เกี่ยวกับ Beta Liv Pro Plus
กลูต้าไธโอน ดูดซึมได้ไหม แบบกินกับแบบฉีดต่างกันอย่างไร อันตรายไหม
คำตอบสั้น: เรื่องการดูดซึมของกลูตาไธโอนชนิดกิน ยังเป็นข้อถกเถียง งานในอาสาสมัคร 7 คนเมื่อปี 1992 พบว่ากินครั้งเดียวราว 3 กรัม ระดับในเลือดไม่เพิ่ม เพราะถูกย่อยในลำไส้และตับ แต่งานทดลองแบบสุ่มปี 2015 ในผู้ใหญ่ 54 คนพบว่า กินทุกวัน 250 หรือ 1,000 มก. นาน 6 เดือน ระดับในร่างกายเพิ่มขึ้น และกลับสู่ค่าเดิมหลังหยุด 1 เดือน ส่วนกลูต้าแบบฉีดเพื่อผิวขาวมีรายงานความเสี่ยง เช่น แพ้รุนแรง ช็อก ความดันต่ำ และยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าทำให้ผิวขาว
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ความเชื่อเดิมว่า “กินไปก็ถูกย่อยหมด” มาจากงานดูดซึมครั้งเดียว ไม่ได้ดูการกินต่อเนื่อง
- งานปี 2015 ใช้ 250 และ 1,000 มก. ต่อวัน พบระดับเพิ่มในเลือดและเม็ดเลือดแดง แต่เป็นคนสุขภาพดี ไม่ได้วัดผลต่อโรค
- ไม่มีขนาดแนะนำต่อวันอย่างเป็นทางการในแหล่งที่เราตรวจ
- กลูต้าฉีดความเข้มข้นสูงมีรายงานแพ้รุนแรงถึงชีวิตได้
- หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก และผู้ป่วยโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
ทำไมเคยเชื่อว่ากลูต้าแบบกินถูกย่อยหมด
เพราะงานคลาสสิกปี 1992 พบแบบนั้น Witschi และคณะ ให้อาสาสมัครสุขภาพดี 7 คนกินกลูตาไธโอนครั้งเดียวในขนาด 0.15 มิลลิโมลต่อกิโลกรัม (ผู้วิจัยระบุว่าราว 3 กรัม) แล้ววัดระดับในเลือดนาน 270 นาที ไม่พบระดับกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้วิจัยอธิบายว่ากลูตาไธโอนถูก เอนไซม์ GGT ในลำไส้และตับย่อย ก่อนเข้ากระแสเลือด (GGT คือค่าเดียวกับที่อยู่ในผลตรวจตับ)
เอกสารความรู้ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็อธิบายไปทางเดียวกันว่าโมเลกุลกลูตาไธโอนใหญ่และถูกสลายง่ายในทางเดินอาหาร และสรุปว่ากลูตาไธโอนชนิดรับประทานไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อสรุปที่แรงกว่างานใหม่ด้านล่าง (เอกสารไม่ระบุปีที่เขียน)
ข้อจำกัดของงานนี้คือ ตัวอย่างน้อยมาก และวัดการกินแค่ครั้งเดียว ไม่ได้บอกว่าถ้ากินทุกวันนาน ๆ จะเป็นอย่างไร
งานวิจัยใหม่พบอะไร
งานทดลองแบบสุ่มปกปิดสองทางปี 2015 (Richie และคณะ) ในผู้ใหญ่ไม่สูบบุหรี่ 54 คน แบ่งกินกลูตาไธโอน 250 มก. 1,000 มก. หรือยาหลอก ทุกวันนาน 6 เดือน พบว่า
- ระดับกลูตาไธโอนในเลือดเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนที่ 1, 3 และ 6 ในทั้งสองขนาด
- ขนาด 1,000 มก. เพิ่มระดับในเม็ดเลือดแดง พลาสมา และเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ราวร้อยละ 30–35 ที่ 6 เดือน
- ขนาด 250 มก. เพิ่มระดับในเลือดร้อยละ 17 และในเม็ดเลือดแดงร้อยละ 29
- หยุดกิน 1 เดือน ระดับกลับสู่ค่าเดิม
ข้อควรรู้: เป็นคนสุขภาพดี ไม่ได้วัดผลต่อโรคตับหรือผิว และมีจดหมายโต้แย้งตีพิมพ์ตามมาในวารสารเดียวกัน ผลนี้จึงบอกได้แค่ว่าระดับในร่างกายเพิ่มขึ้นได้เมื่อกินต่อเนื่อง ไม่ได้บอกว่าช่วยโรคใด
สองงานนี้ไม่ได้ขัดกันโดยสิ้นเชิง งานแรกดูแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังกินครั้งเดียว งานหลังดูการกินทุกวันหลายเดือน แต่ ยังไม่มีข้อสรุปเด็ดขาด ว่ากลูต้ากินดูดซึมเข้ากระแสเลือดในรูปเดิมได้แค่ไหน
กลูต้าไธโอน กินวันละกี่มิลลิกรัม
ไม่มีขนาดแนะนำต่อวันอย่างเป็นทางการในแหล่งที่เราตรวจ กลูตาไธโอนไม่ใช่วิตามินหรือแร่ธาตุจำเป็นที่มีค่า RDA เพราะร่างกายสร้างเองได้
ขนาดที่ใช้ในงานวิจัยที่เราตรวจ
- งานระดับในร่างกาย (คนสุขภาพดี): 250 และ 1,000 มก. ต่อวัน นาน 6 เดือน
- งานนำร่องในผู้ป่วยไขมันพอกตับ ญี่ปุ่น: 300 มก. ต่อวัน นาน 3–4 เดือน ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ
- งานดูดซึมครั้งเดียวปี 1992: ราว 3 กรัม ครั้งเดียว
ถ้าซื้อผลิตภัณฑ์ใด ให้ทำตามขนาดบนฉลาก และไม่ควรกินหลายยี่ห้อซ้อนกัน
กลูต้าไธโอน กินตอนไหน กินคู่กับอะไร
งานที่เราตรวจไม่ได้เปรียบเทียบเวลากิน จึงยังตอบไม่ได้ว่ากินก่อนหรือหลังอาหารดีกว่า ให้กินตามฉลากของผลิตภัณฑ์
เรื่อง กินคู่วิตามินซี ที่พูดกันบ่อย เอกสารของคณะเภสัชฯ มหิดลกล่าวถึงวิตามินซีในบริบทของ การฉีด เข้าหลอดเลือดที่คลินิก ไม่ใช่การกิน เราไม่พบงานในแหล่งที่ตรวจที่แสดงว่าต้องกินคู่วิตามินซีจึงจะดูดซึม
ส่วนพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้สร้างกลูตาไธโอนเองคือกรดอะมิโน โดยเฉพาะซิสเทอีนจากโปรตีนในอาหาร (อ่าน แอล-ซิสเทอีนคืออะไร)
กลูต้าแบบฉีดต่างจากแบบกินอย่างไร อันตรายไหม
แบบฉีดข้ามการย่อยในลำไส้ แต่มีรายงานความเสี่ยงร้ายแรง เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล) ระบุว่า
- กลูตาไธโอนไม่คงตัวในกระแสเลือด สลายเร็ว คนที่ฉีดเพื่อหวังผิวขาวจึงมักต้องฉีดบ่อย
- การฉีดความเข้มข้นสูงอาจทำให้ช็อก ความดันต่ำ แพ้อย่างรุนแรง กล้ามเนื้อสั่น หายใจติดขัด หลอดลมตีบ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
- ผู้ที่ฉีดนาน ๆ เป็นประจำ อาจมีผลต่อเม็ดสีที่จอตา
- ข้อมูลการใช้เพื่อรักษาฝ้าและทำให้ผิวขาว ยังไม่มีข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์การแพทย์
- เอกสารยังระบุว่าในประเทศไทย สารนี้ยังไม่ผ่านการอนุมัติจาก อย. ในฐานะยา (เอกสารไม่ได้ระบุวันที่ หากต้องการข้อมูลล่าสุดควรตรวจสอบกับ อย.)
ไม่มีแหล่งที่เราตรวจระบุว่าการฉีดกลูต้าเพื่อผิวขาวปลอดภัย ความเสี่ยงข้างต้นเป็นผลจากตัวสารที่ฉีดเข้าร่างกาย ไม่ได้ขึ้นกับสถานที่เพียงอย่างเดียว และประโยชน์ด้านผิวก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน ถ้ากำลังคิดเรื่องนี้ ควรคุยกับแพทย์ถึงความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ และ อย่าฉีดตามร้านเสริมสวยหรือที่บ้าน
เมื่อไรต้องโทร 1669
หลังฉีดหรือกินผลิตภัณฑ์ใดก็ตาม ถ้ามีอาการ ข้อใดข้อหนึ่ง ให้โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที
- หายใจลำบาก หายใจติดขัด
- หน้ามืด จะเป็นลม หรือหมดสติ
ผลข้างเคียงของกลูต้าแบบกิน และใครควรระวัง
งานปี 2015 ไม่ได้รายงานปัญหาความปลอดภัยไว้ในบทคัดย่อ ส่วนเอกสารของคณะเภสัชฯ มหิดลระบุว่าถ้ากินมากเกินไปอาจมีอาการข้างเคียง เช่น มึนงง ปวดหัว ตาพร่ามัว (เอกสารไม่ได้ระบุขนาด)
กลุ่มที่ควรระวังหรือปรึกษาแพทย์ก่อน
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เอกสารของคณะเภสัชฯ มหิดลแนะนำให้หลีกเลี่ยงเป็นอาหารเสริม เว้นแต่มีเหตุผลทางการแพทย์
- เด็กเล็กและทารก ยังไม่มีรายงานแนะนำให้ใช้
- ผู้ป่วยโรคตับหรือค่าตับสูง ควรให้แพทย์ดูฉลากก่อน โดยเฉพาะถ้าผลิตภัณฑ์ผสมสมุนไพร (อ่าน ค่าตับสูง กินอาหารเสริมและสมุนไพรได้ไหม)
- ผู้ป่วยตับแข็ง แนวทางไทย พ.ศ. 2568 ระบุว่าไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร
- ผู้ใช้ยาประจำตัวหลายตัว ควรให้เภสัชกรดูก่อน
ความเชื่อ: ยิ่งกินเยอะ ยิ่งขาวเร็ว ตับยิ่งดี
ไม่มีหลักฐานในแหล่งที่เราตรวจ งานปี 2015 พบว่าระดับในร่างกายเพิ่มตามขนาดและเวลา แต่ไม่ได้วัดผิวหรือตับ และหยุดแล้วระดับก็กลับลง ความรู้พื้นฐานเรื่องสารนี้อ่านที่ กลูตาไธโอนคืออะไร และเรื่องกลูต้ากับโรคตับอ่านที่ กลูต้าไธโอนกับตับ
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus)
เบต้าลีฟโปรพลัส (Beta Liv Pro Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดสำหรับรับประทาน (ไม่ใช่ยาฉีด) เลข อย. 13-1-15859-5-1473 ผลิตโดย บริษัท เซน ไบโอเทค จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 เม็ด เม็ดละ 1,200 มก. ฉลากแนะนำวันละ 1 เม็ด ส่วนที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้มีดังนี้
- แอล-กลูตาไธโอน (100%) 90 มก. และ แอล-กลูตาไธโอน (100%) 40.845 มก. — ฉลากพิมพ์ไว้ 2 บรรทัด งานที่พบระดับกลูตาไธโอนในร่างกายเพิ่มขึ้นใช้ 250 และ 1,000 มก. ต่อวัน นาน 6 เดือน ในคนสุขภาพดี ส่วนงานนำร่องในผู้ป่วยไขมันพอกตับใช้ 300 มก. ต่อวัน ปริมาณในเม็ดแม้นับรวมทั้ง 2 บรรทัดก็ยังน้อยกว่าทุกขนาดในงานวิจัยเหล่านี้ และการดูดซึมของกลูตาไธโอนชนิดกินยังเป็นข้อถกเถียง
ไม่มีหลักฐานว่าเม็ดนี้เพิ่มระดับกลูตาไธโอนในร่างกาย หรือทำให้ค่าตับหรือผิวเปลี่ยนแปลง ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง
ข้อควรระวังที่ต้องอ่านก่อนตัดสินใจ
- ผู้มีค่าตับสูง ไวรัสตับอักเสบ หรือโรคตับอื่น: ให้นำกล่องไปให้แพทย์ดูก่อนทุกครั้ง ส่วนประกอบมีสารสกัดจากขมิ้นชัน 50 มก. ซึ่งเครือข่ายเฝ้าระวังของสหรัฐ (DILIN) รายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน 10 ราย
- ผู้ป่วยตับแข็ง: แนวทางเวชปฏิบัติโรคตับแข็งของสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ระบุว่าผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร คำแนะนำนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์นี้ด้วย ผู้ป่วยตับแข็งจึงไม่ควรรับประทาน เว้นแต่แพทย์ที่ดูแลอนุญาต
- ท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากระบุ ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น วาร์ฟาริน) หรือยาต้านเกล็ดเลือด: มีส่วนประกอบ 4 ตัวที่เกี่ยวข้อง คือ ผงถั่วนัตโตะ (แหล่งวิตามินเค 2 ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณ) โคเอนไซม์ คิวเท็น ผงเก๋ากี้ และวิตามินอี ต้องบอกแพทย์ก่อนเสมอ
- ฉลากระบุว่ามีนมและถั่วเหลือง เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ผู้ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
- หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้ หรือเบื่ออาหาร ให้หยุดผลิตภัณฑ์นี้และพบแพทย์ทันที (ยาที่แพทย์สั่งให้กินต่อจนกว่าแพทย์จะบอก)
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าลีฟโปรพลัสทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
ราคาโปรโมชัน 4 กล่อง 1,790 บาท (ก.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Liv Pro Plus →คำถามที่พบบ่อย
กลูต้าไธโอนแบบกินดูดซึมได้ไหม
ยังเป็นข้อถกเถียง งานปี 1992 พบว่ากินครั้งเดียวราว 3 กรัมไม่เพิ่มระดับในเลือด แต่งานปี 2015 พบว่ากินทุกวัน 250–1,000 มก. นาน 6 เดือน ระดับในร่างกายเพิ่มขึ้น และกลับเท่าเดิมหลังหยุด 1 เดือน
กลูต้าไธโอนกินวันละกี่มิลลิกรัม
ไม่มีขนาดแนะนำอย่างเป็นทางการในแหล่งที่ตรวจ งานวิจัยใช้ 250–1,000 มก. ต่อวัน ควรกินตามฉลากและไม่กินหลายยี่ห้อซ้อนกัน
กลูต้าไธโอนแบบฉีดอันตรายไหม
เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ มหิดล ระบุว่าการฉีดความเข้มข้นสูงอาจทำให้ช็อก ความดันต่ำ แพ้รุนแรง หลอดลมตีบ และอันตรายถึงชีวิตได้ และยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าทำให้ผิวขาว
กลูต้าไธโอนต้องกินคู่วิตามินซีไหม
ไม่พบงานในแหล่งที่ตรวจที่แสดงว่าต้องกินคู่วิตามินซีจึงจะดูดซึม การใช้คู่วิตามินซีที่พูดถึงกันมักเป็นการฉีดที่คลินิก
ใครไม่ควรกินกลูต้าไธโอน
หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็กเล็กควรหลีกเลี่ยง ผู้ป่วยโรคตับหรือใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรกินอาหารเสริมตามแนวทางไทย
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- The systemic availability of oral glutathione (Witschi 1992)European Journal of Clinical Pharmacology / PubMed
- Randomized controlled trial of oral glutathione supplementation on body stores of glutathione (Richie 2015)European Journal of Nutrition / PubMed
- กลูตาไธโอน ตอนที่ 2: ยาฉีด ยากิน และยาทาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- Efficacy of glutathione for the treatment of nonalcoholic fatty liver disease: an open-label, single-arm, multicenter, pilot study (Honda 2017)BMC Gastroenterology / PubMed
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-09-29
อ่านต่อ
โรคไตความดันต่ำได้ไหม ไตเสื่อมแต่ความดันตก เกิดจากอะไร
โรคไตความดันต่ำได้ไหม ทำไมไตเสื่อมบางคนความดันตก ยาความดันหลายตัว ท้องเสีย การฟอกไต ทำให้หน้ามืดได้อย่างไร ความดันต่ำกระทบไตไหม และอาการไหนต้องรีบพบแพทย์
โรคไตกินวิตามินอี วิตามินเอ ได้ไหม วิตามินละลายในไขมันที่ต้องระวัง
โรคไตกินวิตามินอีได้ไหม ทำไมวิตามินเอสะสมง่ายในคนไตเสื่อม วิตามินอีกับยาต้านเกล็ดเลือด วิตามินสำหรับคนฟอกไตต่างจากวิตามินรวมอย่างไร และควรบอกแพทย์อย่างไร
กินวิตามินทุกวันเสี่ยงโรคไตไหม วิตามินซีทำลายไตจริงหรือ
วิตามินซีทำลายไตไหม คนไตปกติกินวันละเท่าไรยังปลอดภัย วิตามินตัวไหนไตต้องขับ กินหลายยี่ห้อพร้อมกันเสี่ยงอะไร ใครควรตรวจค่าไตก่อน และอาการไหนต้องพบแพทย์
ไตระยะ 2 ระยะ 3 กินวิตามินซีได้ไหม คนฟอกไตต้องระวังอะไร
ไตเสื่อมกินวิตามินซีได้ไหม แต่ละระยะต้องระวังต่างกันอย่างไร กี่มิลลิกรัมถือว่าสูง คนฟอกไตขาดวิตามินซีได้ไหม และทำไมการฉีดวิตามินซีขนาดสูงอันตรายต่อไต
