บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ BETA CAL PRO PLUS

ใครควรตรวจมวลกระดูก ผู้หญิงและผู้ชายควรเริ่มตรวจอายุเท่าไร

คำตอบสั้น: ตามแนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (TOPF 2021) ผู้ที่ควรตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่อง DXA คือผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ที่อายุน้อยกว่านั้นควรตรวจเร็วขึ้นถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี เคยกระดูกหักจากการล้มเบา ๆ ตัวเตี้ยลง ใช้ยาสเตียรอยด์ ผอมมาก หรือพ่อแม่เคยสะโพกหัก การตรวจช่วยให้แพทย์ตัดสินใจว่าต้องใช้ยาหรือไม่ และควรตรวจซ้ำเมื่อไร

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • เกณฑ์อายุของไทย: หญิง 65 ปีขึ้นไป · ชาย 70 ปีขึ้นไป
  • หมดประจำเดือนก่อน 45 ปี (รวมผ่าตัดรังไข่) ควรตรวจโดยไม่ต้องรออายุ
  • อายุน้อยกว่าเกณฑ์แต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยกระดูกหักง่าย ตัวเตี้ยลง ใช้สเตียรอยด์ ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 พ่อแม่เคยสะโพกหัก ควรตรวจ
  • ตรวจแล้วแพทย์ใช้ผลร่วมกับคะแนน FRAX แบ่งระดับความเสี่ยง เพื่อเลือกว่าจะใช้ยาหรือดูแลด้วยวิธีอื่น
  • ความถี่ในการตรวจซ้ำขึ้นกับระดับความเสี่ยงและยาที่ใช้ แพทย์เป็นผู้กำหนด
  • ไม่มีอาการไม่ได้แปลว่ากระดูกไม่พรุน เพราะเป็นโรคเงียบ

ทำไมต้องตรวจ ทั้งที่ยังไม่มีอาการ

กระดูกพรุนมักไม่มีอาการจนกระดูกหัก สถาบัน NIAMS ของสหรัฐเรียกว่าโรคเงียบ อาการแรกที่หลายคนเจอคือข้อมือหักเมื่อเอามือยันพื้น สะโพกหักเมื่อล้มในบ้าน หรือตัวเตี้ยลงและหลังค่อมจากกระดูกสันหลังยุบ

มูลนิธิกระดูกพรุนนานาชาติ (IOF) ระบุว่าผู้หญิง 1 ใน 3 และผู้ชาย 1 ใน 5 ที่อายุเกิน 50 ปี จะมีกระดูกหักจากกระดูกพรุน และหลังกระดูกหักแล้ว ราวร้อยละ 80 ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษากระดูกพรุน

การตรวจมวลกระดูกจึงเป็นวิธีหาคนที่เสี่ยงก่อนกระดูกหักครั้งแรก ไม่ใช่รอให้หักก่อนแล้วค่อยรู้ อ่านเรื่องขั้นตอนการตรวจได้ที่ ตรวจมวลกระดูกคืออะไร ทำอย่างไร

ผู้หญิงและผู้ชายควรเริ่มตรวจมวลกระดูกอายุเท่าไร

แนวทาง TOPF 2021 (ตาราง 6) กำหนดข้อบ่งชี้การตรวจ DXA ไว้ดังนี้

  • ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ตรวจได้เลยตามอายุ
  • หมดประจำเดือนเร็ว ก่อนอายุ 45 ปี รวมถึงผู้ที่ผ่าตัดรังไข่จนหมดประจำเดือน
  • เคยขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนนานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปก่อนวัยหมดประจำเดือน (ไม่นับช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร) เช่น ใช้ยากลุ่ม GnRH agonist หรือประจำเดือนขาดจากโรค การออกกำลังกายหนักมาก หรือโรคกลัวอ้วน
  • ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 65 ปี และผู้ชายอายุต่ำกว่า 70 ปี ที่มีปัจจัยเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่ง (ดูหัวข้อถัดไป)
  • ก่อนเริ่มยากระดูกพรุน และ 1–2 ปีหลังเริ่มรักษา

ฝั่งสหรัฐ คณะทำงานด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (USPSTF 2025) แนะนำให้คัดกรองผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อายุน้อยกว่า 65 ปีแต่เสี่ยงสูง ส่วนผู้ชาย USPSTF สรุปว่าหลักฐานยังไม่พอจะแนะนำการคัดกรองทั่วไป แต่แนวทางไทยยังให้ผู้ชาย 70 ปีขึ้นไปตรวจได้ ผู้ชายจึงควรคุยกับแพทย์เป็นรายคน

ใครควรตรวจเร็วกว่าเกณฑ์อายุ

ถ้าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ แนวทาง TOPF ให้ตรวจ DXA ได้

  • เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกน้อย เช่น ล้มจากท่ายืนแล้วข้อมือ สะโพก หรือกระดูกสันหลังหัก
  • เอกซเรย์พบว่ากระดูกบาง หรือพบกระดูกสันหลังยุบโดยบังเอิญ
  • ส่วนสูงลดลง ตั้งแต่ 4 ซม. ขึ้นไปเมื่อเทียบกับที่จำได้ หรือตั้งแต่ 2 ซม. ขึ้นไปถ้ามีบันทึกส่วนสูงจริง
  • ใช้ยาที่ทำให้กระดูกบาง ได้แก่ ยาสเตียรอยด์ ยายับยั้งอะโรมาเทส (ใช้ในมะเร็งเต้านมบางชนิด) และยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (ใช้ในมะเร็งต่อมลูกหมากบางชนิด)
  • ดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 20 กก./ตร.ม.
  • พ่อหรือแม่เคยสะโพกหัก

โรคและยาที่ทำให้กระดูกบางได้

แนวทาง TOPF ยังมีรายชื่อโรคและยาที่เป็น "สาเหตุรอง" ของกระดูกพรุน ซึ่งแพทย์จะนำมาพิจารณาร่วม ตัวอย่างที่พบบ่อยในคนไทย

  • โรคต่อมไร้ท่อ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ พาราไทรอยด์ทำงานเกิน เบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 ภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ
  • โรคข้อและภูมิคุ้มกัน เช่น รูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ
  • โรคไตเรื้อรัง และโรคตับเรื้อรัง ภาวะดูดซึมอาหารผิดปกติ ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก
  • โรคเลือด เช่น ธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง
  • โรคระบบประสาท เช่น ลมชัก พาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง
  • ยา เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาต้านการแข็งตัวของเลือดบางชนิด ยากดภูมิคุ้มกัน ยาลดกรดกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม และยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม SSRI

การมีโรคหรือยาในรายการนี้ไม่ได้แปลว่าต้องหยุดยา ยาเหล่านี้มีความจำเป็นต่อโรคที่เป็นอยู่ ห้ามหยุดหรือลดเอง ให้บอกแพทย์ว่ากังวลเรื่องกระดูก แพทย์จะพิจารณาเรื่องการตรวจมวลกระดูกให้

ผู้ใช้สเตียรอยด์ควรรู้ไว้ว่า บทความสำหรับประชาชนของ TOPF ยกตัวอย่างผู้ที่ได้ยาเพรดนิโซโลนมากกว่าวันละ 5 มก. เป็นกลุ่มเสี่ยง ส่วนเรื่องวัยทองอ่านต่อได้ที่ วัยทองกับกระดูกพรุน

ตรวจแล้วได้ประโยชน์อะไร เปลี่ยนการรักษาอย่างไร

ผลตรวจทำให้แพทย์แบ่งระดับความเสี่ยงได้ และแต่ละระดับดูแลต่างกัน ตามแนวทาง TOPF 2021

  • เสี่ยงต่ำ (ไม่เคยกระดูกหักง่าย T-score ตั้งแต่ −1.0 ขึ้นไป และโอกาสสะโพกหักใน 10 ปีต่ำกว่า 3%) และเสี่ยงปานกลาง (T-score อยู่ระหว่าง −1.0 ถึง −2.5 และโอกาสสะโพกหักต่ำกว่า 3%) ยังไม่แนะนำยากระดูกพรุน ให้ได้แคลเซียมและวิตามินดีเพียงพอ ปรับพฤติกรรม และประเมินซ้ำใน 2–5 ปี
  • เสี่ยงสูง (เคยกระดูกสันหลังหรือสะโพกหักจากแรงน้อย หรือ T-score −2.5 หรือต่ำกว่า หรือ T-score ช่วงกระดูกบางร่วมกับโอกาสสะโพกหักตั้งแต่ 3% ขึ้นไป) แนะนำยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตเป็นยาแรก มีเดโนซูแมบเป็นทางเลือก
  • เสี่ยงสูงมาก เช่น เพิ่งสะโพกหักภายใน 12 เดือนในผู้อายุ 65 ปีขึ้นไปที่ T-score ต่ำ หรือกระดูกสันหลังหักหลายระดับ แพทย์อาจพิจารณายากลุ่มสร้างกระดูก

ทุกระดับความเสี่ยง TOPF ให้ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและฝึกกล้ามเนื้อ เลิกบุหรี่ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และประเมินความเสี่ยงหกล้ม รายละเอียดเรื่องยาอ่านที่ ยากระดูกพรุนมีอะไรบ้าง

ควรตรวจซ้ำทุกกี่ปี

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน แต่แนวทางให้กรอบไว้ดังนี้

  • ผู้ที่เสี่ยงต่ำถึงปานกลางและยังไม่ใช้ยา TOPF ให้ประเมินความเสี่ยงซ้ำใน 2–5 ปี
  • ผู้ที่เริ่มยากระดูกพรุน TOPF ให้ตรวจ DXA ก่อนเริ่มยา และ 1–2 ปีหลังเริ่มรักษา
  • ผู้ที่ใช้ยาบิสฟอสโฟเนตมานาน TOPF ให้ประเมินความเสี่ยงใหม่เมื่อใช้ยากินครบ 5 ปี หรือยาฉีดเข้าหลอดเลือดครบ 3 ปี เพื่อตัดสินว่าจะใช้ต่อหรือพักยา
  • ISCD (2023) ระบุว่าระยะห่างของการตรวจซ้ำต้องกำหนดเป็นรายคน ตามอายุ ผลครั้งแรก ชนิดยา และโรคร่วม และอาจต้องตรวจถี่ขึ้นในผู้ที่ใช้สเตียรอยด์ ยายับยั้งอะโรมาเทส ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย หรือนอนติดเตียงนาน
  • ถ้ากระดูกหักใหม่หรือมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ ISCD ให้ตรวจซ้ำ แต่ห้ามให้การรอตรวจไปเลื่อนการรักษา

การตรวจถี่เกินไปไม่ได้ช่วยอะไร เพราะมวลกระดูกเปลี่ยนช้า การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอาจอยู่ในช่วงความคลาดเคลื่อนของเครื่อง อ่านเรื่องนี้ต่อที่ อ่านผล T-score Z-score

ผลประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก (FRAX) คืออะไร

FRAX คือเครื่องมือคำนวณโอกาสกระดูกหักใน 10 ปีข้างหน้า อยู่บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ สหราชอาณาจักร และมีแบบสำหรับประเทศไทยให้เลือก

ข้อมูลที่ใช้คำนวณ ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ประวัติกระดูกหัก พ่อแม่เคยสะโพกหักหรือไม่ การสูบบุหรี่ การใช้สเตียรอยด์ โรครูมาตอยด์ สาเหตุรองของกระดูกพรุน การดื่มแอลกอฮอล์ และค่ามวลกระดูกที่คอกระดูกสะโพก (ถ้ามี)

วิธีที่แนวทางไทยใช้ FRAX

  • ใช้ได้ทั้งก่อนและหลังตรวจ DXA TOPF ให้ประเมินด้วย FRAX แบบไม่ใส่ค่ามวลกระดูกได้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เพื่อช่วยดูว่าควรตรวจต่อหรือไม่
  • เกณฑ์ที่ TOPF ใช้คือโอกาสสะโพกหักใน 10 ปีตั้งแต่ 3% ขึ้นไป ถ้าค่า T-score อยู่ในช่วงกระดูกบางแต่ FRAX ถึงเกณฑ์นี้ ให้ถือว่าเป็นกระดูกพรุนและเสี่ยงสูง
  • TOPF ไม่ได้ใช้ค่าโอกาส "กระดูกหักสำคัญ" ของ FRAX เพราะข้อมูลคนไทยยังจำกัด

ผู้อ่านลองคำนวณเองได้ แต่ควรนำตัวเลขไปคุยกับแพทย์ ไม่ควรตัดสินใจเรื่องยาเองจากผล FRAX

ผู้ชายควรตรวจไหม

ผู้ชายเป็นกระดูกพรุนได้ ข้อมูล TOPF ระบุความชุกในผู้ชายไทยราวร้อยละ 10 แนวทางไทยให้ผู้ชาย 70 ปีขึ้นไปตรวจได้ และผู้ชายที่อายุน้อยกว่าแต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ใช้สเตียรอยด์ ใช้ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย เคยกระดูกหักง่าย ก็ควรตรวจ

สมาคม ISCD ระบุว่าผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปีวินิจฉัยกระดูกพรุนจากค่ามวลกระดูกอย่างเดียวไม่ได้ แพทย์จะดูค่า Z-score และหาสาเหตุรองแทน

ต้องไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อไร

ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • หกล้มแล้วปวดสะโพกมาก ลงน้ำหนักหรือเดินไม่ได้
  • ขาผิดรูปหรือสั้นลงหลังล้ม
  • ปวดหลังหลังล้มหรือถูกกระแทกแรง
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ขึ้นมาทันที
  • ขาอ่อนแรงหรือชาขึ้นมาทันที

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS)

เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า แคล โปร พลัส เลข อย. 13-1-01566-5-0027 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8.5 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. · แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. · ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. · แคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. · ผงโคลอสตรุ้ม (colostrum) 25 มก. · สารสกัดโรสฮิป 24.22 มก. · คอลลาเจน ไทป์ ทู 20 มก. · สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. · สารสกัดขิง 10 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 0.5 มก. (เทียบเป็นวิตามินดีราว 50 IU หรือ 1.25 ไมโครกรัม คำนวณ)

คำเตือนบนฉลาก: ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน · ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน · เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ · ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

ปริมาณแคลเซียมและวิตามินดี: ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณแคลเซียมธาตุรวม เฉพาะแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 350 มก. คิดเป็นแคลเซียมราว 44 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 89 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ซึ่งเป็นส่วนน้อยของปริมาณแคลเซียมที่ผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไปควรได้รับต่อวัน 1,000 มก. ตามข้อแนะนำของกรมอนามัย แหล่งแคลเซียมหลักยังควรมาจากอาหาร ส่วนแคลเซียมจากคีเลตและเปลือกหอยมุก ฉลากไม่ได้ให้ข้อมูลพอจะคำนวณได้ วิตามินดีในผลิตภัณฑ์คิดเป็นราว 100 IU ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) น้อยกว่าปริมาณที่คนไทยอายุ 51–70 ปีควรได้รับต่อวัน (600 IU) หลายเท่า

เรื่องการตัดสินใจตรวจมวลกระดูก: การกินแคลเซียมเสริมไม่ได้ทำให้ใครพ้นจากเกณฑ์ที่ควรตรวจ ผู้ที่อายุถึงเกณฑ์หรือมีปัจจัยเสี่ยงตามแนวทาง TOPF ยังควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจ DXA เหมือนเดิม ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดความจำเป็นในการตรวจมวลกระดูก หรือลดโอกาสกระดูกหัก

หลักฐานของส่วนประกอบที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เทียบปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยกับปริมาณในแคปซูล

  • แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 350 มก. — งานในคนที่พบมีเพียงการวัดการดูดซึมในอาสาสมัครชาวจีนสุขภาพดี 14 คน (ราวร้อยละ 26.5) และความปลอดภัยระยะสั้นในคนหนุ่มสาว ไม่พบงานทดลองที่วัดมวลกระดูกหรือกระดูกหัก
  • แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. — ฉลากไม่ได้บอกว่า "40%" หมายถึงร้อยละของอะไร จึงคำนวณปริมาณแคลเซียมจริงไม่ได้ และไม่พบงานวิจัยในคนที่ระบุสัดส่วนแคลเซียมของสารชนิดนี้
  • แคลเซียมเสริมโดยรวม — คณะทำงาน USPSTF (2018) ไม่แนะนำแคลเซียมไม่เกิน 1,000 มก. ร่วมกับวิตามินดีไม่เกิน 400 IU เพื่อป้องกันกระดูกหักครั้งแรกในหญิงวัยหมดประจำเดือนทั่วไป (คำแนะนำนี้ไม่ใช้กับผู้ที่เป็นกระดูกพรุนหรือเสี่ยงหกล้ม ซึ่งต้องดูแลตามแพทย์) ส่วนงานรวมของแคลเซียมเสริมพบผลต่อกระดูกหัก "อ่อนและไม่สอดคล้อง"

ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง ส่วนประกอบแต่ละตัวมีงานวิจัยในคนจำนวนจำกัด ส่วนใหญ่ใช้ปริมาณมากกว่าในแคปซูลหลายเท่า

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ส่วนผู้ที่เคยเป็นนิ่ว (ไต ทางเดินปัสสาวะ ถุงน้ำดี) ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากห้ามใช้ ขมิ้นชันทำให้ถุงน้ำดีบีบตัว
  • โรคไตเรื้อรัง ฟอกไต แคลเซียมในเลือดสูง โรคพาราไทรอยด์: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (ควิโนโลน เตตราไซคลีน) ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต หรือยาเหล็ก: แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยา ระยะห่างขึ้นกับชนิดยา ให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนดเวลา
  • ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: มีขมิ้นชันและขิง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • มีโรคตับ หรือมีอาการตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย คลื่นไส้: หยุดผลิตภัณฑ์และพบแพทย์
  • แพ้นมวัว: มีโคลอสตรุ้ม · แพ้หอยหรืออาหารทะเล: มีแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ใช้วิตามินดีหรือแคลเซียมที่แพทย์สั่งอยู่แล้ว: ให้นับรวมทุกแหล่ง และห้ามเปลี่ยนเอง

ผลิตภัณฑ์นี้มีแคลเซียม ขมิ้นชัน และขิง ฉลากระบุว่าผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน และห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่เป็นโรคไต ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยากระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจมวลกระดูกหรือการรักษาของแพทย์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าแคลโปรพลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยากระดูกพรุน ยาเกาต์ ยาสเตียรอยด์ และยาแก้ปวด แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจมวลกระดูกหรือการรักษาของแพทย์

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ หกล้มแล้วปวดสะโพกมากหรือลงน้ำหนักเดินไม่ได้ ขาผิดรูปหรือสั้นลงหลังล้ม กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ขึ้นมาทันที ขาอ่อนแรงหรือชาขึ้นมาทันที เจ็บแน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ถ้ามีไข้และข้อบวมแดงร้อน อาจเป็นข้ออักเสบติดเชื้อ ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA CAL PRO PLUS ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มิลลิกรัม

BETA CAL PRO PLUSเบต้าแคลโปรพลัส

เลข อย. 13-1-01566-5-0027

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 1,590 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ BETA CAL PRO PLUS →

คำถามที่พบบ่อย

ผู้หญิงควรตรวจมวลกระดูกอายุเท่าไร

แนวทางของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (TOPF 2021) ให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปตรวจด้วยเครื่อง DXA ส่วนผู้ที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี หรืออายุน้อยกว่า 65 ปีแต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยกระดูกหักง่าย ใช้สเตียรอยด์ ผอมมาก พ่อแม่เคยสะโพกหัก ควรตรวจโดยไม่ต้องรออายุ

ผู้ชายต้องตรวจมวลกระดูกไหม

แนวทางไทยให้ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไปตรวจได้ และผู้ชายที่อายุน้อยกว่าแต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ใช้สเตียรอยด์ ใช้ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย หรือเคยกระดูกหักจากแรงน้อย ควรตรวจ ส่วน USPSTF ของสหรัฐระบุว่าหลักฐานการคัดกรองผู้ชายทั่วไปยังไม่พอ จึงควรคุยกับแพทย์เป็นรายคน

ตรวจมวลกระดูกแล้วได้ประโยชน์อะไร

แพทย์ใช้ผลร่วมกับประวัติกระดูกหักและคะแนน FRAX แบ่งระดับความเสี่ยง ผู้ที่เสี่ยงต่ำถึงปานกลางยังไม่ต้องใช้ยา ให้ดูแลเรื่องแคลเซียม วิตามินดี และพฤติกรรม ส่วนผู้ที่เสี่ยงสูงแนวทางไทยแนะนำยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตเป็นยาแรก

ตรวจมวลกระดูกควรตรวจซ้ำทุกกี่ปี

ขึ้นกับระดับความเสี่ยงและยาที่ใช้ แนวทาง TOPF ให้ผู้ที่เสี่ยงต่ำถึงปานกลางประเมินซ้ำใน 2–5 ปี และผู้ที่เริ่มยากระดูกพรุนตรวจ 1–2 ปีหลังเริ่มรักษา ผู้ใช้สเตียรอยด์หรือยาบางชนิดอาจต้องตรวจถี่กว่า แพทย์เป็นผู้กำหนด

FRAX คืออะไร

FRAX คือเครื่องมือคำนวณโอกาสกระดูกหักใน 10 ปี มีแบบสำหรับประเทศไทย ใช้อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง ประวัติกระดูกหัก การใช้สเตียรอยด์ และปัจจัยอื่น แนวทางไทยใช้เกณฑ์โอกาสสะโพกหักตั้งแต่ 3% ขึ้นไปร่วมกับค่ามวลกระดูกในการตัดสินความเสี่ยงสูง

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-20

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท