เกี่ยวกับ MEMORA
ผู้สูงอายุเห็นภาพหลอน ประสาทหลอน เกิดจากอะไร
คำตอบสั้น: ผู้สูงอายุที่เห็นภาพหลอน คือเห็นคน สัตว์ หรือสิ่งของที่ไม่มีอยู่จริง เกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่ต้องนึกถึงก่อนคือ ภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) จากการติดเชื้อ ยา หรือขาดน้ำ ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉิน สาเหตุอื่น ได้แก่ ผลข้างเคียงยา สายตาเสื่อมมาก (กลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ต) สมองเสื่อมชนิดลิววี่บอดี้ และพาร์กินสัน วิธีตอบสนองคือ ไม่เถียงว่าไม่จริง ปลอบให้รู้สึกปลอดภัย และแจ้งแพทย์ ห้ามซื้อยาระงับประสาทมาให้เอง เพราะยาบางกลุ่มอันตรายในผู้ป่วยลิววี่บอดี้ ถ้าเห็นภาพหลอนขึ้นมาทันที หรือมีอาการข้อใดข้อหนึ่งในหัวข้อเหตุด่วน ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ภาพหลอนที่เพิ่งเกิดใหม่ทันที ไม่ควรรอดู แนวทางเวชปฏิบัติไทยระบุว่าภาวะสับสนเฉียบพลันมีภาพหลอนได้ และเกิดเร็วเป็นชั่วโมงหรือวัน
- ยาหลายชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยารักษาปัสสาวะเล็ด และยาพาร์กินสัน ทำให้เกิดภาพหลอนได้
- สายตาเสื่อมมาก ทำให้สมองสร้างภาพขึ้นเองได้ เรียกว่ากลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ต ส่วนใหญ่ผู้ป่วยรู้ว่าไม่จริง
- สมองเสื่อมชนิดลิววี่บอดี้ NIA ระบุว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เห็นภาพหลอน มักตั้งแต่ระยะแรก
- ภาพหลอนที่ไม่รบกวน อาจไม่ต้องรักษาด้วยยา แต่ต้องให้แพทย์ประเมินสาเหตุก่อน
- อย่าเถียงว่าไม่จริง ปลอบ เบี่ยงความสนใจ และดูแลความปลอดภัย
ภาพหลอนคืออะไร ต่างจากหลงผิดอย่างไร
สถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติสหรัฐ (NIA) อธิบายว่า ภาพหลอนหรือประสาทหลอน (hallucination) คือการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส หรือรู้สึกถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เช่น เห็นแม่ที่เสียไปแล้วนั่งอยู่ในห้อง ส่วนหลงผิด (delusion) คือความเชื่อที่ไม่จริงแต่ผู้ป่วยเชื่อมั่น เช่น เชื่อว่าคู่ครองนอกใจ และหวาดระแวง (paranoia) เป็นหลงผิดชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าคนอื่นจะทำร้ายหรือขโมยของ เรื่องหวาดระแวงอ่านต่อที่ ผู้สูงอายุหวาดระแวง คิดว่ามีคนขโมยของ
ผู้สูงอายุเห็นภาพหลอน เกิดจากอะไร
1. ภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) — ต้องนึกถึงก่อนเสมอ
แนวทางเวชปฏิบัติภาวะสมองเสื่อม พ.ศ. 2563 ระบุว่า delirium เริ่มเฉียบพลัน ระดับความรู้สึกตัวแปรปรวนเป็นชั่วโมงหรือวัน เด่นที่ความสนใจ และมีภาพหลอนหรือหลงผิดได้ และเกิดซ้อนบนสมองเสื่อมเดิมได้ MedlinePlus ระบุสาเหตุ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปอดอักเสบ ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาต้านโคลิเนอร์จิก การขาดยาหรือขาดสุรา เกลือแร่ผิดปกติ อดนอน และหลังผ่าตัด
ลักษณะที่ชวนให้คิดถึง delirium คือ เมื่อวานยังปกติ วันนี้เห็นภาพหลอน พูดไม่รู้เรื่อง ง่วงซึมสลับกับกระสับกระส่าย กรณีนี้ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่รอดูที่บ้าน อ่านเพิ่มที่ ภาวะสับสนเฉียบพลัน ต่างจากสมองเสื่อมอย่างไร และ ผู้สูงอายุเพ้อตอนกลางคืน พูดไม่รู้เรื่อง
2. ยา
NIA ระบุว่า ยานอนหลับบางชนิด ยาแก้ปวด ยาสำหรับปัญหากระเพาะปัสสาวะ ยาแก้แพ้ และยาที่ใช้กับอาการทางการเคลื่อนไหวของพาร์กินสัน ทำให้สับสน กระวนกระวาย ภาพหลอน และหลงผิดได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยลิววี่บอดี้ที่ไวต่อยา NIA ยังแนะนำให้แจ้งแพทย์เรื่องโรคและยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ทุกครั้งที่มีภาพหลอน เพราะบางครั้งโรคหรือยาเป็นต้นเหตุ
ห้ามหยุดยาเองเพราะสงสัยว่ายาทำให้เห็นภาพหลอน โดยเฉพาะยาพาร์กินสัน ให้รีบติดต่อแพทย์เพื่อปรับยา การทบทวนยาทั้งหมดอ่านได้ที่ ผู้สูงอายุกินยาหลายตัว จัดการอย่างไรให้ปลอดภัย
3. สายตาเสื่อม — กลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ต (Charles Bonnet syndrome)
ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS) อธิบายว่า กลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ต คือการเห็นภาพหลอนในคนที่สูญเสียการมองเห็นไปมาก และไม่ได้เกิดจากโรคจิตเวชหรือสมองเสื่อม มักเกี่ยวกับโรคตา เช่น จอประสาทตาเสื่อมตามวัย หรือต้อกระจก
- ภาพที่เห็นอาจเป็นลวดลาย เส้น รูปทรง หรือคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ อาจเคลื่อนไหวหรือนิ่ง เป็นภาพขาวดำหรือสี
- เกิดขึ้นทันที อยู่ได้ไม่กี่นาทีถึงหลายชั่วโมง
- เป็นการเห็นอย่างเดียว ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น
- ส่วนใหญ่ผู้ป่วยรู้ว่าภาพนั้นไม่จริง
- เกิดได้มากขึ้นเมื่อสายตาแย่ลงเร็วหรือเสียทั้งสองข้าง
NHS ระบุว่ายังไม่มีวิธีรักษาให้หาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปมักเกิดน้อยลง และแนะนำให้พบแพทย์เพื่อแยกโรคที่ร้ายแรงกว่า สิ่งที่อาจช่วยได้ขณะเห็นภาพ เช่น เปิดไฟถ้าอยู่ในที่มืด ลุกขึ้นเดิน ขยับตามองซ้ายขวาโดยไม่ขยับศีรษะ ใช้หลอดไฟสว่างในบ้าน และตรวจตาสม่ำเสมอ เรื่องต้อกระจกอ่านเพิ่มที่ ต้อกระจกอาการเริ่มต้น
4. สมองเสื่อมชนิดลิววี่บอดี้ (Lewy body dementia)
NIA ระบุว่า ผู้ป่วยลิววี่บอดี้ส่วนใหญ่เห็นภาพหลอน และมักเกิดตั้งแต่ระยะแรกของโรค อาการอื่นที่ช่วยแยก ได้แก่ ความคิดและความตื่นตัวแปรปรวนไปมาในแต่ละวัน การเคลื่อนไหวช้า สั่น ตัวแข็งแบบพาร์กินสัน และละเมอทำตามฝัน เช่น ตะโกน ต่อย เตะ จนตกเตียง NIA ระบุว่าโรคนี้วินิจฉัยยาก เพราะอาการระยะแรกอาจคล้ายอัลไซเมอร์หรือโรคจิตเวช
5. พาร์กินสันและอาการทางจิต
NIA ระบุว่าโรคกลุ่มลิววี่บอดี้รวมถึง สมองเสื่อมในโรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease dementia) ผู้ป่วยพาร์กินสันจึงอาจมีภาพหลอนจากตัวโรคเองได้ และยาที่ใช้คุมอาการเคลื่อนไหวก็อาจทำให้เกิดภาพหลอนได้เช่นกัน การชั่งระหว่างอาการเคลื่อนไหวกับภาพหลอนเป็นเรื่องที่แพทย์ระบบประสาทต้องปรับให้ ครอบครัวไม่ควรลดหรือหยุดยาพาร์กินสันเอง
6. สาเหตุอื่นในผู้ป่วยอัลไซเมอร์
NIA ระบุว่าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็มีภาพหลอนและหลงผิดได้ รวมถึงเข้าใจผิดในสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน เช่น เห็นเงาเสื้อแขวนแล้วคิดว่าเป็นคน NIA ยังแนะนำให้ปิดทีวีเมื่อมีรายการรุนแรง เพราะผู้ป่วยอาจคิดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องจริง
ภาพหลอนที่ไม่น่ากลัว ต้องรักษาไหม
NIA ระบุว่า ภาพหลอนที่ไม่รบกวนอาจไม่จำเป็นต้องรักษา เช่น ผู้ป่วยเห็นเด็กเล็ก ๆ วิ่งเล่นในบ้านแล้วยิ้ม ไม่กลัว ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
แต่ "ไม่ต้องรักษาด้วยยา" ไม่ได้แปลว่า "ไม่ต้องไปหาหมอ" ภาพหลอนที่เพิ่งเริ่มควรให้แพทย์ประเมินสาเหตุเสมอ เพราะอาจเป็นอาการแรกของลิววี่บอดี้ เป็นผลจากยา หรือเป็นโรคตาที่ควรรักษา
ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อ ภาพหลอนทำให้ผู้ป่วยกลัว โกรธ นอนไม่ได้ พยายามหนีหรือต่อสู้กับสิ่งที่เห็น หรือเป็นถี่ขึ้น
ตอบสนองอย่างไรไม่ให้ผู้ป่วยกลัวหรือโกรธ
ข้อแนะนำจาก NIA และ MedlinePlus
- อย่าเถียงเรื่องสิ่งที่ผู้ป่วยเห็นหรือได้ยิน การบอกว่า "ไม่มีอะไรสักหน่อย" มักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่มีใครเชื่อ
- ปลอบเมื่อผู้ป่วยกลัว เช่น "หนูอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำร้ายแม่ได้" ใช้สัมผัสอ่อนโยนถ้าผู้ป่วยยอมรับ
- เบี่ยงความสนใจ บางครั้งการย้ายไปอีกห้องหรือออกไปเดินเล่นช่วยได้
- ลดสิ่งกระตุ้นรอบตัว MedlinePlus แนะนำให้หลีกเลี่ยงสีสดและลวดลายจัดจ้าน
- ปรับแสงในบ้าน เปิดไฟให้สว่างพอตอนเย็น ลดเงามืดตามมุม ปิดม่านกระจกที่สะท้อนภาพตอนกลางคืน
- ใส่แว่นและเครื่องช่วยฟัง ให้พร้อม เพื่อให้รับรู้สิ่งรอบตัวได้ถูกต้องขึ้น
- ดูแลความปลอดภัย NIA แนะนำให้แน่ใจว่าผู้ป่วยหยิบสิ่งที่ใช้ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นไม่ได้
วิธีดูแลอื่นอ่านต่อที่ ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมที่บ้าน
ทำไมยาบางกลุ่มอันตรายในผู้ป่วยลิววี่บอดี้
ยาที่ใช้รักษาภาพหลอน หลงผิด และกระวนกระวาย คือยาต้านโรคจิต (antipsychotics) NIA ให้ข้อเท็จจริงสำคัญไว้ดังนี้
- ผู้ป่วยลิววี่บอดี้อาจมีปฏิกิริยารุนแรงหรือผลข้างเคียงรุนแรงต่อยาต้านโรคจิต และยาอาจทำให้อาการเคลื่อนไหวแย่ลง
- ยาต้านโรคจิตเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตในผู้สูงอายุสมองเสื่อม และอาจอันตรายเป็นพิเศษในผู้ป่วยลิววี่บอดี้
- ยาต้านโรคจิตรุ่นเก่า เช่น ฮาโลเพอริดอล โดยทั่วไปไม่ควรใช้ในผู้ป่วยลิววี่บอดี้
- ในกรณีที่พบได้น้อย อาจเกิดภาวะรุนแรงถึงชีวิตที่เรียกว่า neuroleptic malignant syndrome
- ยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสอาจช่วยลดภาพหลอนและอาการทางจิตในลิววี่บอดี้ได้
NIA ระบุว่าแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัวต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงของยา กับความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและความทุกข์ใจถ้าไม่รักษา ครอบครัวจึงควร
- ไม่ซื้อยาระงับประสาท ยานอนหลับ หรือยาแก้แพ้มาให้เอง
- บอกแพทย์ทุกคนที่รักษา รวมถึงแพทย์ห้องฉุกเฉินและวิสัญญีแพทย์ก่อนผ่าตัด ว่าผู้ป่วยเป็นหรือสงสัยลิววี่บอดี้ NIA แนะนำให้คุยกับวิสัญญีแพทย์ล่วงหน้าเรื่องความไวต่อยา
- ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง
เมื่อไรต้องพบแพทย์ด่วน
ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
- เห็นภาพหลอนขึ้นมาทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็น
- สับสน พูดไม่รู้เรื่อง ซึมลง ปลุกยาก หรือรู้สึกตัวดีสลับกับสับสน
- มีไข้ ปัสสาวะแสบขัด ไอหอบ หรือดื่มน้ำ กินอาหารได้น้อยมาก
- เพิ่งเริ่มยาใหม่ เพิ่งผ่าตัด หรือหยุดดื่มสุราทันทีแล้วเริ่มเห็นภาพหลอน
- ตามัวลงทันที แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือปวดศีรษะรุนแรง
- ชัก
- หกล้มศีรษะกระแทก
- ผู้ป่วยกลัวจนพยายามหนี ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น หรือพูดถึงการทำร้ายตัวเอง (โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรี 24 ชั่วโมง)
ควรนัดพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ต้องรอนัดเดิม ถ้าภาพหลอนค่อย ๆ เกิดขึ้น ไม่มีอาการข้างต้น ผู้ป่วยรู้ตัวดีและไม่ทุกข์ใจมาก เช่น สงสัยกลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ต หรือมีอาการแบบพาร์กินสันร่วมด้วย ควรนำยาทั้งหมดและแว่นตาไปด้วย
เรื่องเข้าใจผิดที่พบบ่อย
"แก่แล้วเห็นผีเห็นวิญญาณเป็นเรื่องธรรมดา" ไม่ควรสรุปเอง ภาพหลอนมีสาเหตุทางการแพทย์หลายอย่าง บางอย่างเป็นเหตุฉุกเฉิน
"เห็นภาพหลอนแปลว่าเป็นโรคจิต" ไม่เสมอไป NHS ระบุว่ากลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ตไม่ได้เกิดจากโรคจิตเวชหรือสมองเสื่อม
"ให้กินยานอนหลับจะได้ไม่เห็น" ห้ามทำเอง ยาหลายชนิดทำให้สับสนและภาพหลอนแย่ลง และยาบางกลุ่มอันตรายในผู้ป่วยลิววี่บอดี้
"มีสมุนไพรช่วยให้ไม่เห็นภาพหลอน" ไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และอาจตีกับยาที่ใช้อยู่
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เม็มโมร่า (MEMORA)
เม็มโมร่า (MEMORA) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0069 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. ฉลากระบุรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: เห็ดหัวลิง (Lion's Mane) 250 มก. · สารสกัดพรมมิ (Brahmi) 150 มก. · โคลีน ไบทาร์เทรต (99%) 90 มก. (เทียบเป็นตัวโคลีนราว 37 มก. ต่อวัน คำนวณ) · สารสกัดใบแปะก๊วย 50 มก. · ไพริดอกซิน ไฮโดรคลอไรด์ 2 มก. (เทียบเป็นวิตามินบี 6 ราว 1.65 มก. คำนวณ) · ส่วนอื่น ได้แก่ เปลือกแคปซูลเจลาติน สี INS171 (ไทเทเนียมไดออกไซด์) INS551 INS470ii และมอลโตเด็กซ์ตริน
คำเตือนบนฉลาก: อาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า · เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่
สำหรับครอบครัวที่ผู้สูงอายุเห็นภาพหลอน: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดภาพหลอนหรือช่วยผู้ป่วยลิววี่บอดี้หรือพาร์กินสัน ภาพหลอนที่เพิ่งเกิดต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และผู้ป่วยพาร์กินสันที่ใช้ยาเลโวโดปา หรือผู้ที่ใช้ยาจิตเวชและยาสมองเสื่อม ต้องแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์ใดและห้ามปรับยาเอง
หลักฐานของแต่ละส่วนประกอบ เทียบปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยกับปริมาณในแคปซูล
- เห็ดหัวลิง 250 มก. — งานในผู้มีภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย 30 คนใช้วันละ 3 กรัม (มากกว่าในแคปซูล 12 เท่า คำนวณ) และคะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังหยุด 4 สัปดาห์ ฉลากไม่ระบุว่าเป็นดอกเห็ด เส้นใย หรือสารสกัด และมีรายงานการแพ้รุนแรง
- สารสกัดพรมมิ 150 มก. — ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ งานทบทวนพบว่าไม่ต่างจากยาหลอก โดยหลักฐานมีความเชื่อมั่นต่ำมาก งานในผู้ใหญ่สุขภาพดีใช้สารสกัดมาตรฐานวันละ 300 มก. (2 เท่า คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณสารบาโคไซด์ และอาจทำให้ท้องไส้ไม่สบาย
- โคลีนราว 37 มก. ต่อวัน (คำนวณ) — ราว 7–9% ของปริมาณที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวัน (คำนวณ) งานทดลองให้โคลีนเสริมขนาดสูงกว่านี้มาก ไม่พบผลต่อความจำ
- สารสกัดใบแปะก๊วย 50 มก. — งาน GEM ในผู้สูงอายุ 3,069 คน ใช้วันละ 240 มก. (4.8 เท่า คำนวณ) ไม่ลดการเกิดสมองเสื่อม งานทบทวน Cochrane สรุปว่าหลักฐานไม่สอดคล้องและเชื่อถือไม่ได้ ใบแปะก๊วยเป็นที่มาของคำเตือนเรื่องเลือดแข็งตัวช้า และมีรายงานการชักในผู้มีแนวโน้ม
- วิตามินบี 6 (จากไพริดอกซิน HCl 2 มก.) ราว 1.65 มก. (คำนวณ) — ใกล้เคียงปริมาณที่ผู้สูงอายุควรได้รับต่อวัน วิตามินบี 6 ขนาดสูงลดฤทธิ์ยาเลโวโดปาได้ ผู้ป่วยพาร์กินสันจึงควรแจ้งแพทย์ งาน VITACOG ใช้บี 6 วันละ 20 มก. ร่วมกับโฟลิกและบี 12 ซึ่งแคปซูลนี้ไม่มี
ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง และผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกัน ชะลอ หรือรักษาภาวะสมองเสื่อมหรืออาการทางจิต
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล) ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ผู้มีเลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: ฉลากเตือนว่าอาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาสมองเสื่อม (โดเนพีซิล ริวาสติกมีน กาแลนตามีน เมมานทีน) หรือยาจิตเวช: ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง ยังไม่มีงานในคนเรื่องการใช้พรมมิร่วมกับยาสมองเสื่อม ต้องแจ้งแพทย์ก่อน
- ผู้เป็นลมชักหรือใช้ยากันชัก: ใบแปะก๊วยมีรายงานการชัก ต้องปรึกษาแพทย์
- ผู้ป่วยพาร์กินสันที่ใช้ยาเลโวโดปา ผู้เป็นโรคไทรอยด์ หรือใช้ยาหลายชนิด: แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
- ผู้แพ้เห็ดหรือมีประวัติแพ้อาหารและสมุนไพร: เห็ดหัวลิงมีรายงานการแพ้รุนแรง
- ผู้ที่กินวิตามินรวมหรือบีรวมอยู่แล้ว: ให้นับวิตามินบี 6 จากทุกแหล่งรวมกัน
- ผู้ป่วยที่ลืมว่ากินอะไรไปแล้ว: ให้ผู้ดูแลเป็นคนจัดยาและอาหารเสริมทุกชนิด และนำรายการทั้งหมดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู
ผลิตภัณฑ์นี้มีสารสกัดใบแปะก๊วย ฉลากระบุว่าอาจมีผลให้เลือดแข็งตัวช้า ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ผู้ที่จะผ่าตัด ผู้มีประวัติชัก และผู้ที่ใช้ยาสมองเสื่อมหรือยาประจำตัวอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาภาวะสมองเสื่อม
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเม็มโมร่าทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาสมองเสื่อม ยาพาร์กินสัน และยาจิตเวช แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุของอาการหลงลืมหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ สับสนหรือพฤติกรรมเปลี่ยนขึ้นมาทันที ซึมลงปลุกยาก แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีกทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซทรงตัวไม่ได้ ชัก เจ็บแน่นหน้าอก หรือมีการทำร้ายร่างกายที่อาจเกิดอันตราย ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 · หากมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 และโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ (ฟรี 24 ชั่วโมง)
ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 · 24 กล่อง 8,290 บาท (พ.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ MEMORA →คำถามที่พบบ่อย
ผู้สูงอายุเห็นภาพหลอนเกิดจากอะไร
สาเหตุที่ต้องนึกถึงก่อนคือภาวะสับสนเฉียบพลันจากการติดเชื้อ ยา หรือขาดน้ำ สาเหตุอื่น ได้แก่ ผลข้างเคียงยา เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาพาร์กินสัน สายตาเสื่อมมาก (กลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ต) สมองเสื่อมชนิดลิววี่บอดี้ พาร์กินสัน และอัลไซเมอร์
กลุ่มอาการชาร์ลส์ บอนเน็ตคืออะไร
NHS อธิบายว่าเป็นการเห็นภาพหลอนในคนที่สูญเสียการมองเห็นไปมาก เช่น จากจอประสาทตาเสื่อมหรือต้อกระจก ไม่ได้เกิดจากโรคจิตเวชหรือสมองเสื่อม เห็นภาพอย่างเดียว และส่วนใหญ่รู้ว่าไม่จริง แต่ควรพบแพทย์เพื่อแยกโรคที่ร้ายแรงกว่า
ผู้ป่วยเห็นภาพหลอนแต่ไม่กลัว ต้องรักษาไหม
NIA ระบุว่าภาพหลอนที่ไม่รบกวนอาจไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา แต่ภาพหลอนที่เพิ่งเริ่มควรให้แพทย์ประเมินสาเหตุเสมอ เพราะอาจมาจากยา โรคตา หรือสมองเสื่อมชนิดลิววี่บอดี้
ทำไมยาบางกลุ่มอันตรายในผู้ป่วยลิววี่บอดี้
NIA ระบุว่าผู้ป่วยลิววี่บอดี้อาจมีปฏิกิริยารุนแรงต่อยาต้านโรคจิต ยาอาจทำให้อาการเคลื่อนไหวแย่ลง และยาต้านโรคจิตเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตในผู้สูงอายุสมองเสื่อม จึงห้ามซื้อยาระงับประสาทมาให้เอง และต้องให้แพทย์ชั่งน้ำหนัก
เห็นภาพหลอนแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที
มีอาการข้อใดข้อหนึ่ง เช่น เห็นภาพหลอนขึ้นมาทันที สับสนหรือซึมลง มีไข้ เพิ่งเริ่มยาใหม่หรือเพิ่งผ่าตัด ตามัวทันที แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ชัก หรือพยายามทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Lewy Body Dementia: Causes, Symptoms, and DiagnosisNational Institute on Aging (NIA), NIH
- How Is Lewy Body Dementia Treated and Managed?National Institute on Aging (NIA), NIH
- Alzheimer's Caregiving: Coping With Hallucinations, Delusions, and ParanoiaNational Institute on Aging (NIA), NIH
- Charles Bonnet syndromeNHS (UK)
- DeliriumMedlinePlus, U.S. National Library of Medicine
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-19
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
