บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

ป่วยบ่อย ติดเชื้อง่าย ควรตรวจหาโรคอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ภูมิตก

คำตอบสั้น: หน่วยงานควบคุมโรคของสหรัฐ (CDC หน้าหวัด ปรับปรุง 19 ก.พ. 2569) ระบุว่า ผู้ใหญ่เป็นหวัดเฉลี่ยปีละ 2–3 ครั้ง และเด็กมักเป็นบ่อยกว่านั้น ดังนั้นการเป็นหวัดบ้างไม่ได้แปลว่าภูมิคุ้มกันผิดปกติ แต่ถ้าติดเชื้อซ้ำ ๆ ไม่หาย ติดเชื้อรุนแรง หรือรักษาแล้วไม่ตอบสนอง MedlinePlus ระบุว่าแพทย์อาจสงสัยภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีได้ทั้งจากยาที่กดภูมิคุ้มกัน เบาหวาน HIV ภาวะทุพโภชนาการ มะเร็งบางชนิด และการตัดม้าม อีกกลุ่มที่พบได้คือคนที่ "หวัดบ่อย" แต่จริง ๆ เป็นภูมิแพ้จมูก ทางที่ตรงคือจดอาการแล้วให้แพทย์ประเมิน ไม่ใช่สรุปเองว่า "ภูมิตก"

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • หวัดปีละ 2–3 ครั้งในผู้ใหญ่ เป็นค่าเฉลี่ยที่ CDC รายงาน ไม่ใช่สัญญาณโรค
  • สัญญาณที่ MedlinePlus ระบุว่าควรนึกถึงภูมิคุ้มกันบกพร่อง คือ ติดเชื้อซ้ำหรือไม่หาย ติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อที่ปกติไม่รุนแรง รักษาแล้วไม่ตอบสนอง และหายช้าหรือหายไม่สนิท
  • สาเหตุที่เป็นไปได้ เช่น ยาสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน ยาเคมีบำบัด เบาหวาน HIV ภาวะทุพโภชนาการ มะเร็งบางชนิด และการตัดม้าม
  • "หวัด" ที่ไม่มีไข้ คันจมูก จามติดกัน และเป็นนานกว่า 1 เดือน เข้ากับภูมิแพ้จมูกมากกว่า ตามคำอธิบายของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
  • การตรวจที่แพทย์อาจสั่ง เช่น นับเม็ดเลือดขาว ระดับอิมมูโนโกลบูลิน และตรวจ HIV ขึ้นกับประวัติแต่ละคน
  • สิ่งที่ทำได้เองตามแหล่ง คือ ล้างมือ เลี่ยงควันบุหรี่ นอนให้พอ และฉีดวัคซีนตามคำแนะนำ

ป่วยบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสิน แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้กำหนดว่าเป็นหวัดกี่ครั้งต่อปีจึงต้องตรวจภูมิคุ้มกัน สิ่งที่มีคือค่าเฉลี่ยและลักษณะการติดเชื้อที่ควรสงสัย

CDC ระบุว่าในสหรัฐ ผู้ใหญ่เป็นหวัดเฉลี่ยปีละ 2–3 ครั้ง และหวัดส่วนใหญ่หายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ NHS (หน้าหวัด ทบทวน 22 มี.ค. 2567) ระบุว่าควรเริ่มรู้สึกดีขึ้นในราว 1–2 สัปดาห์ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ข่าว 13 มิ.ย. 2567) ระบุว่าหวัดส่วนใหญ่หายเองได้ภายใน 7–10 วัน

สิ่งที่ควรใส่ใจมากกว่าจำนวนครั้ง คือรูปแบบของการป่วย MedlinePlus (หน้าภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทบทวน 20 ม.ค. 2569) ระบุว่าแพทย์อาจคิดถึงภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเมื่อมีลักษณะเหล่านี้

  • ติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือติดเชื้อแล้วไม่หาย
  • ติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อที่ปกติไม่ทำให้ป่วยหนัก
  • รักษาการติดเชื้อแล้วไม่ค่อยตอบสนอง
  • หายป่วยช้า หรือหายไม่สนิท
  • ติดเชื้อบางชนิด เช่น ปอดอักเสบบางแบบ หรือเชื้อราซ้ำ ๆ

คำแนะนำของบทความ: ถ้ารู้สึกว่าป่วยบ่อย ลองจดว่าแต่ละครั้งเป็นอะไร มีไข้หรือไม่ ป่วยนานกี่วัน ต้องใช้ยาอะไร และมีคนในบ้านป่วยด้วยหรือไม่ ข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์แยกได้ว่าเป็นหวัดตามฤดู ภูมิแพ้ หรือการติดเชื้อที่ผิดปกติ อ่านเรื่องสาเหตุที่ทำให้เป็นหวัดซ้ำได้ที่ เป็นหวัดบ่อยเกิดจากอะไร

โรคหรือยาอะไรบ้างที่ทำให้ติดเชื้อง่าย

MedlinePlus แบ่งภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็นแบบที่เป็นมาแต่กำเนิดและแบบที่เกิดภายหลัง แบบที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางชนิดทำให้ติดเชื้อรุนแรงตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต ส่วนสาเหตุที่เกิดภายหลังและยาที่หน้า MedlinePlus ระบุไว้มีดังนี้

ยาที่กดภูมิคุ้มกัน

MedlinePlus ระบุว่าคนที่ใช้ยาบางกลุ่มถือว่าอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันถูกกด ได้แก่

  • ยาสเตียรอยด์ (corticosteroids)
  • ยาที่แพทย์ใช้กับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลำไส้อักเสบ และโรคผิวหนังบางชนิด
  • ยาเคมีบำบัดรักษามะเร็ง

ยาเหล่านี้แพทย์สั่งด้วยเหตุผลของโรคนั้น ห้ามหยุดหรือลดเอง ถ้าใช้อยู่แล้วติดเชื้อบ่อย ให้บอกแพทย์ที่สั่งยา เพื่อให้แพทย์ชั่งน้ำหนักเอง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องคืออะไร

โรคประจำตัวและภาวะอื่น

  • เบาหวาน MedlinePlus ระบุว่าผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิดสูงขึ้น อ่านต่อได้ที่ เบาหวานกับการติดเชื้อ
  • HIV/AIDS เป็นสาเหตุของภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดภายหลัง
  • ภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะเมื่อกินโปรตีนไม่พอ
  • มะเร็งหลายชนิด ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องได้
  • การผ่าตัดม้ามออก ทำให้เสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดมากขึ้น
  • อายุที่มากขึ้น MedlinePlus (หน้าการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกันตามวัย ทบทวน 15 ก.ค. 2567) ระบุว่าภูมิคุ้มกันตอบสนองช้าลง ทำให้เสี่ยงป่วยมากขึ้น และวัคซีนอาจได้ผลไม่ดีหรือป้องกันได้ไม่นานเท่าที่คาด

เรื่องโลหิตจางและโรคไตเรื้อรัง หน้า MedlinePlus ที่เราเปิดอ่านไม่ได้ระบุสองภาวะนี้ไว้ในรายการสาเหตุ บทความนี้จึงไม่สรุปเรื่องนี้ ถ้ามีโรคเหล่านี้และรู้สึกว่าติดเชื้อบ่อย ให้ถามแพทย์ที่ดูแลโดยตรง

NHS (หน้าหวัด) ยังระบุให้คนที่มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ปอด หรือไต และคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากยาเคมีบำบัด ไปพบแพทย์เมื่อมีอาการหวัด อ่านเรื่องภาพรวมได้ที่ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอเกิดจากอะไร

หวัดบ่อย หรือจริง ๆ แล้วเป็นภูมิแพ้

คนจำนวนไม่น้อยที่ "เป็นหวัดทุกเดือน" อาจไม่ได้ติดเชื้อเลย เอกสารของภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายจุดต่างระหว่างหวัดกับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ไว้ดังนี้

  • หวัด น้ำมูกขนหรือใสก็ได้ ตัวร้อนมีไข้ได้ ติดต่อได้ เจ็บคอหรือแสบคอ อาการเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่หายเองใน 7–10 วัน
  • ภูมิแพ้จมูก น้ำมูกใส ไม่ตัวร้อน ไม่มีไข้ ไม่ติดต่อ คันคอ เป็น ๆ หาย ๆ และเกิดอาการเร็วหลังสัมผัสสิ่งที่แพ้ อาการจาม คันจมูก คัดจมูก หรือน้ำมูกไหลลงคอ เป็นนานมากกว่า 1 เดือน

ถ้าลักษณะของคุณเข้ากับภูมิแพ้มากกว่า การตรวจและการรักษาจะต่างจากการหาสาเหตุของการติดเชื้อ อ่านวิธีแยกเพิ่มเติมได้ที่ ภูมิแพ้กับหวัดต่างกันอย่างไร และ อาการภูมิแพ้จมูก

ไปหาหมอเรื่องป่วยบ่อย แพทย์จะตรวจอะไร

แพทย์เลือกการตรวจจากประวัติ ไม่ได้ตรวจทุกอย่างกับทุกคน MedlinePlus (หน้าภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง) ระบุการตรวจที่อาจใช้ช่วยวินิจฉัยไว้ ได้แก่

  • นับจำนวนเม็ดเลือดขาว (white blood cell count)
  • นับจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T และ B (T-cell และ B-cell lymphocyte count)
  • ระดับอิมมูโนโกลบูลิน (immunoglobulin หรือโปรตีนภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง) ในเลือด
  • ระดับคอมพลีเมนต์ (complement) หรือสารอื่นที่ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยออกมา
  • ตรวจ HIV
  • ตรวจการตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีน
  • การแยกโปรตีนในเลือดหรือปัสสาวะ (protein electrophoresis และ immunoelectrophoresis)

ถ้าแพทย์สงสัยว่าเป็นภูมิแพ้ การตรวจจะเป็นอีกแบบ เช่น ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือตรวจ IgE ในเลือด ตามที่ศิริราชและ NHS อธิบายไว้ อ่านเพิ่มได้ที่ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

คำแนะนำของบทความ: การซื้อแพ็กเกจตรวจ "ภูมิคุ้มกัน" เองโดยไม่มีแพทย์แปลผล อาจได้ตัวเลขที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ควรเริ่มที่แพทย์อายุรกรรมหรือแพทย์ประจำตัว แล้วให้แพทย์ส่งต่อแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันถ้าจำเป็น

การนอน อาหาร ออกกำลังกาย และวัคซีน ช่วยอะไรได้บ้าง

สิ่งที่หน่วยงานแนะนำเป็นเรื่องพื้นฐาน และไม่มีข้อใดรับประกันว่าจะไม่ป่วย

MedlinePlus (หน้าหวัด ทบทวน 1 ม.ค. 2568) แนะนำให้

  • ล้างมือเสมอ โดยเฉพาะหลังสั่งน้ำมูก เข้าห้องน้ำ และก่อนกินหรือเตรียมอาหาร
  • ใช้เจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60%
  • ทำความสะอาดพื้นผิวที่จับบ่อย
  • ใช้กระดาษเช็ดมือแทนการใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกัน
  • เลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
  • ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อไม่จำเป็น
  • นอนหลับให้พอ และดื่มน้ำให้พอ (ยกเว้นแพทย์ให้จำกัดน้ำ)

NHS (หน้าหวัด) เพิ่มว่าไม่ควรใช้ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หรือของใช้ร่วมกับคนที่เป็นหวัด และไม่ควรเอามือจับตาหรือจมูก ศิริราชแนะนำเรื่องการออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารครบ 5 หมู่ นอนพอ และดูแลสุขภาพจิต

วัคซีน กรมควบคุมโรค (ข่าว 25 ก.พ. 2568) แนะนำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ได้แก่ เด็ก 6 เดือน–2 ปี ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งระหว่างได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน) ผู้เป็นธาลัสซีเมียและผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้เป็นโรคอ้วน และหญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต MedlinePlus (หน้าภูมิคุ้มกันตามวัย) แนะนำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 งูสวัด และนิวโมคอคคัสสำหรับผู้สูงอายุ ตามที่แพทย์แนะนำ เรื่องสิทธิฉีดฟรีให้สอบถามโรงพยาบาลใกล้บ้าน สปสช. 1330 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 อ่านเพิ่มได้ที่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับผู้สูงอายุ

NHS ระบุว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ป้องกันหวัดธรรมดา และมีหลักฐานน้อยว่าอาหารเสริมอย่างวิตามินซี เอ็กไคนาเชีย หรือกระเทียม ป้องกันหวัดหรือทำให้หวัดสั้นลง

ป่วยแบบไหนควรไปพบแพทย์

พบแพทย์ตามนัดปกติ (NHS หน้าหวัด จัดเป็นคำแนะนำไม่เร่งด่วน)

  • อาการหวัดไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน
  • ไอนานกว่า 3 สัปดาห์
  • มีไข้สูงนานกว่า 3 วัน

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด

  • เป็นหวัดหรือมีไข้ และมีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ปอด หรือไต
  • เป็นหวัดหรือมีไข้ และภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ได้ยาเคมีบำบัดหรือยากดภูมิคุ้มกัน
  • รู้สึกหายใจเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอก
  • ไข้สูงมาก หรือรู้สึกร้อนสลับหนาวสั่น

เรื่องหายใจเหนื่อยและโรคประจำตัว แหล่งจัดระดับต่างกัน NHS หน้าหวัด (ทบทวน 22 มี.ค. 2567) จัดไว้ในกลุ่มพบแพทย์แบบไม่เร่งด่วน ส่วน NHS หน้าไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) จัดหายใจเหนื่อย โรคเรื้อรัง และภูมิคุ้มกันอ่อนแอไว้ในกลุ่มนัดพบแพทย์ด่วน เรื่องไข้สูงมากหรือหนาวสั่น NHS หน้าหวัดจัดเป็นพบแพทย์แบบไม่เร่งด่วน แต่ NHS หน้าเจ็บคอ (ทบทวน 8 เม.ย. 2567) จัดเป็นนัดด่วน บทความนี้ยึดระดับที่เร็วกว่าในทั้งสองเรื่อง ส่วนอาการที่ต้องไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 อยู่ในรายการท้ายบทความ

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

เรื่องป่วยบ่อย: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ป่วยน้อยลง ติดเชื้อน้อยลง หรือหายป่วยเร็วขึ้น และไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุของการติดเชื้อซ้ำ ยาที่แพทย์สั่ง หรือวัคซีน ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง

ส่วนประกอบที่มักถูกถามในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้

  • ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. ต่อแคปซูล (เบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 80 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานในคนที่เป็นหวัดบ่อย 162 คน (European Journal of Nutrition ปี 2556) ใช้เบต้ากลูแคนจากยีสต์ชนิดไม่ละลายน้ำของผู้ผลิตรายหนึ่ง วันละ 900 มก. นาน 16 สัปดาห์ มากกว่าในแคปซูลราว 11 เท่า (คำนวณ) รายงานว่าจำนวนครั้งที่เป็นหวัดน้อยกว่ากลุ่มยาหลอกในการวิเคราะห์เฉพาะผู้ที่ทำตามแผนการศึกษาครบ แต่คะแนนอาการไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ และวัตถุดิบมาจากบริษัทผู้ผลิต อีกงานในผู้ใหญ่อายุ 50–70 ปี 100 คน (Nutrition ปี 2560) ใช้วันละ 250 มก. นาน 90 วัน มากกว่าในแคปซูลราว 3 เท่า (คำนวณ) พบว่าจำนวนหวัดที่แพทย์ยืนยันไม่ต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสองงานเป็นการทดลองระยะสั้น ผลจึงยังไม่สอดคล้องกัน และขึ้นกับชนิดและขนาด ฉลากไม่ระบุชนิดของเบต้ากลูแคนในแคปซูล
  • ซิงค์ 5.8 มก. ต่อแคปซูลตามฉลาก (11.6 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานทบทวน Cochrane (ปี 2567) รวม 34 การทดลอง 8,526 คน สรุปว่าการกินสังกะสีเพื่อป้องกัน อาจลดโอกาสเป็นหวัดได้น้อยหรือไม่ลดเลย โดยความแน่นอนของหลักฐานต่ำ งานทบทวนนี้ไม่รวมสูตรที่ผสมสารอื่น และงานส่วนใหญ่ใช้ยาอมสังกะสีกลูโคเนตวันละ 45–276 มก. มากกว่าในแคปซูลราว 4–24 เท่า (คำนวณ) ซึ่งเป็นคนละรูปแบบกับแคปซูลกลืน ถ้าซิงค์ในแคปซูลเป็นสังกะสีธาตุ 11.6 มก. ต่อวันจะใกล้เคียงหรือเกินค่าแนะนำต่อวันของผู้ใหญ่ไทยเล็กน้อย และต่ำกว่าระดับสูงสุดที่รับได้ 40 มก. ต่อวัน (ข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 คำนวณ) ฉลากไม่ระบุรูปเกลือ ผู้ที่กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่ ให้นับรวมทุกแหล่ง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (ข้อที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นข้อความฉลาก เป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลากและแหล่งในแผ่นหลักฐาน)

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน (คำแนะนำของบทความ)
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) ยาเคมีบำบัด หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง ผู้ที่แพ้ง่ายให้อ่านส่วนประกอบทุกตัวก่อน
  • แพ้เจลาติน: แคปซูลเป็นเจลาติน แต่ฉลากไม่ระบุว่าทำจากสัตว์ชนิดใด ให้สอบถามผู้ผลิตก่อน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนวัคซีน ยาที่แพทย์สั่ง ยาแก้แพ้ ยาพ่นหอบหืด หรืออะดรีนาลีน

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที
  • หายใจลำบากมาก หอบจนพูดไม่เป็นคำ หรือรู้สึกเหมือนสำลัก
  • ไอเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก หรือกลืนไม่ได้
  • น้ำลายไหลเพราะกลืนไม่ลง
  • หายใจมีเสียงแหลมสูง (stridor)
  • อาการรุนแรงและแย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • ปลุกให้ตื่นยาก หรือปลุกไม่ตื่น
  • สับสน
  • เดินไม่ได้
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือเล็บเป็นสีออกน้ำเงิน
  • ปวดศีรษะรุนแรงมาก
  • คอแข็ง
  • เด็กร้องไห้ไม่หยุดและปลอบไม่ได้
  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • คอแน่น หรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน
  • ผิวหรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • เป็นลม หรือหมดสติ
  • หอบหืดกำเริบ แล้วใช้ยาพ่นบรรเทาอาการตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
  • หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว

รายการข้างต้นรวมจากหน้าที่แหล่งจัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ NHS หน้าไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) หน้าเจ็บคอ (ทบทวน 8 เม.ย. 2567) หน้าแพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) และหน้าหอบหืด (ทบทวน 7 เม.ย. 2568) รวมกับหน้าไข้ของ MedlinePlus (ทบทวน 31 ก.ค. 2567) ที่ให้โทรเรียกรถฉุกเฉินเมื่อมีไข้ร่วมกับอาการเหล่านี้ บทความนี้แยกแต่ละอาการเป็นข้อเดี่ยว ไม่ต้องรอให้มีไข้ก่อน NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง ให้คนอื่นขับไปหรือเรียกรถพยาบาล และนำยาที่ใช้อยู่ไปด้วย

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ใหญ่เป็นหวัดปีละกี่ครั้งถือว่าปกติ

CDC ระบุว่าผู้ใหญ่เป็นหวัดเฉลี่ยปีละ 2–3 ครั้ง และเด็กมักเป็นบ่อยกว่า แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งที่ถือว่าผิดปกติ สิ่งที่ควรสังเกตคือการติดเชื้อซ้ำไม่หาย ติดเชื้อรุนแรง หรือรักษาแล้วไม่ตอบสนอง

ป่วยบ่อยเกิดจากอะไรได้บ้าง

MedlinePlus ระบุสาเหตุของภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดภายหลัง เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเคมีบำบัด HIV ภาวะทุพโภชนาการ มะเร็งบางชนิด การตัดม้าม และระบุว่าผู้เป็นเบาหวานเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิดมากขึ้น อีกกลุ่มคือภูมิแพ้จมูกที่อาการคล้ายหวัด

เป็นหวัดบ่อยแต่ไม่มีไข้ เป็นภูมิแพ้หรือเปล่า

เป็นไปได้ ศิริราชอธิบายว่าภูมิแพ้จมูกมักไม่มีไข้ น้ำมูกใส คันคอหรือคันจมูก เป็น ๆ หาย ๆ ตามสิ่งกระตุ้น และเป็นนานกว่า 1 เดือน ส่วนหวัดมีไข้ได้ เจ็บคอ และหายเองใน 7–10 วัน ควรให้แพทย์ตรวจยืนยัน

ป่วยบ่อยต้องตรวจเลือดอะไร

แพทย์เลือกตามประวัติ การตรวจที่ MedlinePlus ระบุว่าอาจใช้ ได้แก่ นับเม็ดเลือดขาว นับเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด T และ B ระดับอิมมูโนโกลบูลิน ระดับคอมพลีเมนต์ ตรวจ HIV และตรวจการตอบสนองต่อวัคซีน

อาหารเสริมช่วยให้ป่วยน้อยลงไหม

NHS ระบุว่ามีหลักฐานน้อยว่าวิตามินซี เอ็กไคนาเชีย หรือกระเทียมป้องกันหวัดหรือทำให้หวัดสั้นลง และงานทบทวน Cochrane ปี 2567 สรุปว่าสังกะสีอาจลดโอกาสเป็นหวัดได้น้อยหรือไม่ลดเลย สิ่งที่หน่วยงานแนะนำคือล้างมือ เลี่ยงควันบุหรี่ นอนพอ และฉีดวัคซีนตามคำแนะนำ

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท