บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ BETA CAL PRO PLUS

เกาต์เทียมคืออะไร เกิดจากอะไร ต่างจากเกาต์แท้อย่างไร ห้ามกินอะไร

คำตอบสั้น: เกาต์เทียม (CPPD หรือ pseudogout) คือข้ออักเสบจากผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟตที่สะสมในกระดูกอ่อนของข้อ MedlinePlus ระบุว่าผลึกนี้ไม่ได้เกิดจากกรดยูริกต่างจากเกาต์แท้ ACR ระบุว่าพบบ่อยในคนอายุเกิน 60 ปี และข้อที่เป็นบ่อยที่สุดคือเข่า MedlinePlus เพิ่มข้อมือ ข้อเท้า และไหล่ และระบุว่าไม่ค่อยเป็นที่ข้อโคนนิ้วโป้งเท้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยของเกาต์แท้ แหล่งข้อมูลที่เราเปิดตรวจไม่ได้ระบุยาลดกรดยูริกเป็นการรักษาเกาต์เทียม และ ACR ระบุว่ายังไม่มีการรักษาที่ละลายผลึกนี้ได้ การรักษาจึงมุ่งลดการอักเสบ ส่วนคำถามว่ากินแคลเซียมจากอาหารแล้วเป็นเกาต์เทียมไหม แหล่งที่เราเปิดตรวจไม่ได้ระบุว่าแคลเซียมจากอาหารเป็นสาเหตุ และไม่ได้ให้รายการอาหารที่ห้ามกิน

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • สาเหตุ: ผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟตสะสมในกระดูกอ่อนข้อ ไม่ใช่ผลึกยูริก
  • ใครเป็นบ่อย: ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุเกิน 60 ปี (ACR)
  • ข้อที่เป็นบ่อย: เข่ามากที่สุด (ACR) และพบที่ข้อมือ ข้อเท้า ไหล่ (MedlinePlus) ไม่ค่อยเป็นที่นิ้วโป้งเท้า
  • โรคที่พบร่วม: พาราไทรอยด์ผิดปกติ แมกนีเซียมต่ำ ภาวะเหล็กเกิน (ฮีโมโครมาโตซิส) ไตวายที่ต้องฟอกไต
  • วินิจฉัย: เจาะน้ำในข้อหาผลึก เอกซเรย์ หรืออัลตราซาวด์
  • รักษา: ดูดน้ำออกจากข้อ ฉีดสเตียรอยด์ ยาต้านอักเสบ โคลชิซีน ตามที่แพทย์เลือก
  • ยาลดกรดยูริก: ไม่อยู่ในรายการรักษาเกาต์เทียมของแหล่งที่เราตรวจ ห้ามซื้อมากินเอง

เกาต์เทียมคืออะไร

ACR (วิทยาลัยแพทย์โรคข้อแห่งสหรัฐฯ ปรับปรุง ก.พ. 2568) อธิบายว่าเกาต์เทียมหรือ CPPD (calcium pyrophosphate deposition) เป็นข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต (CPP) ไปเกาะในกระดูกอ่อนของข้อ แล้วกระตุ้นให้อักเสบ

MedlinePlus (ทบทวน 16 ม.ค. 2569) ระบุว่าเช่นเดียวกับเกาต์ ผลึกเกิดขึ้นในข้อ แต่ผลึกไม่ได้เกิดจากกรดยูริก และเรียกการสะสมแคลเซียมที่เห็นในเอกซเรย์เข่าว่าภาวะหินปูนในกระดูกอ่อน (chondrocalcinosis)

ข้อที่ควรรู้คือ MedlinePlus ระบุว่าคนส่วนใหญ่ที่มีผลึกสะสมไม่มีอาการเลย หลายคนรู้จากการเอกซเรย์เข่าด้วยเหตุผลอื่น

เกาต์เทียมเกิดจากอะไร ใครเสี่ยง

ACR ระบุว่ายังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้เกิดผลึก แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่รู้แล้ว

  • อายุ ACR ระบุว่าพบบ่อยในคนอายุเกิน 60 ปี MedlinePlus อธิบายว่าเกาต์เทียมเกิดในผู้สูงอายุเป็นหลัก เพราะข้อเสื่อมเพิ่มขึ้นตามอายุ และความเสียหายของข้อทำให้ผลึกสะสมง่ายขึ้น
  • โรคต่อมพาราไทรอยด์ ทั้ง ACR และ MedlinePlus ระบุ อ่านเรื่องพาราไทรอยด์ที่ พาราไทรอยด์ทำงานเกิน แคลเซียมในเลือดสูง
  • แมกนีเซียมในเลือดต่ำ (ACR)
  • ภาวะเหล็กเกินจากกรรมพันธุ์ (ฮีโมโครมาโตซิส) (ACR, MedlinePlus)
  • ไตวายที่ต้องฟอกไต (MedlinePlus)
  • โรคกรรมพันธุ์ที่พบน้อย ACR ระบุ เช่น กลุ่มอาการกิเทลแมน (โรคไตกรรมพันธุ์) ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจากกรรมพันธุ์ชนิดขับแคลเซียมทางปัสสาวะต่ำ และภาวะไฮโปฟอสฟาเตเซีย
  • ข้อเสื่อมหรือเกาต์อยู่แล้ว ACR ระบุว่ามักพบผลึก CPP ในข้อของคนที่เป็นข้อเสื่อมหรือเกาต์

MedlinePlus ระบุว่าการกำเริบอาจถูกกระตุ้นด้วยการบาดเจ็บที่ข้อ หรือความเครียดทางกายจากการเจ็บป่วย

เพราะมีโรคที่พบร่วม MedlinePlus ระบุว่าแพทย์อาจตรวจเลือดคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเกาต์เทียมจึงควรถามแพทย์ว่าต้องตรวจหาโรคเหล่านี้หรือไม่

อาการเกาต์เทียมเป็นอย่างไร

  • ปวด บวม ร้อน แดง ที่ข้อ (MedlinePlus) ACR ใช้คำว่าปวดข้อรุนแรง
  • มักเป็นข้อเดียวแบบเฉียบพลัน MedlinePlus ระบุว่าในผู้สูงอายุ เกาต์เทียมเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของข้ออักเสบเฉียบพลันข้อเดียว
  • ระยะเวลา ACR ระบุว่าการกำเริบโดยทั่วไปอาจนาน 7–14 วัน ส่วน MedlinePlus ระบุว่าในบางคนอาการปวดข้ออาจนานเป็นเดือน และระหว่างกำเริบอาจไม่มีอาการ
  • ที่กระดูกสันหลัง MedlinePlus ระบุว่าเกาต์เทียมเกิดที่กระดูกสันหลังส่วนบนและล่างได้ ถ้ากดเส้นประสาทอาจปวดร้าวไปแขนหรือขา
  • ถ้าไม่รักษา ACR ระบุว่าอาจกำเริบซ้ำ ข้ออักเสบเรื้อรัง กระดูกอ่อนเสียหาย และปวดต่อเนื่อง MedlinePlus ระบุว่าบางคนข้อเสียหายรุนแรง

อาการเหล่านี้คล้ายเกาต์ ข้อเสื่อม และรูมาตอยด์ MedlinePlus จึงระบุว่าต้องตรวจน้ำในข้อหาผลึกเพื่อแยกโรค อ่านเรื่องเข่าบวมจากสาเหตุต่าง ๆ ที่ เข่าบวม

เกาต์เทียมต่างจากเกาต์แท้อย่างไร

  • ผลึก เกาต์แท้เกิดจากผลึกยูเรต (กรดยูริก) รูปเข็ม (NIAMS) ส่วนเกาต์เทียมเกิดจากผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต (ACR, MedlinePlus)
  • ข้อที่เป็นบ่อย เกาต์แท้มักเริ่มที่นิ้วโป้งเท้า (NIAMS) ส่วนเกาต์เทียมเป็นที่เข่าบ่อยที่สุด (ACR) และ MedlinePlus ระบุว่าไม่ค่อยเป็นที่ข้อโคนนิ้วโป้งเท้า
  • อายุ เกาต์แท้มักเริ่มวัยกลางคน (NIAMS) เกาต์เทียมพบบ่อยหลังอายุ 60 ปี (ACR)
  • ผลเลือด กรดยูริกในเลือดช่วยประเมินเกาต์แท้ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเกาต์เทียม แพทย์อาจตรวจเลือดหาโรคที่พบร่วมแทน (MedlinePlus)
  • การรักษาระยะยาว เกาต์แท้มียาลดกรดยูริกเพื่อลดผลึก เป้าหมายยูริกต่ำกว่า 6 มก./ดล. (แนวทางไทย 2569, ACR 2020) ส่วนเกาต์เทียม ACR ระบุว่ายังไม่มีการรักษาที่ละลายผลึก CPP และ MedlinePlus ระบุว่าไม่มีการรักษาที่กำจัดผลึกออกได้

สองโรคนี้เป็นพร้อมกันได้ ACR ระบุว่ามักพบผลึก CPP ในข้อของคนที่เป็นเกาต์ การเจาะน้ำในข้อจึงสำคัญ อ่านเรื่องเกาต์แท้ที่ เกาต์อาการเริ่มต้น และ กรดยูริกสูงคืออะไร

แพทย์วินิจฉัยเกาต์เทียมอย่างไร

MedlinePlus และ ACR ระบุการตรวจไว้ดังนี้

  • เจาะน้ำในข้อ ตรวจหาเม็ดเลือดขาวและผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต เป็นวิธียืนยันโรค
  • เอกซเรย์ข้อ ดูความเสียหายของข้อและหินปูนในช่องข้อ
  • อัลตราซาวด์ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ACR ระบุว่าเอกซเรย์กับอัลตราซาวด์ใช้บ่อยที่สุด ส่วนเอ็มอาร์ไอดูเหมือนไวน้อยกว่า
  • ซีทีหรือเอ็มอาร์ไอ ถ้าจำเป็น
  • ตรวจเลือด คัดกรองโรคที่พบร่วม

เกาต์เทียมรักษาอย่างไร

ACR และ MedlinePlus ระบุทางเลือกที่แพทย์ใช้

  • ดูดน้ำออกจากข้อ เพื่อลดแรงดันในข้อ
  • ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ โดยเฉพาะข้อที่บวมมาก
  • สเตียรอยด์ชนิดกิน เมื่อบวมหลายข้อ
  • ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ลดปวด
  • โคลชิซีน ใช้ช่วงกำเริบ และ MedlinePlus ระบุว่าอาจช่วยป้องกันการกำเริบซ้ำ
  • ยาอื่น ACR ระบุยาแอนาคินรา (ยายับยั้งอินเตอร์ลิวคิน-1) MedlinePlus ระบุว่าเกาต์เทียมเรื้อรังหลายข้ออาจใช้เมโธเทรกเซตหรือไฮดรอกซีคลอโรควิน
  • ป้องกันการกำเริบ ACR ระบุว่าผู้ที่กำเริบบ่อยอาจพิจารณาโคลชิซีน NSAIDs หรือสเตียรอยด์ขนาดต่ำ โดยคุยกับแพทย์โรคข้อตามความเหมาะสมของแต่ละคน
  • กายภาพบำบัด ACR ระบุว่าแพทย์อาจส่งต่อนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด

ACR แนะนำให้พบแพทย์โรคข้อทันทีที่มีอาการ เพื่อแยกสาเหตุอื่นและเริ่มรักษา MedlinePlus ระบุว่าคนส่วนใหญ่ตอบสนองดีต่อการรักษาอาการปวดเฉียบพลัน ผู้ที่ได้ยาจากแพทย์ห้ามหยุดหรือปรับยาเอง

ยาลดกรดยูริก กับยาเกาต์เทียม ต่างกันไหม

ต่างกัน ยาลดกรดยูริก เช่น อัลโลพูรินอล ทำหน้าที่ลดยูริกในเลือดเพื่อป้องกันผลึกยูเรตในเกาต์แท้ (MedlinePlus, ACR 2020) แต่เกาต์เทียมไม่ได้เกิดจากกรดยูริก และรายการการรักษาเกาต์เทียมของ ACR และ MedlinePlus ไม่มียาลดกรดยูริกอยู่

ส่วนที่คล้ายกันคือยาลดการอักเสบช่วงกำเริบ เช่น โคลชิซีน NSAIDs และสเตียรอยด์ ใช้ได้ทั้งสองโรค แต่แพทย์ต้องเลือกตามโรคร่วม

ดังนั้น อย่านำยาลดกรดยูริกของคนในบ้านมากินเอง เพราะคิดว่าเป็นเกาต์ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคไหน ให้แพทย์เจาะน้ำในข้อตรวจ และถ้าแพทย์สั่งยาลดกรดยูริกให้อยู่แล้วเพราะเป็นเกาต์ร่วมด้วย ห้ามหยุดเอง

กินแคลเซียมแล้วเป็นเกาต์เทียมไหม

คำว่า "แคลเซียม" ในชื่อผลึกทำให้หลายคนกังวล คำตอบตามแหล่งที่เราเปิดตรวจคือ

  • ACR ระบุว่ายังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดผลึก และรายการปัจจัยเสี่ยงของ ACR กับ MedlinePlus ไม่มีการกินแคลเซียมจากอาหาร
  • ปัจจัยที่เกี่ยวกับแคลเซียมที่ ACR ระบุคือโรค เช่น ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ และภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจากกรรมพันธุ์ ไม่ใช่การกินนมหรืออาหารที่มีแคลเซียม
  • เราค้นใน PubMed ไม่พบงานในคนที่ตอบตรง ๆ ว่าแคลเซียมจากอาหารทำให้เกิดเกาต์เทียม จึงยืนยันไม่ได้ทั้งสองทาง

ผู้ที่เป็นเกาต์เทียมและมีแคลเซียมในเลือดสูง หรือโรคพาราไทรอยด์ ต้องให้แพทย์ประเมินเรื่องแคลเซียมเสริมเป็นรายคน อ่านเรื่องแคลเซียมสูงที่ แคลเซียมในเลือดสูง

เกาต์เทียมห้ามกินอะไร

แหล่งข้อมูลที่เราเปิดตรวจ (ACR, MedlinePlus) ไม่ได้ให้รายการอาหารที่ห้ามกินสำหรับเกาต์เทียม MedlinePlus ระบุว่ายังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้ที่รู้แน่ชัด แต่การรักษาโรคอื่นที่เป็นต้นเหตุอาจทำให้อาการเบาลง และการนัดติดตามสม่ำเสมออาจช่วยป้องกันข้อเสียหายถาวร

ข้อควรรู้

  • อาหารลดพิวรีนเป็นคำแนะนำของเกาต์แท้ ไม่ได้อยู่ในคำแนะนำของเกาต์เทียมในแหล่งที่เราตรวจ ถ้าเป็นทั้งสองโรค ให้ทำตามแพทย์ อ่านอาหารเกาต์แท้ที่ อาหารสำหรับคนเป็นเกาต์
  • ผู้สูงอายุที่ข้อปวดบวม มีโอกาสหกล้ม ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปและผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไปควรคุยกับแพทย์เรื่อง ตรวจมวลกระดูก

อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล

เกาต์เทียมกำเริบมีอาการคล้ายข้อติดเชื้อ ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ (NHS ให้ขอนัดแพทย์เร่งด่วนหรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วน)

  • ปวดข้อรุนแรงขึ้นมาทันที มักเป็นข้อเดียว
  • ข้อบวม
  • ผิวรอบข้อเปลี่ยนสี เช่น แดง
  • ขยับข้อได้ลำบาก
  • ปวดข้อพร้อมรู้สึกไม่สบาย มีไข้สูง หรือรู้สึกร้อนสลับหนาวสั่น

MedlinePlus ให้ติดต่อแพทย์เมื่อมีข้อบวมและปวดเป็นพัก ๆ

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS)

เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า แคล โปร พลัส เลข อย. 13-1-01566-5-0027 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8.5 กรัม) ฉลากระบุให้รับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. · แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. · ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. · แคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. · ผงโคลอสตรุ้ม (colostrum) 25 มก. · สารสกัดโรสฮิป 24.22 มก. · คอลลาเจน ไทป์ ทู 20 มก. · สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. · สารสกัดขิง 10 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 0.5 มก. (คิดเป็นราว 50 IU หรือ 1.25 ไมโครกรัม คำนวณ)

คำเตือนบนฉลาก: ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน · ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน · เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ · ฉลากระบุว่า ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

เรื่องเกาต์เทียม: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดผลึกในข้อ ลดปวด ลดการอักเสบ หรือป้องกันการกำเริบของเกาต์เทียม และไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดหรือป้องกันเกาต์เทียม ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ผู้ที่เป็นเกาต์เทียมร่วมกับโรคพาราไทรอยด์ แคลเซียมในเลือดสูง หรือไตวายที่ต้องฟอกไต ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะผลิตภัณฑ์มีแคลเซียมหลายรูปแบบ

แคลเซียมในผลิตภัณฑ์: ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณแคลเซียมธาตุรวม เฉพาะแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 350 มก. คิดเป็นแคลเซียมราว 44 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 89 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ซึ่งเป็นส่วนน้อยของปริมาณแคลเซียมที่ผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไปควรได้รับต่อวัน 1,000 มก. ตามข้อแนะนำของกรมอนามัย ส่วนแคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต 135 มก. ฉลากเขียน "(40%)" โดยไม่บอกว่าเป็นร้อยละของอะไร และแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. ก็ไม่ชัดว่าเป็นน้ำหนักผงหรือแคลเซียม จึงคำนวณปริมาณแคลเซียมจากสองส่วนนี้ไม่ได้ แหล่งแคลเซียมหลักยังควรมาจากอาหาร

เทียบปริมาณในแคปซูลกับขนาดที่ใช้ในงานวิจัย

  • สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. (32 มก. ต่อวัน คำนวณ) — งานที่อ้างบ่อยเป็นงานไทยในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม 367 คน ไม่ใช่เกาต์เทียม ใช้สารสกัดขมิ้นชันวันละ 1,500 มก. นาน 4 สัปดาห์ เทียบกับไอบูโพรเฟน ไม่มีกลุ่มยาหลอก ขนาดในงานมากกว่าในแคปซูลราว 47 เท่า (คำนวณ) และงานทบทวนรวมปี 2025 จัดคุณภาพหลักฐานส่วนใหญ่ว่าต่ำมาก
  • แคลเซียมเสริมโดยรวม — งานใหญ่ WHI ใช้แคลเซียม 1,000 มก. ร่วมวิตามินดี 400 IU ต่อวัน มากกว่าแคลเซียมจากทรีโอเนตในแคปซูลราว 11 เท่า (คำนวณ) และพบนิ่วไตเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งของคำเตือนเรื่องนิ่ว งานนั้นไม่ได้ศึกษาเกาต์เทียม

ข้อควรระวังเรื่องขมิ้นชันและขิงกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ผลิตภัณฑ์มีสารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. และสารสกัดขิง 10 มก. ต่อแคปซูล MSKCC ระบุว่าขมิ้นชันอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น และมีรายงานเลือดออกในผู้สูงอายุที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมกับขิง ผู้ใช้ยากลุ่มนี้ หรือได้ยาแก้อักเสบกลุ่มเอ็นเสดจากแพทย์ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ห้ามหยุดยาเอง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ส่วนผู้ที่เคยเป็นนิ่ว (ไต ทางเดินปัสสาวะ ถุงน้ำดี) ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้มีท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากห้ามใช้ ขมิ้นชันมีงานในคนพบว่าทำให้ถุงน้ำดีบีบตัว
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ฟอกไต แคลเซียมในเลือดสูง หรือโรคพาราไทรอยด์: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (ควิโนโลน เตตราไซคลีน) ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต หรือยาเหล็ก: แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาเหล่านี้ ระยะห่างที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดยา ให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนดเวลา
  • ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ หรือยาไดจอกซิน: แจ้งแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ผู้มีเลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: ผลิตภัณฑ์มีขมิ้นชันและขิง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้มีโรคตับ หรือมีอาการตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย คลื่นไส้: ให้หยุดและพบแพทย์ เพราะมีรายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน
  • ผู้แพ้โปรตีนนมวัว: มีโคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง) ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้มีประวัติแพ้หอยหรืออาหารทะเล: มีแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ที่ได้วิตามินดีหรือแคลเซียมจากแพทย์อยู่แล้ว: นับรวมทุกแหล่ง และห้ามเปลี่ยนยาเอง
  • ผู้ใช้ยาแก้ปวดข้อ ยากระดูกพรุน หรือยาเกาต์: ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง

ผลิตภัณฑ์นี้มีแคลเซียม ขมิ้นชัน และขิง ฉลากระบุว่าผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน และห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่เป็นโรคไต ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยากระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจมวลกระดูกหรือการรักษาของแพทย์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าแคลโปรพลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาเกาต์ ยากระดูกพรุน ยาสเตียรอยด์ และยาต้านการแข็งตัวของเลือด แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจของแพทย์ การกายภาพบำบัด หรือการตรวจมวลกระดูก

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • หกล้มแล้วปวดสะโพกมาก
  • หกล้มแล้วลงน้ำหนักหรือเดินไม่ได้
  • ขาผิดรูปหรือสั้นลงหลังล้ม
  • บาดเจ็บที่เข่าแล้วเท้าเย็นและเขียวคล้ำ
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ออก
กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA CAL PRO PLUS ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มิลลิกรัม

BETA CAL PRO PLUSเบต้าแคลโปรพลัส

เลข อย. 13-1-01566-5-0027

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 1,590 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ BETA CAL PRO PLUS →

คำถามที่พบบ่อย

เกาต์เทียมคืออะไร

เกาต์เทียมหรือ CPPD คือข้ออักเสบจากผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟตที่สะสมในกระดูกอ่อนของข้อ MedlinePlus ระบุว่าผลึกนี้ไม่ได้เกิดจากกรดยูริก ACR ระบุว่าพบบ่อยในคนอายุเกิน 60 ปี และข้อที่เป็นบ่อยที่สุดคือเข่า

เกาต์เทียมเกิดจากอะไร

ACR ระบุว่ายังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ปัจจัยเสี่ยงที่รู้ ได้แก่ อายุมาก ข้อเสื่อม ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ แมกนีเซียมต่ำ ภาวะเหล็กเกิน ไตวายที่ต้องฟอกไต และโรคกรรมพันธุ์บางชนิด การกำเริบอาจถูกกระตุ้นด้วยการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วย

เกาต์เทียมต่างจากเกาต์แท้อย่างไร

เกาต์แท้เกิดจากผลึกกรดยูริก มักเริ่มที่นิ้วโป้งเท้า ส่วนเกาต์เทียมเกิดจากผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟต เป็นที่เข่าบ่อยที่สุด และไม่ค่อยเป็นที่ข้อโคนนิ้วโป้งเท้า สองโรคเป็นพร้อมกันได้ แพทย์แยกด้วยการเจาะน้ำในข้อหาผลึก

ยาลดกรดยูริกใช้กับเกาต์เทียมได้ไหม

รายการการรักษาเกาต์เทียมของ ACR และ MedlinePlus ไม่มียาลดกรดยูริก เพราะเกาต์เทียมไม่ได้เกิดจากกรดยูริก และ ACR ระบุว่ายังไม่มีการรักษาที่ละลายผลึกนี้ได้ แพทย์ใช้ยาลดการอักเสบ ดูดน้ำออกจากข้อ หรือฉีดสเตียรอยด์แทน

เกาต์เทียมห้ามกินอะไร กินแคลเซียมได้ไหม

ACR และ MedlinePlus ไม่ได้ให้รายการอาหารที่ห้ามกิน และไม่ได้ระบุว่าแคลเซียมจากอาหารเป็นสาเหตุ ผู้ที่มีโรคพาราไทรอยด์ แคลเซียมในเลือดสูง หรือฟอกไต ต้องให้แพทย์ประเมินเรื่องแคลเซียมเสริมเป็นรายคน

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-20

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท