เกี่ยวกับ Lab Farm
เบต้ากลูแคนกินตอนไหน วันละกี่มิลลิกรัม กินทุกวันได้ไหม
คำตอบสั้น: งานวิจัยยีสต์เบต้ากลูแคนเรื่องหวัดในคนใช้ตั้งแต่ วันละราว 120 มก. ถึง 900 มก. กินทุกวันต่อเนื่อง 12–16 สัปดาห์ ส่วนเรื่องเวลา บทคัดย่อของงานที่เราตรวจ ไม่ได้เปรียบเทียบการกินก่อนหรือหลังอาหาร หรือเช้ากับก่อนนอน จึงยังไม่มีข้อมูลว่าเวลาไหนดีกว่า ให้กินตามวิธีที่ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุ และอย่าเพิ่มจำนวนเม็ดเอง
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ขนาดในงานวิจัยยีสต์เบต้ากลูแคนกับหวัด: 120, 204, 250, 500 และ 900 มก. ต่อวัน แล้วแต่งาน
- ระยะเวลาในงานส่วนใหญ่: 12–16 สัปดาห์ งานในผู้สูงอายุหนึ่งงานใช้ 90 วัน
- ผลไม่ได้ดีขึ้นตามขนาดเสมอไป งานที่ใช้ 900 มก. ในคน 299 คนก็ไม่ลดจำนวนครั้งที่เป็นหวัด
- ฉลากที่เขียน "ยีสต์เบต้ากลูแคน 80% 200 มก." หมายถึงเบต้ากลูแคนราว 160 มก. (คำนวณ) ไม่ใช่ 200 มก.
- ยังไม่มีข้อมูลว่าก่อนหรือหลังอาหารต่างกัน และไม่มีข้อมูลการกินต่อเนื่องเกินช่วงที่ศึกษา
- ผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง และหญิงตั้งครรภ์ ต้องถามแพทย์ก่อน
เบต้ากลูแคนที่พูดถึงในบทความนี้คือชนิดไหน
เบต้ากลูแคนมีหลายแหล่ง ทั้งจากยีสต์ ข้าวโอ๊ต บาร์เลย์ และเห็ด แต่ละแหล่งมีโครงสร้างต่างกันและถูกศึกษาในเรื่องต่างกัน
บทความนี้พูดถึง เบต้ากลูแคนจากยีสต์ ซึ่งถูกศึกษาเรื่องหวัดและการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเป็นหลัก ส่วนเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตใช้ขนาดเป็นกรัมและศึกษาเรื่องไขมันหรือน้ำตาลในเลือด ตัวเลขของสองชนิดนี้จึงเอามาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ อ่านความต่างของสองชนิดได้ที่ เบต้ากลูแคนจากยีสต์ต่างจากข้าวโอ๊ตอย่างไร
เบต้ากลูแคนจากยีสต์ งานวิจัยใช้วันละกี่มิลลิกรัม
ขนาดและระยะเวลาในงานทดลองในคนที่ตรวจบทคัดย่อแล้ว มีดังนี้
- 900 มก. ต่อวัน นาน 16 สัปดาห์ — งานในคน 162 คนที่ติดเชื้อซ้ำบ่อย (Auinger 2013) และงานในผู้ใหญ่ 299 คนที่เป็นหวัดบ่อย (Dharsono 2019)
- 500 มก. ต่อวัน — งานนำร่องในผู้สูงอายุ 90 คน อายุเฉลี่ยราว 71 ปี (Moreno 2025) ศึกษาร่วมกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่
- 250 มก. ต่อวัน นาน 90 วัน — งานในผู้ใหญ่อายุ 50–70 ปี 100 คน (Fuller 2017)
- 250 มก. ต่อวัน นาน 12 สัปดาห์ — งานในผู้หญิงที่มีความเครียด 77 คน (Talbott 2012)
- 120 และ 204 มก. ต่อวัน นาน 12 สัปดาห์ — งานในผู้ใหญ่อายุ 18–59 ปีที่มีความเครียดปานกลาง 198 คน (Habibullah 2026)
ข้อสังเกตสำคัญ: หลายงานใช้วัตถุดิบยี่ห้อเฉพาะ และบางงานมีผู้วิจัยที่สังกัดบริษัท ตัวเลขจากงานหนึ่งจึงไม่ได้แปลว่าวัตถุดิบยี่ห้ออื่นที่ปริมาณเท่ากันจะให้ผลเหมือนกัน
ขนาดมากขึ้น ได้ผลมากขึ้นไหม
ไม่เสมอไป ตัวอย่างจากงานจริง
- งาน 299 คนที่ใช้วันละ 900 มก. นาน 16 สัปดาห์ ไม่ลดจำนวนครั้งที่เป็นหวัดและความรุนแรงโดยรวม มีเพียงอาการทางกายในสัปดาห์แรกของหวัดที่เบากว่ากลุ่มยาหลอก
- งาน 162 คนที่ใช้ขนาดเดียวกัน พบจำนวนหวัดลดลงในกลุ่มที่กินครบตามโปรโตคอล แต่คะแนนอาการไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ
- งานขนาดต่ำ 120 และ 204 มก. พบคะแนนอาการทางเดินหายใจดีกว่ายาหลอก แต่ มีเพียงขนาด 204 มก. ที่ถึงเกณฑ์ความต่างที่มีความหมายทางคลินิก
การวิเคราะห์รวม 13 งาน (Zhong 2021) ก็ระบุว่าผลของแต่ละงานต่างกันมาก และบทคัดย่อไม่ได้สรุปว่าขนาดไหนเหมาะ ดังนั้น ยังไม่มีขนาดที่พิสูจน์ว่าเหมาะสำหรับทุกคน รายละเอียดของผลแต่ละงานอ่านได้ที่ ยีสต์เบต้ากลูแคนช่วยอะไร งานวิจัยเรื่องหวัดพบอะไร
เบต้ากลูแคนกินตอนไหน ก่อนหรือหลังอาหาร
ในบทคัดย่อของงานที่เราตรวจ ไม่มีงานใดเปรียบเทียบการกินก่อนอาหารกับหลังอาหาร หรือการกินตอนเช้ากับก่อนนอน จึงยังตอบไม่ได้ว่าเวลาไหนดีกว่า ใครที่บอกว่าต้องกินตอนท้องว่างหรือก่อนนอนถึงจะได้ผล ควรถามกลับว่ามีงานวิจัยไหนเทียบไว้
หลักปฏิบัติที่ใช้ได้จริง
- กินตามวิธีที่ฉลากระบุ เพราะเป็นวิธีที่ผู้ผลิตจดแจ้งไว้
- เลือกเวลาที่จำได้ทุกวัน เช่น พร้อมมื้อเช้า เพื่อไม่ให้ลืมหรือกินซ้ำ
- ถ้ากินยาประจำ ให้ถามเภสัชกรว่าควรแยกเวลาจากยาตัวไหนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่ออาหารเสริมมีส่วนผสมหลายตัว
หลักทั่วไปเรื่องเวลากินวิตามินและอาหารเสริมแต่ละกลุ่มอ่านได้ที่ วิตามินและอาหารเสริม กินตอนไหนดี
กินก่อนนอนได้ไหม
ไม่พบข้อมูลในงานวิจัยที่ตรวจว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์ทำให้ง่วงหรือนอนไม่หลับ แต่ถ้าผลิตภัณฑ์เป็นสูตรรวมหลายส่วนประกอบ ให้ดูส่วนประกอบอื่นด้วย เช่น โสม ซึ่ง NCCIH ระบุว่านอนไม่หลับเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของโสม คนที่หลับยากอยู่แล้วอาจเลือกกินช่วงเช้าและสังเกตตัวเอง
กินทุกวันได้ไหม กินนานแค่ไหน
งานวิจัยข้างต้นให้กิน ทุกวัน ส่วนใหญ่ต่อเนื่อง 12–16 สัปดาห์ และรายงานว่าโดยทั่วไปทนได้ดี การวิเคราะห์รวม 13 งานระบุว่าทนได้ดีโดยทั่วไป งาน 50–70 ปีรายงานว่าทนได้ดี และงานขนาดต่ำ 12 สัปดาห์ไม่พบปัญหาความปลอดภัย
แต่มีข้อจำกัดที่ต้องรู้
- ไม่มีข้อมูลการกินต่อเนื่องนานเกินช่วงที่ศึกษา ในงานที่เราตรวจ
- ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นคนสุขภาพดีหรือคนที่เป็นหวัดบ่อย ไม่ใช่ผู้ป่วยที่ใช้ยาหลายตัว
- ไม่พบข้อมูลความปลอดภัยในผู้ปลูกถ่ายอวัยวะหรือผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
ถ้ากินต่อเนื่องหลายเดือน ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งที่ไปตามนัด และหยุดแล้วปรึกษาแพทย์ถ้ามีผื่น คันมาก ปวดท้อง หรืออาการผิดปกติหลังเริ่มกิน
เริ่มกินตอนเป็นหวัดแล้ว หรือเพิ่มเม็ดช่วงป่วย ช่วยไหม
งานวิจัยที่ตรวจ ให้เริ่มกินตั้งแต่ยังไม่ป่วย (บางงานเริ่มช่วงฤดูหนาว) แล้วกินต่อเนื่องทุกวัน และวัดผลจากหวัดที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น ไม่มีงานใดในชุดนี้ที่ศึกษาการเริ่มกินหลังมีอาการหวัดแล้ว
ผลที่บางงานรายงานว่าอาการทางกายในสัปดาห์แรกของหวัดเบากว่า มาจากคนที่กินมาก่อนหลายสัปดาห์ จึงเอามาสรุปว่าเริ่มกินตอนป่วยแล้วจะได้ผลเหมือนกันไม่ได้
ส่วนการเพิ่มจำนวนเม็ดเองช่วงป่วย ไม่มีงานวิจัยรองรับ และถ้าเป็นสูตรรวมหลายส่วนประกอบ การเพิ่มเม็ดจะเพิ่มสารอื่นทุกตัวไปด้วย เช่น สมุนไพรที่มีปฏิกิริยากับยา จึงไม่ควรกินเกินฉลาก
เมื่อเป็นหวัด สิ่งที่ MedlinePlus แนะนำยังเป็นการพักผ่อน ดื่มน้ำให้พอ (ยกเว้นแพทย์ให้จำกัดน้ำ) และพบแพทย์ถ้าหายใจลำบาก หรืออาการแย่ลงหรือไม่ดีขึ้นใน 7–10 วัน
คำนวณปริมาณเบต้ากลูแคนจริงจากฉลากอย่างไร
ฉลากหลายยี่ห้อเขียนในรูป "ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 200 มก." ตัวเลข 200 มก. คือน้ำหนักของวัตถุดิบ ส่วน 80% คือสัดส่วนเบต้ากลูแคนในวัตถุดิบนั้น
วิธีคิด: 200 มก. × 80% = เบต้ากลูแคนราว 160 มก. (คำนวณ)
ตัวเลขนี้คือสิ่งที่ควรเอาไปเทียบกับงานวิจัย ไม่ใช่ 200 มก. อธิบายวิธีอ่านเปอร์เซ็นต์บนฉลากแบบละเอียดได้ที่ เปอร์เซ็นต์ในวงเล็บบนฉลากอาหารเสริมหมายถึงอะไร
สิ่งที่ฉลากส่วนใหญ่ไม่บอก และทำให้เทียบกับงานวิจัยได้ไม่เต็มที่
- สัดส่วนโครงสร้างแบบ 1,3 และ 1,6
- เป็นชนิดละลายน้ำหรือไม่ละลายน้ำ
- วิธีสกัดและวิธีวัดเปอร์เซ็นต์
กินคู่กับวิตามินซีหรือวิตามินดีได้ไหม
ไม่พบงานวิจัยในงานที่เราตรวจที่ศึกษาเบต้ากลูแคนจากยีสต์คู่กับวิตามินซีหรือวิตามินดีโดยตรง สิ่งที่ควรทำคือ รวมปริมาณจากทุกผลิตภัณฑ์ที่กินอยู่ ไม่ให้เกินขนาดปลอดภัย
- วิตามินดี: Linus Pauling Institute ระบุขนาดสูงสุดที่ยอมรับได้ (UL) ของผู้ใหญ่ไว้ที่ 4,000 IU ต่อวัน ถ้ากินวิตามินดีเม็ดเดี่ยวอยู่แล้ว และอาหารเสริมอีกตัวมีวิตามินดีผสม ให้บวกกันก่อน
- วิตามินซี: NCCIH ระบุว่าขนาดสูงทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดท้องได้ และผู้ที่มีภาวะเหล็กสะสมเกินควรเลี่ยงขนาดสูง
ถ้ากินอาหารเสริมหลายตัวพร้อมกัน วิธีตรวจว่าตัวไหนซ้ำหรือตีกันอยู่ที่ อาหารเสริมตัวไหนห้ามกินคู่กัน
ใครควรถามแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกันและผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ: ไม่พบข้อมูลความปลอดภัยของยีสต์เบต้ากลูแคนในกลุ่มนี้ ต้องถามแพทย์ผู้ดูแลก่อน
- ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัด ฉายแสง ยามุ่งเป้า หรือยาอิมมูโนเทอราพี (ยาที่ใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายสู้มะเร็ง): ต้องให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อนกินอาหารเสริมทุกชนิด
- ผู้มีโรคภูมิต้านตนเอง: ไม่พบข้อมูลในกลุ่มนี้ในงานที่เราตรวจ ควรถามแพทย์ก่อน
- หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็ก: ข้อมูลไม่พอ
- ผู้ใช้ยาหลายตัว: นำยาและอาหารเสริมทุกตัวไปให้เภสัชกรดู
เบต้ากลูแคนดีไหม ควรคาดหวังแค่ไหน
คำตอบที่ตรงกับหลักฐานคือ หลักฐานเรื่องหวัดยังปนกัน มีงานที่พบผลบวกบางด้าน และมีงานใหญ่ที่ไม่พบผลในเรื่องจำนวนครั้งที่ป่วย ยังไม่มีหลักฐานว่าใช้แทนวัคซีน การนอน หรือการล้างมือได้
ถ้าตัดสินใจลอง ควรทำความเข้าใจปริมาณที่ได้รับจริง กินตามฉลาก และคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรถ้ามีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: แล็บฟาร์ม (Lab Farm)
แล็บฟาร์ม (Lab Farm) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ตรา แล็บ ฟาร์ม) เลข อย. 73-1-02663-5-0191 ผลิตโดย บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 650 มก. ฉลากแนะนำรับประทานวันละ 1 แคปซูล ไม่มีคำแนะนำให้กินมากกว่านี้ เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ วิธีรับประทานตามฉลากอ่านได้ที่ วิธีรับประทานแล็บฟาร์มตามฉลาก
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% (Immuneo Plus™) 200 มก. (เบต้ากลูแคนราว 160 มก. คำนวณ) · แกมมา โอไรซานอล 50 มก. · สารสกัดซีบัคธอร์น 50 มก. · เควอซิทิน 50 มก. · สารสกัดโสมเกาหลี 50 มก. · ผงมากิเบอร์รี่ 30 มก. · ผงมะตูม 30 มก. · สารสกัดขิง 20 มก. · สารสกัดพริกไทยดำ 20 มก. · สารสกัดใบแปะก๊วย 20 มก. · นิโคตินาไมด์ (วิตามินบี 3) 15 มก. · ไบโอติน 1% 7.9 มก. (ไบโอตินราว 79 ไมโครกรัม คำนวณ) · แคลเซียม ดี-แพนโททิเนต 2 มก. · วิตามินบี 1 1.5 มก. · วิตามินบี 2 1.5 มก. · วิตามินบี 6 1 มก. · วิตามินบี 12 0.1% 1 มก. (บี 12 ราว 1 ไมโครกรัม คำนวณ) · วิตามินดี 3 (1,000,000 IU/g) 0.2 มก. (ราว 200 IU หรือ 5 ไมโครกรัม คำนวณ) · กรดโฟลิก 0.1 มก. (100 ไมโครกรัม)
ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ และหลักฐานที่มี
- ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 200 มก. (เบต้ากลูแคนราว 160 มก. คำนวณ) — ปริมาณนี้น้อยกว่างานที่ใช้วันละ 900 มก. ราว 5.6 เท่า (คำนวณ) น้อยกว่างานที่ใช้วันละ 250 มก. และอยู่ระหว่างขนาด 120 กับ 204 มก. ของงานขนาดต่ำในผู้ใหญ่อายุ 18–59 ปี ซึ่งมีเพียงขนาด 204 มก. ที่ถึงเกณฑ์ความต่างที่มีความหมายทางคลินิก จึงสรุปไม่ได้ว่าจะได้ผลเท่าขนาด 204 มก. ฉลากไม่ได้ระบุสัดส่วน 1,3/1,6 หรือชนิดละลายน้ำ และไม่พบงานวิจัยที่ใช้ชื่อวัตถุดิบ Immuneo Plus™ ในฐานข้อมูล PubMed ผลของงานที่ใช้วัตถุดิบเบต้ากลูแคนตัวอื่นจึงนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์นี้โดยตรงไม่ได้
- วิตามินดี 3 ราว 200 IU (คำนวณ) — ถ้ากินวิตามินดีชนิดอื่นอยู่ ให้รวมปริมาณนี้ด้วย ขนาดนี้คิดเป็นราว 5% ของขนาดสูงสุดที่ยอมรับได้ 4,000 IU ต่อวันของ Linus Pauling Institute (คำนวณ)
ต้องบอกตรง ๆ ว่า ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ป่วยน้อยลง และไม่มีข้อมูลว่าการกินมากกว่าวันละ 1 แคปซูลจะได้ผลมากขึ้น
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือจะผ่าตัด: ใบแปะก๊วย ขิง โสม และเควอซิทิน มีรายงานเรื่องเลือดออกหรือค่าการแข็งตัวของเลือดเปลี่ยน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาที่ต้องคุมระดับยาในเลือด เช่น ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านไวรัสเอชไอวี: งานในคนพบว่าไพเพอรีน (สารในพริกไทยดำ) 20 มก. ทำให้ระดับยาบางชนิดสูงขึ้น ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณไพเพอรีน
- ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน: ต้องให้แพทย์ผู้รักษาอนุญาตก่อนกินอาหารเสริมทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์นี้
- ผู้ที่นอนไม่หลับหรือใจสั่นอยู่แล้ว: โสมอาจทำให้นอนไม่หลับหรือหัวใจเต้นเร็ว
- ผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวาน: โสมและขิงอาจทำให้น้ำตาลลดลงมากขึ้น
- ก่อนเจาะเลือด: แจ้งแพทย์หรือห้องแล็บว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีไบโอติน
- คำเตือนบนฉลาก: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ · ผู้ที่ใช้ยาประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความแล็บฟาร์มทั้งหมด
ส่วนประกอบบางชนิด เช่น โสม ใบแปะก๊วย ขิง และพริกไทยดำ อาจเสริมฤทธิ์หรือเปลี่ยนระดับยาบางชนิด ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาเบาหวาน ยากันชัก ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง และผู้ที่จะผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่ใช้แทนการรักษาหรือวัคซีน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
ราคาโปรโมชัน 890 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 2,490 · 8 กล่อง 4,590 · 15 กล่อง 7,890 · 25 กล่อง 12,990 บาท (ต.ค. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Lab Farm →คำถามที่พบบ่อย
เบต้ากลูแคนกินวันละกี่มิลลิกรัม
งานวิจัยเบต้ากลูแคนจากยีสต์เรื่องหวัดในคนใช้ตั้งแต่วันละ 120, 204, 250, 500 จนถึง 900 มก. แล้วแต่งาน ยังไม่มีขนาดที่พิสูจน์ว่าเหมาะกับทุกคน และงานที่ใช้ 900 มก. ในคน 299 คนก็ไม่ลดจำนวนครั้งที่เป็นหวัด ควรกินตามที่ฉลากผลิตภัณฑ์ระบุ
เบต้ากลูแคนกินตอนไหน ก่อนหรือหลังอาหาร
บทคัดย่อของงานวิจัยที่ตรวจไม่ได้เปรียบเทียบการกินก่อนหรือหลังอาหาร จึงยังไม่มีข้อมูลว่าเวลาไหนดีกว่า ให้กินตามวิธีบนฉลาก เลือกเวลาที่จำได้ทุกวัน และถามเภสัชกรถ้ากินยาประจำ
เบต้ากลูแคนกินทุกวันได้ไหม
งานวิจัยส่วนใหญ่ให้กินทุกวันต่อเนื่อง 12–16 สัปดาห์ และโดยทั่วไปทนได้ดี แต่ไม่มีข้อมูลการกินนานเกินช่วงที่ศึกษา และไม่พบข้อมูลความปลอดภัยในผู้ปลูกถ่ายอวัยวะหรือผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องถามแพทย์ก่อน
ฉลากเขียนยีสต์เบต้ากลูแคน 80% 200 มก. ได้เบต้ากลูแคนเท่าไร
ให้คูณน้ำหนักวัตถุดิบกับเปอร์เซ็นต์ คือ 200 มก. × 80% ได้เบต้ากลูแคนราว 160 มก. (คำนวณ) ตัวเลขนี้คือค่าที่ควรใช้เทียบกับงานวิจัย ไม่ใช่ 200 มก.
เบต้ากลูแคนกินคู่กับวิตามินดีหรือวิตามินซีได้ไหม
ไม่พบงานวิจัยที่ศึกษาการกินคู่กันโดยตรง สิ่งสำคัญคือรวมปริมาณวิตามินจากทุกผลิตภัณฑ์ วิตามินดีในผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 4,000 IU ต่อวันตาม Linus Pauling Institute ส่วนวิตามินซีขนาดสูงอาจทำให้ท้องเสียหรือปวดท้อง
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Effects of Yeast (1,3)-(1,6)-Beta-Glucan on Severity of Upper Respiratory Tract Infections: A Double-Blind, Randomized, Placebo-Controlled Study in Healthy SubjectsJournal of the American College of Nutrition (2019)
- Yeast (1,3)-(1,6)-beta-glucan helps to maintain the body's defence against pathogens: a double-blind, randomized, placebo-controlled, multicentric study in healthy subjectsEuropean Journal of Nutrition (2013)
- Yeast-derived β-1,3/1,6 glucan, upper respiratory tract infection and innate immunity in older adultsNutrition (2017)
- Low-dose of yeast beta-glucan on respiratory symptoms and psychological well-being in moderately stressed adultsiScience (2026)
- Vitamin DLinus Pauling Institute Micronutrient Information Center, Oregon State University
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-14
อ่านต่อ
มะตูมสรรพคุณ น้ำมะตูมแก้อะไร ข้อควรระวังที่ควรรู้
มะตูมสรรพคุณในตำรายาไทยใช้ส่วนไหน งานวิจัยสมัยใหม่อยู่ระดับไหน มะตูมดิบกับสุกต่างกันอย่างไร น้ำมะตูมกับน้ำตาล คนเป็นเบาหวานดื่มได้ไหม และข้อควรระวัง
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาล
ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร ผงเกลือแร่ ORS ต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างไร ยาหยุดถ่ายใช้ได้เมื่อไร โยเกิร์ตช่วยไหม อาการไหนต้องไปโรงพยาบาล
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายเร็ว ไข่ อาหารทะเล กินได้ไหม
หลังผ่าตัดกินอะไรให้แผลหายดี โปรตีน วิตามินซี สังกะสีจำเป็นแค่ไหน ไข่ ไก่ อาหารทะเลทำให้แผลเป็นนูนจริงไหม เบาหวานกับแผลหายช้า และสัญญาณแผลติดเชื้อ
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่ กี่วันถึงหาย กลับไปออกกำลังได้เมื่อไร
อ่อนเพลียหลังป่วยไข้หวัดใหญ่หรือโควิดนานแค่ไหน ทำไมไม่ควรรีบออกกำลัง อาการใจสั่น เหนื่อยหอบที่ต้องระวัง วิธีเพิ่มกิจกรรมทีละขั้น และเมื่อไรต้องตรวจเพิ่ม
