เกี่ยวกับ Lab Farm
แมมโมแกรมคืออะไร เจ็บไหม ควรเริ่มตรวจอายุเท่าไร ตรวจบ่อยอันตรายไหม
คำตอบสั้น: แมมโมแกรม (mammogram) คือ การถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม ใช้คัดกรองมะเร็งเต้านมตั้งแต่ยังไม่มีอาการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ แนะนำให้ผู้หญิงความเสี่ยงทั่วไป อายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกปี ระหว่างตรวจจะถูกกดเต้านมซึ่งบางคนรู้สึกเจ็บ แต่ใช้เวลาไม่นาน ส่วนรังสี สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (NCI) ระบุว่า มีความเสี่ยงก่อมะเร็งได้ แต่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ของการตรวจตามรอบ
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- NCI ระบุว่าแมมโมแกรมคัดกรอง ลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมในผู้หญิงอายุ 40–74 ปี โดยเฉพาะ 50–69 ปี
- ไทย: สถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ทุกปีตั้งแต่อายุ 40 ปี ส่วนสหรัฐ USPSTF แนะนำแมมโมแกรมทุก 2 ปีที่อายุ 40–74 ปี
- แมมโมแกรมกับอัลตราซาวด์ใช้เสริมกัน ไม่ใช่ทดแทนกัน
- วันตรวจ งดโรลออน ยาระงับกลิ่นกาย แป้ง โลชั่น ครีม และน้ำหอม บริเวณเต้านมและรักแร้
- ผลรายงานเป็น BI-RADS 0–6 ผู้ที่ถูกเรียกตรวจเพิ่ม ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมะเร็ง
- ตรวจเต้านมด้วยตนเองยังมีประโยชน์ในการรู้จักเต้านมตัวเอง แต่ใช้แทนแมมโมแกรมไม่ได้
แมมโมแกรมคืออะไร ตรวจอะไรได้บ้าง
NCI อธิบายว่าแมมโมแกรมเป็นภาพเอกซเรย์ของเต้านม ใช้คัดกรองเพราะพบก้อนได้ตั้งแต่ระยะแรกก่อนมีอาการ และใช้ตรวจเมื่อคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า แมมโมแกรมเพื่อวินิจฉัย
สิ่งที่แมมโมแกรมแสดงได้ ได้แก่
- ก้อน: ก้อนที่ขอบเรียบ กลม ชัดเจน มักเป็นถุงน้ำที่ไม่ใช่มะเร็ง ส่วนก้อนขอบขรุขระหรือรูปร่างผิดปกติต้องตรวจเพิ่ม
- หินปูนขนาดใหญ่ (macrocalcification): เห็นเป็นจุดขาว มักเกิดจากอายุ การบาดเจ็บเก่า หรือการอักเสบ ส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง
- หินปูนขนาดเล็ก (microcalcification): ถ้าเกาะกลุ่มในลักษณะหนึ่ง อาจเป็นสัญญาณของ DCIS (มะเร็งในท่อน้ำนมระยะยังไม่ลุกลาม) หรือมะเร็งเต้านม
- ความหนาแน่นของเนื้อเต้านม: สัดส่วนเนื้อเยื่อแน่นกับไขมัน
หินปูนเหล่านี้ ไม่เกี่ยวกับแคลเซียมที่กินจากอาหาร ตามที่ NCI ระบุ จึงไม่ต้องงดนมหรือแคลเซียมเพราะกลัวหินปูนในเต้านม
แมมโมแกรมกับอัลตราซาวด์เต้านม ต่างกันอย่างไร
- แมมโมแกรม: ใช้รังสีเอกซ์ เห็นหินปูนขนาดเล็กได้ดี เป็นวิธีหลักที่มีหลักฐานว่าลดการเสียชีวิต
- อัลตราซาวด์: ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ไม่มีรังสี NCI ระบุว่าผู้ที่เนื้อเต้านมแน่นอาจได้อัลตราซาวด์เพิ่มจากแมมโมแกรม แต่ยังไม่ทราบว่าการตรวจเพิ่มนี้ทำให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพดีขึ้นหรือไม่
เหตุผลที่ใช้คู่กัน คือ NCI ระบุว่า แมมโมแกรมมีโอกาสพลาดมะเร็งมากขึ้นในผู้ที่เนื้อเต้านมแน่น และสถาบันมะเร็งแห่งชาติของไทยก็ระบุว่าเนื้อเต้านมหนาแน่นทำให้ตรวจด้วยแมมโมแกรมยากขึ้น
ส่วน MRI เต้านม ไม่ใช้รังสี ใช้เสริมในผู้ที่เสี่ยงสูง เช่น มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA
ควรเริ่มตรวจแมมโมแกรมอายุเท่าไร บ่อยแค่ไหน
- ไทย (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ): ผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป อายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกปี พร้อมให้แพทย์ตรวจเต้านมอย่างน้อยปีละครั้ง
- สหรัฐ (USPSTF ตามที่ NCI อ้าง): ผู้หญิงความเสี่ยงทั่วไปตรวจแมมโมแกรมทุก 2 ปี ระหว่างอายุ 40–74 ปี
ความถี่ต่างกันตามแนวทางแต่ละประเทศ ให้ตกลงกับแพทย์ที่ดูแลตามความเสี่ยงของเรา
ผู้ที่ควรคุยเรื่องเริ่มเร็วหรือถี่กว่า
- มีญาติสายตรง เช่น แม่ พี่สาว ลูกสาว เป็นมะเร็งเต้านม
- มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2
- เคยฉายแสงบริเวณหน้าอกตอนเด็ก NCI ระบุว่าอาจเริ่มที่อายุ 25 ปี หรือ 8 ปีหลังฉายแสงเสร็จ แล้วแต่ว่าอายุใดมากกว่า
ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุ ได้แก่ อายุ 50 ปีขึ้นไป มีประจำเดือนเร็ว และไม่เคยตั้งครรภ์
แมมโมแกรมเจ็บไหม
ระหว่างตรวจ เจ้าหน้าที่จะวางเต้านมระหว่างแผ่นสองแผ่นแล้วกดให้แบน เพื่อให้ได้ภาพชัด ถ่ายหลายมุม NCI ระบุว่า การกดเต้านมทำให้บางคนเจ็บ แต่เป็นช่วงสั้น ๆ
วิธีลดความเจ็บที่ NCI แนะนำ
- ไม่นัดตรวจช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งเต้านมมักคัดตึงและเจ็บง่าย
- กินยาแก้ปวดที่ซื้อได้เองก่อนตรวจ อาจช่วยลดความไม่สบาย ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นให้ถามเภสัชกรก่อนว่ายาตัวไหนเหมาะ
- บอกเจ้าหน้าที่ถ้าเจ็บมาก เพื่อปรับท่า
เตรียมตัวก่อนตรวจแมมโมแกรม
- งดผลิตภัณฑ์บริเวณเต้านมและรักแร้ในวันตรวจ ได้แก่ โรลออน ยาระงับกลิ่นกาย แป้ง โลชั่น ครีม และน้ำหอม ตามคำแนะนำของ NCI
- ใส่เสื้อแบบแยกท่อนจะถอดเฉพาะท่อนบนได้สะดวก
- นำฟิล์มหรือผลแมมโมแกรมครั้งก่อนไปด้วย NCI ระบุว่ารังสีแพทย์จะเทียบกับภาพเก่าเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
- แจ้งเจ้าหน้าที่ถ้าเสริมเต้านม หรืออาจตั้งครรภ์
ส่วนความเชื่อว่าโรลออนทำให้เป็นมะเร็งเต้านม NCI ระบุว่า งานวิจัยที่มีคุณภาพจนถึงปัจจุบันไม่พบความเชื่อมโยง การงดในวันตรวจจึงเป็นการเตรียมตัวตามคำแนะนำของ NCI ไม่ได้แปลว่าโรลออนทำให้เป็นมะเร็ง
ตรวจแมมโมแกรมบ่อย รังสีอันตรายไหม
NCI ระบุในหัวข้อโทษของการคัดกรองมะเร็งเต้านมว่า รังสีจากแมมโมแกรมอาจก่อมะเร็งได้ แต่ความเสี่ยงต่ำมาก และแมมโมแกรมเพื่อวินิจฉัยใช้ปริมาณรังสีมากกว่าแมมโมแกรมคัดกรอง เพราะต้องถ่ายหลายมุมกว่า
ในทางปฏิบัติ
- ตรวจตามรอบที่แนะนำ ไม่ต้องกังวลจนเลื่อนตรวจ
- ไม่ต้องตรวจถี่กว่ารอบเอง ถ้าไม่มีอาการหรือแพทย์ไม่ได้นัด
- ถ้ามีอาการผิดปกติ การตรวจเพิ่มตามที่แพทย์สั่งจำเป็นกว่าการกังวลเรื่องรังสี
โทษอื่นของการคัดกรองที่ NCI ระบุ คือ ผลบวกลวงที่ทำให้ต้องตรวจเพิ่มหรือตัดชิ้นเนื้อ ผลลบลวงซึ่งพบบ่อยขึ้นในเนื้อเต้านมแน่น และการวินิจฉัยเกิน
ผลตรวจ BI-RADS อ่านอย่างไร
ผลแมมโมแกรมมักรายงานเป็นหมวด BI-RADS ซึ่ง NCI สรุปไว้ดังนี้
- 0: ต้องถ่ายภาพเพิ่มก่อนสรุปผล
- 1: ปกติ ตรวจตามรอบต่อ
- 2: พบสิ่งที่ไม่ใช่มะเร็ง ตรวจตามรอบต่อ
- 3: น่าจะไม่ใช่มะเร็ง นัดตรวจแมมโมแกรมซ้ำใน 6 เดือน
- 4: พบความผิดปกติที่น่าสงสัย อาจต้องตัดชิ้นเนื้อ
- 5: สงสัยมะเร็งสูง ต้องตัดชิ้นเนื้อ
- 6: ตัดชิ้นเนื้อยืนยันแล้วว่าเป็นมะเร็ง ก่อนเริ่มรักษา
รายงานจะบอกความหนาแน่นของเนื้อเต้านมด้วย ถ้าถูกเรียกตรวจเพิ่ม อย่าเพิ่งตกใจ NCI ระบุว่าคนส่วนใหญ่ที่ถูกเรียกกลับมาตรวจเพิ่ม ไม่พบว่าเป็นมะเร็งเต้านม แต่ต้องไปตามนัดทุกครั้ง วิธีอ่านผลตรวจสุขภาพอื่นอยู่ที่ อ่านผลตรวจสุขภาพประจำปีด้วยตัวเอง
แมมโมแกรม 3 มิติคืออะไร ต่างจากแบบเดิมไหม
บางโรงพยาบาลมีแมมโมแกรม 3 มิติ หรือ digital breast tomosynthesis (DBT) NCI อธิบายว่าเครื่องจะถ่ายภาพเต้านมเป็นชั้นบาง ๆ หลายภาพ แล้วใช้คอมพิวเตอร์ประกอบเป็นภาพ 3 มิติ และยังได้ภาพ 2 มิติแบบเดิมด้วย การเลือกชนิดให้ขึ้นกับเครื่องที่หน่วยบริการมีและคำแนะนำของแพทย์ สิ่งสำคัญกว่าชนิดเครื่องคือ ตรวจตามรอบอย่างต่อเนื่อง และตรวจที่เดิมได้จะเทียบภาพเก่าได้ง่าย
รอผลแมมโมแกรมนานไหม
ในสหรัฐ NCI ระบุว่ามักได้รายงานภายในราว 2 สัปดาห์ และ ถ้าไม่ได้ผลภายในเวลานั้นให้ติดต่อผู้ส่งตรวจ ในไทยระยะเวลาขึ้นกับโรงพยาบาล ให้ถามวันรับผลตั้งแต่วันตรวจ และอย่าคิดเองว่า "ไม่มีใครโทรมาแปลว่าปกติ" ถ้าเลยกำหนดให้โทรตามผล
ตรวจเต้านมด้วยตนเองยังจำเป็นไหม
สถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน ราว 7–10 วันหลังหมดประจำเดือน ซึ่งเต้านมไม่คัดตึง
ด้าน NCI ระบุว่า การตรวจด้วยตนเองหรือให้แพทย์คลำอย่างเดียวไม่เพียงพอเป็นการคัดกรอง แต่การรู้ว่าเต้านมตัวเองปกติเป็นอย่างไรมีประโยชน์ เพราะเมื่อพบสิ่งผิดปกติจะได้ไปพบแพทย์ทันที แม้เพิ่งตรวจแมมโมแกรมผลปกติมาไม่นาน
อาการที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติให้รีบปรึกษาแพทย์
- คลำพบก้อนหรือความแข็งผิดปกติที่เต้านมหรือรักแร้
- ผิวเต้านมเปลี่ยนสี หรือมีรอยบุ๋มคล้ายผิวส้ม
- หัวนมบุ๋ม หรือมีเลือดหรือของเหลวผิดปกติไหลจากหัวนม
- เจ็บเต้านมที่ไม่หายไป
ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ได้แก่ เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก หรือเป็นลม เพราะอาการเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากเต้านม และต้องประเมินด่วน
การเตรียมคำถามก่อนพบแพทย์อ่านได้ที่ เตรียมตัวก่อนไปหาหมอ ภาพรวมการคัดกรองมะเร็งอื่นอยู่ที่ ตรวจคัดกรองมะเร็งมีอะไรบ้าง และรายการตรวจตามวัยอยู่ที่ อายุ 40 50 60 ควรตรวจสุขภาพอะไรบ้าง
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: แล็บฟาร์ม (Lab Farm)
ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด ฉายแสง ยามุ่งเป้า หรือยาอิมมูโนเทอราพี (immunotherapy) ห้ามกินอาหารเสริมทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์นี้ เว้นแต่แพทย์ผู้รักษามะเร็งอนุญาต ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยารักษามะเร็ง ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยรักษา ต้าน หรือกันมะเร็งเต้านม และไม่ใช้แทนแมมโมแกรมหรือการพบแพทย์เมื่อคลำพบก้อน
แล็บฟาร์ม (Lab Farm) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ตรา แล็บ ฟาร์ม) เลข อย. 73-1-02663-5-0191 ผลิตโดย บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มก. ฉลากแนะนำรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% (Immuneo Plus™) 200 มก. (เบต้ากลูแคนราว 160 มก. คำนวณ) · แกมมา โอไรซานอล 50 มก. · สารสกัดซีบัคธอร์น 50 มก. · เควอซิทิน 50 มก. · สารสกัดโสมเกาหลี 50 มก. · ผงมากิเบอร์รี่ 30 มก. · ผงมะตูม 30 มก. · สารสกัดขิง 20 มก. · สารสกัดพริกไทยดำ 20 มก. · สารสกัดใบแปะก๊วย 20 มก. · นิโคตินาไมด์ (วิตามินบี 3) 15 มก. · ไบโอติน 1% 7.9 มก. (ไบโอตินราว 79 ไมโครกรัม คำนวณ) · แคลเซียม ดี-แพนโททิเนต 2 มก. · วิตามินบี 1 1.5 มก. · วิตามินบี 2 1.5 มก. · วิตามินบี 6 1 มก. · วิตามินบี 12 0.1% 1 มก. (บี 12 ราว 1 ไมโครกรัม คำนวณ) · วิตามินดี 3 (1,000,000 IU/g) 0.2 มก. (ราว 200 IU หรือ 5 ไมโครกรัม คำนวณ) · กรดโฟลิก 0.1 มก. (100 ไมโครกรัม)
ข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้ที่ผลตรวจเต้านมผิดปกติ
- งาน SWOG S0221 ทำในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมโดยตรง — ผู้ป่วย 1,134 คนที่ได้เคมีบำบัด พบว่าการใช้วิตามินบี 12 ทั้งก่อนและระหว่างเคมีบำบัดสัมพันธ์กับการรอดชีวิตที่แย่ลง และการใช้สารต้านอนุมูลอิสระสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำที่สูงขึ้นแบบก้ำกึ่งนัยสำคัญ ส่วนวิตามินรวมไม่สัมพันธ์กับผล ผลิตภัณฑ์นี้มีวิตามินบี 12 ราว 1 ไมโครกรัม (คำนวณ) และเควอซิทิน 50 มก. ซึ่ง MSKCC ระบุว่าอาจรบกวนยาเคมีบำบัดบางชนิด งาน SWOG เป็นงานสังเกต พิสูจน์เหตุและผลไม่ได้ และบทคัดย่อไม่ได้ระบุขนาดที่ใช้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและกำลังจะรักษาควรแจ้งทีมรักษาทุกตัวที่กินอยู่
- ก่อนตัดชิ้นเนื้อหรือผ่าตัดเต้านม — ใบแปะก๊วย ขิง โสม และเควอซิทิน มีรายงานเรื่องเลือดออกหรือค่าการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยน MSKCC แนะนำให้หยุดโสมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และขิงชนิดเสริม 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า
- ไบโอตินราว 79 ไมโครกรัม (คำนวณ) — ไบโอตินขนาดสูงรบกวนผลตรวจเลือดบางชนิด ก่อนเจาะเลือดให้แจ้งแพทย์หรือห้องแล็บ
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาที่ต้องคุมระดับยาในเลือด เช่น ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัสเอชไอวี ยามะเร็งชนิดกิน: ไพเพอรีนในพริกไทยดำเพิ่มระดับยาบางชนิด ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณไพเพอรีน
- ผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวาน: โสมและขิงอาจทำให้น้ำตาลลดลงมากขึ้น
- คำเตือนบนฉลาก: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · ผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร · ผู้ให้นมบุตร ข้อมูลความปลอดภัยของส่วนประกอบบางตัวยังไม่พอ ควรปรึกษาแพทย์
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความแล็บฟาร์มทั้งหมด
ส่วนประกอบบางชนิด เช่น โสม ใบแปะก๊วย ขิง และพริกไทยดำ อาจเสริมฤทธิ์หรือเปลี่ยนระดับยาบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง และผู้ที่จะผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการรักษาหรือวัคซีน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
ราคาโปรโมชัน 890 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 2,490 · 8 กล่อง 4,590 · 15 กล่อง 7,890 · 25 กล่อง 12,990 บาท (ต.ค. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Lab Farm →คำถามที่พบบ่อย
แมมโมแกรมคืออะไร
แมมโมแกรมคือการถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม ใช้คัดกรองมะเร็งเต้านมตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และใช้ตรวจเมื่อคลำพบก้อน ภาพแสดงก้อน หินปูน และความหนาแน่นของเนื้อเต้านม NCI ระบุว่าแมมโมแกรมคัดกรองลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมในผู้หญิงอายุ 40–74 ปี
แมมโมแกรมเจ็บไหม
ระหว่างตรวจจะกดเต้านมระหว่างแผ่นสองแผ่นเพื่อให้ภาพชัด NCI ระบุว่าบางคนรู้สึกเจ็บ แต่เป็นช่วงสั้น ๆ การไม่นัดตรวจช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน และการกินยาแก้ปวดที่ซื้อได้เองก่อนตรวจ อาจช่วยลดความไม่สบาย
ตรวจแมมโมแกรมบ่อย อันตรายไหม
NCI ระบุว่ารังสีจากแมมโมแกรมอาจก่อมะเร็งได้ แต่ความเสี่ยงต่ำมาก ควรตรวจตามรอบที่แนะนำ ไม่ต้องตรวจถี่กว่ารอบเองถ้าไม่มีอาการ และถ้ามีอาการผิดปกติ การตรวจเพิ่มตามที่แพทย์สั่งมีความสำคัญกว่า
แมมโมแกรมกับอัลตราซาวด์ต่างกันอย่างไร ต้องตรวจทั้งสองอย่างไหม
แมมโมแกรมใช้รังสีเอกซ์และเห็นหินปูนขนาดเล็กได้ดี อัลตราซาวด์ใช้คลื่นเสียงไม่มีรังสี มักใช้เสริมในผู้ที่เนื้อเต้านมแน่น สถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไปอายุ 40 ปีขึ้นไปตรวจทั้งแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกปี
ก่อนตรวจแมมโมแกรมต้องเตรียมตัวอย่างไร
NCI แนะนำให้งดโรลออน ยาระงับกลิ่นกาย แป้ง โลชั่น ครีม และน้ำหอม บริเวณเต้านมและรักแร้ในวันตรวจ เลี่ยงนัดช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน และนำผลแมมโมแกรมครั้งก่อนไปด้วยเพื่อให้รังสีแพทย์เปรียบเทียบ
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- MammogramsNational Cancer Institute (NCI)
- Breast Cancer Screening (PDQ®)–Patient VersionNational Cancer Institute (NCI)
- รณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม (23 ก.พ. 2569)สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์
- Common Cancer Myths and MisconceptionsNational Cancer Institute (NCI)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-14
อ่านต่อ
มะตูมสรรพคุณ น้ำมะตูมแก้อะไร ข้อควรระวังที่ควรรู้
มะตูมสรรพคุณในตำรายาไทยใช้ส่วนไหน งานวิจัยสมัยใหม่อยู่ระดับไหน มะตูมดิบกับสุกต่างกันอย่างไร น้ำมะตูมกับน้ำตาล คนเป็นเบาหวานดื่มได้ไหม และข้อควรระวัง
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร ผงเกลือแร่ ORS ต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างไร ยาหยุดถ่ายใช้ได้เมื่อไร โยเกิร์ตช่วยไหม อาการไหนต้องไปโรงพยาบาล
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายเร็ว ไข่ อาหารทะเล กินได้ไหม
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายดี โปรตีน วิตามินซี สังกะสีจำเป็นแค่ไหน ไข่ ไก่ อาหารทะเลทำให้แผลเป็นนูนจริงไหม เบาหวานกับแผลหายช้า และสัญญาณแผลติดเชื้อ
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่ กี่วันถึงหาย กลับไปออกกำลังได้เมื่อไร
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่หรือโควิดนานแค่ไหน ทำไมไม่ควรรีบออกกำลัง อาการใจสั่น เหนื่อยหอบที่ต้องระวัง วิธีเพิ่มกิจกรรมทีละขั้น และเมื่อไรต้องตรวจเพิ่ม
