บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ BETA CAL PRO PLUS

กินแคลเซียมเสริมมากเกินไปได้ไหม เรื่องหัวใจและหลอดเลือดที่ยังถกเถียง

คำตอบสั้น: ผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ปี ไม่ควรได้แคลเซียมรวมจากอาหารและอาหารเสริมเกินวันละ 2,000 มก. ตามข้อกำหนดสารอาหารอ้างอิงของคนไทย (DRI ไทย 2563 กรมอนามัย) ซึ่งอิงค่าของสหรัฐ ส่วนปริมาณที่ควรได้คือวันละ 1,000 มก. แหล่งหลักควรมาจากอาหารก่อน เพราะแคลเซียมจากอาหารไม่พบว่าทำให้แคลเซียมในเลือดสูง ส่วนแคลเซียมเม็ดเสริมกับโรคหัวใจ งานวิจัยยังให้ผลไม่ตรงกัน ใครเป็นโรคไต เคยเป็นนิ่ว มีโรคพาราไทรอยด์ หรือใช้ยาขับปัสสาวะบางชนิด ต้องถามแพทย์ก่อนกินแคลเซียมเสริม

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • อายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้แคลเซียมวันละ 1,000 มก. ทั้งชายและหญิง ขีดสูงสุดคือวันละ 2,000 มก. (อายุ 19–50 ปี ขีดสูงสุด 2,500 มก.) ตัวเลขนี้นับรวมทุกแหล่ง
  • ผลข้างเคียงของแคลเซียมเสริมที่ DRI ไทยระบุ คือ ท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูก และรบกวนการดูดซึมเหล็กและสังกะสี
  • งานรวม 15 งานทดลอง (BMJ 2010) พบกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มในกลุ่มที่ได้แคลเซียมเสริม แต่หน่วยงานด้านกระดูกและหัวใจของสหรัฐ (2016) สรุปว่าในผู้ใหญ่สุขภาพดียังไม่พบความสัมพันธ์เมื่อแคลเซียมรวมไม่เกินขีดสูงสุด
  • ต้องถามแพทย์ก่อน ถ้าเป็นโรคไตเรื้อรัง เคยเป็นนิ่ว แคลเซียมในเลือดสูง โรคพาราไทรอยด์ หรือใช้ยาขับปัสสาวะไทอะไซด์ ไดจอกซิน
  • กินหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน ให้จดทุกอย่างที่มีแคลเซียม รวมยาลดกรดบางชนิด แล้วให้เภสัชกรช่วยนับ

แคลเซียมห้ามกินเกินวันละเท่าไร

DRI ไทย 2563 ของกรมอนามัย กำหนดปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันสำหรับผู้ใหญ่อายุ 19–50 ปี ไว้ที่ 800 มก. และอายุ 51 ปีขึ้นไป 1,000 มก. ทั้งชายและหญิง ส่วนสหรัฐ (IOM 2011 ผ่านสถาบันไลนัส พอลลิง) แนะนำผู้หญิงอายุ 51–70 ปี สูงกว่าคือ 1,200 มก.

ขีดสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (UL) ใน DRI ไทยอิงค่าของสหรัฐ คือ

  • อายุ 19–50 ปี ไม่เกิน 2,500 มก./วัน
  • อายุมากกว่า 50 ปี ไม่เกิน 2,000 มก./วัน

UL ไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องกินให้ถึง แต่เป็นเพดานที่ไม่ควรเกิน ตัวเลขนี้รวมแคลเซียมจากอาหาร นม เครื่องดื่มเสริมแคลเซียม เม็ดแคลเซียม วิตามินรวม และยาลดกรดที่มีแคลเซียม ไม่ใช่นับเฉพาะเม็ดเสริม

อ่านเรื่องปริมาณที่ควรได้แต่ละวัยต่อได้ที่ แคลเซียมวันละเท่าไร

กินแคลเซียมเกินแล้วเกิดอะไรขึ้น อาการแคลเซียมเกินเป็นอย่างไร

ผลที่เจอก่อนมักเป็นเรื่องท้องไส้ DRI ไทยระบุผลข้างเคียงของแคลเซียม เช่น ท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูก และรบกวนการดูดซึมเหล็กและสังกะสี สถาบันไลนัส พอลลิง (LPI ทบทวน ก.ย. 2560) อ้างงานที่ให้แคลเซียมเสริมวันละ 0.6–2 กรัม นาน 2–5 ปี ว่าสัมพันธ์กับอาการทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ปวดเกร็งท้อง ท้องอืด และท้องเสียมากขึ้น

แคลเซียมในเลือดสูงจากการกินเกิดได้ แต่มักมีภาวะอื่นร่วม DRI ไทยระบุว่าภาวะนี้มักพบเมื่อได้แคลเซียมมากกว่าวันละ 3,000 มก. ร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น ยาลดกรดหรือนมสด ไตทำงานบกพร่อง หรือได้วิตามินดีมาก ส่วน MedlinePlus (ทบทวน 25 ม.ค. 2569) ยกตัวอย่างภาวะ milk-alkali syndrome ว่ามักเกิดเมื่อกินแคลเซียมเสริมเกินวันละ 2,000 มก. ร่วมกับวิตามินดีขนาดสูง

LPI ระบุว่าไม่พบภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจากการกินแคลเซียมที่มีอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร และกลุ่มที่เสี่ยงต่อกลุ่มอาการแคลเซียม-ด่าง (calcium-alkali syndrome) ในปัจจุบัน ได้แก่ หญิงวัยหมดประจำเดือน หญิงตั้งครรภ์ ผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรคบูลิเมีย และผู้ฟอกไต

อาการของแคลเซียมในเลือดสูงที่ MedlinePlus ระบุ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย สับสน และปวดกระดูก แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการ มักพบจากการตรวจเลือด อ่านต่อที่ แคลเซียมในเลือดสูง

แคลเซียมเสริมทำให้เป็นโรคหัวใจจริงไหม

คำตอบตอนนี้คือ “ยังถกเถียง” ยังสรุปไม่ได้ทั้งสองทาง ข้อมูลที่มีแบ่งเป็นสองฝั่ง

ฝั่งที่พบความเสี่ยงเพิ่ม

  • การวิเคราะห์รวม 15 งานทดลอง (Bolland, BMJ 2010) ในกลุ่มที่ได้แคลเซียมเสริมโดยไม่ได้ร่วมกับวิตามินดี จากข้อมูลรายคน 8,151 คน พบกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้น (HR 1.31) แต่สโตรกและการเสียชีวิตไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ
  • LPI สรุปงานสังเกตบางงานที่พบความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย และการวิเคราะห์รองของงานทดลอง Auckland Calcium Study ในหญิงวัยหมดประจำเดือนสุขภาพดี 1,471 คน ที่พบกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้แคลเซียม

ฝั่งที่ไม่พบความเสี่ยงเพิ่ม

  • งาน CAIFOS ในหญิงสูงอายุ (อายุมัธยฐาน 75 ปี) ที่ได้แคลเซียมวันละ 1,200 มก. นาน 5 ปี ไม่พบโรคหลอดเลือดหรือการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น (สรุปโดย LPI)
  • การวิเคราะห์รวม 18 งานทดลองในหญิงวัยหมดประจำเดือน 63,563 คน ไม่พบความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่ม แต่ LPI เตือนว่าเป็นผลรองของงานที่ไม่ได้ออกแบบมาวัดเรื่องหัวใจโดยตรง จึงต้องแปลผลอย่างระมัดระวัง
  • มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งชาติสหรัฐ (NOF) ร่วมกับสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันด้านหัวใจของสหรัฐ (ASPC) ปี 2016 สรุปด้วยหลักฐานระดับปานกลางว่า แคลเซียมจากอาหารหรือเม็ดเสริม (มีหรือไม่มีวิตามินดี) ไม่สัมพันธ์ทั้งทางดีและทางเสียกับโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิต ในผู้ใหญ่สุขภาพดี เมื่อแคลเซียมรวมไม่เกินขีดสูงสุด

แปลว่าอะไรสำหรับเรา ข้อสรุปของ NOF/ASPC ใช้กับผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ได้แคลเซียมรวมไม่เกิน UL ไม่ได้ครอบคลุมคนที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มแคลเซียมเสริม และไม่ควรตีความว่า “แคลเซียมเสริมทำให้หัวใจวาย” หรือ “พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยต่อหัวใจ” ทั้งสองแบบ

ทำไมแนะนำให้ได้แคลเซียมจากอาหารก่อน

LPI ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้ได้แคลเซียมจากอาหารเป็นหลัก เพราะอาหารมีสารอาหารอื่นที่ช่วยร่างกายใช้แคลเซียม และแคลเซียมเสริมอาจจำเป็นในคนที่ได้จากอาหารไม่พอ เหตุผลอื่นที่มีหลักฐานรองรับ

  • แคลเซียมจากอาหารไม่พบว่าทำให้แคลเซียมในเลือดสูง (LPI)
  • แคลเซียมจากอาหารไม่เพิ่มนิ่ว NIDDK ระบุว่าแคลเซียมจากอาหารไม่เพิ่มโอกาสเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลต ขณะที่งาน WHI ซึ่งให้แคลเซียมเม็ด 1,000 มก. ร่วมวิตามินดี 400 IU ต่อวัน พบนิ่วไตเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 17
  • งาน Bolland ใน BMJ 2015 พบว่าแคลเซียมจากอาหารไม่สัมพันธ์กับความเสี่ยงกระดูกหักในผู้อายุเกิน 50 ปี ส่วนหลักฐานว่าแคลเซียมเสริมป้องกันกระดูกหัก ผู้วิจัยสรุปว่า “อ่อนและไม่สอดคล้อง”

แหล่งแคลเซียมในอาหารไทยที่ DRI ไทยระบุ ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์นม เต้าหู้ที่ตกตะกอนด้วยแคลเซียม และผักใบเขียวที่ออกซาเลตต่ำ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู อ่านเมนูเพิ่มที่ อาหารไทยที่มีแคลเซียม

ใครต้องระวังเป็นพิเศษก่อนกินแคลเซียมเสริม

  • โรคไตเรื้อรังหรือฟอกไต NIDDK ระบุว่าแคลเซียมในเลือดที่สูงทำลายหลอดเลือดได้ และแนะนำให้ปรึกษาบุคลากรสุขภาพก่อนใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริม ผู้ฟอกไตทีมรักษาจะปรับตามผลเลือด อ่านต่อที่ ไตเสื่อมกับกระดูก
  • เป็นหรือเคยเป็นนิ่ว อ่านรายละเอียดที่ แคลเซียมเสริมกับนิ่ว
  • แคลเซียมในเลือดสูง หรือโรคพาราไทรอยด์ อ่านที่ พาราไทรอยด์สูง
  • ใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ LPI ระบุว่าการกินแคลเซียมเสริมร่วมกับยานี้เพิ่มความเสี่ยงแคลเซียมในเลือดสูง ห้ามหยุดยาความดันเอง ให้แจ้งแพทย์
  • ใช้ยาไดจอกซิน (digoxin) LPI ระบุว่าแคลเซียมเสริมขนาดสูงอาจเพิ่มโอกาสหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนหรือเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาเหล็ก แคลเซียมลดการดูดซึมยาเหล่านี้ได้ ระยะห่างขึ้นกับชนิดยา ให้เภสัชกรกำหนดเวลา
  • ได้วิตามินดีขนาดสูงจากแพทย์ ต้องนับรวมกับแคลเซียมทุกแหล่ง อ่านเรื่องขีดสูงสุดของวิตามินดีที่ วิตามินดีกินเกินได้ไหม

กินหลายผลิตภัณฑ์ที่มีแคลเซียมพร้อมกัน นับรวมอย่างไร

ผู้สูงอายุหลายบ้านกินทั้งนมเสริมแคลเซียม วิตามินรวม แคลเซียมเม็ด และยาลดกรดในเวลาเดียวกัน วิธีนับแบบง่าย

  1. จดทุกอย่างที่มีแคลเซียม ทั้งอาหารเสริม วิตามินรวม เครื่องดื่มเสริมแคลเซียม และยาลดกรด MedlinePlus แนะนำผู้ที่เคยแคลเซียมในเลือดสูงให้หลีกเลี่ยงยาลดกรดที่มีแคลเซียมมาก และถามแพทย์ว่ายาและสมุนไพรใดใช้ได้
  2. ดูปริมาณ “แคลเซียม” ไม่ใช่น้ำหนักสารประกอบ LPI อธิบายว่าฉลากอาหารเสริมในสหรัฐแสดงเป็นแคลเซียมธาตุ แต่ฉลากบางผลิตภัณฑ์ในไทยระบุเพียงชื่อและน้ำหนักของสารประกอบ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มก. ไม่ได้แปลว่าได้แคลเซียม 1,000 มก.
  3. ถ้าฉลากไม่บอกแคลเซียมธาตุ ให้นำกล่องไปให้เภสัชกรช่วยดู
  4. แบ่งมื้อ LPI แนะนำไม่ให้เกินครั้งละ 500 มก. ของแคลเซียมธาตุ เพื่อการดูดซึมที่ดี และแคลเซียมเสริมส่วนใหญ่ให้กินพร้อมอาหาร
  5. ประมาณแคลเซียมจากอาหารด้วย แล้วรวมกับเม็ดเสริม เทียบกับเป้าหมายวันละ 1,000 มก. และเพดาน 2,000 มก. (อายุเกิน 50 ปี)

เมื่อไรควรพบแพทย์

พบแพทย์โดยเร็ว ถ้ากินแคลเซียมหรือวิตามินดีเสริมอยู่ แล้วมีอาการที่ MedlinePlus (ทบทวน 29 ม.ค. 2569) ระบุให้ติดต่อแพทย์ในผู้ที่เคยแคลเซียมในเลือดสูง เช่น คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นผิดจังหวะ เวียนศีรษะ สับสน กระหายน้ำหรือปากแห้ง ปัสสาวะสีเข้มหรือมีเลือดปน ปวดหลังด้านใดด้านหนึ่ง ปวดท้อง หรือท้องผูกมาก

ถ้าสับสนขึ้นมาทันที ซึมลงจนปลุกยาก หรือหมดสติ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 MedlinePlus (หัวข้อปฐมพยาบาลผู้หมดสติ) ระบุว่าการหมดสติ หรือความรู้ตัวเปลี่ยนไปทันทีโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น สับสนขึ้นมาทันที ต้องถือเป็นเหตุฉุกเฉิน ส่วน LPI ระบุว่าแคลเซียมในเลือดสูงรุนแรงทำให้สับสน เพ้อ โคม่า และเสียชีวิตได้ถ้าไม่รักษา

ข้อที่ไม่ควรทำ: อย่าหยุดแคลเซียม วิตามินดี หรือยาที่แพทย์สั่งเอง โดยเฉพาะคนที่แพทย์ให้แคลเซียมหลังผ่าตัดไทรอยด์หรือพาราไทรอยด์ ให้ถามแพทย์ก่อนเสมอ

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS)

เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า แคล โปร พลัส เลข อย. 13-1-01566-5-0027 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8.5 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. · แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. · ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. · แคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. · ผงโคลอสตรุ้ม (colostrum) 25 มก. · สารสกัดโรสฮิป 24.22 มก. · คอลลาเจน ไทป์ ทู 20 มก. · สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. · สารสกัดขิง 10 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 0.5 มก. (เทียบเป็นวิตามินดีราว 50 IU หรือ 1.25 ไมโครกรัม คำนวณ)

คำเตือนบนฉลาก: ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน · ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน · เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ · ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

เรื่องการนับแคลเซียมรวม: ผลิตภัณฑ์นี้เป็นแคลเซียมเสริมร่วมกับวิตามินดี 3 จึงต้องนับรวมกับแคลเซียมจากแหล่งอื่นตามหลักในบทความนี้ ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณแคลเซียมธาตุรวม เฉพาะแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 350 มก. คิดเป็นแคลเซียมราว 44 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 89 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ส่วนแคลเซียมคีเลตและแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ฉลากไม่ให้ข้อมูลพอจะคำนวณ จึงบอกปริมาณแคลเซียมทั้งหมดที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้ ถ้ากินแคลเซียมหรือยาลดกรดตัวอื่นอยู่ด้วย ให้นำกล่องไปให้เภสัชกรช่วยดู วิตามินดีในผลิตภัณฑ์คิดเป็นราว 100 IU ต่อวัน (คำนวณ) ใครได้วิตามินดีจากแพทย์อยู่แล้วต้องนับรวมทุกแหล่ง

ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ปลอดภัยต่อหัวใจหรือมีผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจ เพราะยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้โดยตรง และไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยกระดูกหรือลดโอกาสกระดูกหัก

หลักฐานของส่วนประกอบหลัก เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูล

  • แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต — งานในอาสาสมัครชาวจีนสุขภาพดี 14 คน ใช้เม็ด 300 มก. (แคลเซียม 40 มก.) ครั้งเดียว วัดได้ว่าร่างกายดูดซึมแคลเซียมราวร้อยละ 26.5 โดยไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ อีกงานในคนหนุ่มสาวสุขภาพดีใช้ 675–4,050 มก. ครั้งเดียว และ 2,025 มก. วันละ 2 ครั้งนาน 4 วัน วัดระดับทรีโอเนตในเลือดและปัสสาวะ บทคัดย่อไม่ได้รายงานการดูดซึมหรือระดับแคลเซียม ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงในช่วงสั้น ๆ นั้น ยังไม่พบงานทดลองที่วัดผลต่อกระดูก
  • แคลเซียมเสริมในงานใหญ่ — WHI ใช้แคลเซียม 1,000 มก. ร่วมวิตามินดี 400 IU ต่อวัน (แคลเซียมราว 11 เท่าของส่วนที่คำนวณได้จากทรีโอเนต คำนวณ) งาน Auckland และ CAIFOS ที่กล่าวถึงข้างต้นใช้วันละ 1,000 และ 1,200 มก. ตามลำดับ
  • วิตามินดี 3 — งาน VITAL ใช้วันละ 2,000 IU (20 เท่าของในแคปซูล คำนวณ) ไม่ลดกระดูกหักในคนที่ไม่ได้ขาดวิตามินดี
  • ขมิ้นชัน — งานไทยในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมใช้สารสกัดวันละ 1,500 มก. นาน 4 สัปดาห์ (ราว 47 เท่าของ 32 มก. ต่อวันในแคปซูล คำนวณ)

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • เป็นโรคนิ่ว หรือท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากห้าม (ผู้ที่เคยเป็นนิ่วในไต ทางเดินปัสสาวะ หรือถุงน้ำดี ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน)
  • โรคไตเรื้อรัง ฟอกไต แคลเซียมในเลือดสูง โรคพาราไทรอยด์: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ใช้ยาขับปัสสาวะไทอะไซด์ หรือไดจอกซิน: แจ้งแพทย์
  • ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนหรือเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาเหล็ก: ให้เภสัชกรกำหนดเวลากิน
  • ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด เลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: มีขมิ้นชันและขิง ต้องปรึกษาแพทย์
  • โรคตับ หรือมีอาการตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย คลื่นไส้: หยุดและพบแพทย์ เพราะมีรายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน
  • แพ้นมวัว: มีโคลอสตรุ้ม · แพ้หอยหรืออาหารทะเล: มีแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยากระดูกพรุน ยาเกาต์ ยาแก้ปวดข้อ: ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง

ผลิตภัณฑ์นี้มีแคลเซียม ขมิ้นชัน และขิง ฉลากระบุว่าผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน และห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่เป็นโรคไต ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยากระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจมวลกระดูกหรือการรักษาของแพทย์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าแคลโปรพลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยากระดูกพรุน ยาไทรอยด์ ยาโรคไต ยาขับปัสสาวะ วิตามินดีหรือแคลเซียมที่แพทย์สั่ง และยาแก้ปวด แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจมวลกระดูกหรือการรักษาของแพทย์

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ หกล้มแล้วปวดสะโพกมาก ลงน้ำหนักหรือเดินไม่ได้ ขาผิดรูปหรือสั้นลง · ปวดหลังแล้วกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ · ขาอ่อนแรงหรือชาขึ้นมาทันที · สับสนขึ้นมาทันที ซึมลงจนปลุกยาก หรือหมดสติ · ชักหรือหายใจลำบาก · เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ถ้าข้อหรือเข่าปวดมากขึ้นมาทันที บวม แดง ร้อน หรือปวดข้อแล้วมีไข้หรือหนาวสั่น อาจเป็นข้ออักเสบติดเชื้อ ต้องไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA CAL PRO PLUS ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มิลลิกรัม

BETA CAL PRO PLUSเบต้าแคลโปรพลัส

เลข อย. 13-1-01566-5-0027

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 1,590 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ BETA CAL PRO PLUS →

คำถามที่พบบ่อย

แคลเซียมห้ามกินเกินวันละเท่าไร

ผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ปี ขีดสูงสุดคือวันละ 2,000 มก. และอายุ 19–50 ปี วันละ 2,500 มก. ตาม DRI ไทย 2563 ซึ่งอิงค่าของสหรัฐ ตัวเลขนี้นับรวมแคลเซียมจากอาหาร นม เม็ดเสริม วิตามินรวม และยาลดกรดที่มีแคลเซียม

อาการแคลเซียมเกินเป็นอย่างไร

ที่พบจากแคลเซียมเสริมคือท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูก ถ้าแคลเซียมในเลือดสูงอาจคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง สับสน แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการและพบจากการตรวจเลือด

แคลเซียมเสริมทำให้เป็นโรคหัวใจจริงไหม

ยังถกเถียง งานรวมใน BMJ ปี 2010 พบกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มในกลุ่มที่ได้แคลเซียมเสริม แต่หน่วยงานด้านกระดูกและหัวใจของสหรัฐปี 2016 สรุปว่าในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ได้แคลเซียมรวมไม่เกินขีดสูงสุด ยังไม่พบความสัมพันธ์ ผู้เป็นโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ทำไมควรได้แคลเซียมจากอาหารก่อน

แคลเซียมจากอาหารไม่พบว่าทำให้แคลเซียมในเลือดสูง และไม่เพิ่มนิ่ว ขณะที่แคลเซียมเม็ด 1,000 มก. ร่วมวิตามินดีในงาน WHI พบนิ่วไตเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 17 อาหารไทยที่มีแคลเซียม เช่น นม เต้าหู้ที่ตกตะกอนด้วยแคลเซียม คะน้า ตำลึง

กินแคลเซียมหลายยี่ห้อพร้อมกันได้ไหม

ต้องนับรวมทุกแหล่งไม่ให้เกินขีดสูงสุด ดูปริมาณแคลเซียมธาตุ ไม่ใช่น้ำหนักสารประกอบ ถ้าฉลากไม่ระบุให้ถามเภสัชกร และผู้ที่ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยากระดูกพรุน ต้องให้เภสัชกรกำหนดเวลากินห่างจากแคลเซียม

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-20

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท