เกี่ยวกับ Lab Farm
ผู้ป่วยมะเร็งอ่อนเพลีย เกิดจากอะไร ดูแลอย่างไรให้ใช้ชีวิตได้
คำตอบสั้น: อาการอ่อนเพลียจากมะเร็งพบบ่อยมาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (NCI) ระบุว่า มากกว่า 80% ของผู้ที่ได้เคมีบำบัดหรือฉายแสงมีอาการนี้ และต่างจากความเหนื่อยทั่วไปตรงที่ นอนพักแล้วไม่หายเต็มที่ ข่าวดีคือหลายสาเหตุตรวจและแก้ได้ เช่น โลหิตจาง กินไม่พอ นอนไม่หลับ ปวด หรือซึมเศร้า การขยับร่างกายเบา ๆ และการจัดพลังงานในแต่ละวันก็มีหลักฐานว่าช่วยให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- อ่อนเพลียจากมะเร็งเกิดได้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา บางคนเป็นต่อเนื่องหลายเดือนหรือหลายปี
- บอกทีมรักษาเสมอ ทีมรักษาจะตรวจร่างกายและเจาะเลือดหาโลหิตจางหรือการติดเชื้อ
- สาเหตุที่แก้ได้: โลหิตจาง กินไม่พอ ท้องเสียหรืออาเจียนจนขาดน้ำ นอนไม่หลับ ปวด ซึมเศร้า วิตกกังวล ไทรอยด์ผิดปกติ
- NCI ระบุว่าการออกกำลังกายรวมถึงการเดิน และการฝึกอย่างชี่กง ไทเก๊ก โยคะ ช่วยลดความเหนื่อยล้าในผู้ป่วยมะเร็ง
- งีบกลางวันไม่เกิน 1 ชั่วโมง ทำเรื่องสำคัญตอนที่มีแรงมาก
- NCI ระบุว่าอาหารเสริมที่กำลังศึกษา เช่น โคเอนไซม์คิวเทนและแอล-คาร์นิทีน ยังไม่มีหลักฐานว่าลดอาการเหนื่อยล้าจากมะเร็ง
อ่อนเพลียจากมะเร็งต่างจากเหนื่อยทั่วไปอย่างไร
คนสุขภาพดีที่เหนื่อยมักเหนื่อยเพราะทำกิจกรรม และหายเมื่อได้พักหรือนอน แต่ NCI อธิบายว่า อาการเหนื่อยล้าจากมะเร็ง (cancer-related fatigue) ไม่หายเต็มที่แม้จะนอนหรือพัก และเกิดได้แม้แทบไม่ได้ทำอะไร
ลักษณะที่ผู้ป่วยมักเล่า ได้แก่
- ไม่มีแรง รู้สึกหมดพลัง เพลียจนไม่อยากขยับ
- ตัวหนัก เคลื่อนไหวช้า
- คิดช้า จำไม่ค่อยได้ ไม่มีสมาธิ
- อ่อนล้าทั้งกายและใจ
- ตื่นมาแล้วก็ยังไม่สดชื่น
อาการนี้ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยขี้เกียจหรือใจไม่สู้ เป็นผลของตัวโรคและการรักษา และควรถูกประเมินเหมือนอาการอื่น ๆ
ทำไมผู้ป่วยมะเร็งถึงอ่อนเพลีย
NCI แบ่งสาเหตุเป็นหลายกลุ่มที่มักซ้อนกันอยู่
จากตัวโรคเอง
เซลล์มะเร็งใช้พลังงานและสารอาหารที่ร่างกายต้องใช้ และร่างกายอาจหลั่งสารไซโตไคน์ (สารสื่อของระบบภูมิคุ้มกัน) ออกมามาก ซึ่งทำให้เหนื่อยล้า มะเร็งเม็ดเลือดอย่างลิวคีเมีย ต่อมน้ำเหลือง และมัยอีโลมา กระทบไขกระดูกจนสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อย ส่วนมะเร็งทางเดินอาหารอาจกระทบการย่อยและการใช้อาหาร
จากการรักษา
- เคมีบำบัด: บางคนเพลียมากหลังให้ยาแต่ละรอบ บางคนเพลียมากช่วงกลางคอร์ส และหลังจบคีโมอาจใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะรู้สึกเป็นปกติ
- ฉายแสง: ความเพลียมักค่อย ๆ เพิ่มจนถึงกลางคอร์ส แล้วคงที่จนจบการรักษา
- ผ่าตัด: ร่างกายใช้พลังงานซ่อมแผล ยาแก้ปวดหลังผ่าตัดก็ทำให้ง่วงเพลียได้
- ยาฮอร์โมน ยาอิมมูโนเทอราพี (immunotherapy) และยามุ่งเป้า: ทำให้เพลียได้เช่นกัน ช่วงเวลาที่เป็นต่างกันตามชนิดยา
ถ้าได้การรักษาหลายแบบพร้อมกัน ความเพลียมักมากขึ้น ความรุนแรงยังขึ้นกับชนิดและระยะของมะเร็ง สุขภาพกายใจโดยรวม การกิน และการนอนของแต่ละคน จึงไม่ควรเทียบกับผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ
สาเหตุที่ตรวจเจอแล้วแก้ได้ มีอะไรบ้าง
นี่คือส่วนสำคัญ เพราะ ความเพลียบางส่วนไม่ได้มาจากมะเร็งโดยตรง แต่มาจากภาวะที่รักษาได้
- โลหิตจาง: เคมีบำบัดบางชนิดทำให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อย NCI ระบุอาการ เช่น เหนื่อยมาก หายใจสั้น หน้ามืด เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ใจเต้นเร็ว ซีด แพทย์รักษาตามสาเหตุด้วยการปรับอาหาร ให้เลือด หรือให้ยา (อ่านเรื่องโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กที่ ภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก)
- กินไม่พอ: พลังงานของร่างกายมาจากอาหาร ถ้าเบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือแผลในปาก ร่างกายจะขาดพลังงาน ดูวิธีรับมือที่ ผู้ป่วยมะเร็งเบื่ออาหาร
- ท้องเสียหรืออาเจียน: เสียน้ำและเกลือแร่จนขาดน้ำ ทำให้อ่อนเพลีย
- นอนไม่หลับ: จากตัวโรค ยา หรือนอนกลางวันมากเกินไป
- ปวด: ปวดทำให้นอนไม่พอ และยาแก้ปวดบางตัวทำให้เพลียมากขึ้น แพทย์อาจปรับชนิด ขนาด หรือเวลากินยาให้
- ติดเชื้อ: ร่างกายใช้พลังงานต่อสู้เชื้อ และมักมีไข้ร่วม
- ซึมเศร้าและวิตกกังวล: NCI ระบุว่าความเครียดสูงทำให้เพลีย นอนไม่หลับ และเบื่ออาหาร การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม หรือยาต้านซึมเศร้าเมื่อมีภาวะซึมเศร้า ช่วยได้
- ร้อนวูบวาบจากยาฮอร์โมน: ทำให้เหงื่อออกกลางคืนจนนอนไม่ต่อเนื่อง
- ไทรอยด์และยาอื่น ๆ: สารานุกรมการแพทย์ MedlinePlus จัดโรคไทรอยด์ และยาบางกลุ่ม เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาความดัน สเตียรอยด์ ไว้ในสาเหตุของอ่อนเพลียทั่วไป ควรให้แพทย์ทบทวนรายการยาทั้งหมด
ทีมรักษาอาจให้ทำ บันทึกความเพลียรายวัน คู่กับผลตรวจเลือด เพื่อดูรูปแบบว่าเพลียมากช่วงไหนและเกี่ยวกับอะไร
ออกกำลังกายเบา ๆ ช่วยจริงไหม
ฟังดูขัดกัน แต่ NCI ระบุว่าการออกกำลังกาย รวมถึงการเดิน อาจช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งรู้สึกดีขึ้นและมีแรงมากขึ้นทั้งระหว่างและหลังการรักษา และการฝึกที่รวมการเคลื่อนไหว การยืดเหยียด การทรงตัว และการหายใจ อย่างชี่กง ไทเก๊ก และโยคะ พบว่าช่วยลดความเหนื่อยล้าในผู้ป่วยมะเร็ง
หลักที่ใช้ได้จริง
- เริ่มจากน้อย เช่น เดินในบ้านหรือรอบหมู่บ้านช่วงสั้น ๆ แล้วค่อยเพิ่ม
- เลือกกิจกรรมที่ชอบ จะทำได้ต่อเนื่องกว่า
- วางแผนกับทีมรักษาหรือนักกายภาพบำบัด โดยเฉพาะช่วงเม็ดเลือดต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ มีไข้ หรือเพิ่งผ่าตัด
- หยุดทันทีถ้าเวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก หรือหายใจไม่ทัน แล้วแจ้งทีมรักษา ถ้าเจ็บแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่ออก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
หลักการออกกำลังกายสำหรับวัย 50 ปีขึ้นไปอ่านเพิ่มที่ ออกกำลังกายสำหรับวัย 50+
จัดตารางพลังงานในแต่ละวันอย่างไร
ให้มองพลังงานเหมือนเงินในกระเป๋าที่มีจำกัดในแต่ละวัน
- เลือกเรื่องสำคัญก่อน ทำตอนที่มีแรงมากของวัน
- ตัดหรือแบ่งงานที่กินแรง ให้คนอื่นช่วย เช่น ซักผ้า ถูบ้าน ไปตลาด
- งีบกลางวันได้ แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง NCI เตือนว่านอนกลางวันมากเกินไปจะทำให้กลางคืนหลับยาก
- กินมื้อเล็กหลายมื้อ NCI ระบุว่าหลายคนกินมื้อเล็กหลายครั้งได้ง่ายกว่ากินมื้อใหญ่ 3 มื้อ
- ดื่มน้ำให้พอ (ยกเว้นแพทย์ให้จำกัดน้ำ) และจำกัดกาแฟกับแอลกอฮอล์ MedlinePlus ระบุว่าสารกระตุ้นรวมถึงคาเฟอีนไม่ใช่การรักษาอ่อนเพลีย
- จดว่าวันไหนเพลียมาก และเกิดหลังอะไร แล้วนำไปให้แพทย์ดู
ญาติช่วยอะไรได้บ้าง
- รับหน้าที่งานบ้านที่ใช้แรง เพื่อเก็บพลังให้ผู้ป่วยใช้กับเรื่องที่อยากทำ
- ชวนเดินด้วยกันสั้น ๆ แทนการให้นอนทั้งวัน
- เตรียมอาหารว่างที่หยิบง่ายไว้ใกล้มือ
- ช่วยจดบันทึกความเพลีย การกิน การนอน และไข้ แล้วไปพบแพทย์ด้วย
- สังเกตอาการซึม เบื่อทุกอย่าง หรือพูดเรื่องอยากตาย แล้วแจ้งทีมรักษา
- ดูแลตัวเองด้วย เพราะผู้ดูแลก็หมดแรงได้ อ่านต่อที่ ภาวะหมดไฟของผู้ดูแล
อาหารเสริมแก้เพลีย ต้องถามแพทย์ก่อน
NCI ระบุว่าอาหารเสริมบางตัว เช่น โคเอนไซม์คิวเทนและแอล-คาร์นิทีน กำลังถูกศึกษา แต่ ยังไม่มีหลักฐานว่าอาหารเสริมเหล่านี้ลดอาการเหนื่อยล้าจากมะเร็ง
งานทดลองของศูนย์มะเร็ง MD Anderson ในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม 127 คน ให้สารสกัดโสมวันละ 800 มก. นาน 28 วัน พบว่า ดีขึ้นทั้งสองกลุ่ม แต่โสมไม่ดีกว่ายาหลอก
ยิ่งระหว่างเคมีบำบัด งานติดตามผู้ป่วยมะเร็งเต้านม SWOG S0221 พบว่าวิตามินบี 12 ที่ใช้ทั้งก่อนและระหว่างคีโมสัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่แย่ลง และสารต้านอนุมูลอิสระสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้นแบบก้ำกึ่งนัยสำคัญ (งานสังเกต) จึงต้องให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อนทุกตัว รายละเอียดอยู่ที่ ผู้ป่วยมะเร็งกินอาหารเสริมได้ไหม และเรื่องวิตามินบีกับอ่อนเพลียทั่วไปอ่านที่ วิตามินบีแก้อ่อนเพลียได้จริงไหม
คำถามที่ควรถามแพทย์หรือพยาบาล
- ความเพลียของฉันน่าจะมาจากอะไร
- ชนิดมะเร็งหรือการรักษาของฉันทำให้เพลียมากกว่าปกติไหม
- ควรออกกำลังกายแบบไหน และเท่าไรจึงพอดี
- ควรนอนกลางคืนกี่ชั่วโมง และงีบกลางวันได้แค่ไหน
- มีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่ควรเลี่ยงไหม
- อาการแบบไหนที่ต้องโทรแจ้งทันที
อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล
ระหว่างรักษามะเร็ง ถ้ามีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หรือหนาวสั่น ให้โทรแจ้งทีมรักษาทันที ถ้าติดต่อไม่ได้ให้ไปโรงพยาบาลทันที เพราะการติดเชื้อระหว่างรักษาอาจรุนแรงถึงชีวิต
ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
- สับสน ซึมลง หรือเวียนศีรษะจนจะเป็นลม
- เหนื่อยหอบ หายใจไม่ทัน หรือเจ็บแน่นหน้าอก
- ใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือหน้ามืด
- ปัสสาวะออกน้อยมาก
- คิดทำร้ายตัวเอง
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: แล็บฟาร์ม (Lab Farm)
ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด ฉายแสง ยามุ่งเป้า หรือยาอิมมูโนเทอราพี (immunotherapy) ห้ามกินอาหารเสริมทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์นี้ เว้นแต่แพทย์ผู้รักษามะเร็งอนุญาต ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยารักษามะเร็ง ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยรักษา ต้าน หรือกันการกลับมาของมะเร็ง และไม่มีหลักฐานว่าลดอาการเหนื่อยล้าจากมะเร็ง
แล็บฟาร์ม (Lab Farm) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ตรา แล็บ ฟาร์ม) เลข อย. 73-1-02663-5-0191 ผลิตโดย บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มก. ฉลากแนะนำรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% (Immuneo Plus™) 200 มก. (เบต้ากลูแคนราว 160 มก. คำนวณ) · แกมมา โอไรซานอล 50 มก. · สารสกัดซีบัคธอร์น 50 มก. · เควอซิทิน 50 มก. · สารสกัดโสมเกาหลี 50 มก. · ผงมากิเบอร์รี่ 30 มก. · ผงมะตูม 30 มก. · สารสกัดขิง 20 มก. · สารสกัดพริกไทยดำ 20 มก. · สารสกัดใบแปะก๊วย 20 มก. · นิโคตินาไมด์ (วิตามินบี 3) 15 มก. · ไบโอติน 1% 7.9 มก. (ไบโอตินราว 79 ไมโครกรัม คำนวณ) · แคลเซียม ดี-แพนโททิเนต 2 มก. · วิตามินบี 1 1.5 มก. · วิตามินบี 2 1.5 มก. · วิตามินบี 6 1 มก. · วิตามินบี 12 0.1% 1 มก. (บี 12 ราว 1 ไมโครกรัม คำนวณ) · วิตามินดี 3 (1,000,000 IU/g) 0.2 มก. (ราว 200 IU หรือ 5 ไมโครกรัม คำนวณ) · กรดโฟลิก 0.1 มก. (100 ไมโครกรัม)
ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ และหลักฐานที่มี
- สารสกัดโสมเกาหลี 50 มก. — งานทดลองในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม 127 คน ใช้โสมวันละ 800 มก. นาน 28 วัน พบว่าโสมไม่ดีกว่ายาหลอกในการลดอาการเหนื่อยล้า ขนาดที่ศึกษามากกว่าสารสกัดในแคปซูลราว 16 เท่า (คำนวณ) และชนิดสารสกัดต่างกัน เทียบตรงไม่ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ NCCIH ระบุว่านอนไม่หลับเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของโสม
- วิตามินบีรวม — ปริมาณในแคปซูลอยู่ระดับใกล้ค่าแนะนำรายวัน ไม่ใช่ขนาดรักษาภาวะขาด และ MedlinePlus แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ว่าวิตามินเสริมจะช่วยอาการอ่อนเพลียหรือไม่ ไม่ได้ระบุว่าวิตามินบีแก้อ่อนเพลีย
- วิตามินบี 12 ราว 1 ไมโครกรัม (คำนวณ) — งาน SWOG S0221 (ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1,134 คน) พบว่าการใช้วิตามินบี 12 ทั้งก่อนและระหว่างเคมีบำบัดสัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่แย่ลง และสารต้านอนุมูลอิสระสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้นแบบก้ำกึ่งนัยสำคัญ งานนี้เป็นงานสังเกต บทคัดย่อไม่ได้ระบุขนาดที่ใช้
ต้องบอกตรง ๆ ว่า ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง และไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้หายเพลียหรือมีแรงมากขึ้น สาเหตุของความเพลียต้องให้ทีมรักษาตรวจหา
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ผู้ที่เกล็ดเลือดต่ำ หรือจะผ่าตัด: ใบแปะก๊วย ขิง โสม และเควอซิทิน มีรายงานเรื่องเลือดออกหรือค่าการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาที่ต้องคุมระดับยาในเลือด เช่น ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาเคมีบำบัดชนิดกิน: ไพเพอรีนในพริกไทยดำเพิ่มระดับยาบางชนิด ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณไพเพอรีน
- ผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวาน: โสมและขิงอาจทำให้น้ำตาลลดลงมากขึ้น
- ผู้ที่นอนไม่หลับอยู่แล้ว: โสมอาจทำให้นอนไม่หลับ
- ก่อนเจาะเลือด: แจ้งแพทย์หรือห้องแล็บว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีไบโอติน
- คำเตือนบนฉลาก: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · ผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความแล็บฟาร์มทั้งหมด
ส่วนประกอบบางชนิด เช่น โสม ใบแปะก๊วย ขิง และพริกไทยดำ อาจเสริมฤทธิ์หรือเปลี่ยนระดับยาบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง และผู้ที่จะผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการรักษาหรือวัคซีน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
ราคาโปรโมชัน 890 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 2,490 · 8 กล่อง 4,590 · 15 กล่อง 7,890 · 25 กล่อง 12,990 บาท (ต.ค. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Lab Farm →คำถามที่พบบ่อย
ผู้ป่วยมะเร็งอ่อนเพลียเกิดจากอะไร
NCI ระบุว่าเกิดได้จากตัวโรคเอง การรักษา เช่น เคมีบำบัด ฉายแสง ผ่าตัด ยาฮอร์โมน ยามุ่งเป้า และยาอิมมูโนเทอราพี รวมถึงผลข้างเคียงอย่างโลหิตจาง กินไม่พอ ท้องเสีย อาเจียน ปวด นอนไม่หลับ ติดเชื้อ และความเครียดหรือซึมเศร้า หลายสาเหตุตรวจและแก้ได้ จึงควรบอกทีมรักษาทุกครั้ง
ให้คีโมแล้วเพลียกี่วันถึงหาย
แตกต่างกันในแต่ละคน NCI ระบุว่าบางคนเพลียมากหลังให้ยาแต่ละรอบ บางคนเพลียมากช่วงกลางคอร์ส ความเพลียมักลดลงหลังจบคีโม แต่อาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือมากกว่านั้นกว่าจะรู้สึกเป็นปกติ และบางคนยังเพลียต่อเนื่องหลายเดือนหรือหลายปี
ผู้ป่วยมะเร็งอ่อนเพลียควรนอนพักทั้งวันไหม
ไม่ควรนอนทั้งวัน NCI แนะนำให้งีบกลางวันไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพราะนอนกลางวันมากทำให้กลางคืนหลับยาก และระบุว่าการออกกำลังกายรวมถึงการเดินอาจช่วยให้มีแรงมากขึ้น ควรวางแผนการขยับร่างกายกับทีมรักษาหรือนักกายภาพบำบัด
อ่อนเพลียหลังป่วยมะเร็ง กินวิตามินช่วยได้ไหม
NCI ระบุว่าอาหารเสริมอย่างโคเอนไซม์คิวเทนและแอล-คาร์นิทีนยังอยู่ระหว่างศึกษา และยังไม่มีหลักฐานว่าลดอาการเหนื่อยล้าจากมะเร็ง ส่วนระหว่างเคมีบำบัด งาน SWOG S0221 (งานสังเกต) พบว่าวิตามินบี 12 ที่ใช้ทั้งก่อนและระหว่างคีโมสัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่แย่ลง และสารต้านอนุมูลอิสระสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำแบบก้ำกึ่งนัยสำคัญ จึงต้องให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อน และให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุที่แก้ได้ เช่น โลหิตจาง
อ่อนเพลียแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที
มีข้อใดข้อหนึ่งให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ได้แก่ สับสนหรือซึมลง เวียนศีรษะจนจะเป็นลม เหนื่อยหอบหรือเจ็บแน่นหน้าอก ใจเต้นเร็วผิดปกติหรือหน้ามืด ปัสสาวะออกน้อยมาก หรือคิดทำร้ายตัวเอง ส่วนไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสระหว่างรักษามะเร็ง ต้องโทรแจ้งทีมรักษาทันที ถ้าติดต่อไม่ได้ให้ไปโรงพยาบาลทันที
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Fatigue and Cancer TreatmentNational Cancer Institute (NCI)
- Anemia and Cancer TreatmentNational Cancer Institute (NCI)
- FatigueMedlinePlus Medical Encyclopedia, U.S. National Library of Medicine
- A Double-Blind, Randomized, Placebo-Controlled Trial of Panax Ginseng for Cancer-Related Fatigue in Patients With Advanced CancerJournal of the National Comprehensive Cancer Network (PubMed)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-14
อ่านต่อ
มะตูมสรรพคุณ น้ำมะตูมแก้อะไร ข้อควรระวังที่ควรรู้
มะตูมสรรพคุณในตำรายาไทยใช้ส่วนไหน งานวิจัยสมัยใหม่อยู่ระดับไหน มะตูมดิบกับสุกต่างกันอย่างไร น้ำมะตูมกับน้ำตาล คนเป็นเบาหวานดื่มได้ไหม และข้อควรระวัง
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร ผงเกลือแร่ ORS ต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างไร ยาหยุดถ่ายใช้ได้เมื่อไร โยเกิร์ตช่วยไหม อาการไหนต้องไปโรงพยาบาล
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายเร็ว ไข่ อาหารทะเล กินได้ไหม
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายดี โปรตีน วิตามินซี สังกะสีจำเป็นแค่ไหน ไข่ ไก่ อาหารทะเลทำให้แผลเป็นนูนจริงไหม เบาหวานกับแผลหายช้า และสัญญาณแผลติดเชื้อ
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่ กี่วันถึงหาย กลับไปออกกำลังได้เมื่อไร
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่หรือโควิดนานแค่ไหน ทำไมไม่ควรรีบออกกำลัง อาการใจสั่น เหนื่อยหอบที่ต้องระวัง วิธีเพิ่มกิจกรรมทีละขั้น และเมื่อไรต้องตรวจเพิ่ม
