแพทย์อาจสั่งยากลุ่ม PPI เช่น โอเมพราโซล มักใช้ 4 หรือ 8 สัปดาห์ตามความรุนแรง ถ้าไม่ช่วยอาจใช้ยากลุ่ม H2 receptor antagonist ส่วนยาลดกรดจากร้านยาช่วยระยะสั้น และไม่ควรใช้เป็นประจำนาน ๆ ผู้ที่ได้ยาจากแพทย์ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง
กรดไหลย้อนต้องส่องกล้องเมื่อไร
NHS ระบุว่าแพทย์อาจส่งส่องกล้องเมื่อยาไม่ช่วยหรืออาการรุนแรง และให้พบแพทย์ถ้ามีอาหารติดคอ อาเจียนบ่อย หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Heartburn and acid refluxNHS
- Chronic cough due to gastroesophageal reflux disease: ACCP evidence-based clinical practice guidelinesChest 2006 (PubMed)
- ERS guidelines on the diagnosis and treatment of chronic cough in adults and childrenEur Respir J 2020 (PubMed)
- GingerNCCIH
- Chronic upper airway cough syndrome secondary to rhinosinus diseases: ACCP evidence-based clinical practice guidelinesChest 2006 (PubMed)
- GingerMemorial Sloan Kettering Cancer Center
- Dysphagia (swallowing problems)NHS
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
