บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

ไข้หวัดใหญ่แพร่เชื้อได้กี่วัน ต้องหยุดงานกี่วัน อยู่บ้านกับผู้สูงอายุอย่างไร

คำตอบสั้น: CDC (หน้าการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ ปรับปรุง 17 ก.ย. 2567) ระบุว่า ตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่ราว 1 วันก่อนมีอาการ ไปจนถึง 5–7 วันหลังเริ่มป่วย และ แพร่เชื้อได้มากในช่วง 3 วันแรกของการป่วย และเด็กเล็กกับคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจแพร่เชื้อได้นานกว่านั้น ส่วน NHS (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ระบุว่ามีโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่นมากในช่วง 5 วันแรกหลังติดเชื้อ เรื่องหยุดงาน กรมควบคุมโรค (ข่าว 25 ก.พ. 2568) แนะนำให้ผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน 3–7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ถ้าในบ้านมีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปหรือคนมีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง CDC แนะนำให้ผู้ป่วยอยู่ห่างจากคนในบ้านที่ไม่ป่วย และ NHS ให้ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปหรือมีโรคเรื้อรังที่เริ่มมีอาการ นัดพบแพทย์ด่วน ส่วน CDC (หน้ายาต้านไวรัส ปรับปรุง 26 มิ.ย. 2569) ระบุว่ายาต้านไวรัสที่แพทย์สั่งได้ผลดีเมื่อเริ่มภายใน 1–2 วันหลังมีอาการ

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ระยะฟักตัว CDC ระบุว่าอาการมักเริ่มราว 2 วันหลังติดเชื้อ (อยู่ในช่วง 1–4 วัน)
  • ช่วงแพร่เชื้อ ตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการถึง 5–7 วันหลังป่วย แพร่ได้มากใน 3 วันแรก (CDC) หรือ 5 วันแรกหลังติดเชื้อ (NHS)
  • ติดต่อทางไหน ละอองจากการไอ จาม หรือพูดเป็นทางหลัก และน้อยกว่านั้นคือการจับพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วมาจับปาก จมูก หรือตา (CDC)
  • หยุดงานกี่วัน กรมควบคุมโรคแนะนำ 3–7 วันหรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ส่วน CDC ให้กลับไปทำกิจวัตรได้เมื่ออาการดีขึ้นโดยรวม และไม่มีไข้โดยไม่ใช้ยาลดไข้ติดต่อกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แล้วระวังต่ออีก 5 วัน
  • ยาต้านไวรัส เป็นยาที่แพทย์สั่ง CDC แนะนำให้เริ่มโดยเร็วในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ผู้ที่ป่วยหนัก และผู้ป่วยในโรงพยาบาล
  • ยาปฏิชีวนะ ไม่ได้ผลกับไข้หวัดใหญ่ (NHS และ CDC)

ไข้หวัดใหญ่อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร ต่างจากหวัดตรงไหน

ไข้หวัดใหญ่มักเริ่มเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง NHS (หน้าไข้หวัดใหญ่) ระบุอาการไว้ ได้แก่

  • ไข้สูงขึ้นมาทันที
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • เหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลียมาก
  • ไอแห้ง
  • เจ็บคอ
  • ปวดศีรษะ
  • นอนไม่หลับ
  • เบื่ออาหาร

ในเด็กอาจมีปวดหู ตาแดงหรือเจ็บตา ต่อมน้ำเหลืองบวม และดูซึมกว่าปกติ NHS เปรียบเทียบว่า หวัดค่อยเป็นค่อยไปและกระทบจมูกกับคอเป็นหลัก ยังพอทำกิจวัตรได้ ส่วน ไข้หวัดใหญ่มาเร็วและกระทบมากกว่าจมูกกับคอ ทำให้อ่อนเพลียจนทำกิจวัตรตามปกติไม่ได้

ไข้หวัดใหญ่เกิดจาก เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (influenza virus) ที่ติดเชื้อในจมูก คอ และปอด (CDC) กรมควบคุมโรครายงานว่าปี 2567 ไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั้งปีรวม 668,027 ราย เสียชีวิต 51 ราย และข่าวเดียวกันระบุว่าสายพันธุ์ A/H1N1 (2009) ตรวจพบมากกว่าสายพันธุ์อื่น อ่านเรื่องสายพันธุ์ได้ที่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กับ B ต่างกันอย่างไร และการแยกจากหวัดได้ที่ ไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดาต่างกันอย่างไร

ไข้หวัดใหญ่ระยะฟักตัวกี่วัน แพร่เชื้อได้ช่วงไหน

CDC (หน้าการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ ปรับปรุง 17 ก.ย. 2567) ระบุไว้ดังนี้

  • อาการมักเริ่มราว 2 วันหลังเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจ แต่อยู่ในช่วง 1–4 วันได้
  • ตรวจพบเชื้อในผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการ ไปจนถึง 5–7 วันหลังเริ่มป่วย
  • ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้มากในช่วง 3 วันแรกของการป่วย
  • บางกลุ่ม เช่น เด็กเล็กและผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจแพร่เชื้อได้นานกว่านั้น
  • ในทางทฤษฎีอาจแพร่เชื้อได้ก่อนมีอาการ และบางคนติดเชื้อโดยไม่มีอาการแต่ยังแพร่เชื้อได้

NHS (หน้าไข้หวัดใหญ่ ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ระบุว่าไข้หวัดใหญ่ติดต่อง่ายมาก และมีโอกาสแพร่ให้คนอื่นมากในช่วง 5 วันแรกหลังติดเชื้อ

สองแหล่งนับจุดเริ่มต่างกัน CDC นับจากวันเริ่มป่วย ส่วน NHS นับจากวันติดเชื้อ ตัวเลขจึงไม่ตรงกันพอดี สิ่งที่ตรงกันคือ ช่วงต้นของการป่วยเป็นช่วงที่ต้องระวังการแพร่เชื้อมาก และ CDC ระบุว่าในทางทฤษฎีผู้ติดเชื้ออาจแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิดได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มมีอาการ

สายพันธุ์ A แพร่เชื้อนานกว่าสายพันธุ์ B ไหม หน้า CDC และ NHS ที่เราเปิดอ่านไม่ได้แยกระยะแพร่เชื้อตามสายพันธุ์ ตัวเลขข้างต้นจึงใช้กับไข้หวัดใหญ่โดยรวม

ไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางไหน

ทางหลักคือละอองจากผู้ป่วย CDC ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่แพร่ส่วนใหญ่ผ่านละอองที่เกิดเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ละอองตกลงในปากหรือจมูกของคนใกล้ ๆ หรืออาจถูกสูดเข้าปอด การเว้นระยะห่างช่วยลดความเสี่ยงได้

ทางที่พบน้อยกว่า คือการจับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อ แล้วมาจับปาก จมูก หรืออาจรวมถึงตาของตัวเอง (CDC) NHS ระบุว่าเชื้อจากการไอและจามอยู่บนมือและพื้นผิวได้ 24 ชั่วโมง

วิธีลดการแพร่เชื้อตามแหล่ง

  • ล้างมือบ่อยด้วยน้ำอุ่นและสบู่ (NHS) หรือน้ำสะอาดและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ (กรมควบคุมโรค)
  • ไอหรือจามใส่กระดาษทิชชู ถ้าไม่มีให้ไอใส่ข้อพับแขน ไม่ใช่ใส่มือ และทิ้งทิชชูทันที (NHS)
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าไปในที่ที่มีคนรวมตัวกันมาก (กรมควบคุมโรค)
  • อยู่บ้านและเลี่ยงการพบคนอื่น ถ้ามีไข้สูง รู้สึกร้อนสลับหนาวสั่น หรือไม่สบายจนทำกิจวัตรไม่ได้ (NHS)

เป็นไข้หวัดใหญ่ต้องหยุดงานหรือหยุดเรียนกี่วัน

แหล่งไทยและต่างประเทศให้เกณฑ์ต่างกัน บทความนี้แสดงทั้งสองแบบ

  • กรมควบคุมโรค (ข่าว 25 ก.พ. 2568): ผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน 3–7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
  • CDC (หน้าป้องกันการแพร่เชื้อเมื่อป่วย ปรับปรุง 18 ส.ค. 2568): ให้อยู่บ้านและอยู่ห่างจากคนอื่น รวมถึงคนในบ้านที่ไม่ป่วย และกลับไปทำกิจวัตรได้เมื่อครบทั้งสองข้อติดต่อกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมง คือ อาการดีขึ้นโดยรวม และ ไม่มีไข้โดยไม่ได้ใช้ยาลดไข้ หลังจากนั้นให้ระวังเพิ่มอีก 5 วัน เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะ และทำให้อากาศในห้องถ่ายเท ถ้ากลับมามีไข้หรือแย่ลง ให้กลับไปอยู่บ้านอีกครั้ง

CDC ระบุว่าแม้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ยังอาจแพร่เชื้อได้ และคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจปล่อยเชื้อได้นาน คำแนะนำของบทความ: เกณฑ์ "ไม่มีไข้ 24 ชั่วโมง" ต้องไม่ใช่เพราะเพิ่งกินยาลดไข้ ถ้าที่ทำงานหรือโรงเรียนมีระเบียบเรื่องใบรับรองแพทย์ ให้ทำตามระเบียบนั้น และถ้าต้องกลับไปทำงานใกล้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย เช่น งานในโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชรา ให้ถามหน่วยงานเรื่องเกณฑ์ของที่ทำงาน

ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือคนมีโรคประจำตัวอย่างไร

ผู้สูงอายุและคนมีโรคประจำตัวเป็นกลุ่มที่ป่วยรุนแรงได้ กรมควบคุมโรคระบุว่ากลุ่มเสี่ยงที่ถ้าป่วยแล้วอาจมีภาวะแทรกซ้อน อาการรุนแรง หรือเสียชีวิต เช่น ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้มีโรคประจำตัว ผู้เป็นโรคอ้วน และหญิงมีครรภ์ MedlinePlus (หน้าภูมิคุ้มกันตามวัย ทบทวน 15 ก.ค. 2567) ระบุว่าภูมิคุ้มกันของผู้สูงอายุตอบสนองช้าลง ทำให้เสี่ยงป่วยมากขึ้น

สิ่งที่ CDC แนะนำเมื่อมีคนป่วยอยู่ในบ้าน

  • ผู้ป่วยอยู่ห่างจากคนอื่น รวมถึงคนในบ้านที่ไม่ป่วย
  • ถ้าบ้านไม่มีพื้นที่แยกได้ทั้งหมด ให้ใช้วิธีเสริม เช่น ทำให้อากาศถ่ายเท ล้างมือ เว้นระยะ และสวมหน้ากากที่พอดีหน้าขณะอยู่บ้าน
  • เฝ้าดูอาการ ถ้ามีสัญญาณฉุกเฉิน เช่น หายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอก ให้ไปรับการรักษาฉุกเฉินทันที

คำแนะนำของบทความ (ไม่ได้มาจากแหล่งใดโดยตรง):

  • ให้ผู้ป่วยนอนแยกห้องถ้าทำได้ และใช้ห้องน้ำแยกถ้ามี
  • แยกแก้วน้ำ ช้อน และผ้าเช็ดตัว
  • ให้คนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงเป็นคนดูแลผู้ป่วยหลัก
  • เปิดหน้าต่างหรือพัดลมให้อากาศถ่ายเท
  • เช็ดลูกบิดประตู รีโมต และโทรศัพท์ที่ใช้ร่วมกันบ่อยขึ้น
  • จดชื่อยาประจำตัวของผู้สูงอายุไว้ให้พร้อม เผื่อต้องพาไปพบแพทย์

ถ้าผู้สูงอายุหรือคนมีโรคประจำตัวในบ้านเริ่มมีอาการ NHS (หน้าไข้หวัดใหญ่) ให้นัดพบแพทย์ด่วน เมื่อมีอาการไข้หวัดใหญ่และอายุ 65 ปีขึ้นไป ตั้งครรภ์หรือเพิ่งคลอด มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ปอด ตับ ไต สมองหรือเส้นประสาท หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และ CDC ระบุว่ายาต้านไวรัสได้ผลดีเมื่อเริ่มภายใน 1–2 วันหลังมีอาการ อ่านเพิ่มได้ที่ ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ

วัคซีน กรมควบคุมโรคแนะนำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปและผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต CDC (หน้ายาต้านไวรัส) ระบุว่ายาต้านไวรัสไม่ได้ใช้แทนวัคซีน เรื่องสิทธิฉีดฟรีให้สอบถามโรงพยาบาลใกล้บ้าน สปสช. 1330 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 อ่านเพิ่มได้ที่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับผู้สูงอายุ

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ใครควรได้

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นยาที่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ CDC (หน้ารักษาไข้หวัดใหญ่ด้วยยาต้านไวรัส ปรับปรุง 26 มิ.ย. 2569) ระบุไว้ดังนี้

  • ยาต้านไวรัสช่วยลดอาการ และทำให้ระยะเวลาป่วยสั้นลงราว 1 วัน
  • ได้ผลดีเมื่อเริ่มภายใน 1–2 วันหลังมีอาการ แต่ถ้าเริ่มช้ากว่านั้นก็อาจยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะคนกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ป่วยในโรงพยาบาล
  • CDC ระบุว่าสำคัญมากที่ต้องเริ่มยาโดยเร็วในผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล ผู้ที่ป่วยหนักแม้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามอายุหรือโรคประจำตัว เช่น หอบหืดและโรคปอดเรื้อรัง เบาหวาน โรคหัวใจ และหญิงตั้งครรภ์
  • คนที่ป่วยไม่มากและไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้
  • ยาต้านไวรัสต่างจากยาปฏิชีวนะ และยาปฏิชีวนะไม่ได้รักษาไข้หวัดใหญ่

เรื่องผลข้างเคียงและคนเป็นหอบหืด CDC ระบุว่าผลข้างเคียงที่พบบ่อยของโอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) คือคลื่นไส้และอาเจียน ส่วนยาชนิดสูดซานามิเวียร์ (zanamivir) อาจทำให้หลอดลมหดเกร็ง และไม่แนะนำในผู้ที่มีปัญหาการหายใจอย่างหอบหืดหรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง การเลือกยา ขนาด และระยะเวลา แพทย์เป็นผู้กำหนด ถ้าได้รับยามาแล้ว ให้ใช้ตามที่แพทย์สั่งจนครบ ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง

ไข้หวัดใหญ่แบบไหนต้องพบแพทย์

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด (NHS หน้าไข้หวัดใหญ่ จัดเป็นนัดพบแพทย์ด่วน)

  • กังวลกับอาการของทารกหรือเด็ก
  • อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ตั้งครรภ์หรือเพิ่งคลอด
  • มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ปอด ตับ ไต สมอง หรือเส้นประสาท
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น จากยาเคมีบำบัดหรือ HIV
  • รู้สึกไม่สบายมาก
  • รู้สึกหายใจเหนื่อย
  • อาการไม่ดีขึ้นหลัง 7 วัน

เรื่องหอบเหนื่อยและซึมลง แหล่งจัดระดับต่างกัน กรมควบคุมโรค (ข่าว 25 ก.พ. 2568) ระบุว่าถ้าอาการไม่ดีขึ้น เช่น หอบเหนื่อย ซึมลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ส่วน NHS หน้าไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ให้โทร 999 เมื่อหายใจลำบากมาก หอบจนพูดไม่เป็นคำ และ MedlinePlus หน้าไข้ (ทบทวน 31 ก.ค. 2567) ให้โทร 911 เมื่อมีไข้และสับสนหรือปลุกไม่ตื่น บทความนี้ยึดระดับที่เร็วกว่า คือ หอบเหนื่อยมาก ซึมลงจนปลุกยาก หรือสับสน ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ดูรายการอาการฉุกเฉินทั้งหมดท้ายบทความ และอ่านเพิ่มได้ที่ สัญญาณอันตรายไข้หวัดใหญ่

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

เรื่องไข้หวัดใหญ่: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้แพร่เชื้อน้อยลง ทำให้หยุดงานสั้นลง ลดความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ หรือป้องกันการติดเชื้อในคนในบ้าน และไม่ใช้แทนวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือยาต้านไวรัสที่แพทย์สั่ง ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง

ส่วนประกอบที่มักถูกถามในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้

  • สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. ต่อแคปซูล (40 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานในคนมีจำนวนน้อย ขนาดเล็ก และผลขัดกัน ฉลากไม่ระบุชนิดพืช ส่วนที่ใช้ หรือสารมาตรฐานของสารสกัด
  • เอลเดอร์เบอร์รี่: งานช่วงระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ในอิสราเอล (ปี 2538) ใช้ผลิตภัณฑ์การค้าชนิดหนึ่ง บทคัดย่อไม่ระบุจำนวนผู้เข้าร่วมและขนาดที่ใช้ ส่วนผลต่อเชื้อเป็นการทดลองในหลอดทดลอง
  • เอลเดอร์เบอร์รี่: งานในนอร์เวย์ (ปี 2547) ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 60 คน อายุ 18–54 ปี ใช้น้ำเชื่อมเอลเดอร์เบอร์รี่ 15 มล. วันละ 4 ครั้ง นาน 5 วัน รายงานว่าอาการหายเร็วกว่ากลุ่มยาหลอกเฉลี่ย 4 วัน ผู้วิจัยเองสรุปว่าต้องยืนยันในงานที่ใหญ่กว่า และเป็นน้ำเชื่อม เทียบน้ำหนักกับแคปซูลไม่ได้
  • เอลเดอร์เบอร์รี่: งานในผู้โดยสารเครื่องบินระยะไกล 312 คน (Nutrients ปี 2559) ใช้สารสกัดวันละ 600–900 มก. มากกว่าในแคปซูลราว 15–22.5 เท่า (คำนวณ) จำนวนครั้งที่เป็นหวัดไม่ต่างจากยาหลอก แต่จำนวนวันป่วยรวมน้อยกว่า งานนี้ได้ทุนจากบริษัทผู้ผลิตซึ่งให้แคปซูลและร่วมออกแบบการศึกษา และศึกษาหวัด ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ที่ยืนยันด้วยการตรวจ
  • เอลเดอร์เบอร์รี่: งานในห้องฉุกเฉินสหรัฐ (Journal of General Internal Medicine ปี 2563) ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ยืนยันด้วยการตรวจ PCR 87 คน ไม่ลดระยะเวลาหรือความรุนแรงของอาการ
  • เอลเดอร์เบอร์รี่: งานทบทวนอย่างเป็นระบบ 5 การทดลอง (BMC Complementary Medicine and Therapies ปี 2564) สรุปว่าเอลเดอร์เบอร์รี่อาจไม่ลดโอกาสเป็นหวัด และที่อาจลดระยะเวลาหรือความรุนแรง หลักฐานยังไม่แน่นอน
  • เอลเดอร์เบอร์รี่: NCCIH (หน้าเอลเดอร์เบอร์รี่ ปรับปรุง พ.ย. 2567) ระบุว่างานวิจัยยังน้อยและเป็นหลักฐานเบื้องต้น ระบุว่าอย่าพึ่งเอลเดอร์เบอร์รี่เพื่อป้องกันหรือรักษาโควิด-19 และระบุว่าผลดิบหรือยังไม่สุก รวมใบและลำต้น มีสารที่ทำให้เกิดไซยาไนด์ ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียรุนแรงได้
  • ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. ต่อแคปซูล (เบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 80 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — เราไม่พบงานในแหล่งที่ตรวจเรื่องเบต้ากลูแคนกับไข้หวัดใหญ่ที่ยืนยันด้วยการตรวจ งานในผู้ใหญ่อายุ 50–70 ปี 100 คน (Nutrition ปี 2560) ใช้วันละ 250 มก. นาน 90 วัน มากกว่าในแคปซูลราว 3 เท่า (คำนวณ) พบว่าจำนวนหวัดที่แพทย์ยืนยันไม่ต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนงานในคนที่เป็นหวัดบ่อย (ปี 2556) ใช้วันละ 900 มก. มากกว่าราว 11 เท่า (คำนวณ) และวัตถุดิบมาจากบริษัทผู้ผลิต ผลจึงยังไม่สอดคล้อง และขึ้นกับชนิดและขนาด

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (ข้อที่ไม่ได้ระบุว่าเป็นข้อความฉลาก เป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลากและแหล่งในแผ่นหลักฐาน)

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน (คำแนะนำของบทความ)
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) ยาเคมีบำบัด หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง ผู้ที่แพ้ง่ายให้อ่านส่วนประกอบทุกตัวก่อน
  • แพ้เจลาติน: แคปซูลเป็นเจลาติน แต่ฉลากไม่ระบุว่าทำจากสัตว์ชนิดใด ให้สอบถามผู้ผลิตก่อน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนวัคซีน ยาที่แพทย์สั่ง ยาแก้แพ้ ยาพ่นหอบหืด หรืออะดรีนาลีน

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที
  • หายใจลำบากมาก หอบจนพูดไม่เป็นคำ หรือรู้สึกเหมือนสำลัก
  • ไอเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก หรือกลืนไม่ได้
  • น้ำลายไหลเพราะกลืนไม่ลง
  • หายใจมีเสียงแหลมสูง (stridor)
  • อาการรุนแรงและแย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • ปลุกให้ตื่นยาก หรือปลุกไม่ตื่น
  • สับสน
  • เดินไม่ได้
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือเล็บเป็นสีออกน้ำเงิน
  • ปวดศีรษะรุนแรงมาก
  • คอแข็ง
  • เด็กร้องไห้ไม่หยุดและปลอบไม่ได้
  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • คอแน่น หรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน
  • ผิวหรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • เป็นลม หรือหมดสติ
  • หอบหืดกำเริบ แล้วใช้ยาพ่นบรรเทาอาการตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
  • หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว

รายการข้างต้นรวมจากหน้าที่แหล่งจัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ NHS หน้าไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) หน้าเจ็บคอ (ทบทวน 8 เม.ย. 2567) หน้าแพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) และหน้าหอบหืด (ทบทวน 7 เม.ย. 2568) รวมกับหน้าไข้ของ MedlinePlus (ทบทวน 31 ก.ค. 2567) ที่ให้โทรเรียกรถฉุกเฉินเมื่อมีไข้ร่วมกับอาการเหล่านี้ บทความนี้แยกแต่ละอาการเป็นข้อเดี่ยว ไม่ต้องรอให้มีไข้ก่อน NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง ให้คนอื่นขับไปหรือเรียกรถพยาบาล และนำยาที่ใช้อยู่ไปด้วย

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

ไข้หวัดใหญ่แพร่เชื้อได้กี่วัน

CDC ระบุว่าตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ราว 1 วันก่อนมีอาการถึง 5–7 วันหลังเริ่มป่วย และแพร่เชื้อได้มากใน 3 วันแรกของการป่วย NHS ระบุว่ามีโอกาสแพร่เชื้อมากใน 5 วันแรกหลังติดเชื้อ เด็กเล็กและคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจแพร่เชื้อได้นานกว่า

ไข้หวัดใหญ่ระยะฟักตัวกี่วัน

CDC ระบุว่าอาการมักเริ่มราว 2 วันหลังติดเชื้อ โดยอยู่ในช่วง 1–4 วัน และในทางทฤษฎีอาจแพร่เชื้อได้ก่อนเริ่มมีอาการ

เป็นไข้หวัดใหญ่ต้องหยุดงานกี่วัน

กรมควบคุมโรคแนะนำให้หยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน 3–7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ส่วน CDC ให้กลับไปทำกิจวัตรได้เมื่ออาการดีขึ้นโดยรวม และไม่มีไข้โดยไม่ใช้ยาลดไข้ติดต่อกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แล้วระวังต่ออีก 5 วัน

ใครควรได้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่

CDC แนะนำให้เริ่มยาโดยเร็วในผู้ป่วยในโรงพยาบาล ผู้ที่ป่วยหนัก และผู้ที่เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น หอบหืด โรคปอดเรื้อรัง เบาหวาน โรคหัวใจ หญิงตั้งครรภ์ ยาได้ผลดีเมื่อเริ่มภายใน 1–2 วันหลังมีอาการ และต้องมีใบสั่งจากแพทย์

มีผู้สูงอายุในบ้าน ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่อย่างไร

CDC แนะนำให้ผู้ป่วยอยู่ห่างจากคนอื่นรวมถึงคนในบ้าน ถ้าแยกไม่ได้ทั้งหมดให้ทำให้อากาศถ่ายเท ล้างมือ เว้นระยะ และสวมหน้ากาก ถ้าผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปเริ่มมีอาการ NHS ให้นัดพบแพทย์ด่วน

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท