บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ MEMORA

คุยกับผู้ป่วยสมองเสื่อมอย่างไรให้เข้าใจ ไม่ต้องเถียงกัน

คำตอบสั้น: การคุยกับผู้ป่วยสมองเสื่อมให้เข้าใจกัน ไม่ได้อยู่ที่การพูดให้ถูกทุกคำ แต่อยู่ที่การพูดช้า สั้น ทีละเรื่อง ให้เวลาตอบ ไม่เถียง ไม่แก้ความจำที่ผิด และสนใจความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐ (Alzheimer's Association) และสารานุกรมการแพทย์ MedlinePlus ของสหรัฐแนะนำแนวทางเดียวกันนี้ ก่อนสรุปว่าผู้ป่วย "ไม่เข้าใจ" ให้ตรวจการได้ยินและสายตาก่อน และถ้าการพูดคุยแย่ลงขึ้นมาทันที ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • โรคสมองเสื่อมค่อย ๆ ลดความสามารถในการสื่อสาร ไม่ใช่ผู้ป่วยดื้อหรือแกล้งไม่ฟัง
  • อย่าแก้ อย่าเถียง เมื่อผู้ป่วยจำผิด สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแนะนำให้ฟังและหาความหมายในสิ่งที่พูด
  • พูดช้า ประโยคสั้น ทีละเรื่อง และให้เวลาคิดก่อนตอบ
  • ภาษากาย น้ำเสียง สีหน้า สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโรคดำเนินไป
  • ถามแบบตอบ ใช่ หรือ ไม่ใช่ และให้ทางเลือกน้อยลง
  • ตรวจหูและสายตาเป็นประจำ เพราะปัญหาเหล่านี้ทำให้การสื่อสารยากขึ้นและมักแก้ไขได้

ทำไมการแก้ความจำผิดมักทำให้แย่ลง

ลองนึกภาพแม่บอกว่า "เมื่อเช้าพ่อมารับแม่ไปตลาด" ทั้งที่พ่อเสียไปหลายปีแล้ว ลูกส่วนใหญ่จะรีบแก้ทันทีว่า "พ่อไม่อยู่แล้วนะแม่" ด้วยความหวังดี แต่ผลที่ได้มักเป็นความเศร้า ความสับสน หรือการทะเลาะกัน

สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแนะนำว่า ให้หลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือแก้ไข แต่ฟังและพยายามหาความหมายในสิ่งที่ผู้ป่วยพูด และหลีกเลี่ยงการเถียง ถ้าผู้ป่วยพูดสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ก็ปล่อยไป MedlinePlus ก็แนะนำในทำนองเดียวกันว่า แม้ผู้ป่วยจะจำเรื่องผิด ไม่ควรยืนกรานแก้

เหตุผลคือ ความจำเรื่องใหม่เป็นส่วนที่โรคกระทบ การแก้ให้ถูกจึงไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยจำได้ แต่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองผิด ถูกตำหนิ หรือถูกหักหน้า ความรู้สึกนั้นอาจค้างอยู่นานกว่าตัวเรื่องเสียอีก

แก้เมื่อไรจึงจำเป็น

การไม่เถียงไม่ได้แปลว่าต้องตามใจทุกเรื่อง ถ้าความเชื่อผิดนั้นนำไปสู่อันตราย เช่น จะออกไปขับรถ จะกินยาซ้ำ หรือจะเดินออกไปข้างนอกตอนกลางคืน ให้เลี่ยงการเถียงด้วยเหตุผล แล้วพาไปทำอย่างอื่นแทน เช่น "เดี๋ยวหนูไปด้วย ขอกินข้าวก่อนนะ" เรื่องการเดินออกจากบ้านอ่านต่อที่ ผู้สูงอายุชอบออกจากบ้าน หลงทาง ป้องกันอย่างไร

พูดอย่างไรให้ผู้ป่วยตามทัน

ประโยคสั้น ทีละเรื่อง

MedlinePlus แนะนำให้ใช้คำและประโยคง่าย ๆ และพูดช้า ๆ และการพูดดัง ๆ เหมือนคุยกับคนหูตึงไม่ได้ช่วย ถ้าจำเป็นให้พูดซ้ำได้ ตัวอย่างการปรับประโยค

  • แทน "เดี๋ยวอาบน้ำ แต่งตัว แล้วกินข้าว จะได้ไปหาหมอบ่ายสองนะ" ให้พูดว่า "แม่อาบน้ำกันก่อนนะ" แล้วค่อยบอกขั้นต่อไปหลังเสร็จ
  • เรียกชื่อคนและสถานที่ แทนคำว่า "เขา" "เธอ" "ที่นั่น" เพราะ MedlinePlus ระบุว่าสรรพนามทำให้ผู้ป่วยสับสนได้
  • บอกก่อนเปลี่ยนเรื่อง เช่น "เรื่องข้าวเสร็จแล้ว ต่อไปคุยเรื่องหลานนะ"

ให้เวลาตอบ

สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแนะนำให้ให้เวลาผู้ป่วยตอบอย่างเพียงพอเพื่อคิดว่าจะพูดอะไร และไม่ขัดจังหวะ เว้นแต่ผู้ป่วยขอให้ช่วย การรีบเติมคำให้ทุกครั้งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่มีใครฟัง ลองนับในใจช้า ๆ ก่อนพูดต่อ

บอกขั้นตอนทีละขั้น

สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแนะนำให้บอกขั้นตอนการทำงานอย่างชัดเจนทีละขั้น เพราะคำขอยาว ๆ อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกท่วมท้น และใช้การทำให้ดู เช่น หยิบแปรงสีฟันขึ้นมาแปรงให้ดูก่อน โน้ตที่เขียนไว้ก็ช่วยได้ เมื่อคำพูดดูจะทำให้สับสน

ภาษากายและน้ำเสียงสำคัญแค่ไหน

สำคัญมาก และยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อโรคดำเนินไป สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐอธิบายว่าในระยะท้าย ผู้ป่วยอาจพึ่งการสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด เช่น สีหน้าหรือเสียง สิ่งที่ช่วยได้ตามแหล่งนี้และ MedlinePlus

  • เข้าหาจากด้านหน้าและแนะนำตัว เช่น "แม่ หนูนิดลูกสาวมาแล้วนะ"
  • สบตาก่อนแตะตัวหรือเริ่มพูด เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยตกใจ
  • คุยแบบตัวต่อตัวในที่เงียบ ปิดทีวีหรือวิทยุระหว่างคุยเรื่องสำคัญ
  • ใช้สัมผัส ภาพ เสียง กลิ่น รส เป็นทางสื่อสาร เช่น จับมือ เปิดเพลงเก่าที่ชอบ
  • ถ้าไม่เข้าใจ ให้ชวนชี้หรือทำท่า
  • สนใจความรู้สึกเบื้องหลังคำพูด บางครั้งอารมณ์ที่ผู้ป่วยแสดงสำคัญกว่าคำที่พูด

พูดกับผู้ป่วยเหมือนผู้ใหญ่

MedlinePlus แนะนำให้คุยกับผู้ป่วยแบบผู้ใหญ่ อย่าทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเด็ก และอย่าแกล้งทำเป็นเข้าใจถ้าไม่เข้าใจ สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐเสริมว่าให้พูดกับผู้ป่วยโดยตรง ไม่ใช่พูดผ่านผู้ดูแล และอย่าพูดถึงผู้ป่วยต่อหน้าเหมือนเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น

เมื่อผู้ป่วยถามหาคนที่เสียชีวิตแล้ว

นี่เป็นสถานการณ์ที่ลูกหลานหนักใจมาก ไม่มีประโยคเดียวที่ใช้ได้กับทุกบ้าน แต่หลักจากสมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐที่ใช้ได้คือ ไม่เถียง ไม่แก้ และสนใจความรู้สึกเบื้องหลังคำถาม

  • ลองถามถึงคนนั้นด้วยความสนใจ เช่น "แม่คิดถึงพ่อเหรอ เล่าเรื่องพ่อให้ฟังหน่อย"
  • ตอบความรู้สึก เช่น "แม่เหงาใช่ไหม วันนี้หนูอยู่ด้วยทั้งวันนะ"
  • ชวนดูรูปเก่าหรือพูดถึงความทรงจำดี ๆ MedlinePlus ระบุว่าผู้ป่วยหลายคนจำอดีตไกล ๆ ได้ดีกว่าเรื่องเพิ่งเกิด และชอบพูดถึงอดีต
  • ถ้าบอกความจริงแล้วผู้ป่วยเสียใจเหมือนเพิ่งรู้ครั้งแรกทุกครั้ง ให้ปรึกษาทีมแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลว่าควรตอบอย่างไรในกรณีของบ้านเรา

ถ้าคำถามนี้มาพร้อมการเห็นคนที่ไม่อยู่ตรงนั้นจริง อ่านเพิ่มที่ ผู้สูงอายุเห็นภาพหลอน ประสาทหลอน เกิดจากอะไร

ให้ทางเลือกน้อยลงเพื่อลดความสับสน

คำถามปลายเปิดอย่าง "อยากกินอะไร" อาจยากเกินไปสำหรับผู้ป่วยระยะกลาง สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแนะนำให้ถามแบบตอบใช่หรือไม่ใช่ เช่น "กินโจ๊กไหม" แทน "อยากกินอะไร" MedlinePlus แนะนำให้ให้ทางเลือกที่ชัดเจน พร้อมสิ่งที่มองเห็น เช่น ชี้ไปที่ของ และอย่าให้ตัวเลือกมากเกินไป

ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน

  • เสื้อผ้า: หยิบมา 2 ตัวแล้วถาม "ตัวสีฟ้าหรือตัวสีขาว" แทนการเปิดตู้ให้เลือกเอง
  • อาหาร: ยกจาน 2 อย่างให้ดู แทนการอ่านเมนูยาว
  • กิจกรรม: "ไปรดน้ำต้นไม้กันไหม" แทน "บ่ายนี้อยากทำอะไร"

ถ้าผู้ป่วยหงุดหงิดระหว่างคุย MedlinePlus แนะนำให้ลองเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่น และชวนคุยเรื่องที่ผู้ป่วยชอบ

ดูแลหูและสายตาก่อนสรุปว่าไม่เข้าใจ

หลายครั้งที่ครอบครัวคิดว่า "แม่ไม่เข้าใจแล้ว" แต่จริง ๆ แม่ไม่ได้ยินชัดหรือมองไม่ชัด สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐระบุว่าปัญหาการมองเห็นและการได้ยินพบได้ในผู้ป่วยสมองเสื่อม และทำให้การสื่อสารยากขึ้น ข่าวดีคือหลายปัญหาแก้ไขได้ง่าย เช่น เครื่องช่วยฟังหรือแว่นตาที่ตัดตามค่าสายตา จึงควรตรวจการได้ยินและสายตาเป็นประจำ และถามแพทย์ว่าปัญหาเหล่านี้กระทบการสื่อสารหรือไม่

สิ่งที่ทำได้ที่บ้าน

  • เช็กว่าเครื่องช่วยฟังใส่อยู่ แบตเตอรี่ไม่หมด และแว่นเป็นอันที่ใช่ เลนส์สะอาด
  • นั่งตรงหน้าในที่มีแสงพอ ให้ผู้ป่วยเห็นปากและสีหน้า
  • ถ้ามีขี้หูอุดตันหรือได้ยินลดลงเร็ว ให้พาไปตรวจ

อ่านเพิ่มเรื่อง หูตึงในผู้สูงอายุ และ หูตึงทำให้สมองเสื่อมจริงไหม ใส่เครื่องช่วยฟังช่วยได้แค่ไหน

ระยะต้น ระยะกลาง ระยะท้าย คุยต่างกันอย่างไร

สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแบ่งคำแนะนำตามระยะ

  • ระยะต้น: ผู้ป่วยยังร่วมสนทนาและเข้าสังคมได้ อย่าตัดผู้ป่วยออกจากวงคุย ถามว่ายังทำอะไรได้สบาย ๆ และอยากให้ช่วยเรื่องไหน หัวเราะด้วยกันได้ อารมณ์ขันช่วยให้คุยง่ายขึ้น
  • ระยะกลาง: มักกินเวลานานกว่าระยะอื่น สื่อสารยากขึ้น ใช้การคุยตัวต่อตัวในที่เงียบ สบตา ให้เวลาตอบ ถามแบบใช่หรือไม่ใช่ บอกขั้นตอนทีละขั้น
  • ระยะท้าย: พึ่งการสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด ใช้สัมผัสและประสาทสัมผัสต่าง ๆ รักษาศักดิ์ศรีและความเคารพ และถ้าไม่รู้จะพูดอะไร การอยู่ด้วยก็มีความหมาย

การดูแลในแต่ละระยะอ่านเพิ่มที่ ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมที่บ้าน

เมื่อไรการพูดคุยที่เปลี่ยนไปต้องไปพบแพทย์

ควรนัดพบแพทย์

ถ้าพ่อแม่เริ่มนึกคำไม่ออกบ่อย ใช้คำผิด หรือคุยวกไปวนมาและยังไม่เคยได้รับการตรวจ ควรพาไปตรวจ เพราะแนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม พ.ศ. 2563 ของสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ระบุว่าราวร้อยละ 9 ของผู้ป่วยสมองเสื่อมมีสาเหตุที่อาจแก้ไขได้ เช่น ไทรอยด์ ขาดวิตามินบี 12 ผลข้างเคียงยา หรือซึมเศร้า ถ้าวินิจฉัยแล้ว ควรแจ้งแพทย์เมื่อการสื่อสารแย่ลงชัดเจน

ต้องไปโรงพยาบาลทันที

ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • พูดไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง หรือฟังไม่เข้าใจขึ้นมาทันที
  • ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก
  • สับสนขึ้นมาทันที ซึมลง ปลุกยาก หรือรู้สึกตัวดีสลับกับสับสน
  • หกล้มศีรษะกระแทกแล้วพูดหรือพฤติกรรมผิดไปจากเดิม

แนวทางเวชปฏิบัติไทยระบุว่าภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) เกิดซ้อนบนสมองเสื่อมเดิมได้ อ่านเพิ่มที่ ภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุ ต่างจากสมองเสื่อมอย่างไร

ผู้ดูแลก็ต้องได้พัก

การพูดช้า ใจเย็น และไม่เถียงทั้งวันใช้พลังมาก ถ้ารู้สึกหงุดหงิด ไม่ได้แปลว่าเป็นลูกที่ไม่ดี อาจารย์แพทย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่าผู้ดูแลที่เป็นลูกหลานเครียดมากกว่าผู้ดูแลทั่วไป ควรมีช่วงพักและได้พูดคุยกับผู้อื่น ถ้ารู้สึกหมดหนทาง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 (ฟรี 24 ชั่วโมง) ถ้ามีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 อ่านเพิ่มที่ ผู้ดูแลหมดไฟ

เรื่องเข้าใจผิดที่พบบ่อย

"ต้องบอกความจริงทุกครั้ง ไม่งั้นเท่ากับโกหก" เป้าหมายของการคุยคือให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและไม่ทุกข์ซ้ำ ไม่ใช่การชนะเรื่องข้อเท็จจริง การเลี่ยงการเถียงและตอบความรู้สึกเป็นแนวทางที่สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแนะนำ

"พูดดัง ๆ จะได้ยินชัดขึ้น" MedlinePlus ระบุว่าการพูดดังเหมือนคุยกับคนหูตึงไม่ได้ช่วย ถ้าสงสัยว่าได้ยินไม่ชัด ให้ไปตรวจการได้ยิน

"ไม่ตอบแปลว่าไม่สนใจ" ผู้ป่วยอาจต้องการเวลาคิดนานขึ้น ให้รอสักครู่ก่อนพูดซ้ำ

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เม็มโมร่า (MEMORA)

เม็มโมร่า (MEMORA) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0069 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. ฉลากระบุรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: เห็ดหัวลิง (Lion's Mane) 250 มก. · สารสกัดพรมมิ (Brahmi) 150 มก. · โคลีน ไบทาร์เทรต (99%) 90 มก. (เทียบเป็นตัวโคลีนราว 37 มก. ต่อวัน คำนวณ) · สารสกัดใบแปะก๊วย 50 มก. · ไพริดอกซิน ไฮโดรคลอไรด์ 2 มก. (เทียบเป็นวิตามินบี 6 ราว 1.65 มก. คำนวณ) · ส่วนอื่น ได้แก่ เปลือกแคปซูลเจลาติน สี INS171 (ไทเทเนียมไดออกไซด์) INS551 INS470ii และมอลโตเด็กซ์ตริน

คำเตือนบนฉลาก: อาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า · เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่

สำหรับครอบครัวที่กำลังหาวิธีคุยกับพ่อแม่: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยความจำ ช่วยการสื่อสาร หรือทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคำพูดได้ดีขึ้น วิธีที่มีแนวทางรองรับคือการปรับวิธีพูด ตรวจหูและสายตา และพาไปพบแพทย์ ผู้ที่ใช้ยาสมองเสื่อมอยู่ห้ามหยุดหรือปรับยาเอง

หลักฐานของแต่ละส่วนประกอบ เทียบปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยกับปริมาณในแคปซูล

  • เห็ดหัวลิง 250 มก. — งานในผู้มีภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย 30 คนใช้วันละ 3 กรัม (มากกว่าในแคปซูล 12 เท่า คำนวณ) และคะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังหยุด 4 สัปดาห์ ฉลากไม่ระบุว่าเป็นดอกเห็ด เส้นใย หรือสารสกัด และมีรายงานการแพ้รุนแรง
  • สารสกัดพรมมิ 150 มก. — งานในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่พบผลเล็กบางด้าน เช่น การจำแบบนึกเอง ใช้สารสกัดมาตรฐานวันละ 300 มก. นาน 12 สัปดาห์ (2 เท่า คำนวณ) ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ งานทบทวนพบว่าไม่ต่างจากยาหลอก โดยหลักฐานมีความเชื่อมั่นต่ำมาก ฉลากไม่ระบุปริมาณสารบาโคไซด์ และอาจทำให้ท้องไส้ไม่สบาย
  • โคลีนราว 37 มก. ต่อวัน (คำนวณ) — ราว 7–9% ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวัน (คำนวณ) งานทดลองให้โคลีนเสริมขนาดสูงกว่านี้มาก ไม่พบผลต่อความจำ
  • สารสกัดใบแปะก๊วย 50 มก. — งาน GEM ในผู้สูงอายุ 3,069 คน ใช้วันละ 240 มก. (4.8 เท่า คำนวณ) ไม่ลดการเกิดสมองเสื่อมและไม่ชะลอความจำถดถอย งานทบทวน Cochrane สรุปว่าหลักฐานไม่สอดคล้องและเชื่อถือไม่ได้ ใบแปะก๊วยเป็นที่มาของคำเตือนเรื่องเลือดแข็งตัวช้า
  • วิตามินบี 6 (จากไพริดอกซิน HCl 2 มก.) ราว 1.65 มก. (คำนวณ) — ใกล้เคียงปริมาณที่ผู้สูงอายุควรได้รับต่อวัน งาน VITACOG ใช้บี 6 วันละ 20 มก. ร่วมกับโฟลิกและบี 12 ซึ่งแคปซูลนี้ไม่มี และงานรวมราว 22,000 คนพบว่าวิตามินบีไม่ช่วยการทำงานด้านความคิด

ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง และผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกัน ชะลอ หรือรักษาภาวะสมองเสื่อม

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล) ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ผู้มีเลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: ฉลากเตือนว่าอาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยาสมองเสื่อม (โดเนพีซิล ริวาสติกมีน กาแลนตามีน เมมานทีน): ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง ยังไม่มีงานในคนเรื่องการใช้ร่วมกับพรมมิ ต้องแจ้งแพทย์ก่อน
  • ผู้เป็นลมชักหรือใช้ยากันชัก: ใบแปะก๊วยมีรายงานการชัก ต้องปรึกษาแพทย์
  • ผู้ป่วยพาร์กินสันที่ใช้ยาเลโวโดปา ผู้เป็นโรคไทรอยด์ หรือใช้ยาหลายชนิด: แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
  • ผู้แพ้เห็ดหรือมีประวัติแพ้อาหารและสมุนไพร: เห็ดหัวลิงมีรายงานการแพ้รุนแรง
  • ผู้ที่กินวิตามินรวมหรือบีรวมอยู่แล้ว: ให้นับวิตามินบี 6 จากทุกแหล่งรวมกัน
  • ผู้ป่วยที่ลืมว่ากินอะไรไปแล้ว: ให้ผู้ดูแลเป็นคนจัดยาและอาหารเสริมทุกชนิด และนำรายการทั้งหมดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู

ผลิตภัณฑ์นี้มีสารสกัดใบแปะก๊วย ฉลากระบุว่าอาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ผู้ที่จะผ่าตัด ผู้มีประวัติชัก และผู้ที่ใช้ยาสมองเสื่อมหรือยาประจำตัวอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาภาวะสมองเสื่อม

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเม็มโมร่าทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาสมองเสื่อม ยาพาร์กินสัน และยาจิตเวช แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุของอาการหลงลืมหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ สับสนหรือพฤติกรรมเปลี่ยนขึ้นมาทันที ซึมลงปลุกยาก หมดสติแม้ชั่วครู่ แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีกทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซทรงตัวไม่ได้ ชัก เจ็บแน่นหน้าอก หรือหกล้มศีรษะกระแทกแล้วมีอาการผิดปกติ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 · หากมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 และโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ (ฟรี 24 ชั่วโมง)

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร MEMORA (เม็มโมร่า) ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มิลลิกรัม

MEMORAเม็มโมร่า

เลข อย. 13-1-01566-5-0069

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 · 24 กล่อง 8,290 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ MEMORA →

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยสมองเสื่อมจำผิด ควรแก้ให้ถูกไหม

ส่วนใหญ่ไม่ควร สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐแนะนำให้หลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือแก้ไข ฟังและหาความหมายในสิ่งที่พูด และไม่เถียง เพราะการแก้ไม่ได้ทำให้จำได้ แต่ทำให้รู้สึกผิดหรือโกรธ ยกเว้นเรื่องที่อาจเกิดอันตราย ให้เลี่ยงการเถียงแล้วพาไปทำอย่างอื่นแทน

พูดกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์อย่างไรให้เข้าใจง่าย

พูดช้า ประโยคสั้น ทีละเรื่อง เรียกชื่อคนและสถานที่แทนสรรพนาม ให้เวลาตอบ ถามแบบตอบใช่หรือไม่ใช่ บอกขั้นตอนทีละขั้นและทำให้ดู คุยในที่เงียบ และสบตาก่อนเริ่มพูด

แม่ถามหาพ่อที่เสียไปแล้ว ควรตอบอย่างไร

ไม่มีประโยคเดียวที่ใช้ได้กับทุกบ้าน หลักคือไม่เถียงและสนใจความรู้สึก เช่น ถามว่าคิดถึงพ่อไหม ชวนเล่าเรื่องพ่อหรือดูรูปเก่า ถ้าบอกความจริงแล้วเสียใจเหมือนรู้ครั้งแรกทุกครั้ง ให้ปรึกษาทีมแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแล

ทำไมต้องตรวจหูและสายตาก่อนสรุปว่าผู้ป่วยไม่เข้าใจ

สมาคมอัลไซเมอร์สหรัฐระบุว่าปัญหาการได้ยินและการมองเห็นพบได้ในผู้ป่วยสมองเสื่อม ทำให้สื่อสารยากขึ้น และหลายปัญหาแก้ได้ด้วยเครื่องช่วยฟังหรือแว่นตา จึงควรตรวจเป็นประจำ

การพูดคุยแบบไหนที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง เช่น พูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่องขึ้นมาทันที ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง สับสนหรือซึมลงทันที หรือหกล้มศีรษะกระแทกแล้วพูดผิดไปจากเดิม ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-19

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท