บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

ซิงค์ห้ามกินกับอะไร กินเกินวันละเท่าไรเสี่ยง และยาที่ต้องเว้นระยะ

คำตอบสั้น: ปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (UL) ของซิงค์สำหรับผู้ใหญ่คือ 40 มก. ตามทั้งข้อกำหนดสารอาหารของกรมอนามัย (DRI ไทย 2563) และ Linus Pauling Institute (LPI) ตัวเลขนี้ นับรวมทุกแหล่ง ทั้งอาหาร วิตามินรวม ยาอม และอาหารเสริมอื่น การได้เกิน UL เป็นเวลานานทำให้ขาดทองแดงได้ ยาที่ LPI ระบุว่ามีปัญหาร่วมกับซิงค์ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนและควิโนโลน (ซิงค์ลดการดูดซึมทั้งของยาและของซิงค์ LPI ระบุให้กินห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง) ยาเซฟาเล็กซิน เพนิซิลลามีน และยาต้านไวรัสเอชไอวีบางตัว ส่วนธาตุเหล็กเสริมขนาดสูงอาจลดการดูดซึมซิงค์ ถ้ากินยาอยู่ ให้เอายาและอาหารเสริมทุกขวดไปให้เภสัชกรดูก่อน และห้ามหยุดหรือเลื่อนยาที่แพทย์สั่งเอง

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • UL ผู้ใหญ่ 40 มก. ต่อวัน นับรวมอาหารและอาหารเสริมทุกชนิด (DRI ไทย 2563, LPI)
  • เกิน UL นาน ๆ → ขาดทองแดง LPI ระบุว่าซิงค์รวมวันละ 60 มก. นานถึง 10 สัปดาห์ เคยพบสัญญาณขาดทองแดง
  • ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีนและควิโนโลน: LPI ระบุให้กินห่างจากซิงค์อย่างน้อย 2 ชั่วโมง ให้เภสัชกรกำหนดเวลาตามยาตัวนั้น
  • ยาอื่นที่ LPI ระบุ: เซฟาเล็กซิน เพนิซิลลามีน ยาต้านเอชไอวีบางตัว · ยาที่ทำให้ซิงค์ลดลง เช่น ยากันชักโซเดียมวาลโปรเอต ยาขับปัสสาวะที่ใช้นาน · ยาเบาหวานต้องระวัง
  • ธาตุเหล็กเสริมขนาดสูง อาจลดการดูดซึมซิงค์ · แคลเซียม ในคนยังไม่แน่ชัด
  • กินตอนไหน: แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้กำหนดเวลา ถ้าคลื่นไส้ ให้ถามเภสัชกร
  • ห้ามหยุด เลื่อน หรือลดยาปฏิชีวนะหรือยาประจำตัวเพื่อกินอาหารเสริม

ซิงค์ห้ามกินเกินวันละกี่มิลลิกรัม

ปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (Tolerable Upper Intake Level หรือ UL) ของผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไป คือ 40 มก. ทั้งในตาราง DRI ไทย พ.ศ. 2563 ของกรมอนามัย และในหน้า Zinc ของ LPI (ทบทวน พ.ค. 2562) UL ไม่ใช่ปริมาณที่แนะนำให้กิน แต่เป็นเพดานที่ไม่ควรได้เกินเป็นประจำ

เทียบกับค่าที่แนะนำให้ได้ต่อวันตาม DRI ไทย 2563 ซึ่งต่ำกว่ามาก ได้แก่ ชายอายุ 31–70 ปี 10.9 มก. ชาย 71 ปีขึ้นไป 10.3 มก. หญิงอายุ 31–60 ปี 9.2 มก. หญิง 61 ปีขึ้นไป 8.6 มก.

LPI ระบุตัวเลขที่เกี่ยวกับการได้ซิงค์มากเกินไว้ดังนี้

  • ขาดทองแดง: ผลเสียหลักของการได้ซิงค์มากเกินเป็นเวลานาน การได้ซิงค์รวมวันละ 60 มก. (จากอาหารเสริม 50 มก. และอาหาร 10 มก.) นานถึง 10 สัปดาห์ พบสัญญาณขาดทองแดง และการกินซิงค์ตั้งแต่วันละ 50 มก. ขึ้นไปนานหลายสัปดาห์รบกวนการใช้ทองแดงของร่างกาย
  • ครีมติดฟันปลอมที่มีซิงค์: มีรายงานขาดทองแดงจากการใช้มากเกินเป็นเวลานาน (ตั้งแต่ 2 หลอดต่อสัปดาห์ขึ้นไป)
  • อาการทางเดินอาหาร: ซิงค์เสริมวันละ 50–150 มก. มีรายงานอาการไม่สบายท้องเล็กน้อย และซิงค์ครั้งเดียว 225–450 มก. มักทำให้อาเจียน
  • ยาอมช่วงเป็นหวัด: LPI ระบุว่าอมทุก 2–3 ชั่วโมงทำให้ได้เกิน UL อย่างมาก และการใช้ต่อเนื่องนาน เช่น 6–8 สัปดาห์ มีแนวโน้มทำให้ขาดทองแดง

นับซิงค์รวมจากหลายผลิตภัณฑ์อย่างไร

ผู้สูงอายุหลายคนกินวิตามินรวม อาหารเสริมสูตรผสม และบางช่วงยังซื้อยาอมซิงค์เพิ่มตอนเป็นหวัด ทำให้ได้ซิงค์ซ้อนกันโดยไม่รู้ตัว คำแนะนำของบทความ มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

  1. ดูฉลากทุกขวด หาคำว่า ซิงค์ สังกะสี zinc หรือชื่อเกลือ เช่น ซิงค์กลูโคเนต ซิงค์ซิเตรต ซิงค์ออกไซด์ ซิงค์ซัลเฟต
  2. ดูว่าฉลากระบุเป็น "สังกะสีธาตุ" หรือน้ำหนักเกลือ ถ้าไม่ระบุ ให้คิดแบบระวังไว้ก่อนว่าเป็นสังกะสีธาตุทั้งหมด
  3. คูณจำนวนเม็ดต่อวันตามฉลาก แล้วรวมทุกขวด
  4. อย่าลืมยาอม ยาผงชง และครีมติดฟันปลอม ที่อาจมีซิงค์
  5. ถ่ายรูปฉลากทั้งหมดให้เภสัชกรดู โดยเฉพาะถ้ารวมแล้วใกล้ 40 มก. ต่อวัน หรือกินมานานหลายสัปดาห์

ซิงค์จากอาหารทั่วไปก็นับรวมใน UL ด้วย LPI อ้างการสำรวจในสหรัฐว่าผู้ใหญ่ได้ซิงค์จากอาหารเฉลี่ยราว 12.3 มก. ต่อวัน แต่ยังไม่มีตัวเลขเฉลี่ยของคนไทยในแหล่งที่เราเปิดอ่าน

ซิงค์ห้ามกินกับยาอะไร ต้องเว้นกี่ชั่วโมง

ข้อมูลยาตีกันในส่วนนี้มาจากหน้า Zinc ของ LPI (ทบทวน พ.ค. 2562) เขียนเพื่อให้รู้ว่าต้องถามใคร ไม่ใช่คำสั่งให้ปรับยาเอง

1. ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนและกลุ่มควิโนโลน (ถ้าไม่แน่ใจว่ายาที่ได้รับอยู่ในกลุ่มนี้หรือไม่ ให้ถามเภสัชกร)

LPI ระบุว่าการกินซิงค์เสริมพร้อมยาเหล่านี้อาจลดการดูดซึมทั้งของซิงค์และของยา ซึ่งอาจทำให้ยาได้ผลลดลง และ การกินซิงค์กับยาเหล่านี้ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมงน่าจะป้องกันปัญหานี้ได้ ยาแต่ละตัวมีวิธีกินต่างกัน (ก่อนหรือหลังอาหาร วันละกี่ครั้ง) ให้เภสัชกรจัดเวลาให้ และถ้าฉลากยาหรือเอกสารกำกับยาเขียนไว้ต่างจากนี้ ให้ทำตามที่เภสัชกรหรือแพทย์บอก ห้ามหยุดหรือเลื่อนยาปฏิชีวนะเพื่อกินอาหารเสริม

2. ยาที่ซิงค์ลดการดูดซึม

LPI ระบุว่าซิงค์เสริมลดการดูดซึมของยาบางชนิด ได้แก่ ยาปฏิชีวนะเซฟาเล็กซิน ยาเพนิซิลลามีน (ใช้ในโรควิลสันและโรคอื่น) และยาต้านไวรัสเอชไอวีอะทาซานาเวียร์และริโทนาเวียร์

3. ยาที่ทำให้ร่างกายเสียซิงค์หรือใช้ซิงค์ได้น้อยลง

LPI ระบุว่ายาจับโลหะ เช่น เพนิซิลลามีน เคยทำให้ขาดซิงค์รุนแรง ยากันชัก โดยเฉพาะโซเดียมวาลโปรเอต อาจทำให้ขาดซิงค์ และการใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเวลานานอาจเพิ่มการขับซิงค์ทางปัสสาวะ ผู้ที่ใช้ยาเหล่านี้ไม่ควรเริ่มหรือหยุดซิงค์เสริมเอง ให้ถามแพทย์ (คำแนะนำของบทความ)

4. ยาเบาหวาน

LPI ระบุว่าซิงค์เสริมอาจลดน้ำตาลในเลือด ผู้ที่ใช้ยาเบาหวานจึงควรใช้ซิงค์เสริมอย่างระมัดระวัง ให้แจ้งแพทย์ที่ดูแลเบาหวานก่อน

ซิงค์กินพร้อมแคลเซียม ธาตุเหล็ก หรือทองแดงได้ไหม

ธาตุเหล็ก: LPI ระบุว่าธาตุเหล็กกับซิงค์แย่งช่องทางดูดซึมเดียวกัน ธาตุเหล็กเสริมขนาด 38–65 มก. ต่อวัน (คิดเป็นธาตุเหล็ก) อาจลดการดูดซึมซิงค์ แต่ธาตุเหล็กในระดับอาหารไม่ได้ลด และการเติมธาตุเหล็กในอาหารยังไม่พบว่าส่งผลเสียต่อการดูดซึมซิงค์ ในทางกลับกัน มีงานในเด็กที่ซิงค์เสริมวันละ 10 มก. ลดระดับธาตุเหล็กในเลือด แต่ไม่ถึงขั้นโลหิตจาง ผู้ที่แพทย์สั่งยาธาตุเหล็กอยู่ ให้ถามเภสัชกรเรื่องเวลากินร่วมกับอาหารเสริมที่มีซิงค์ (คำแนะนำของบทความ)

แคลเซียม: LPI ระบุว่าแคลเซียมในอาหารปริมาณสูงลดการดูดซึมซิงค์ในสัตว์ แต่ ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดในคน มีงานหนึ่งในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เพิ่มแคลเซียมวันละ 890 มก. (จากนมหรือแคลเซียมฟอสเฟต) แล้วการดูดซึมซิงค์ลดลง ขณะที่งานในเด็กหญิงวัยรุ่นที่เพิ่มแคลเซียมวันละ 1,000 มก. และงานในหญิงสุขภาพดี 10 คนที่ได้แคลเซียมจากอาหารราววันละ 1,800 มก. ไม่พบว่าการดูดซึมซิงค์ลดลง

ทองแดง: LPI ระบุว่าการได้ซิงค์ปริมาณมาก (ตั้งแต่วันละ 50 มก.) นานหลายสัปดาห์รบกวนการนำทองแดงไปใช้ แต่การได้ซิงค์ในระดับปกติไม่กระทบการดูดซึมทองแดง และการได้ทองแดงสูงก็ไม่กระทบการดูดซึมซิงค์ กลไกที่ LPI อธิบายคือซิงค์กระตุ้นการสร้างโปรตีนเมทัลโลไทโอนีนในผนังลำไส้ ซึ่งจับทองแดงไว้ไม่ให้ดูดซึม

คำแนะนำของบทความ: ไม่ต้องกลัวการกินอาหารที่มีแคลเซียม ธาตุเหล็ก หรือทองแดงตามปกติร่วมกับซิงค์ สิ่งที่ต้องระวังคือ การกินอาหารเสริมหลายขวดซ้อนกันในขนาดสูง และการกินซิงค์ขนาดสูงเป็นเวลานานโดยไม่มีแพทย์ดูแล

กินซิงค์ตอนไหนดี ลดคลื่นไส้ได้ไหม

แหล่งที่เราเปิดอ่าน (LPI และ Cochrane) ไม่ได้กำหนดเวลากินซิงค์เสริมเพื่อลดคลื่นไส้ บทความนี้จึงไม่ระบุเวลาที่ "ดีกว่า" แทนแหล่ง สิ่งที่แหล่งบอกคือ รสไม่ดีและคลื่นไส้เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยในงานทดลองซิงค์ช่วงเป็นหวัด (LPI) และผลข้างเคียงไม่ร้ายแรงพบมากขึ้นเมื่อใช้ซิงค์ช่วงเป็นหวัด (Cochrane 2567)

ถ้ากินอาหารเสริมที่มีซิงค์แล้วคลื่นไส้ ปวดท้อง หรืออาเจียน ให้หยุดผลิตภัณฑ์นั้นและปรึกษาเภสัชกร (คำแนะนำของบทความ) ส่วนยาที่แพทย์สั่ง ห้ามหยุดเอง ถ้ามีเรื่องต้องจัดเวลาร่วมกับยาปฏิชีวนะหรือยาประจำตัว ให้เภสัชกรเป็นผู้จัด

ใครต้องระวังซิงค์เสริมเป็นพิเศษ

  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: LPI จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงขาดซิงค์ แต่ผู้ป่วยไตมักมีข้อจำกัดแร่ธาตุและยาหลายตัว การเสริมต้องให้แพทย์โรคไตตัดสิน (คำแนะนำของบทความ)
  • ผู้ที่ใช้ยาหลายตัว โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ยาเบาหวาน ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ
  • ผู้ที่กินวิตามินรวมหรือยาอมซิงค์อยู่แล้ว
  • ผู้ที่เคยใช้ซิงค์พ่นจมูก: LPI ให้หลีกเลี่ยง เพราะมีรายงานสูญเสียการได้กลิ่นซึ่งอาจไม่กลับคืน

อ่านเรื่องซิงค์กับหวัดได้ที่ ซิงค์แก้หวัดได้ไหม หน้าที่ของซิงค์ในร่างกายที่ ซิงค์คืออะไร วิธีอ่านรูปเกลือบนฉลากที่ ซิงค์รูปแบบต่าง ๆ บนฉลาก และวิตามินซีกับยาที่ วิตามินซีห้ามกินกับอะไร

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ ไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์ และไม่ระบุสารสำคัญในผงกระชาย

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน ผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และหญิงให้นมบุตร ซึ่งฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

นับซิงค์จากผลิตภัณฑ์นี้อย่างไร: ฉลากระบุ "ซิงค์ (100%) 5.8 มก." ต่อแคปซูล แต่ไม่ระบุรูปเกลือ จึงไม่ทราบว่าเป็นสังกะสีธาตุ 5.8 มก. หรือเป็นน้ำหนักของสารประกอบซิงค์ ซึ่งสังกะสีธาตุจะน้อยกว่าตัวเลขนี้ คำว่า "100%" บนฉลากนี้ใช้กับวัตถุดิบหลายตัวในความหมายความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบ ไม่ได้บอกว่าเป็นสังกะสีธาตุ เวลานับรวมกับผลิตภัณฑ์อื่น ให้คิดแบบระวังไว้ก่อนว่าเป็นสังกะสีธาตุทั้งหมด

  • ซิงค์ 5.8 มก. ต่อแคปซูล (11.6 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูลตามฉลาก คำนวณ) — ถ้าเป็นสังกะสีธาตุ คิดเป็นราว 29% ของปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน 40 มก. และราว 106–113% ของค่าแนะนำต่อวันของชายไทยอายุ 31 ปีขึ้นไป ราว 126–135% ของหญิงไทยอายุ 31 ปีขึ้นไป (คำนวณจาก DRI ไทย 2563) ตัวเลขนี้ยังไม่รวมซิงค์จากอาหาร วิตามินรวม หรือยาอม ส่วนขนาดที่ LPI ระบุว่าเคยพบสัญญาณขาดทองแดง คือซิงค์รวมวันละ 60 มก. ซึ่งมากกว่าราว 5 เท่า (คำนวณ) ข้อมูลนี้ไม่ได้แปลว่าขนาดในแคปซูลปลอดภัยสำหรับทุกคน ผู้ที่มีโรคไตหรือกินยาหลายตัวให้ถามแพทย์
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนและควิโนโลน: ผลิตภัณฑ์นี้มีซิงค์ LPI ระบุให้กินซิงค์ห่างจากยาเหล่านี้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง ให้เภสัชกรกำหนดเวลาตามยาที่ได้รับ
  • ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ป้องกันหรือรักษาหวัดหรือการติดเชื้อ และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก)

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • กินวิตามินรวม ยาอมซิงค์ หรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: นับรวมทุกแหล่ง
  • ยาเพนิซิลลามีน ยาต้านเอชไอวี ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ หรือยาเบาหวาน: มีซิงค์ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยากดภูมิคุ้มกัน หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: หลีกเลี่ยง

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด ยาปฏิชีวนะ และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้น หรือเริ่มรับประทานสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนวัคซีน ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง หรืออะดรีนาลีน

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีดมาก หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
  • หอบเหนื่อยจนพูดเป็นคำหรือเป็นประโยคไม่ได้
  • คอแน่น หรือกลืนลำบาก
  • ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • สับสน ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
  • เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที
  • เริ่มไอเป็นเลือด
  • ล้มฟุบ เป็นลม หรือหมดสติ
  • แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด

รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุให้โทรเรียกรถฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) และหน้าไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) ส่วนข้อสุดท้ายเป็นสัญญาณอันตรายที่ใช้ทั่วทั้งเว็บไซต์นี้ หน้า NHS แพ้รุนแรงระบุว่าผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนให้ใช้ทันที แล้วโทรเรียกรถพยาบาล คำแนะนำของบทความ: อย่ารอดูอาการด้วยยาแก้แพ้ชนิดกิน

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

ซิงค์ห้ามกินเกินวันละกี่มิลลิกรัม

ปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวันของผู้ใหญ่คือ 40 มก. ตาม DRI ไทย 2563 ของกรมอนามัยและ Linus Pauling Institute โดยนับรวมทั้งอาหาร วิตามินรวม ยาอม และอาหารเสริมทุกชนิด การได้เกินนาน ๆ ทำให้ขาดทองแดงได้

ซิงค์ห้ามกินกับยาอะไร

Linus Pauling Institute ระบุยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนและควิโนโลน (ให้กินห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง) ยาเซฟาเล็กซิน ยาเพนิซิลลามีน และยาต้านเอชไอวีบางตัว รวมทั้งให้ระวังในผู้ใช้ยาเบาหวาน ให้เภสัชกรจัดเวลากินยา และห้ามหยุดยาเอง

ซิงค์กินพร้อมแคลเซียมหรือธาตุเหล็กได้ไหม

ธาตุเหล็กเสริมขนาดสูง (38–65 มก. ต่อวัน) อาจลดการดูดซึมซิงค์ แต่ธาตุเหล็กจากอาหารไม่ลด ส่วนแคลเซียม ผลในคนยังไม่แน่ชัด ถ้ากินยาธาตุเหล็กหรือแคลเซียมตามแพทย์สั่ง ให้ถามเภสัชกรเรื่องเวลากิน

อาการซิงค์เกินเป็นอย่างไร

Linus Pauling Institute ระบุว่าซิงค์ขนาดสูงครั้งเดียวทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียนได้ และการได้เกินนานหลายสัปดาห์ทำให้ขาดทองแดง ถ้ามีอาการให้หยุดอาหารเสริมนั้นและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ซิงค์กินตอนไหนดี

แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้กำหนดเวลากินซิงค์เสริม ให้กินตามฉลากผลิตภัณฑ์ และถ้ากินยาปฏิชีวนะหรือยาประจำตัวอยู่ ให้เภสัชกรจัดเวลาให้ห่างกันตามยาตัวนั้น

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท