บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ BETA CAL PRO PLUS

กรดยูริกสูงเท่าไหร่เป็นเกาต์ ค่าปกติเท่าไร ลดยังไง

คำตอบสั้น: ไม่มีตัวเลขกรดยูริกตัวไหนที่ตัดสินได้ว่าเป็นเกาต์ เพราะเกาต์วินิจฉัยจากอาการข้ออักเสบร่วมกับการตรวจของแพทย์ ไม่ใช่จากผลเลือดอย่างเดียว แนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2569 ถือว่ากรดยูริกเกิน 6.8 มก./ดล. คือเกินจุดอิ่มตัว และตั้งเป้าหมายให้ผู้ป่วยเกาต์ที่กินยาลดกรดยูริกอยู่ที่ต่ำกว่า 6 มก./ดล. คนที่ยูริกสูงแต่ไม่มีอาการส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเกาต์

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ค่าปกติ ตาม MedlinePlus (ทบทวน 1 เม.ย. 2568) คือ ผู้หญิง 3.0–7.1 มก./ดล. ผู้ชาย 4.0–8.6 มก./ดล. แต่แต่ละห้องแล็บอาจต่างกันเล็กน้อย
  • 6.8 มก./ดล. คือจุดอิ่มตัวที่แนวทางไทย 2569 ใช้แบ่งว่ากรดยูริกในเลือดสูง
  • เป้าหมายของผู้ป่วยเกาต์ที่กินยาลดกรดยูริก คือต่ำกว่า 6 มก./ดล. ทั้งในแนวทางไทย 2569 และแนวทาง ACR 2020 ของสหรัฐฯ
  • ยูริกสูงแต่ไม่มีอาการ แนวทางไทยไม่แนะนำให้ใช้ยาลดกรดยูริก และในงานติดตามที่แนวทางยกมา คนที่ยูริกเกิน 9 มก./ดล. ร้อยละ 78 ยังไม่เป็นเกาต์ใน 5 ปี
  • วิธีที่แนวทางไทยแนะนำ คือเลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกชนิด จำกัดเนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และน้ำผลไม้ ลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน และใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้

กรดยูริกค่าปกติเท่าไร ชายกับหญิงต่างกันไหม

ชายกับหญิงมีช่วงค่าปกติไม่เท่ากัน MedlinePlus ของหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ ระบุค่าปกติของกรดยูริกในเลือดไว้ดังนี้

  • ผู้หญิง 3.0–7.1 มก./ดล.
  • ผู้ชาย 4.0–8.6 มก./ดล.

MedlinePlus บอกด้วยว่าช่วงค่าปกติอาจต่างกันเล็กน้อยในแต่ละห้องปฏิบัติการ จึงควรดูช่วงอ้างอิงที่พิมพ์มากับใบผลของโรงพยาบาลที่เราตรวจ และถามแพทย์ว่าค่าของเราหมายความว่าอะไร

ส่วนเอกสารความรู้สำหรับผู้ป่วยของฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช (พิมพ์ พ.ศ. 2555) ใช้ตัวเลขที่เรียบง่ายกว่า คือคนทั่วไปมีกรดยูริกในเลือดราว 3–7 มก./ดล. และถ้าเกิน 7 มก./ดล. ถือว่าสูง ตัวเลขจึงต่างกันได้ตามแหล่งและยุคของเอกสาร

อยากเข้าใจว่ากรดยูริกมาจากไหน อ่านพื้นฐานได้ที่ กรดยูริกสูงคืออะไร

กรดยูริกสูงเท่าไหร่ถึงเริ่มตกผลึกเป็นเกาต์

ตัวเลขที่แนวทางไทยใช้คือ 6.8 มก./ดล. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาเกาต์และกรดยูริกในเลือดสูง พ.ศ. 2569 ของสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย นิยามภาวะกรดยูริกในเลือดสูงแบบไม่มีอาการว่า ระดับกรดยูริกในเลือด "เกินกว่าจุดอิ่มตัว" คือมากกว่า 6.8 มก./ดล. โดยไม่เคยมีอาการข้ออักเสบเกาต์และไม่พบปุ่มโทฟัส (ก้อนผลึกยูเรตใต้ผิวหนัง)

NIAMS (สถาบันโรคข้อและกระดูกสหรัฐฯ) อธิบายกลไกว่า เมื่อร่างกายสร้างยูเรตมากเกินไปหรือขับออกได้น้อย ยูเรตจะสะสมในเลือดและเกิดผลึกรูปเข็มในข้อ ทำให้ข้ออักเสบ ปวด และบวม

แต่เกินจุดอิ่มตัวไม่ได้แปลว่าต้องเป็นเกาต์ NIAMS เองระบุว่ามีคนที่ยูเรตในเลือดสูงเป็นเวลานาน หรือแม้แต่มีผลึกในข้อ แต่ไม่มีอาการ

กรดยูริกสูงแต่ไม่ปวดข้อ เป็นเกาต์หรือยัง

ยังไม่ใช่เกาต์ ถ้าไม่เคยมีข้ออักเสบและไม่มีปุ่มโทฟัส เอกสารผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชเขียนไว้ตรง ๆ ว่าผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเกาต์ทุกคน

แนวทางไทย 2569 ยกงานติดตามผู้ที่มีกรดยูริกสูง 2,046 คน นาน 14.9 ปี (งานเชิงสังเกต คุณภาพหลักฐานต่ำ) ซึ่งพบอัตราการเกิดเกาต์ต่อปีดังนี้

  • กรดยูริกเกิน 9 มก./ดล. เกิดเกาต์ร้อยละ 4.9 ต่อปี
  • กรดยูริก 7.0–8.9 มก./ดล. เกิดเกาต์ร้อยละ 0.5 ต่อปี
  • กรดยูริกต่ำกว่า 7.0 มก./ดล. เกิดเกาต์น้อยกว่าร้อยละ 0.1 ต่อปี

เมื่อติดตามกลุ่มที่ยูริกเกิน 9 มก./ดล. ไป 5 ปี พบว่าเป็นเกาต์ร้อยละ 22 และอีกร้อยละ 78 ยังไม่มีอาการ ตัวเลขนี้เป็นอัตราที่สังเกตได้ ไม่ได้ปรับปัจจัยอื่น จึงใช้บอกแนวโน้ม ไม่ได้ใช้ทำนายรายคน

ยิ่งตัวเลขสูง โอกาสเกิดเกาต์ยิ่งมาก แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เป็น แนวทางไทย 2569 จึง "ไม่แนะนำการใช้ยาลดกรดยูริกในภาวะกรดยูริกในเลือดสูงแบบไม่มีอาการ" (แนะนำแบบมีเงื่อนไข) เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดว่าการรักษาให้ประโยชน์ ส่วน ACR 2020 ก็แนะนำแบบมีเงื่อนไขว่าไม่ควรเริ่มยาลดกรดยูริกในกลุ่มนี้เช่นกัน

ถ้ายูริกสูงแต่ไม่มีอาการ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ กรดยูริกสูงแต่ไม่มีอาการ ต้องกินยาไหม และสาเหตุจากยาที่ใช้อยู่ได้ที่ กรดยูริกสูงเกิดจากอะไร

เป็นเกาต์แล้ว ยูริกต้องต่ำแค่ไหน

เป้าหมายคือต่ำกว่า 6 มก./ดล. แนวทางไทย 2569 แนะนำอย่างยิ่งให้ใช้เป้าหมายนี้ และให้ปรับยาลดกรดยูริกแบบมีเป้าหมาย (treat to target) คือค่อย ๆ ปรับขนาดยาตามผลเลือดจนถึงเป้า ACR 2020 ก็แนะนำอย่างยิ่งให้รักษาระดับต่ำกว่า 6 มก./ดล. เช่นกัน

MedlinePlus ระบุว่าเป้าหมายของผู้ป่วยเกาต์อาจเป็นต่ำกว่า 6 หรือต่ำกว่า 5 มก./ดล. ขึ้นกับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละคน ตัวเลขเป้าหมายของเราจึงให้แพทย์ที่ดูแลเป็นผู้กำหนด

แนวทางไทยให้เหตุผลว่า การปรับยาแบบมีเป้าหมายทำให้ผู้ป่วยถึงเป้าได้มากกว่าการกินยาขนาดคงที่ และลดการกำเริบ จำนวนและขนาดของปุ่มโทฟัส (คุณภาพหลักฐานสูง)

ใครควรเริ่มยาลดกรดยูริก ตามแนวทางไทย 2569 ได้แก่ ผู้ป่วยเกาต์ที่มีข้ออักเสบกำเริบอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี มีปุ่มโทฟัส หรือเอกซเรย์พบข้อถูกทำลาย และอาจพิจารณาในผู้ที่กำเริบครั้งแรกแต่มีนิ่วในไต ไตวายเรื้อรังระยะ 3 ขึ้นไป หรือกรดยูริกตั้งแต่ 9 มก./ดล. ขึ้นไป การตัดสินใจนี้เป็นของแพทย์

กรดยูริกสูง ลดยังไงให้ได้ผล

แนวทางไทย 2569 แนะนำแบบมีเงื่อนไข ให้ผู้ป่วยเกาต์ทำสิ่งต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • จำกัดการบริโภคเนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และน้ำผลไม้
  • ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน

ในงานวิจัยที่แนวทางไทยรวบรวม (งานเชิงสังเกต บอกเหตุและผลไม่ได้) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับความเสี่ยงเกาต์ที่สูงขึ้น และความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นตามปริมาณที่ดื่ม ทั้งเบียร์ ไวน์ และสุรา ส่วน ACR 2020 รายงานว่าผู้ป่วยที่จำกัดหรืองดแอลกอฮอล์มีกรดยูริกต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้จำกัด 1.6 มก./ดล.

เรื่องน้ำหนัก แนวทางไทยยกงานทดลองแบบสุม 24 เดือนที่พบว่าอาหารไขมันต่ำจำกัดพลังงาน อาหารเมดิเตอร์เรเนียนจำกัดพลังงาน และการจำกัดคาร์โบไฮเดรต ลดกรดยูริกได้ 1.9, 2.0 และ 2.4 มก./ดล. ตามลำดับที่ 6 เดือน แต่งานอื่นบางงานไม่พบความสัมพันธ์ แนวทางระบุว่างานเหล่านั้นมีคุณภาพต่ำมากและติดตามสั้น ส่วนบทความของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (Rama Channel เผยแพร่ 15 พ.ค. 2568) เตือนว่าไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป เพราะอาจทำให้กรดยูริกเพิ่มขึ้น

ข้อที่ควรรู้คืออาหารอย่างเดียวลดยูริกได้ไม่มาก ACR 2020 เขียนว่าการปรับอาหารน่าจะเปลี่ยนระดับกรดยูริกได้เพียงเล็กน้อย แต่อาหารบางอย่างอาจเป็นตัวกระตุ้นให้กำเริบ ACR ยังเตือนผู้ให้การรักษาว่าเกาต์มีพันธุกรรมเกี่ยวข้องมาก อย่าให้การคุยเรื่องอาหารกลายเป็นการกล่าวโทษผู้ป่วย

ยาคือเครื่องมือหลักเมื่อมีข้อบ่งชี้ ถ้าแพทย์เริ่มยาลดกรดยูริกแล้ว แนวทางไทยแนะนำให้พิจารณาใช้ยาต่อเนื่อง เพราะงานที่แนวทางรวบรวมพบว่าเมื่อหยุดยา ผู้ป่วยกลับมากำเริบซ้ำร้อยละ 36.4–81 ภายใน 15.8–56 เดือน อ่านเรื่องยาเพิ่มได้ที่ ยาลดกรดยูริก อัลโลพูรินอล

ความเชื่อที่พบบ่อยเรื่องกรดยูริก

"งดไก่อย่างเดียวก็พอ" เอกสารของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่าหลายคนเข้าใจผิดว่าเกาต์เกิดจากการกินไก่มากเกินไป แต่ความจริงมีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม อาหาร แอลกอฮอล์ น้ำหนักตัว โรคประจำตัว และยาบางชนิด

"ยูริกปกติแล้ว หยุดยาได้" ไม่ควรทำเอง NHS ของอังกฤษ (ทบทวน 24 ส.ค. 2566) ย้ำว่าต้องกินยาลดกรดยูริกสม่ำเสมอแม้ไม่มีอาการแล้ว และ MedlinePlus ระบุว่าห้ามหยุดยาอัลโลพูรินอลโดยไม่ปรึกษาแพทย์

"ยูริกสูงต้องกินยาทุกคน" ไม่จริง แนวทางไทยไม่แนะนำยาลดกรดยูริกในคนที่ยูริกสูงแต่ไม่มีอาการ ดังที่อธิบายข้างต้น

"อาหารเสริมลดยูริกได้" แนวทาง ACR 2020 แนะนำว่าไม่ควรเพิ่มวิตามินซีเสริมในผู้ป่วยเกาต์ และไม่ให้คำแนะนำเรื่องเชอร์รี่เพราะหลักฐานคุณภาพต่ำหรือต่ำมาก อ่านต่อที่ กรดยูริกสูง อาหารเสริมตัวไหนมีงานวิจัย

ตรวจกรดยูริกซ้ำบ่อยแค่ไหน

ถ้ากินยาลดกรดยูริกอยู่ แผนภูมิการรักษาในแนวทางไทย 2569 ให้ติดตามกรดยูริก ค่าไต (creatinine) และค่าตับ (AST, ALT) อย่างน้อยทุก 3–6 เดือน และในช่วงปรับยา แพทย์จะดูผลกรดยูริกเป็นระยะเพื่อปรับขนาดยาให้ถึงเป้า ACR 2020 ก็แนะนำให้ปรับขนาดยาตามผลกรดยูริกที่ตรวจซ้ำเป็นระยะ

ถ้ายูริกสูงแต่ไม่มีอาการและไม่ได้กินยา แหล่งที่เราตรวจไม่ได้กำหนดความถี่ที่แน่นอน ให้ตรวจตามนัดของแพทย์ที่ดูแล

ก่อนเจาะเลือด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่ากินยาอะไรอยู่ MedlinePlus ระบุว่ายาหลายชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ แอสไพรินขนาดต่ำ และกรดนิโคตินิก ทำให้กรดยูริกสูงขึ้นได้ ส่วนยาบางตัว เช่น โลซาร์แทน ทำให้ต่ำลงได้ ห้ามหยุดยาเหล่านี้เองเพื่อให้ผลเลือดดูดี ACR 2020 แนะนำไม่ให้หยุดแอสไพรินขนาดต่ำที่ใช้ตามข้อบ่งชี้ และแนวทางไทยระบุว่าใช้ยาขับปัสสาวะและแอสไพรินได้ถ้ามีข้อบ่งชี้

เมื่อไรต้องไปพบแพทย์

ไปพบแพทย์ตามปกติ ถ้ามีอาการคล้ายเกาต์ครั้งแรก หรือเป็นเกาต์อยู่แล้วแต่ยาที่ใช้ไม่ช่วย NHS อธิบายอาการหลักว่าปวดข้อรุนแรงขึ้นมาทันที ส่วนใหญ่ที่นิ้วโป้งเท้า และผิวเหนือข้อร้อน บวม แดง อ่านอาการระยะแรกได้ที่ อาการเกาต์ระยะแรก

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด ถ้าข้อปวดและบวมขึ้นมาทันที และมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ NHS ระบุว่าอาจเป็นการติดเชื้อในข้อที่ต้องได้รับการดูแลด่วน

  • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • มีไข้สูง หรือรู้สึกร้อนสลับหนาวสั่น
  • คลื่นไส้ หรือกินอะไรไม่ได้

MedlinePlus อธิบายว่าข้ออักเสบติดเชื้อมีอาการเกิดเร็ว มีไข้ ข้อบวมมักเป็นข้อเดียว และปวดมากเมื่อขยับ ถ้ารักษาช้า ข้ออาจเสียหายถาวร

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS)

เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า แคล โปร พลัส เลข อย. 13-1-01566-5-0027 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8.5 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. · แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. · ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. · แคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. · ผงโคลอสตรุ้ม (colostrum) 25 มก. · สารสกัดโรสฮิป 24.22 มก. · คอลลาเจน ไทป์ ทู 20 มก. · สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. · สารสกัดขิง 10 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 0.5 มก. (เทียบเป็นวิตามินดีราว 50 IU หรือ 1.25 ไมโครกรัมต่อแคปซูล และราว 100 IU ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ)

ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณแคลเซียมธาตุรวม เฉพาะแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 350 มก. คิดเป็นแคลเซียมราว 44 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 89 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ)

คำเตือนบนฉลาก: "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · "ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน" · "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · ฉลากมีข้อความให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค"

เรื่องกรดยูริก: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดกรดยูริก ทำให้ค่ายูริกถึงเป้าหมาย หรือป้องกันเกาต์กำเริบ ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง และไม่ใช้แทนยาลดกรดยูริกหรือการตรวจเลือดตามนัด

ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้คือผงเชอร์รี่ทาร์ต เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูล

  • ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. (200 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานทดลองในผู้ป่วยเกาต์ 50 คนในนิวซีแลนด์ ให้น้ำเชอร์รี่ทาร์ตเข้มข้น 7.5–30 มล. วันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ไม่ลดกรดยูริกในเลือด ไม่เพิ่มการขับยูริกทางปัสสาวะ และจำนวนครั้งกำเริบไม่ต่างกัน งานนี้ใช้น้ำเข้มข้น จึงเทียบน้ำหนักกับผงในแคปซูลไม่ได้
  • งานนำร่องในผู้ป่วยเกาต์ 84 คนใช้สารสกัดเชอร์รี่ 3,600 มก. ต่อวัน มากกว่าในแคปซูลราว 18 เท่า (คำนวณ) เป้าหมายหลักคือดูว่าทำวิจัยได้จริงหรือไม่ และไม่มียาหลอก
  • การวิเคราะห์รวม 4 งานทดลอง 392 คน พบกรดยูริกลดลงเล็กน้อย ผลแต่ละงานต่างกันมาก ผู้วิจัยสรุปว่าหลักฐานยังจำกัดทั้งจำนวนและความสอดคล้อง ACR 2020 ไม่ให้คำแนะนำเรื่องเชอร์รี่ และแนวทางไทย 2569 ไม่ได้กล่าวถึงเชอร์รี่ ฉลากไม่ระบุว่าผงเชอร์รี่เป็นผงผล ผงน้ำคั้น หรือสารสกัด

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ส่วนผู้ที่เคยเป็นนิ่ว (ไต ทางเดินปัสสาวะ ถุงน้ำดี) ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากห้ามใช้ ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคตับ หรือมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร: หยุดและพบแพทย์ เพราะมีรายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน
  • ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด เลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีขมิ้นชันและขิง
  • โรคไตเรื้อรัง ฟอกไต แคลเซียมในเลือดสูง โรคพาราไทรอยด์: ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีแคลเซียมและวิตามินดี
  • ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนหรือเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาเหล็ก: แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาเหล่านี้ ให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนดเวลากิน
  • ใช้วิตามินดีหรือแคลเซียมที่แพทย์สั่งอยู่แล้ว: แจ้งแพทย์เพื่อนับรวมทุกแหล่ง ห้ามเปลี่ยนขนาดเอง
  • แพ้นมวัว: มีโคลอสตรุ้ม · แพ้หอยหรืออาหารทะเล: มีแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยาลดกรดยูริก ยาโคลชิซีน ยาแก้ปวดข้อ ยากระดูกพรุน: ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง

ผลิตภัณฑ์นี้มีแคลเซียม ขมิ้นชัน และขิง ฉลากระบุว่าผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน และห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่เป็นโรคไต ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยากระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจเลือดหรือการรักษาของแพทย์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าแคลโปรพลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาลดกรดยูริก ยาโคลชิซีน ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยากระดูกพรุน ยาสเตียรอยด์ และยาต้านการแข็งตัวของเลือด แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจเลือด การตรวจของแพทย์ หรือการตรวจมวลกระดูก

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • หกล้มแล้วปวดสะโพกมาก
  • หกล้มแล้วลงน้ำหนักหรือเดินไม่ได้
  • ขาผิดรูปหรือสั้นลงหลังล้ม
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ออก
กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA CAL PRO PLUS ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มิลลิกรัม

BETA CAL PRO PLUSเบต้าแคลโปรพลัส

เลข อย. 13-1-01566-5-0027

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 1,590 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ BETA CAL PRO PLUS →

คำถามที่พบบ่อย

กรดยูริกเท่าไหร่ถึงเรียกว่าสูง

แนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2569 ถือว่ากรดยูริกเกิน 6.8 มก./ดล. คือเกินจุดอิ่มตัว ส่วนช่วงค่าปกติของ MedlinePlus คือ ผู้หญิง 3.0–7.1 และผู้ชาย 4.0–8.6 มก./ดล. ซึ่งอาจต่างกันเล็กน้อยตามห้องแล็บ

กรดยูริก 8 หรือ 9 เป็นเกาต์แน่ไหม

ไม่แน่ เกาต์วินิจฉัยจากอาการข้ออักเสบและการตรวจของแพทย์ ในงานติดตามที่แนวทางไทยยกมา คนที่ยูริกเกิน 9 มก./ดล. ร้อยละ 78 ยังไม่เป็นเกาต์ใน 5 ปี แต่โอกาสสูงกว่าคนที่ยูริกต่ำกว่า

คนเป็นเกาต์ต้องคุมยูริกให้ต่ำกว่าเท่าไร

แนวทางไทย 2569 และ ACR 2020 ตั้งเป้าต่ำกว่า 6 มก./ดล. สำหรับผู้ที่ใช้ยาลดกรดยูริก แพทย์อาจกำหนดเป้าต่างไปตามผู้ป่วยแต่ละคน

กรดยูริกสูงแต่ไม่มีอาการต้องกินยาไหม

แนวทางไทย 2569 ไม่แนะนำยาลดกรดยูริกในคนที่ยูริกสูงแต่ไม่เคยมีข้ออักเสบและไม่มีปุ่มโทฟัส แต่ควรให้แพทย์ดูโรคอื่นที่มีร่วมและติดตามตามนัด

ลดกรดยูริกด้วยตัวเองทำอย่างไร

แนวทางไทยแนะนำให้เลี่ยงแอลกอฮอล์ทุกชนิด จำกัดเนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและน้ำผลไม้ และลดน้ำหนักถ้าเกิน ACR ระบุว่าอาหารเปลี่ยนค่ายูริกได้ไม่มาก ถ้าแพทย์สั่งยาให้กินต่อเนื่องและห้ามหยุดเอง

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-20

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท