บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ BETA CAL PRO PLUS

ยาลดกรดยูริก อัลโลพูรินอล กินตอนไหน ต้องกินตลอดไหม ผื่นแพ้ยาที่ต้องระวัง

คำตอบสั้น: ยาลดกรดยูริก เช่น อัลโลพูรินอล (allopurinol) ลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย ใช้ป้องกันเกาต์กำเริบในระยะยาว ไม่ได้ใช้แก้ปวดตอนกำเริบ MedlinePlus ระบุว่ากินวันละ 1–2 ครั้ง แนะนำให้กินหลังอาหาร และช่วงไม่กี่เดือนแรกอาจกำเริบบ่อยขึ้นได้ แนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2569 แนะนำให้พิจารณาใช้ยาต่อเนื่อง และพิจารณาตรวจยีน HLA-B*58:01 ก่อนเริ่มยา เพราะเกี่ยวกับผื่นแพ้ยารุนแรง ห้ามหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ยาลดกรดยูริกกับยาแก้ปวดช่วงกำเริบเป็นยาคนละกลุ่ม ยาลดกรดยูริกใช้กินต่อเนื่องเพื่อลดการกำเริบในอนาคต
  • กินตอนไหน MedlinePlus ระบุว่าอัลโลพูรินอลกินวันละ 1–2 ครั้ง แนะนำให้กินหลังอาหาร และกินเวลาเดิมทุกวัน
  • ช่วงแรกอาจกำเริบบ่อยขึ้น แนวทางไทย 2569 จึงให้พิจารณายาป้องกันการกำเริบร่วมด้วยจนยูริกถึงเป้าและไม่กำเริบอย่างน้อย 6 เดือน
  • ผื่นแพ้ยารุนแรง สัมพันธ์กับยีน HLA-B*58:01 ซึ่งพบในคนไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนวทางไทยและ ACR แนะนำแบบมีเงื่อนไขให้ตรวจยีนก่อนเริ่มยา
  • หยุดยาเองไม่ได้ งานที่แนวทางไทยรวบรวมพบว่าหลังหยุดยา ผู้ป่วยกลับมากำเริบซ้ำร้อยละ 36.4–81

ยาลดกรดยูริกคืออะไร ทำงานต่างจากยาแก้ปวดอย่างไร

ยาลดกรดยูริกทำงานที่ต้นเหตุ คือระดับกรดยูริกในเลือด MedlinePlus อธิบายว่าอัลโลพูรินอลอยู่ในกลุ่มยายับยั้งเอนไซม์แซนทีนออกซิเดส (xanthine oxidase inhibitors) ทำงานโดยลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย และระบุชัดว่าอัลโลพูรินอลใช้ป้องกันการกำเริบของเกาต์ ไม่ได้ใช้รักษาอาการเมื่อกำเริบแล้ว

ยาช่วงกำเริบเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง แนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2569 ของสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย ระบุยาสำหรับระยะกำเริบ ได้แก่ โคลชิซีน (colchicine) ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาสเตียรอยด์ โดยอาจประคบเย็นบริเวณข้อที่อักเสบร่วมกับการใช้ยา อ่านเรื่องการดูแลช่วงกำเริบได้ที่ เกาต์กำเริบทำอย่างไร

แนวทางไทยแนะนำอย่างยิ่งให้ใช้ยาลดกรดยูริกกลุ่มยายับยั้งแซนทีนออกซิเดส หรือกลุ่มยาที่เพิ่มการขับกรดยูริกทางไต เมื่อไม่มีข้อห้าม ส่วนแนวทาง ACR 2020 ของสหรัฐฯ แนะนำอย่างยิ่งให้อัลโลพูรินอลเป็นยาแรกสำหรับผู้ป่วยทุกคนที่เริ่มยาลดกรดยูริก รวมถึงผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะ 3 ขึ้นไป การเลือกยาตัวไหนเป็นการตัดสินใจของแพทย์

ใครต้องเริ่มยา ตามแนวทางไทย 2569 คือผู้ป่วยเกาต์ที่กำเริบอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี มีปุ่มโทฟัส หรือเอกซเรย์พบข้อถูกทำลาย ส่วนคนที่กรดยูริกสูงแต่ไม่มีอาการ แนวทางไทยไม่แนะนำให้ใช้ยา อ่านต่อที่ กรดยูริกสูงแต่ไม่มีอาการ ต้องกินยาไหม

แนวทางไทยยังระบุว่าการเริ่มยาลดกรดยูริกระหว่างที่ข้อกำลังอักเสบเฉียบพลันสามารถทำได้ (แนะนำแบบมีเงื่อนไข) ACR 2020 ก็แนะนำแบบมีเงื่อนไขว่าถ้าตัดสินใจแล้วว่าต้องใช้ยา ให้เริ่มระหว่างกำเริบได้ ไม่ต้องรอให้หายก่อน

ยาลดกรดยูริกกินตอนไหน ลืมกินทำอย่างไร

ทำตามฉลากยาของโรงพยาบาลเป็นหลัก ข้อมูลทั่วไปจาก MedlinePlus (ปรับปรุง 15 ก.ย. 2566) มีดังนี้

  • อัลโลพูรินอลกินวันละ 1–2 ครั้ง แนะนำให้กินหลังอาหาร
  • กินเวลาเดิมทุกวันเพื่อช่วยให้จำได้
  • ถ้าลืม ให้กินทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้เวลามื้อถัดไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป ห้ามกินเพิ่มเป็น 2 เท่า
  • ระหว่างใช้ยา ให้ดื่มน้ำหรือของเหลวอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (แก้วละ 240 มล.) ยกเว้นแพทย์ให้จำกัดน้ำ
  • ยาอาจทำให้ง่วง อย่าขับรถหรือใช้เครื่องจักรจนกว่าจะรู้ว่ายามีผลต่อเราอย่างไร
  • ถามแพทย์เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ยา

แพทย์จะเริ่มขนาดต่ำแล้วค่อยเพิ่ม แนวทางไทย 2569 แนะนำให้เริ่มยาลดกรดยูริกในขนาดต่ำและเพิ่มขนาดอย่างช้า ๆ จนได้ระดับกรดยูริกตามเป้าหมาย โดยให้เหตุผลว่าช่วยลดความเสี่ยงการกำเริบ และลดความเสี่ยงการแพ้ยาอัลโลพูรินอลรุนแรง ACR 2020 ก็แนะนำอย่างยิ่งให้เริ่มขนาดต่ำแล้วปรับขึ้นตามเป้า ขนาดยาของแต่ละคนขึ้นกับการทำงานของไต จึงห้ามปรับเอง

เป้าหมายกรดยูริกระหว่างใช้ยาคือต่ำกว่า 6 มก./ดล. ตามแนวทางไทยและ ACR อ่านรายละเอียดได้ที่ กรดยูริกสูงเท่าไหร่เป็นเกาต์

ทำไมเริ่มยาแล้วเกาต์กำเริบบ่อยขึ้น

เป็นสิ่งที่เกิดได้ในช่วงแรก ไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล MedlinePlus ระบุว่าอัลโลพูรินอลอาจทำให้เกาต์กำเริบบ่อยขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนแรก แม้ในที่สุดจะป้องกันการกำเริบได้ และอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือนานกว่านั้นกว่าจะเห็นประโยชน์เต็มที่ แพทย์อาจสั่งยาอื่น เช่น โคลชิซีน เพื่อป้องกันการกำเริบในช่วงเดือนแรก ๆ

แนวทางไทย 2569 แนะนำแบบมีเงื่อนไขให้พิจารณายาป้องกันการกำเริบเมื่อเริ่มยาลดกรดยูริก จนกรดยูริกลดลงตามเป้าหมายและไม่มีเกาต์กำเริบเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ส่วน ACR 2020 แนะนำอย่างยิ่งให้ใช้ยาป้องกันนาน 3–6 เดือน และใช้ต่อถ้ายังกำเริบอยู่

ถ้ากำเริบระหว่างใช้ยาลดกรดยูริก อย่าหยุดยาลดกรดยูริกเอง ให้ติดต่อแพทย์ที่ดูแล เพราะ MedlinePlus ระบุว่าห้ามหยุดอัลโลพูรินอลโดยไม่ปรึกษาแพทย์

ผื่นแพ้ยาอัลโลพูรินอลรุนแรง และการตรวจยีน HLA-B*58:01

คนไทยมียีนที่เกี่ยวกับผื่นแพ้ยารุนแรงมากกว่าหลายเชื้อชาติ แนวทางไทย 2569 อ้างงานรวมที่พบยีน HLA-B*58:01 ในกลุ่มตัวอย่างชาวเอเชียโดยรวมร้อยละ 7.7 สูงกว่าคนผิวขาว (ร้อยละ 2.3) และพบสูงสุดในชาวเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมคนไทย) ร้อยละ 12.9

ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กลุ่มอาการสตีเวนส์-จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome) และผิวหนังตายลอกหลุด (toxic epidermal necrolysis) ในงานที่แนวทางไทยรวบรวม ผู้มียีนนี้ที่ได้รับอัลโลพูรินอลมีความเสี่ยงผื่นแพ้ยารุนแรงสูงกว่าผู้ที่ไม่มียีนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็มีผู้มียีนนี้ส่วนหนึ่งที่ใช้ยาได้โดยไม่แพ้

คำแนะนำเรื่องการตรวจยีน

  • แนวทางไทย 2569: "พิจารณาตรวจ HLA-B*58:01 ก่อนเริ่มยา allopurinol" (แนะนำแบบมีเงื่อนไข ความเห็นพ้องร้อยละ 77) และถ้าไม่ได้ตรวจ แพทย์ควรบันทึกเหตุผลในเวชระเบียน
  • ACR 2020: แนะนำแบบมีเงื่อนไขให้ตรวจยีนนี้ก่อนเริ่มอัลโลพูรินอลในผู้ป่วยเชื้อสายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีนฮั่น เกาหลี ไทย และผู้ป่วยแอฟริกันอเมริกัน

เรื่องสิทธิ แนวทางไทย 2569 ระบุว่าการตรวจยีนนี้ในผู้ป่วยเกาต์รายใหม่ก่อนเริ่มอัลโลพูรินอลอยู่ในสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่การตรวจยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เงื่อนไขของแต่ละคนให้สอบถามโรงพยาบาลที่รักษา หรือ สปสช. 1330

ตรวจยีนแล้วไม่พบ ก็ยังต้องสังเกตอาการ แนวทางไทยอ้างข้อมูลว่าในผู้ป่วยเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แพ้ยารุนแรง พบยีนนี้ร้อยละ 93.4 แปลว่ามีผู้แพ้ยาส่วนหนึ่งที่ไม่มียีนนี้ ให้รู้จักอาการในหัวข้อถัดไป

อาการแพ้ยาที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

MedlinePlus ระบุว่าอาการต่อไปนี้พบไม่บ่อยแต่ร้ายแรง ถ้าเกิดให้หยุดอัลโลพูรินอลและติดต่อแพทย์ทันที หรือไปรับการรักษาฉุกเฉิน หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 และนำรายการยาที่ใช้อยู่ไปด้วย ซึ่ง MedlinePlus แนะนำให้พกติดตัวไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน

  • ผื่น คัน หรือลมพิษ
  • ผิวหนังลอก พอง หรือหลุด
  • จุดสีแดงหรือม่วงบนผิวหนัง
  • ปากหรือริมฝีปากบวม
  • ตาระคายเคือง
  • มีไข้หรืออาการคล้ายไข้หวัด
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม
  • ปัสสาวะแสบขัด หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดใต้ชายโครงขวา คลื่นไส้ อาเจียน คัน หรืออ่อนเพลียมาก

อาการแพ้ยาร้ายแรงเป็นกรณีที่ MedlinePlus ให้หยุดยาแล้วรีบพบแพทย์ ส่วนเหตุผลอื่น เช่น ไม่ปวดแล้ว หรือกำเริบช่วงแรก ห้ามหยุดยาเอง

ผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงตาม MedlinePlus ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสีย ง่วงนอน ถ้ารุนแรงหรือไม่หายให้บอกแพทย์

ยาลดกรดยูริกต้องกินตลอดไหม หยุดเองได้ไหม

หยุดเองไม่ได้ และแนวทางทั้งไทยและสหรัฐฯ เอนไปทางให้ใช้ยาต่อเนื่อง

  • แนวทางไทย 2569: "พิจารณาให้ยาลดกรดยูริกต่อเนื่อง" (แนะนำแบบมีเงื่อนไข) จากงานที่พบว่าผู้ป่วยที่คุมยูริกต่ำกว่า 6 มก./ดล. ได้ 1–5 ปีแล้วหยุดยา กลับมากำเริบซ้ำร้อยละ 36.4–81 ภายใน 15.8–56 เดือน โดยเฉพาะคนอายุน้อย น้ำหนักเกิน ต้องใช้ยาขับปัสสาวะ หรือยูริกเกิน 7 มก./ดล. หลังหยุดยา
  • แนวทางไทยระบุว่าแพทย์อาจพิจารณาลดขนาดยาอย่างช้า ๆ ในผู้ที่ยูริกถึงเป้าต่อเนื่อง ไม่กำเริบ และไม่มีปุ่มโทฟัส พร้อมติดตามผลเลือด ถ้ายูริกกลับเกิน 6 มก./ดล. หรือกำเริบซ้ำ ให้ปรับยาขึ้น การลดยานี้เป็นการตัดสินใจของแพทย์
  • ACR 2020: แนะนำแบบมีเงื่อนไขให้ใช้ยาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ มากกว่าหยุดยา (หลักฐานต่ำมาก)
  • NHS: ย้ำว่าต้องกินยาลดกรดยูริกสม่ำเสมอแม้ไม่มีอาการแล้ว
  • MedlinePlus: ให้กินต่อแม้รู้สึกสบายดี ห้ามหยุดโดยไม่ปรึกษาแพทย์

ระหว่างกินยาต้องตรวจอะไร

แผนภูมิการรักษาในแนวทางไทย 2569 ให้ติดตามกรดยูริก ค่าไต (creatinine) และค่าตับ (AST, ALT) อย่างน้อยทุก 3–6 เดือน MedlinePlus ให้ไปตามนัดแพทย์และนัดตรวจแล็บทุกครั้ง และแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ากินอัลโลพูรินอลอยู่ก่อนตรวจแล็บ

ผู้ที่มีโรคไตร่วมด้วยอ่านเพิ่มได้ที่ เก๊าท์ลงไตได้ไหม

กินยาลดกรดยูริกอยู่ กินอาหารเสริมได้ไหม

ต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง MedlinePlus ระบุว่าก่อนใช้อัลโลพูรินอล ให้บอกแพทย์และเภสัชกรถึงยาทั้งที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์และไม่ต้องใช้ วิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพรที่กินอยู่ เพราะแพทย์อาจต้องปรับขนาดยาหรือเฝ้าดูผลข้างเคียง และให้เขียนรายการทั้งหมดพกติดตัว

สิ่งที่แนวทางพูดถึงโดยตรง

  • วิตามินซีเสริม: ACR 2020 แนะนำแบบมีเงื่อนไขว่าไม่ควรเพิ่มวิตามินซีเสริมในผู้ป่วยเกาต์
  • เชอร์รี่หรือสารสกัดเชอร์รี่: ACR 2020 ไม่ให้คำแนะนำ เพราะหลักฐานคุณภาพต่ำหรือต่ำมาก
  • ยาอื่นที่มีผลต่อกรดยูริก: ACR 2020 ระบุว่าการเปลี่ยน หยุด หรือเพิ่มยาเพื่อหวังผลต่อกรดยูริก ควรพิจารณาเมื่อประโยชน์ต่อกรดยูริกหรือเกาต์มากกว่าความเสี่ยงของการเปลี่ยนยา และแนะนำไม่ให้หยุดแอสไพรินขนาดต่ำที่ใช้ตามข้อบ่งชี้

อาหารเสริมไม่ใช่ยาลดกรดยูริก และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง อ่านภาพรวมงานวิจัยได้ที่ กรดยูริกสูง อาหารเสริมตัวไหนมีงานวิจัย

ความเชื่อที่พบบ่อยเรื่องยาลดกรดยูริก

"กินยาแล้วยังกำเริบ แปลว่ายาไม่ได้ผล" ไม่จำเป็น MedlinePlus ระบุว่าช่วงไม่กี่เดือนแรกอาจกำเริบบ่อยขึ้น และต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ประโยชน์เต็มที่

"ไม่ปวดแล้ว เลิกยาได้" แนวทางไทยและ ACR แนะนำให้ใช้ยาต่อเนื่อง และงานที่แนวทางไทยรวบรวมพบการกำเริบซ้ำสูงหลังหยุดยา

"ยาลดกรดยูริกกินตอนปวดก็พอ" ไม่ใช่ ยาลดกรดยูริกใช้ป้องกันระยะยาว ไม่ใช่ยาแก้ปวด ส่วนยาช่วงกำเริบแพทย์จะสั่งแยกต่างหาก

"ตรวจยีนแล้วไม่แพ้แน่นอน" ไม่มีแหล่งที่เราตรวจรับรองเช่นนั้น แนวทางไทยระบุว่าผื่นแพ้ยารุนแรงสัมพันธ์กับยีนนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าคนที่ไม่มียีนจะไม่แพ้ยา จึงยังต้องสังเกตอาการตามรายการข้างบน

เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลวันนี้

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด ถ้าข้อปวดและบวมขึ้นมาทันที และมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ซึ่ง NHS ระบุว่าอาจเป็นการติดเชื้อในข้อที่ต้องได้รับการดูแลด่วน

  • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • มีไข้สูง หรือรู้สึกร้อนสลับหนาวสั่น
  • คลื่นไส้ หรือกินอะไรไม่ได้

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS)

เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า แคล โปร พลัส เลข อย. 13-1-01566-5-0027 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8.5 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. · แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. · ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. · แคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. · ผงโคลอสตรุ้ม (colostrum) 25 มก. · สารสกัดโรสฮิป 24.22 มก. · คอลลาเจน ไทป์ ทู 20 มก. · สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. · สารสกัดขิง 10 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 0.5 มก. (เทียบเป็นวิตามินดีราว 50 IU หรือ 1.25 ไมโครกรัมต่อแคปซูล และราว 100 IU ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ)

ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณแคลเซียมธาตุรวม เฉพาะแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 350 มก. คิดเป็นแคลเซียมราว 44 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 89 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ)

คำเตือนบนฉลาก: "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · "ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน" · "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · ฉลากมีข้อความให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค"

เรื่องยาลดกรดยูริก: ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยาลดกรดยูริก ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดกรดยูริก ช่วยให้ยาลดกรดยูริกได้ผลขึ้น ลดการกำเริบช่วงเริ่มยา หรือลดความเสี่ยงผื่นแพ้ยา ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ผู้ที่ใช้อัลโลพูรินอลหรือยาเกาต์อื่นต้องแจ้งแพทย์และเภสัชกรก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ตามที่ MedlinePlus ระบุ

ส่วนประกอบที่มีงานวิจัยเรื่องเกาต์คือผงเชอร์รี่ทาร์ต เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูล

  • ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. (200 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานติดตามผู้ป่วยเกาต์ 633 คนพบว่าช่วงที่กินเชอร์รี่ร่วมกับใช้อัลโลพูรินอลมีโอกาสกำเริบต่ำกว่าช่วงที่ไม่ได้รับทั้งสองอย่าง แต่เป็นงานสังเกต ศึกษาการกินเชอร์รี่หรือสารสกัด ไม่ใช่ผงในแคปซูลนี้ และไม่ได้แสดงว่าเชอร์รี่ใช้แทนยาได้
  • งานทดลองที่ให้น้ำเชอร์รี่ทาร์ตเข้มข้น 7.5–30 มล. วันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ในผู้ป่วยเกาต์ 50 คน ไม่ลดกรดยูริก เป็นรูปแบบน้ำ จึงเทียบน้ำหนักกับผงในแคปซูลไม่ได้
  • งานนำร่องที่ใช้สารสกัดเชอร์รี่ 3,600 มก. ต่อวัน มากกว่าในแคปซูลราว 18 เท่า (คำนวณ) ไม่มียาหลอก ACR 2020 ไม่ให้คำแนะนำเรื่องเชอร์รี่ และแนวทางไทย 2569 ไม่ได้กล่าวถึง

เรื่องเวลากินร่วมกับยาอื่น: แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาบางชนิด เช่น ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม และยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ระยะห่างที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดยา ควรให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนดเวลา

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ส่วนผู้ที่เคยเป็นนิ่ว (ไต ทางเดินปัสสาวะ ถุงน้ำดี) ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากห้ามใช้ ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคตับ หรือมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร: หยุดและพบแพทย์ เพราะมีรายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน
  • ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด เลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีขมิ้นชันและขิง
  • โรคไตเรื้อรัง ฟอกไต แคลเซียมในเลือดสูง โรคพาราไทรอยด์: ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะมีแคลเซียมและวิตามินดี
  • ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนหรือเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาเหล็ก: แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาเหล่านี้ ให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนดเวลากิน
  • ใช้วิตามินดีหรือแคลเซียมที่แพทย์สั่งอยู่แล้ว: แจ้งแพทย์เพื่อนับรวมทุกแหล่ง ห้ามเปลี่ยนขนาดเอง
  • แพ้นมวัว: มีโคลอสตรุ้ม · แพ้หอยหรืออาหารทะเล: มีแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยาลดกรดยูริก ยาโคลชิซีน ยาแก้ปวดข้อ ยากระดูกพรุน: ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง

ผลิตภัณฑ์นี้มีแคลเซียม ขมิ้นชัน และขิง ฉลากระบุว่าผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน และห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่เป็นโรคไต ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยากระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจเลือดหรือการรักษาของแพทย์

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าแคลโปรพลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาลดกรดยูริก ยาโคลชิซีน ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยากระดูกพรุน ยาสเตียรอยด์ และยาต้านการแข็งตัวของเลือด แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจเลือด การตรวจของแพทย์ หรือการตรวจมวลกระดูก

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • หกล้มแล้วปวดสะโพกมาก
  • หกล้มแล้วลงน้ำหนักหรือเดินไม่ได้
  • ขาผิดรูปหรือสั้นลงหลังล้ม
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • หายใจไม่ออก
กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA CAL PRO PLUS ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มิลลิกรัม

BETA CAL PRO PLUSเบต้าแคลโปรพลัส

เลข อย. 13-1-01566-5-0027

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 1,590 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ BETA CAL PRO PLUS →

คำถามที่พบบ่อย

ยาลดกรดยูริกกินตอนไหน

MedlinePlus ระบุว่าอัลโลพูรินอลกินวันละ 1–2 ครั้ง แนะนำให้กินหลังอาหารและกินเวลาเดิมทุกวัน แต่ให้ทำตามฉลากยาของโรงพยาบาลที่จ่ายยาเป็นหลัก

ยาลดกรดยูริกต้องกินตลอดชีวิตไหม

แนวทางไทย 2569 แนะนำแบบมีเงื่อนไขให้พิจารณาใช้ยาต่อเนื่อง และ ACR 2020 แนะนำให้ใช้ต่อไปเรื่อย ๆ มากกว่าหยุด เพราะหลังหยุดยามีการกำเริบซ้ำสูง แพทย์อาจพิจารณาลดขนาดในบางคน ห้ามหยุดหรือลดเอง

ทำไมกินยาลดกรดยูริกแล้วเกาต์กำเริบ

MedlinePlus ระบุว่าอัลโลพูรินอลอาจทำให้กำเริบบ่อยขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนแรก แพทย์จึงอาจให้ยาป้องกันการกำเริบร่วมด้วย ถ้ากำเริบให้ติดต่อแพทย์และอย่าหยุดยาลดกรดยูริกเอง

ทำไมต้องตรวจยีนก่อนกินอัลโลพูรินอล

ยีน HLA-B*58:01 สัมพันธ์กับผื่นแพ้ยารุนแรง และพบในคนไทยมากกว่าหลายเชื้อชาติ แนวทางไทย 2569 และ ACR 2020 แนะนำแบบมีเงื่อนไขให้ตรวจก่อนเริ่มยา เรื่องสิทธิให้สอบถามโรงพยาบาลหรือ สปสช. 1330

กินอัลโลพูรินอลแล้วมีผื่นต้องทำอย่างไร

MedlinePlus ระบุว่าผื่น ผิวหนังพองหรือลอก ปากบวม มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม หรือตัวเหลือง เป็นอาการร้ายแรงที่ต้องหยุดยาและติดต่อแพทย์ทันทีหรือไปรับการรักษาฉุกเฉิน ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-20

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท