บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ MEMORA

หูตึงทำให้สมองเสื่อมจริงไหม ใส่เครื่องช่วยฟังช่วยได้แค่ไหน

คำตอบสั้น: หูตึงไม่ได้ "ทำให้" สมองเสื่อมโดยตรง แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการแก้ไขเพิ่มความเสี่ยงการเกิดสมองเสื่อมและการถดถอยของความคิดที่เร็วขึ้น แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อมของไทย พ.ศ. 2563 และรายงานคณะกรรมาธิการ Lancet ปี 2024 ก็จัดการได้ยินผิดปกติไว้ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน ส่วนเครื่องช่วยฟัง งานสังเกตพบว่าผู้ใช้มีความเสี่ยงความคิดถดถอยระยะยาวต่ำกว่า แต่งานทดลองขนาดใหญ่ ACHIEVE ผลหลักไม่พบความต่างในภาพรวมที่ 3 ปี มีเพียงการวิเคราะห์รองที่ชี้ว่าอาจช่วยในกลุ่มที่เสี่ยงสูง ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ ตรวจการได้ยินและใช้เครื่องช่วยฟังเมื่อแพทย์แนะนำ เพราะช่วยให้ฟัง สื่อสาร และใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ส่วนผลต่อความจำยังต้องรอหลักฐานเพิ่ม

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • หูตึงเป็นปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่สาเหตุ คนหูตึงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมองเสื่อม และคนที่ได้ยินปกติก็เป็นสมองเสื่อมได้
  • NIA ระบุว่ามีงานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่หูตึงมีความเสี่ยงสมองเสื่อมสูงกว่า และความสามารถด้านความคิด ความจำ และสมาธิลดลงเร็วกว่าผู้ที่ได้ยินปกติ
  • NIA ระบุว่าผู้สูงอายุราวหนึ่งในสามมีปัญหาการได้ยิน และโอกาสจะเพิ่มตามอายุ
  • งาน ACHIEVE ในผู้สูงอายุ 977 คน อายุ 70–84 ปี ให้เครื่องช่วยฟังพร้อมคำปรึกษา 3 ปี ผลหลักของทั้งกลุ่มไม่ต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบ ส่วนการวิเคราะห์รอง (ไม่ใช่ผลหลัก) ชี้ว่าอาจช่วยกลุ่มที่เสี่ยงสูง
  • หูตึงทำให้คะแนนแบบทดสอบความจำต่ำกว่าความจริงได้ เพราะฟังคำถามไม่ชัด ควรตรวจการได้ยินควบคู่กับการตรวจความจำ
  • หูดับหรือได้ยินลดลงทันที เป็นเหตุฉุกเฉิน ให้ไปโรงพยาบาลทันที

หูตึงเป็นปัจจัยเสี่ยงสมองเสื่อมที่ปรับได้ หลักฐานจากงานวิจัย

คำว่า "ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้" หมายถึงสิ่งที่พบร่วมกับโอกาสเป็นสมองเสื่อมที่สูงขึ้น และเป็นสิ่งที่แก้ไขหรือจัดการได้ ต่างจากอายุหรือพันธุกรรมที่เปลี่ยนไม่ได้

หน่วยงานที่ระบุเรื่องนี้

  • WHO ระบุในเอกสารข้อเท็จจริงเรื่องหูหนวกและการสูญเสียการได้ยินว่า เมื่อการสูญเสียการได้ยินไม่ได้รับการแก้ไข จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดสมองเสื่อมและการถดถอยของความคิดที่เร็วขึ้น และในเอกสารเรื่องสมองเสื่อม WHO แนะนำให้ใช้เครื่องช่วยฟังเมื่อจำเป็น ร่วมกับการดูแลปัจจัยอื่น เช่น ออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ คุมความดันและน้ำตาล
  • แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม พ.ศ. 2563 (สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์) จัด "การได้ยินที่ผิดปกติ" ไว้ในรายการปัจจัยเสี่ยง ร่วมกับการศึกษาน้อย ไม่ออกกำลังกาย สังคมน้อย ซึมเศร้า เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอื่น ๆ
  • รายงานคณะกรรมาธิการ Lancet ด้านการป้องกัน การดูแล และการรักษาสมองเสื่อม ปี 2024 รวมการสูญเสียการได้ยินไว้ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ (บทความนี้ไม่ยกตัวเลขสัดส่วนจากรายงาน เพราะตัวเลขเหล่านั้นเป็นการประมาณการระดับประชากร ไม่ได้บอกความเสี่ยงของคนใดคนหนึ่ง)
  • NIA ระบุว่าผู้สูงอายุที่หูตึงมีความเสี่ยงสมองเสื่อมสูงกว่า และความจำกับสมาธิลดลงเร็วกว่าผู้ที่ได้ยินปกติ

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ งานส่วนใหญ่เป็นงานสังเกต ซึ่งบอกได้ว่าสองอย่างเกิดร่วมกัน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าการแก้หูตึงจะลดสมองเสื่อมได้เท่าไร จึงไม่ควรเชื่อคำโฆษณาใดที่บอกว่าใส่เครื่องหรือกินอะไรแล้ว "กันสมองเสื่อม" ได้

ภาพรวมปัจจัยเสี่ยงอื่นอ่านได้ที่ สมองเสื่อมเกิดจากอะไร ปัจจัยเสี่ยงที่แก้ได้

ทำไมหูตึงถึงเกี่ยวกับสมอง กลไกที่ใช้อธิบาย

กลไกที่แน่ชัดยังไม่ทราบ สิ่งที่หน่วยงานสุขภาพอธิบายได้ชัดคือเส้นทางผ่านการสื่อสารและการเข้าสังคม

  • ฟังไม่ชัด จึงเลิกคุย NIA ระบุว่าผู้ที่ได้ยินไม่ดีอาจรู้สึกหงุดหงิดหรืออายที่ไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด จึงซึมเศร้าหรือแยกตัว และการสื่อสารที่ยากขึ้นนำไปสู่การพบปะผู้คนน้อยลง การแยกตัว และความเหงา
  • การแยกตัวและความเหงาเองก็สัมพันธ์กับสมอง NIA ระบุว่าทั้งสองอย่างสัมพันธ์กับการทำงานของสมองด้านความคิดที่แย่ลงและความเสี่ยงสมองเสื่อมที่สูงขึ้น อ่านต่อที่ ผู้สูงอายุเหงา อยู่คนเดียว เสี่ยงสมองเสื่อมไหม
  • ซึมเศร้าที่ตามมา เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่แนวทางไทยระบุไว้
  • สมองต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อแปลเสียงที่ไม่ชัด เป็นคำอธิบายหนึ่งที่นักวิจัยใช้ แต่ยังเป็นสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อสรุป

นอกจากนี้ NIA ระบุว่าหูตึงแม้เพียงเล็กน้อยก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงหกล้มที่สูงขึ้น และกระทบความปลอดภัย เช่น ไม่ได้ยินเสียงเตือนหรือเสียงกริ่งประตู

งานวิจัยเครื่องช่วยฟังกับการชะลอความเสื่อมพบอะไร

มีหลักฐานสองแบบที่ต้องอ่านคู่กัน

1. งานรวมงานสังเกต (Yeo และคณะ 2023 วารสาร JAMA Neurology) วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายงาน ส่วนใหญ่เป็นงานสังเกต พบว่าผู้ใช้อุปกรณ์ช่วยการได้ยิน เช่น เครื่องช่วยฟังหรือประสาทหูเทียม มีความเสี่ยงความคิดถดถอยระยะยาวต่ำกว่าผู้ที่หูตึงแต่ไม่ได้แก้ไข ราว 19% NIA ก็อ้างผลแนวนี้ไว้ ข้อจำกัดคือคนที่เลือกใส่เครื่องอาจมีสุขภาพหรือฐานะดีกว่าอยู่แล้ว จึงสรุปเป็นเหตุและผลไม่ได้

2. งานทดลองแบบสุ่ม ACHIEVE (Lin และคณะ 2023 วารสาร Lancet) ผู้สูงอายุอายุ 70–84 ปีที่หูตึงและยังไม่มีปัญหาความคิดชัดเจน 977 คน สุ่มให้ได้รับคำปรึกษาด้านการได้ยินพร้อมเครื่องช่วยฟัง หรือได้รับความรู้สุขภาพทั่วไป ติดตาม 3 ปี

  • ผลหลักของทั้งกลุ่ม: การถดถอยของความคิดไม่ต่างกัน
  • การวิเคราะห์รอง (sensitivity analysis ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ผลหลัก) พบว่าผลต่างกันระหว่างสองกลุ่มประชากรในงาน ผู้วิจัยตีความว่าการดูแลการได้ยินอาจลดการเปลี่ยนแปลงของความคิดในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง แต่ไม่ใช่ในกลุ่มที่ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งยังต้องยืนยันด้วยงานต่อไป
  • ไม่พบผลไม่พึงประสงค์ที่สำคัญจากการศึกษา

อ่านรวมแล้วได้ข้อสรุปว่า การรักษาการได้ยินเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะช่วยการฟังและการใช้ชีวิตโดยตรง ส่วนผลต่อความจำ งานทดลองยังไม่ชัด จึงไม่ควรคาดหวังว่าเครื่องช่วยฟังจะ "กันสมองเสื่อม" และไม่ควรใช้เหตุผลนี้กดดันผู้สูงอายุ

หูตึงทำให้คะแนนแบบทดสอบความจำต่ำได้

ประเด็นนี้สำคัญมากเวลาพาพ่อแม่ไปตรวจความจำ แบบคัดกรองอย่าง TMSE, MMSE หรือ MoCA ส่วนใหญ่ใช้การถามตอบและให้จำคำที่ผู้ตรวจพูด ถ้าผู้สูงอายุฟังคำถามไม่ชัด อาจตอบผิดหรือจำคำไม่ได้ ทั้งที่ความจำยังดี

NIA ระบุว่าบางครั้งผู้สูงอายุถูกเข้าใจผิดว่าสับสน ไม่ตอบสนอง หรือไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งที่จริงคือไม่ได้ยิน

วิธีลดความคลาดเคลื่อน

  • บอกแพทย์ก่อนตรวจว่าพ่อแม่หูตึง
  • ถ้ามีเครื่องช่วยฟัง ให้ใส่ไปและเช็กแบตเตอรี่ก่อน
  • พาไปตรวจการได้ยินก่อนหรือควบคู่กับการตรวจความจำ

รายละเอียดแบบทดสอบอ่านได้ที่ แบบทดสอบสมองเสื่อม MMSE TMSE MoCA

สัญญาณที่บอกว่าควรตรวจการได้ยิน

NIA ระบุว่าบางคนมีปัญหาการได้ยินแต่ไม่รู้ตัว เพราะหูตึงตามวัยมักค่อย ๆ เป็นและเป็นทั้งสองข้างพอกัน ควรพบแพทย์ถ้ามีข้อเหล่านี้

  • ฟังโทรศัพท์ไม่ค่อยรู้เรื่อง
  • ตามบทสนทนาไม่ทันเมื่อมีคนพูดพร้อมกันสองคนขึ้นไป
  • ฟังไม่ออกเมื่อมีเสียงรบกวน เช่น ในร้านอาหารหรืองานเลี้ยง
  • ฟังเด็กหรือคนเสียงแหลมไม่ชัด
  • เปิดทีวีดังจนคนในบ้านบ่น
  • มีเสียงดังในหู (หูอื้อ เสียงวิ้ง) ซึ่ง NIA ระบุว่าบางครั้งเป็นสัญญาณแรกของหูตึงในผู้สูงอายุ

สาเหตุบางอย่างแก้ได้ง่าย NIA ระบุว่าขี้หูหรือน้ำอุดตันทำให้ได้ยินลดลงได้ และยาบางชนิดก็ทำลายหูชั้นในได้ ถ้าได้ยินแย่ลงหลังเริ่มยาใหม่ ให้ปรึกษาแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง และไม่ควรแคะหูด้วยไม้พันสำลี เพราะ NIA ระบุว่าอาจทำให้แก้วหูทะลุได้

ตรวจการได้ยินที่ไหน บ่อยแค่ไหน

  • เริ่มที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน แพทย์ทั่วไปตรวจหู ดูขี้หู และส่งต่อได้ NIA ระบุว่าแพทย์อาจส่งต่อแพทย์หู คอ จมูก หรือนักแก้ไขการได้ยิน (audiologist) ซึ่งเป็นผู้วัดระดับการได้ยิน
  • การตรวจวัดการได้ยิน (audiogram) ในห้องเก็บเสียง มักทำในโรงพยาบาลที่มีแผนกหู คอ จมูก
  • บ่อยแค่ไหน ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน ให้ตรวจเมื่อมีสัญญาณข้างต้น และตรวจซ้ำตามที่แพทย์นัด ส่วน WHO เน้นว่าการคัดกรองอย่างเป็นระบบในกลุ่มเสี่ยง รวมถึงผู้สูงอายุ เป็นกุญแจของการพบปัญหาเร็ว

ถ้าหูดับหรือได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง NIA อธิบายว่าอาจเกิดทันทีหรือภายในไม่กี่วัน NIA ระบุว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ให้ไปโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง เวียนหัวรุนแรงขึ้นมาทันที ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ยอมใส่เครื่องช่วยฟัง

สถาบันโรคหูหนวกและความผิดปกติด้านการสื่อสารแห่งชาติสหรัฐ (NIDCD) ระบุว่าในคนที่ได้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง มีเพียงราวหนึ่งในห้าที่ใช้จริง เหตุผลที่พบบ่อยในชีวิตจริง

  • ไม่ยอมรับว่าหูตึง NIA ระบุว่าบางคนไม่อยากยอมรับว่ามีปัญหาการได้ยิน
  • กลัวดูแก่ หรืออายเวลาใส่ออกไปข้างนอก
  • ใส่แล้วไม่ชิน NIDCD ระบุว่าช่วงแรกอาจรู้สึกไม่สบายหู ได้ยินเสียงตัวเองก้อง หรือมีเสียงหวีด และต้องใช้เวลาและความอดทนในการปรับตัว
  • คาดหวังผิด NIDCD ระบุว่าเครื่องช่วยฟังไม่ได้คืนการได้ยินให้เป็นปกติ แต่ช่วยให้รับรู้เสียงได้มากขึ้นเมื่อฝึกใช้
  • ค่าใช้จ่ายและไม่รู้สิทธิ อ่านเรื่องสิทธิได้ที่ เครื่องช่วยฟังผู้สูงอายุ เบิกได้ไหม ฟรีไหม

วิธีชวนพ่อแม่ คือพูดเรื่องความสุขที่ได้กลับมา เช่น ได้คุยกับหลาน ได้ฟังพระเทศน์ชัด ดูทีวีกับครอบครัวได้ แทนการขู่เรื่องสมองเสื่อม และให้ผู้ใกล้ชิดพูดหันหน้าเข้าหา พูดชัดและช้าลง ไม่ต้องตะโกน การดูแลหูตึงทั่วไปอ่านที่ ผู้สูงอายุหูตึง และการดูแลสมองโดยรวมที่ ดูแลสมองในวัย 50+

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เม็มโมร่า (MEMORA)

เม็มโมร่า (MEMORA) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0069 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. ฉลากระบุรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: เห็ดหัวลิง (Lion's Mane) 250 มก. · สารสกัดพรมมิ (Brahmi) 150 มก. · โคลีน ไบทาร์เทรต (99%) 90 มก. (เทียบเป็นตัวโคลีนราว 37 มก. คำนวณ) · สารสกัดใบแปะก๊วย 50 มก. · ไพริดอกซิน ไฮโดรคลอไรด์ 2 มก. (เทียบเป็นวิตามินบี 6 ราว 1.65 มก. คำนวณ) · ส่วนอื่น ได้แก่ เปลือกแคปซูลเจลาติน สี INS171 (ไทเทเนียมไดออกไซด์) INS551 INS470ii และมอลโตเด็กซ์ตริน

คำเตือนบนฉลาก: อาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า · เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่

ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยการได้ยิน ลดเสียงในหู หรือลดความเสี่ยงสมองเสื่อมจากหูตึง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ไม่ใช้แทนการตรวจการได้ยินและเครื่องช่วยฟังที่แพทย์แนะนำ

เรื่องเลือดออกที่ต้องรู้: ฉลากเตือนว่าอาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า ซึ่งมาจากสารสกัดใบแปะก๊วย ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด และผู้ที่จะผ่าตัด ทำฟัน หรือทำหัตถการที่หู ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

หลักฐานของแต่ละส่วนประกอบ เทียบปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยกับปริมาณในแคปซูล

  • เห็ดหัวลิง 250 มก. — งานวิจัยในคนยังน้อยและเล็ก งานในผู้สูงอายุญี่ปุ่นที่มีภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย 30 คน ใช้ผงเห็ดวันละ 3 กรัม (มากกว่าในแคปซูล 12 เท่า คำนวณ) และคะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังหยุด 4 สัปดาห์ ฉลากไม่ระบุว่าเป็นดอกเห็ด เส้นใย หรือสารสกัด และมีรายงานการแพ้รุนแรง
  • สารสกัดพรมมิ 150 มก. — งานรวมในผู้ใหญ่สุขภาพดีพบผลเล็กเฉพาะบางด้าน โดยงานส่วนใหญ่ใช้สารสกัดมาตรฐานวันละ 300 มก. นาน 12 สัปดาห์ (มากกว่าในแคปซูล 2 เท่า คำนวณ) ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ งานทบทวนพบว่าไม่ต่างจากยาหลอก (หลักฐานคุณภาพต่ำมาก)
  • โคลีนราว 37 มก. ต่อวัน (คำนวณ) — คิดเป็นราว 7–9% ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวัน (คำนวณ) งานทดลองให้โคลีนเสริมในคนขนาดสูงกว่านี้มากไม่พบผลต่อความจำ
  • สารสกัดใบแปะก๊วย 50 มก. — งาน GEM ในผู้สูงอายุ 3,069 คน ใช้วันละ 240 มก. (มากกว่าในแคปซูล 4.8 เท่า คำนวณ) ไม่ลดการเกิดสมองเสื่อมและไม่ชะลอความจำถดถอย และใบแปะก๊วยมีรายงานเรื่องเลือดออกและการชัก
  • วิตามินบี 6 (จากไพริดอกซิน HCl 2 มก.) ราว 1.65 มก. (คำนวณ) — ใกล้เคียงปริมาณที่ผู้สูงอายุควรได้รับต่อวัน งาน VITACOG ที่พบผลบางด้านใช้บี 6 วันละ 20 มก. (มากกว่าราว 12 เท่า คำนวณ) ร่วมกับโฟลิก 0.8 มก. และบี 12 0.5 มก. และพบผลเฉพาะในผู้ที่มีค่าโฮโมซิสเทอีนในเลือดสูง ซึ่งแคปซูลนี้ไม่มีโฟลิกและบี 12 ส่วนงานรวมราว 22,000 คนพบว่าวิตามินบีไม่ช่วยการทำงานของสมองด้านความคิด

ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยเรื่องการได้ยินหรือความจำ และผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกัน ชะลอ หรือรักษาภาวะสมองเสื่อม

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล) ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ผู้มีเลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้เป็นลมชักหรือใช้ยากันชัก: ใบแปะก๊วยมีรายงานการชัก ต้องปรึกษาแพทย์
  • ผู้ใช้ยาสมองเสื่อม (โดเนพีซิล ริวาสติกมีน กาแลนตามีน เมมานทีน): ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง และต้องแจ้งแพทย์ก่อน
  • ผู้ป่วยพาร์กินสันที่ใช้ยาเลโวโดปา ผู้เป็นโรคไทรอยด์ หรือใช้ยาหลายชนิด: แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
  • ผู้แพ้เห็ดหรือมีประวัติแพ้อาหารและสมุนไพร: เห็ดหัวลิงมีรายงานการแพ้รุนแรง
  • ผู้ที่กินวิตามินรวมหรือบีรวมอยู่แล้ว: ให้นับวิตามินบี 6 จากทุกแหล่งรวมกัน

ผลิตภัณฑ์นี้มีสารสกัดใบแปะก๊วย ฉลากระบุว่าอาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ผู้ที่จะผ่าตัด ผู้มีประวัติชัก และผู้ที่ใช้ยาสมองเสื่อมหรือยาประจำตัวอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาภาวะสมองเสื่อม

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเม็มโมร่าทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาสมองเสื่อม ยาพาร์กินสัน และยาจิตเวช แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุของอาการหลงลืม อารมณ์ หรือการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไป

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ สับสนหรือพฤติกรรมเปลี่ยนขึ้นมาทันที ซึมลงปลุกยาก แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีกทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ชัก สำลักจนหายใจไม่ออก หกล้มศีรษะกระแทก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 · หากผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 และโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 (ฟรี 24 ชั่วโมง) · หากเครียดจนรับมือไม่ไหว โทรปรึกษา 1323 ได้เช่นกัน

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร MEMORA (เม็มโมร่า) ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มิลลิกรัม

MEMORAเม็มโมร่า

เลข อย. 13-1-01566-5-0069

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 · 24 กล่อง 8,290 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ MEMORA →

คำถามที่พบบ่อย

หูตึงทำให้สมองเสื่อมจริงไหม

หูตึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง WHO ระบุว่าการสูญเสียการได้ยินที่ไม่ได้รับการแก้ไขเพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมและการถดถอยของความคิดที่เร็วขึ้น และแนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2563 จัดการได้ยินผิดปกติไว้ในปัจจัยเสี่ยง แต่คนหูตึงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมองเสื่อม

ใส่เครื่องช่วยฟังแล้วช่วยกันสมองเสื่อมได้ไหม

ยังสรุปไม่ได้ งานสังเกตพบว่าผู้ใช้อุปกรณ์ช่วยการได้ยินมีความเสี่ยงความคิดถดถอยระยะยาวต่ำกว่าราว 19% แต่งานทดลอง ACHIEVE ใน 977 คน ผลหลักไม่พบความต่างในภาพรวมที่ 3 ปี มีเพียงการวิเคราะห์รองที่ชี้ว่าอาจช่วยกลุ่มที่เสี่ยงสูง การรักษาการได้ยินจึงควรทำเพื่อการฟังและการใช้ชีวิต ส่วนผลต่อความจำยังต้องรอหลักฐาน

หูตึงทำให้ผลตรวจความจำผิดได้ไหม

ได้ แบบทดสอบความจำส่วนใหญ่ใช้การฟังคำถามและจำคำที่ผู้ตรวจพูด ถ้าฟังไม่ชัดอาจได้คะแนนต่ำกว่าความจริง NIA ระบุว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ยินบางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าสับสน ควรบอกแพทย์ก่อนตรวจและใส่เครื่องช่วยฟังไปด้วย

ตรวจการได้ยินผู้สูงอายุที่ไหน

เริ่มที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน แพทย์จะตรวจหูและส่งต่อแพทย์หู คอ จมูก หรือนักแก้ไขการได้ยินเพื่อวัดระดับการได้ยิน ถ้าหูดับหรือได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว NIA ระบุว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน ให้ไปโรงพยาบาลทันที

ทำไมผู้สูงอายุไม่ยอมใส่เครื่องช่วยฟัง

NIDCD ระบุว่าในคนที่ได้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง มีเพียงราวหนึ่งในห้าที่ใช้จริง เหตุผลที่พบบ่อยคือไม่ยอมรับว่าหูตึง อาย ใส่แล้วไม่ชินช่วงแรก และคาดหวังว่าจะได้ยินเป็นปกติ ซึ่งเครื่องช่วยฟังทำไม่ได้ การปรับตัวต้องใช้เวลาและฝึกใช้กับผู้เชี่ยวชาญ

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-19

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท