บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Lab Farm

ผู้ป่วยมะเร็งกินอาหารเสริมได้ไหม ทำไมต้องถามแพทย์ผู้รักษาก่อนทุกตัว

คำตอบสั้น: ผู้ป่วยมะเร็งไม่ควรเริ่มอาหารเสริม วิตามิน หรือสมุนไพรตัวใดเอง ต้องให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อนทุกตัว เพราะสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (NCI) ระบุว่ายังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ อาหารเสริม หรือสมุนไพรใด ชะลอ รักษา หรือกันไม่ให้มะเร็งกลับมาได้ และบางชนิดอาจเปลี่ยนการทำงานของการรักษา สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการกินอาหารให้พอ และบอกทีมรักษาทุกอย่างที่กินอยู่

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • NCI และศูนย์สุขภาพแบบผสมผสานแห่งชาติสหรัฐ (NCCIH) ตรงกันว่า ไม่มีอาหารเสริมหรือสมุนไพรใดพิสูจน์ว่ารักษามะเร็งได้
  • สมุนไพรบางชนิดอาจทำให้ยาเคมีบำบัดได้ผลน้อยลง หรือทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้นจนเกิดผลข้างเคียง
  • งานติดตามผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1,134 คน (SWOG S0221) พบว่าการใช้วิตามินบี 12 ทั้งก่อนและระหว่างเคมีบำบัดสัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่แย่ลง ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้นในระดับก้ำกึ่งนัยสำคัญ (เป็นงานสังเกต พิสูจน์เหตุและผลไม่ได้)
  • ช่วงเกล็ดเลือดต่ำ สมุนไพรที่มีรายงานเรื่องเลือดออก เช่น ใบแปะก๊วย ขิง โสม ยิ่งต้องระวัง
  • อาหารทางการแพทย์ใช้เพื่อเพิ่มพลังงานและโปรตีนเมื่อกินได้น้อย ต่างจากอาหารเสริมแคปซูล
  • ถ่ายรูปฉลากหรือนำขวดจริงไปให้แพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารดูทุกครั้ง

ผู้ป่วยมะเร็งกินอาหารเสริมได้ไหม

คำตอบตรง ๆ คือ ขึ้นกับว่ากำลังรักษาด้วยวิธีใด ใช้ยาอะไร และอาหารเสริมตัวนั้นมีอะไรอยู่ข้างใน ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

NCI แนะนำในคู่มือการกินสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง (Eating Hints) ว่า ให้แจ้งแพทย์หรือนักกำหนดอาหารถึงวิตามิน แร่ธาตุ อาหารเสริม และสมุนไพรทุกตัวที่กินอยู่หรือคิดจะกิน เพราะบางชนิดอาจเปลี่ยนการทำงานของการรักษามะเร็ง

NCCIH ก็เขียนไว้ทำนองเดียวกันว่า ผลของวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดเสริมระหว่างรักษามะเร็ง ยังไม่แน่นอน ผู้ป่วยจึงควรคุยกับแพทย์ก่อน

ส่วนผู้ที่รักษาครบแล้วและอยู่ในช่วงติดตามผล ก็ยังควรบอกทีมรักษาเช่นกัน เพราะบางคนยังกินยาฮอร์โมนหรือยามุ่งเป้าต่อเนื่องเป็นปี

อาหารเสริมรบกวนยาเคมีบำบัดได้อย่างไร

ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และยาฮอร์โมนหลายตัว ต้องอยู่ในเลือดในระดับที่พอดี ต่ำไปอาจได้ผลน้อยลง สูงไปอาจเกิดพิษ อาหารเสริมเข้าไปยุ่งได้หลายทาง

เปลี่ยนการทำงานของเอนไซม์ตับและตัวขนส่งยา

ตับใช้เอนไซม์กลุ่ม CYP (โดยเฉพาะ CYP3A4) ทำลายยาจำนวนมาก และลำไส้มีตัวขนส่งยาชื่อ P-glycoprotein ที่คอยสูบยาบางตัวออก ถ้าสารใดยับยั้งระบบเหล่านี้ ยาจะค้างในเลือดนานขึ้น

ตัวอย่างที่มีข้อมูลชัด คือสาร piperine (ไพเพอรีน) จากพริกไทยดำ งานวิจัยในคนพบว่าเพิ่มระดับยาหลายตัว เช่น ยากันชัก phenytoin และยาต้านเอชไอวี nevirapine และในหลอดทดลองยับยั้งทั้ง CYP3A4 และ P-glycoprotein

ในทางกลับกัน NCI ยกตัวอย่างสมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John's wort) ว่า อาจทำให้ยามะเร็งบางตัวได้ผลน้อยลง ทั้งสองทิศทางจึงอันตรายพอกัน

เพิ่มภาระให้ตับ

ศูนย์มะเร็งเมมโมเรียล สโลน เคทเทอริง (MSKCC) รวบรวมรายงานผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ใช้ยามุ่งเป้า imatinib ร่วมกับโสม แล้ว เกิดตับเสียหาย ระหว่างคีโมตับต้องจัดการยาหลายตัวอยู่แล้ว สารเพิ่มเติมจึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

เปลี่ยนการดูดซึม

สมุนไพรและวิตามินบางตัวกินพร้อมยาชนิดเม็ดแล้วอาจเปลี่ยนการดูดซึมได้ วิธีที่ปลอดภัยคือให้เภสัชกรดูช่วงเวลากินยาทั้งหมดในแต่ละวัน ไม่ใช่เดาเอง

สารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูงกับเคมีบำบัดและฉายแสง

ยาเคมีบำบัดบางชนิดและรังสีรักษาทำลายเซลล์มะเร็งผ่านการสร้างอนุมูลอิสระ จึงมีความกังวลมานานว่าสารต้านอนุมูลอิสระขนาดสูงอาจไปลดฤทธิ์ของการรักษา

NCI สรุปไว้ในเอกสารเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ (ทบทวนปี 2017) ว่า งานที่ศึกษาการกินสารต้านอนุมูลอิสระระหว่างรักษามะเร็งให้ผลปนกัน บางงานพบว่าผู้ที่กินมีผลการรักษาแย่ลง โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่

ข้อมูลที่ตรงประเด็นมาจากงาน SWOG S0221 ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Oncology ปี 2020 ติดตามผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 1,134 คนที่ได้เคมีบำบัด พบว่า

  • การใช้สารต้านอนุมูลอิสระ (วิตามินเอ ซี อี แคโรทีนอยด์ โคเอนไซม์คิวเทน) ทั้งก่อนและระหว่างคีโม สัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้น แต่ผลอยู่ในระดับก้ำกึ่งนัยสำคัญทางสถิติ
  • การใช้วิตามินบี 12 ทั้งก่อนและระหว่างคีโม สัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่แย่ลง
  • การใช้ธาตุเหล็กระหว่างคีโมสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้น
  • วิตามินรวมไม่สัมพันธ์กับผลการรักษา

งานนี้เป็นงานสังเกต ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่ม จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าอาหารเสริมเป็นสาเหตุ แต่ผู้วิจัยก็แนะนำให้ระมัดระวังการใช้อาหารเสริม (ยกเว้นวิตามินรวม) ระหว่างเคมีบำบัด

ช่วงเกล็ดเลือดต่ำ ต้องระวังสมุนไพรตัวไหน

NCI อธิบายว่า เคมีบำบัดและยามุ่งเป้าบางชนิดทำให้เกล็ดเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะช้ำง่าย เลือดออกง่าย และหยุดยาก ทีมรักษามักให้รายชื่อยาและผลิตภัณฑ์ที่ต้องเลี่ยง เช่น ยาแก้ปวดที่มีแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน

สมุนไพรที่มีข้อมูลเรื่องเลือดออก ได้แก่

  • ใบแปะก๊วย: NCCIH ระบุว่าอาจเพิ่มเลือดออกในผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน และ MSKCC มีรายงานเลือดออกเอง รวมถึงเลือดออกในสมอง
  • ขิงชนิดเสริม: MSKCC มีรายงานเลือดออกในผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือด
  • โสม: ข้อมูลกับวาร์ฟารินยังขัดกัน และ MSKCC แนะนำให้หยุดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด

รายละเอียดเรื่องยาละลายลิ่มเลือดกับอาหารเสริมอ่านต่อได้ที่ อาหารเสริมกับยาละลายลิ่มเลือด

วิตามินรวมธรรมดากินได้ไหม

ในงาน SWOG S0221 วิตามินรวมไม่สัมพันธ์กับผลการรักษาที่แย่ลง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าทุกคนควรกินหรือกินได้ทุกยี่ห้อ เพราะสูตรต่างกันมาก ให้ถามแพทย์ผู้รักษาก่อนเหมือนตัวอื่น และถ้าแพทย์ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารจริง เช่น ขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะสั่งขนาดและช่วงเวลาที่เหมาะกับแผนการรักษาเอง

อาหารทางการแพทย์ต่างจากอาหารเสริมอย่างไร

ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากเบื่ออาหารและน้ำหนักลด จนเกิดภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งอธิบายไว้ใน ภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็ง

  • อาหารทางการแพทย์ เป็นอาหารสูตรครบที่ให้พลังงาน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ใช้เมื่อกินอาหารปกติได้ไม่พอ NCI แนะนำให้จิบเครื่องดื่มเสริมโภชนาการระหว่างมื้อเมื่อเบื่ออาหาร และเอกสารของโรงพยาบาลรามาธิบดีก็แนะนำให้เสริมอาหารทางการแพทย์เมื่อกินได้น้อย
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูลหรือเม็ด ให้พลังงานแทบไม่มี มักเป็นสารสกัดสมุนไพรหรือวิตามินเฉพาะตัว จึงไม่ได้แก้ปัญหากินไม่พอ

ความต่างระหว่างสูตรอาหารทางการแพทย์แต่ละแบบอ่านได้ที่ อาหารทางการแพทย์แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร

วิธีนำฉลากไปให้ทีมรักษาตรวจ

  1. ถ่ายรูปฉลากด้านส่วนประกอบให้ชัด หรือนำขวดจริงไปด้วย เพราะชื่อการค้าอย่างเดียวไม่บอกว่ามีอะไรอยู่ข้างใน
  2. จดขนาดที่กินจริงต่อวัน และกินมานานเท่าไร
  3. ระบุสมุนไพร ชา ยาหม้อ และยาจีนด้วย ไม่ใช่เฉพาะแคปซูล
  4. ถามให้ชัด ว่าตัวไหนหยุดก่อน ตัวไหนกินต่อได้ และต้องหยุดก่อนวันให้ยาหรือวันผ่าตัดกี่วัน
  5. แจ้งห้องแล็บเมื่อกินไบโอติน เพราะไบโอตินขนาดสูงรบกวนผลตรวจเลือดบางชนิดได้

ญาติที่ซื้อของมาฝากควรทำแบบเดียวกัน ของที่ตั้งใจดีแต่ไม่ได้บอกทีมรักษา อาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเมินผลข้างเคียงยากขึ้น

โฆษณาว่าอาหารเสริมรักษามะเร็งได้ เชื่อได้ไหม

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา จึงไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค โฆษณาที่บอกว่ารักษามะเร็งได้จึงเป็นการอ้างเกินกว่าที่ผลิตภัณฑ์อาหารจะอ้างได้

NCCIH เตือนว่าผู้ขายผลิตภัณฑ์หลอกลวงมักใช้คำอย่าง "รักษามะเร็งได้ทุกชนิด" "ฆ่าเฉพาะเซลล์มะเร็ง" หรือ "ได้ผลกว่าคีโม" ถ้าเจอคำแบบนี้ให้ถอยออกมาก่อน ดูตัวอย่างเพิ่มที่ ประโยคโฆษณาอาหารเสริมที่ผิดกฎหมาย และ ทำไมอาหารเสริมใช้แทนยาไม่ได้

อย่าเลื่อนนัดคีโม ฉายแสง หรือผ่าตัด เพื่อลองผลิตภัณฑ์ใดก่อน การรักษาที่แพทย์วางแผนไว้มีหลักฐานรองรับ

อาการแบบไหนต้องติดต่อทีมรักษาทันที

ระหว่างรักษามะเร็ง NCI ระบุว่า ไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ หรือท้องเสีย ต้องโทรแจ้งทีมรักษาทันที เพราะการติดเชื้อระหว่างรักษาอาจรุนแรงถึงชีวิตและต้องได้รับการดูแลเร่งด่วน ถ้าติดต่อทีมรักษาไม่ได้ ให้ไปโรงพยาบาลทันที และควรถามก่อนกินยาลดไข้เพราะอาจบังอาการ

ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • เลือดออกไม่หยุดหลังกดไว้หลายนาที อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ
  • ปวดศีรษะรุนแรง ตามองเห็นผิดปกติ สับสน หรือง่วงซึมผิดปกติ
  • หายใจลำบาก หรือเจ็บแน่นหน้าอก

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: แล็บฟาร์ม (Lab Farm)

ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด ฉายแสง ยามุ่งเป้า หรือยาอิมมูโนเทอราพี (immunotherapy) ห้ามกินอาหารเสริมทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์นี้ เว้นแต่แพทย์ผู้รักษามะเร็งอนุญาต ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยารักษามะเร็ง ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยรักษา ต้าน หรือกันการกลับมาของมะเร็ง และไม่ใช้แทนการรักษาใด ๆ

แล็บฟาร์ม (Lab Farm) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ตรา แล็บ ฟาร์ม) เลข อย. 73-1-02663-5-0191 ผลิตโดย บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มก. ฉลากแนะนำรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% (Immuneo Plus™) 200 มก. (เบต้ากลูแคนราว 160 มก. คำนวณ) · แกมมา โอไรซานอล 50 มก. · สารสกัดซีบัคธอร์น 50 มก. · เควอซิทิน 50 มก. · สารสกัดโสมเกาหลี 50 มก. · ผงมากิเบอร์รี่ 30 มก. · ผงมะตูม 30 มก. · สารสกัดขิง 20 มก. · สารสกัดพริกไทยดำ 20 มก. · สารสกัดใบแปะก๊วย 20 มก. · นิโคตินาไมด์ (วิตามินบี 3) 15 มก. · ไบโอติน 1% 7.9 มก. (ไบโอตินราว 79 ไมโครกรัม คำนวณ) · แคลเซียม ดี-แพนโททิเนต 2 มก. · วิตามินบี 1 1.5 มก. · วิตามินบี 2 1.5 มก. · วิตามินบี 6 1 มก. · วิตามินบี 12 0.1% 1 มก. (บี 12 ราว 1 ไมโครกรัม คำนวณ) · วิตามินดี 3 (1,000,000 IU/g) 0.2 มก. (ราว 200 IU หรือ 5 ไมโครกรัม คำนวณ) · กรดโฟลิก 0.1 มก. (100 ไมโครกรัม)

ทำไมผู้ป่วยมะเร็งต้องถามก่อน เมื่อดูจากส่วนประกอบ

  • วิตามินบี 12 ราว 1 ไมโครกรัม (คำนวณ): งาน SWOG S0221 พบว่าการใช้วิตามินบี 12 ทั้งก่อนและระหว่างเคมีบำบัดสัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่แย่ลง งานนี้เป็นงานสังเกต และบทคัดย่อไม่ได้ระบุขนาดที่ผู้ป่วยใช้ จึงเทียบกับปริมาณในแคปซูลไม่ได้
  • เควอซิทิน 50 มก.: MSKCC ระบุว่าด้วยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เควอซิทินอาจรบกวนการทำงานของยาเคมีบำบัดบางชนิด
  • สารสกัดใบแปะก๊วย 20 มก. สารสกัดขิง 20 มก. และสารสกัดโสมเกาหลี 50 มก.: มีรายงานเรื่องเลือดออก ซึ่งต้องระวังเป็นพิเศษช่วงเกล็ดเลือดต่ำ และ MSKCC มีรายงานตับเสียหายเมื่อใช้โสมร่วมกับยา imatinib
  • สารสกัดพริกไทยดำ 20 มก.: สาร piperine เพิ่มระดับยาบางตัวในเลือดในงานวิจัยในคน ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณ piperine จึงบอกไม่ได้ว่าเท่าหรือน้อยกว่าในงานวิจัย

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด: ใบแปะก๊วย ขิง โสม และเควอซิทิน มีรายงานเรื่องเลือดออกหรือค่าการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยาที่ต้องคุมระดับยาในเลือด เช่น ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาเคมีบำบัดชนิดกิน: ไพเพอรีนเพิ่มระดับยาบางชนิด และขิงเพิ่มระดับยาทาโครลิมัสตามข้อมูลของ MSKCC
  • ผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวาน: โสมและขิงอาจทำให้น้ำตาลลดลงมากขึ้น
  • ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน: ไม่พบข้อมูลความปลอดภัยของยีสต์เบต้ากลูแคนในกลุ่มนี้ ต้องให้แพทย์ผู้ดูแลอนุญาตก่อน
  • ก่อนเจาะเลือด: แจ้งแพทย์หรือห้องแล็บว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีไบโอติน
  • คำเตือนบนฉลาก: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · ผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความแล็บฟาร์มทั้งหมด

ส่วนประกอบบางชนิด เช่น โสม ใบแปะก๊วย ขิง และพริกไทยดำ อาจเสริมฤทธิ์หรือเปลี่ยนระดับยาบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง และผู้ที่จะผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการรักษาหรือวัคซีน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Lab Farm รุ่นปัจจุบันของแบรนด์ Hopeful ระบุ Immuneo Plus™ และขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มิลลิกรัม

Lab Farmแล็บฟาร์ม

เลข อย. 73-1-02663-5-0191

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 890 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 2,490 · 8 กล่อง 4,590 · 15 กล่อง 7,890 · 25 กล่อง 12,990 บาท (ต.ค. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Lab Farm →

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยมะเร็งกินอาหารเสริมอะไรได้บ้าง

ไม่มีรายการกลางที่ใช้ได้กับทุกคน ขึ้นกับชนิดมะเร็ง วิธีรักษา และยาที่ใช้ NCI แนะนำให้แจ้งแพทย์หรือนักกำหนดอาหารถึงวิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพรทุกตัวที่กินหรือคิดจะกิน แล้วให้ทีมรักษาเป็นผู้ตัดสิน ถ้าปัญหาคือกินได้น้อย สิ่งที่ทีมรักษามักใช้คืออาหารทางการแพทย์ ไม่ใช่แคปซูลสมุนไพร

ผู้ป่วยมะเร็งกินวิตามินอะไรได้บ้าง

ในงาน SWOG S0221 วิตามินรวมไม่สัมพันธ์กับผลการรักษาที่แย่ลง แต่วิตามินบี 12 ที่ใช้ทั้งก่อนและระหว่างเคมีบำบัด และธาตุเหล็กที่ใช้ระหว่างเคมีบำบัด สัมพันธ์กับผลที่แย่ลง ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้นในระดับก้ำกึ่งนัยสำคัญ งานนี้เป็นงานสังเกต จึงยังสรุปเหตุและผลไม่ได้ ทางที่ปลอดภัยคือให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อนทุกตัว

ผู้ป่วยมะเร็งห้ามกินยาอะไร

ขึ้นกับสูตรยาที่ได้รับ ช่วงที่เกล็ดเลือดต่ำ NCI แนะนำให้เลี่ยงยาแก้ปวดที่มีแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน เว้นแต่แพทย์สั่ง และให้ขอรายชื่อยาและผลิตภัณฑ์ที่ต้องเลี่ยงจากทีมรักษา ส่วนยาลดไข้ควรถามก่อนกินเพราะอาจบังอาการติดเชื้อ ยาประจำตัวโรคอื่นห้ามหยุดเอง

กินสมุนไพรคู่กับคีโมได้ไหม

ต้องถามแพทย์ผู้รักษาก่อน NCCIH ระบุว่าสมุนไพรบางชนิดอาจทำให้ยาเคมีบำบัดได้ผลน้อยลง และ NCI ระบุว่าบางชนิดอาจเป็นอันตรายเมื่อกินระหว่างเคมีบำบัดหรือฉายแสง เพราะอาจรบกวนการทำงานของการรักษา

อาหารเสริมที่โฆษณาว่ารักษามะเร็งได้ เชื่อได้ไหม

ไม่ควรเชื่อ NCI ระบุว่าไม่มีผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดแสดงว่ารักษามะเร็งได้ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในไทยจัดเป็นอาหาร ฉลากต้องระบุว่าไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค อย่าเลื่อนหรือหยุดการรักษาเพื่อลองผลิตภัณฑ์ใด

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-14

อ่านต่อ

มะตูมสรรพคุณ น้ำมะตูมแก้อะไร ข้อควรระวังที่ควรรู้

มะตูมสรรพคุณในตำรายาไทยใช้ส่วนไหน งานวิจัยสมัยใหม่อยู่ระดับไหน มะตูมดิบกับสุกต่างกันอย่างไร น้ำมะตูมกับน้ำตาล คนเป็นเบาหวานดื่มได้ไหม และข้อควรระวัง

ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล

ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร ผงเกลือแร่ ORS ต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างไร ยาหยุดถ่ายใช้ได้เมื่อไร โยเกิร์ตช่วยไหม อาการไหนต้องไปโรงพยาบาล

หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายเร็ว ไข่ อาหารทะเล กินได้ไหม

หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายดี โปรตีน วิตามินซี สังกะสีจำเป็นแค่ไหน ไข่ ไก่ อาหารทะเลทำให้แผลเป็นนูนจริงไหม เบาหวานกับแผลหายช้า และสัญญาณแผลติดเชื้อ

อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่ กี่วันถึงหาย กลับไปออกกำลังได้เมื่อไร

อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่หรือโควิดนานแค่ไหน ทำไมไม่ควรรีบออกกำลัง อาการใจสั่น เหนื่อยหอบที่ต้องระวัง วิธีเพิ่มกิจกรรมทีละขั้น และเมื่อไรต้องตรวจเพิ่ม

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 980 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันพิเศษFacebookแชท