บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

ซิงค์แก้หวัดได้ไหม เป็นหวัดแล้วกินซิงค์ช่วยแค่ไหน งานวิจัยว่าอย่างไร

คำตอบสั้น: งานทบทวนของ Cochrane (ตีพิมพ์ พ.ค. 2567) รวมงานทดลองแบบสุ่มเทียบยาหลอก 34 งาน ผู้เข้าร่วม 8,526 คน สรุปว่าซิงค์ (สังกะสี) อาจป้องกันหวัดได้น้อยหรือไม่ได้เลย ส่วนการเริ่มใช้เมื่อเป็นหวัดแล้ว อาจ ทำให้หวัดสั้นลงเฉลี่ยราว 2.37 วัน แต่หลักฐานข้อนี้มี ความแน่นอนต่ำ และผลของแต่ละงานต่างกันมาก งานราวครึ่งหนึ่ง (17 จาก 34 งาน) ใช้ยาอมซิงค์ในช่วงสั้น ๆ และงานนี้ไม่รวมสูตรที่ผสมวิตามินหรือแร่ธาตุอื่น ส่วนซิงค์ชนิดพ่นหรือหยอดจมูก มีรายงานการสูญเสียการได้กลิ่นซึ่งอาจไม่กลับคืน NHS ระบุว่าหวัดมักดูแลเองที่บ้านได้ และควรรู้สึกดีขึ้นในราว 1–2 สัปดาห์

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ป้องกันหวัด: Cochrane 2567 พบว่าอาจลดโอกาสเป็นหวัดได้น้อยหรือไม่ลดเลย (ความแน่นอนต่ำ)
  • เป็นหวัดแล้วเริ่มใช้: อาจสั้นลงเฉลี่ย 2.37 วัน แต่ความแน่นอนต่ำ และผลระหว่างงานไม่สอดคล้องกันสูงมาก
  • รูปแบบที่ศึกษาไม่เหมือนกัน: งานครึ่งหนึ่งเป็นยาอม ซิงค์กลูโคเนตใช้วันละ 45–276 มก. นาน 4.5–21 วัน (บทคัดย่อไม่ระบุว่าเป็นน้ำหนักเกลือหรือสังกะสีธาตุ)
  • ผลข้างเคียง: รสไม่ดี คลื่นไส้ พบมากขึ้นเมื่อใช้ช่วงเป็นหวัด · กินขนาดสูงนานหลายสัปดาห์เสี่ยงขาดทองแดง
  • ห้ามใช้ซิงค์พ่นหรือหยอดจมูก ตามคำแนะนำของ Linus Pauling Institute (LPI) เพราะอาจเสียการได้กลิ่นถาวร
  • คนที่เสี่ยงขาดซิงค์ ตามรายการของ LPI เช่น ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป โรคไตเรื้อรัง โรคลำไส้อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ดื่มสุราเรื้อรัง
  • หวัดเกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่ช่วย และมีอาการบางอย่างที่ต้องพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที (ดูท้ายบทความ)

ซิงค์ช่วยเรื่องอะไรในร่างกาย เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอย่างไร

ซิงค์หรือสังกะสีเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องได้จากอาหาร หน้า Zinc ของ LPI มหาวิทยาลัยแห่งรัฐออริกอน (ทบทวน พ.ค. 2562) ระบุว่าซิงค์มีบทบาทในการเจริญเติบโตและพัฒนาการ การทำงานของภูมิคุ้มกัน การส่งสัญญาณประสาท การมองเห็น และการสืบพันธุ์ และประเมินว่าโปรตีนในร่างกายคนกว่า 3,000 ชนิดมีตำแหน่งจับซิงค์

ในระดับสารอาหาร LPI เขียนว่า การได้ซิงค์เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นต่อการคงสภาพของระบบภูมิคุ้มกัน และการขาดซิงค์จากอาหารสัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและติดเชื้อง่ายขึ้น

แต่ข้อความนี้พูดถึง "การขาด" ไม่ได้แปลว่าคนที่ได้ซิงค์พอแล้วจะได้ประโยชน์จากการกินเพิ่ม LPI เองระบุว่า งานทดลองให้ซิงค์เสริมต่อการทำงานของภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ ให้ผลปนกัน บางงานไม่พบผล

งานวิจัยใหม่ว่าอย่างไร ซิงค์แก้หวัดได้ไหม

งานที่ครอบคลุมและใหม่ในแหล่งที่เราเปิดอ่าน คือ งานทบทวนอย่างเป็นระบบของ Cochrane เรื่องซิงค์กับการป้องกันและรักษาหวัด (ตีพิมพ์ 9 พ.ค. 2567) รายละเอียดจากบทคัดย่อมีดังนี้

  • ขอบเขต: งานทดลองแบบสุ่มที่เทียบซิงค์กับยาหลอก 34 งาน (ป้องกัน 15 งาน รักษา 19 งาน) รวม 8,526 คน เป็นผู้ใหญ่ 22 งาน เด็ก 12 งาน ส่วนใหญ่ทำในสหรัฐ มีงานจากไทย 1 งาน
  • ไม่รวมสูตรผสม: ผู้ทบทวนตัดงานที่ให้ซิงค์ร่วมกับวิตามิน แร่ธาตุ หรือสมุนไพรอื่นออก เช่น วิตามินรวมที่มีซิงค์ ผลของงานนี้จึงใช้กับผลิตภัณฑ์แบบสูตรผสมไม่ได้โดยตรง
  • รูปแบบ: 17 จาก 34 งานใช้ ยาอม ซิงค์กลูโคเนตที่ใช้ในงานยาอมมีขนาดวันละ 45–276 มก. นาน 4.5–21 วัน งานที่เหลือใช้แคปซูล 1 งาน ผงละลายน้ำ 3 งาน ยาเม็ด 5 งาน น้ำเชื่อม 4 งาน และพ่นจมูก 4 งาน
  • คุณภาพงาน: ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่อความลำเอียงไม่ชัดเจนหรือสูงอย่างน้อย 1 ด้าน

ผลด้านการป้องกัน: ซิงค์อาจลดโอกาสเป็นหวัดได้น้อยหรือไม่ลดเลย (ความเสี่ยงสัมพัทธ์ 0.93 ช่วงความเชื่อมั่น 0.85–1.01 ความแน่นอนต่ำ) และเมื่อเป็นหวัดระหว่างกินเพื่อป้องกัน ระยะเวลาหวัดน่าจะต่างกันน้อยหรือไม่ต่าง (ความแน่นอนปานกลาง)

ผลด้านการรักษา (เริ่มใช้เมื่อเป็นหวัด): อาจทำให้หวัดสั้นลงเฉลี่ย 2.37 วัน (ช่วง 0.53–4.21 วัน) จาก 8 งาน 972 คน ความแน่นอนต่ำ และค่าความไม่สอดคล้องระหว่างงาน (I²) สูงถึง 97% ส่วนโอกาสที่หวัดยังไม่หายเมื่อจบการติดตาม และความรุนแรงของอาการโดยรวม ผู้ทบทวนเขียนว่า "ไม่แน่นอน"

ข้อสรุปของผู้ทบทวน ตรงกับผลข้างต้น โดยเตือนเพิ่มว่ารูปแบบการให้ซิงค์และการวัดผลต่างกันมาก และหลายงานรายงานข้อมูลไม่ครบ ซึ่งต้องนำมาพิจารณาก่อนสรุป

ด้านผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้ทบทวน 1 คนรายงานทุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐที่จ่ายให้หน่วยงาน

ทำไมบางแหล่งบอกว่าซิงค์ได้ผล แต่บางแหล่งบอกว่าไม่แน่นอน

สองแหล่งที่เราเปิดอ่านเขียนต่างกัน จึงขอยกทั้งสองพร้อมวันที่

  • LPI (หน้า Zinc ทบทวน พ.ค. 2562): เขียนว่า "ยังไม่มีวิธีรักษาหวัดที่พิสูจน์แล้ว" แต่ในหัวข้อยาอมซิงค์ เขียนว่าด้วยงานทดลองและการวิเคราะห์รวมจำนวนมาก ประสิทธิผลของยาอมหรือน้ำเชื่อมซิงค์ต่ออาการหวัด "ไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไป" และอ้างการวิเคราะห์รวม 7 งานที่พบว่ายาอมซิงค์ขนาดเกินวันละ 75 มก. (คิดเป็นสังกะสีธาตุ) ลดระยะเวลาอาการหวัด 33%
  • Cochrane (ตีพิมพ์ พ.ค. 2567): ใหม่กว่า รวมงานมากกว่า และจัดระดับความแน่นอนของผลด้านการรักษาไว้ที่ "ต่ำ" เพราะผลแต่ละงานต่างกันมาก

LPI เองก็อธิบายว่าผลที่ไม่ตรงกันระหว่างงาน ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากปริมาณซิงค์ที่ปล่อยออกมาจากยาอมแต่ละรูปแบบไม่เท่ากัน และระบุว่าผลิตภัณฑ์ซิงค์หลายสูตรที่ขายโดยไม่ต้องมีใบสั่งยา (ในสหรัฐ) พบว่าไม่ปล่อยซิงค์ไอออนออกมาเลย หรือมีสารเติมแต่งที่อาจหักล้างผลหรือทำให้อาการแย่ลง

สิ่งที่ทั้งสองแหล่งตรงกัน: ผลด้านระยะเวลาหวัดมาจากการเริ่มใช้ช่วงเป็นหวัด ไม่ใช่การกินเพื่อป้องกัน และ LPI ระบุว่าผลลดระยะหวัด 33% ในการวิเคราะห์รวมที่อ้าง มาจากยาอมขนาดเกินวันละ 75 มก. (สังกะสีธาตุ) ซึ่งเกิน UL ของผู้ใหญ่ (40 มก.)

ได้ยินว่าต้องอมซิงค์ทุก 2–3 ชั่วโมง ทำตามได้ไหม

LPI ระบุว่ามีผู้เสนอให้ใช้ยาอมซิงค์ภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ และอมทุก 2–3 ชั่วโมงระหว่างตื่นจนอาการหาย พร้อมเตือนว่าวิธีนี้ทำให้ได้ซิงค์ต่อวัน เกินปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (UL) ของผู้ใหญ่ซึ่งอยู่ที่ 40 มก. อย่างมาก

บทความนี้ไม่แนะนำขนาดหรือวิธีอมซิงค์ เพราะเป็นการใช้ขนาดเกิน UL ซึ่งต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรพิจารณาเป็นราย ๆ ไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว และคนที่กินยาอยู่ อ่านรายละเอียดเรื่อง UL การนับรวมจากหลายผลิตภัณฑ์ และยาที่ต้องเว้นระยะได้ที่ ซิงค์ห้ามกินกับอะไร กินเกินวันละเท่าไรเสี่ยง

ผลข้างเคียงของซิงค์มีอะไรบ้าง

  • รสไม่ดีและคลื่นไส้: LPI ระบุว่าเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยในงานทดลองรักษาหวัด Cochrane 2567 พบว่าเมื่อใช้ซิงค์ช่วงเป็นหวัด ผลข้างเคียงไม่ร้ายแรงน่าจะเพิ่มขึ้น (ความเสี่ยงสัมพัทธ์ 1.34 ความแน่นอนปานกลาง) ส่วนผลข้างเคียงร้ายแรง งานรักษาไม่มีงานใดให้ข้อมูล
  • ขาดทองแดง: LPI ระบุว่าการใช้ยาอมซิงค์ต่อเนื่องนาน เช่น 6–8 สัปดาห์ มีแนวโน้มทำให้ขาดทองแดง และการได้ซิงค์เกิน UL เป็นเวลานานทำให้ขาดทองแดงได้
  • พิษเฉียบพลัน: LPI ระบุว่าซิงค์ครั้งเดียว 225–450 มก. มักทำให้อาเจียน และมีรายงานอาการทางเดินอาหารเล็กน้อยที่ขนาดซิงค์เสริม 50–150 มก. ต่อวัน

สเปรย์ซิงค์พ่นจมูก ทำไมต้องหลีกเลี่ยง

LPI เล่าว่าเคยมีผลิตภัณฑ์ซิงค์ชนิดเจลหรือสเปรย์พ่นจมูกขายเป็นยาบรรเทาหวัด งานเทียบยาหลอก 2 งานพบว่าระยะอาการสั้นลงเล็กน้อย อีก 1 งานไม่พบประโยชน์ และเมื่อรวม 3 งานแล้วไม่พบประโยชน์โดยรวม

ที่สำคัญกว่าคือมีรายงานผู้ป่วยหลายรายที่สูญเสียการได้กลิ่นหลังใช้ซิงค์พ่นจมูกเป็นยาแก้หวัด LPI ระบุว่าการเสียกลิ่นจากซิงค์อาจไม่กลับคืน จึงให้หลีกเลี่ยงเจลและสเปรย์ซิงค์พ่นจมูก

คนที่เป็นภูมิแพ้จมูกอยู่แล้ว ถ้าเริ่มได้กลิ่นน้อยลง ให้ปรึกษาแพทย์ อ่านเพิ่มที่ ภูมิแพ้ทำให้จมูกไม่ได้กลิ่นได้ไหม

ขาดซิงค์มีอาการอย่างไร ใครเสี่ยงขาดซิงค์

LPI ระบุว่าการขาดซิงค์รุนแรงพบน้อย สาเหตุหลักคือโรคทางพันธุกรรม ส่วนการขาดที่เกิดภายหลังมักมาจากกลุ่มโรคการดูดซึมผิดปกติและการดื่มสุราเรื้อรัง ในประเทศอุตสาหกรรม การขาดจากอาหารอย่างเดียวไม่น่าทำให้ขาดรุนแรงในคนที่ไม่มีโรคพันธุกรรม ไม่มีปัญหาการดูดซึม หรือไม่มีภาวะเสียซิงค์มาก เช่น แผลไฟไหม้รุนแรงหรือท้องเสียนาน

อาการของภาวะขาดซิงค์รุนแรงจากโรคพันธุกรรม ที่ LPI บรรยาย ได้แก่ ผื่นผิวหนังลักษณะเฉพาะ ท้องเสียรุนแรงเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง แผลหายช้า เบื่ออาหาร การรับรสลดลง ตาบอดกลางคืน อาการเหล่านี้ไม่จำเพาะ อาจมาจากโรคอื่นได้ และ LPI ระบุว่ายังไม่มีค่าตรวจทางชีวเคมีที่ไวและจำเพาะพอจะบอกภาวะขาดซิงค์ในคน การจะรู้ว่าขาดหรือไม่ต้องให้แพทย์ประเมิน ไม่ควรเดาจากอาการแล้วซื้อมากินเอง (คำแนะนำของบทความ)

กลุ่มที่ LPI ระบุว่าเสี่ยงขาดซิงค์ (เลือกเฉพาะผู้ใหญ่):

  • ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้มีกลุ่มโรคการดูดซึมผิดปกติ เช่น โรคซีลิแอค ลำไส้สั้น
  • ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น โรคโครห์น ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล
  • ผู้ที่ท้องเสียรุนแรงหรือท้องเสียนาน
  • ผู้ที่ดื่มสุราเรื้อรัง และโรคตับจากสุรา
  • ผู้ที่ขาดสารอาหาร
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่ลดการดูดซึมหรือเพิ่มการขับซิงค์
  • ผู้ที่กินมังสวิรัติซึ่งกินธัญพืชและถั่วเป็นหลัก LPI ระบุว่าความต้องการซิงค์อาจสูงกว่าคนทั่วไปถึง 50% เพราะสารไฟเตตในอาหารกลุ่มนี้ลดการดูดซึม

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและโรคลำไส้ มักมียาหลายตัวและข้อจำกัดเรื่องแร่ธาตุ การเริ่มกินซิงค์เสริมต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสิน (คำแนะนำของบทความ)

ซิงค์มีในอาหารอะไรบ้าง

ตารางของ LPI (อ้างฐานข้อมูลอาหาร USDA) ยกตัวอย่างปริมาณซิงค์ต่อหน่วยบริโภคไว้ดังนี้

  • หอยนางรมปรุงสุก 6 ตัวขนาดกลาง: 27–50 มก.
  • เนื้อวัวส่วนไหล่อบ 3 ออนซ์: 8.7 มก. (LPI เทียบว่าเนื้อ 3 ออนซ์มีขนาดราวสำรับไพ่)
  • ปูปรุงสุก 3 ออนซ์: 4.7 มก.
  • หมูส่วนสันอบ 3 ออนซ์: 2.7 มก.
  • ไก่ส่วนเนื้อสีเข้มปรุงสุก 3 ออนซ์: 1.8 มก.
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 ออนซ์: 1.6 มก.
  • ถั่วลูกไก่ต้ม ครึ่งถ้วย: 1.2 มก.
  • นม 1 ถ้วย (8 ออนซ์ของเหลว): 1.1 มก.

LPI อธิบายว่าซิงค์จากเนื้อสัตว์ดูดซึมได้ดีกว่า ส่วนซิงค์จากธัญพืชไม่ขัดสีและโปรตีนจากพืชดูดซึมได้น้อยกว่าเพราะมีไฟเตต ขนมปังโฮลเกรนที่หมักด้วยยีสต์มีซิงค์ที่ดูดซึมได้มากกว่าแบบไม่หมัก เพราะยีสต์ช่วยลดไฟเตต

ค่าแนะนำซิงค์ต่อวันตามข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI ไทย) พ.ศ. 2563 ของกรมอนามัย คือ ชายอายุ 31–70 ปี 10.9 มก. ชาย 71 ปีขึ้นไป 10.3 มก. หญิงอายุ 31–60 ปี 9.2 มก. และหญิง 61 ปีขึ้นไป 8.6 มก. โดยปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวันของผู้ใหญ่คือ 40 มก.

เป็นหวัดดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อไรต้องไปหาหมอ

หน้า Common cold ของ NHS (ทบทวน 22 มี.ค. 2567) ระบุว่าอาการหวัดค่อย ๆ เกิดใน 2–3 วัน และควรรู้สึกดีขึ้นในราว 1–2 สัปดาห์ สิ่งที่ NHS แนะนำให้ทำเอง ได้แก่ พักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำมาก ๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ (ไม่เหมาะกับเด็ก) สูดไอน้ำเพื่อลดคัดจมูก และไม่สูบบุหรี่ ผู้ที่แพทย์ให้จำกัดน้ำ ให้ทำตามที่แพทย์สั่ง

NHS ระบุด้วยว่ามีหลักฐานน้อยว่าอาหารเสริมอย่างวิตามินซี เอ็กไคนาเชีย หรือกระเทียม ป้องกันหวัดหรือทำให้หายเร็วขึ้น และแพทย์ไม่แนะนำยาปฏิชีวนะสำหรับหวัด เพราะหวัดเกิดจากไวรัส สอดคล้องกับ อย. ที่เตือนไม่ให้ซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง (ข่าว 13 มิ.ย. 2567) อ่านเรื่องวิตามินซีเพิ่มได้ที่ วิตามินซีแก้หวัดได้ไหม

พบแพทย์ (ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน) ตามรายการของ NHS ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง:

  • ไข้สูงนานเกิน 3 วัน
  • อาการหวัดแย่ลง หรือไม่ดีขึ้นหลัง 10 วัน
  • ไข้สูงมาก หรือรู้สึกร้อนสลับหนาวสั่น
  • ไอนานเกิน 3 สัปดาห์
  • เป็นหวัดและมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต หรือภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น กำลังรับเคมีบำบัด

เรื่องหายใจลำบากและเจ็บหน้าอก แหล่งจัดระดับต่างกัน: หน้า Common cold (ทบทวน 22 มี.ค. 2567) จัด "หายใจไม่อิ่มหรือเจ็บหน้าอก" ไว้ในกลุ่มพบแพทย์ แต่หน้า Flu (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ให้โทร 999 ถ้าเจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที หายใจลำบากรุนแรงจนพูดไม่เป็นคำ หรือเริ่มไอเป็นเลือด บทความนี้ใช้ระดับที่ปลอดภัยกว่า ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งในสามข้อนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ถ้าเป็นหวัดบ่อยจนสงสัยว่าผิดปกติ อ่าน เป็นหวัดบ่อยเกิดจากอะไร และเรื่องวัคซีน กรมควบคุมโรค (ข่าว 25 ก.พ. 2568) ระบุว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีเป้าหมายลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิตใน 7 กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปและผู้มีโรคเรื้อรัง สอบถามสิทธิได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ส่วน NHS ระบุว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ป้องกันหวัดธรรมดา

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ ไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์ และไม่ระบุสารสำคัญในผงกระชาย

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน ผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และหญิงให้นมบุตร ซึ่งฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

เรื่องซิงค์กับหวัด: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ป้องกัน รักษา หรือทำให้หวัดหายเร็วขึ้น และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง งานทบทวน Cochrane 2567 ตัดงานที่ใช้ซิงค์ผสมวิตามิน แร่ธาตุ หรือสมุนไพรออก ผลของงานนั้นจึงนำมาใช้กับสูตรผสมแบบนี้ไม่ได้

"ซิงค์ (100%) 5.8 มก." หมายถึงอะไร: ฉลากไม่ระบุรูปเกลือ จึงไม่ทราบว่า 5.8 มก. คือสังกะสีธาตุ หรือน้ำหนักของสารประกอบซิงค์ (เช่น กลูโคเนต ซิเตรต ออกไซด์) ซึ่งสังกะสีธาตุเป็นเพียงส่วนหนึ่งของน้ำหนัก ตัวเลข "100%" บนฉลากนี้ใช้กับวัตถุดิบหลายตัวในความหมายความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบ บทความจึงเขียนตามฉลากว่า "ซิงค์ 5.8 มก. ต่อแคปซูล" และตัวเลขเทียบด้านล่างใช้กรณีสูงสุด คือสมมติว่าเป็นสังกะสีธาตุทั้งหมด ถ้าเป็นน้ำหนักเกลือ สังกะสีจริงจะน้อยกว่านี้

  • ซิงค์ 5.8 มก. ต่อแคปซูล (11.6 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — ถ้าเป็นสังกะสีธาตุ คิดเป็นราว 106–113% ของค่าแนะนำต่อวันของชายไทยอายุ 31 ปีขึ้นไป ราว 126–135% ของหญิงไทยอายุ 31 ปีขึ้นไป และราว 29% ของปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน 40 มก. (คำนวณจาก DRI ไทย 2563) งานยาอมใน Cochrane ใช้ซิงค์กลูโคเนตวันละ 45–276 มก. ซึ่งมากกว่าราว 4–24 เท่า (คำนวณ) บทคัดย่อไม่ได้แยกว่าเป็นน้ำหนักเกลือหรือสังกะสีธาตุ และยาอมเป็นคนละรูปแบบกับแคปซูลกลืน จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
  • กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. ต่อแคปซูล (3 มก. ต่อวัน คำนวณ) — เป็นส่วนน้อยของค่าแนะนำวิตามินซีของกรมอนามัย (ชาย 100 มก. หญิง 85 มก. ต่อวัน) งานวิตามินซีกับหวัดของ Cochrane (2556) ใช้อย่างน้อย 200 มก. ต่อวัน ราว 67 เท่า (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก.

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก)

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • กินวิตามินรวม ยาอมซิงค์ หรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง เทียบกับปริมาณสูงสุดที่รับได้ 40 มก. ต่อวันของผู้ใหญ่
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ LPI ระบุให้กินห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ให้เภสัชกรกำหนดเวลาตามยาตัวนั้น
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง และ LPI ระบุว่าซิงค์เสริมอาจลดน้ำตาลในเลือด ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยากดภูมิคุ้มกัน หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: หลีกเลี่ยง

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด ยาปฏิชีวนะ และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้น หรือเริ่มรับประทานสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนวัคซีน ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง หรืออะดรีนาลีน

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีดมาก หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
  • หอบเหนื่อยจนพูดเป็นคำหรือเป็นประโยคไม่ได้
  • คอแน่น หรือกลืนลำบาก
  • ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • สับสน ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
  • เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที
  • เริ่มไอเป็นเลือด
  • ล้มฟุบ เป็นลม หรือหมดสติ
  • แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด

รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุให้โทรเรียกรถฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) และหน้าไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ส่วนข้อสุดท้ายเป็นสัญญาณอันตรายที่ใช้ทั่วทั้งเว็บไซต์นี้ หน้า NHS แพ้รุนแรงระบุว่าผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนให้ใช้ทันที แล้วโทรเรียกรถพยาบาล คำแนะนำของบทความ: อย่ารอดูอาการด้วยยาแก้แพ้ชนิดกิน

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

ซิงค์แก้หวัดได้ไหม

งานทบทวน Cochrane ปี 2567 พบว่าซิงค์อาจป้องกันหวัดได้น้อยหรือไม่ได้เลย ส่วนการเริ่มใช้ตอนเป็นหวัดอาจทำให้หวัดสั้นลงเฉลี่ยราว 2.37 วัน แต่ความแน่นอนของหลักฐานต่ำและผลแต่ละงานต่างกันมาก งานราวครึ่งหนึ่งใช้ยาอมซิงค์ช่วงสั้น ๆ และงานนี้ไม่รวมสูตรที่ผสมวิตามินหรือแร่ธาตุอื่น

เป็นหวัดกินซิงค์ได้ไหม

Linus Pauling Institute (ทบทวน พ.ค. 2562) ระบุว่าผลต่อระยะหวัดในการวิเคราะห์รวมที่อ้าง มาจากยาอมขนาดเกินวันละ 75 มก. ซึ่งเกินปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวันของผู้ใหญ่ (40 มก.) และงานรักษาหวัดพบรสไม่ดีหรือคลื่นไส้มากขึ้น ผู้สูงอายุ คนมีโรคประจำตัว และคนที่กินยาอยู่ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน หวัดเกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่ช่วย

สเปรย์ซิงค์พ่นจมูกใช้ได้ไหม

Linus Pauling Institute แนะนำให้หลีกเลี่ยงเจลและสเปรย์ซิงค์พ่นจมูก เพราะมีรายงานผู้ใช้สูญเสียการได้กลิ่น ซึ่งอาจไม่กลับคืน

ขาดซิงค์มีอาการอย่างไร

ภาวะขาดรุนแรงพบน้อย อาการที่บรรยายไว้ เช่น ผื่นผิวหนัง ท้องเสียเรื้อรัง แผลหายช้า เบื่ออาหาร การรับรสลดลง แต่ไม่จำเพาะ และยังไม่มีค่าตรวจที่บอกภาวะขาดซิงค์ได้แม่นยำ กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ โรคไตเรื้อรัง โรคลำไส้อักเสบ ท้องเสียนาน ดื่มสุราเรื้อรัง ควรให้แพทย์ประเมิน

ซิงค์มีในอาหารอะไรบ้าง

ตัวอย่างจาก Linus Pauling Institute เช่น หอยนางรม เนื้อวัว ปู หมู ไก่ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลูกไก่ และนม ซิงค์จากเนื้อสัตว์ดูดซึมได้ดีกว่าซิงค์จากธัญพืชและถั่วที่มีไฟเตต

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท