บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

เหน็บชาเกิดจากอะไร เหน็บชาบ่อยต่างจากชาปลายประสาทอย่างไร

คำตอบสั้น: อาการเหน็บชาแบบที่คนไทยเรียกว่า "เหน็บกิน" หลังนั่งพับเพียบหรือนั่งทับขา NHS อธิบายว่าเกิดเมื่อเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทถูกกดชั่วคราว มักเป็นไม่กี่นาทีและหายเมื่อเอาน้ำหนักออก และ NHS ระบุว่าทุกคนเป็นได้ แต่ถ้า เหน็บชาตลอดเวลา หรือเป็นซ้ำบ่อยแม้ไม่ได้นั่งทับ NHS ให้ไปพบแพทย์ เพราะอาจมาจากเบาหวาน เส้นประสาทถูกกดที่หลังหรือคอ ดื่มสุรามาก ยาบางชนิด หรือการขาดวิตามิน ส่วน "โรคเหน็บชา" ที่เกิดจากขาดวิตามินบี 1 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้ปลายประสาทเสื่อมและกระทบหัวใจได้

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • เหน็บกินหลังนั่งทับ: เกิดจากเลือดเลี้ยงเส้นประสาทถูกกดชั่วคราว หายเองเมื่อเปลี่ยนท่า
  • คำว่าเหน็บชาในภาษาไทยใช้สองความหมาย: อาการซ่า ๆ ชั่วคราว กับโรคเหน็บชาจากขาดวิตามินบี 1 (beriberi)
  • เหน็บชาบ่อยโดยไม่ได้นั่งทับ: NHS ให้พบแพทย์ สาเหตุที่ระบุ เช่น เบาหวาน ปวดร้าวลงขาจากหลัง เส้นประสาทถูกกดที่หลังหรือคอ สุรา ยาบางชนิด อาหารไม่พอ
  • อย่าวินิจฉัยตัวเอง: NHS เตือนไว้ตรง ๆ ถ้ากังวลให้พบแพทย์
  • ชาข้างเดียวทันที หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด: ไม่ใช่เหน็บกิน ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

เหน็บชาเป็นยังไง

NHS หน้า Pins and needles (ทบทวน 4 ม.ค. 2567) อธิบายว่าเหน็บชารู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่ม ซ่า ๆ หรือชา และมักเกิดที่ แขน มือ ขา และเท้า

คนไทยมักบรรยายว่า "เหน็บกิน" "ขาเป็นเหน็บ" หรือ "ซ่าเหมือนมดไต่" หลังนั่งนาน ๆ

คำว่าเหน็บชา กับโรคเหน็บชาจากขาดวิตามินบี 1 ต่างกันอย่างไร

สองคำนี้ใช้คำเดียวกันในภาษาไทย แต่เป็นคนละเรื่อง

1. อาการเหน็บชาชั่วคราว — เกิดจากการนั่งหรือนอนทับ เป็นไม่กี่นาที หายเมื่อเปลี่ยนท่า (NHS)

2. โรคเหน็บชา (beriberi) — Linus Pauling Institute (LPI) อธิบายว่าเป็นโรคที่เกิดจากขาดวิตามินบี 1 (ไธอะมิน) รุนแรง กระทบหลายระบบในร่างกาย รวมทั้งระบบประสาทส่วนกลางและเส้นประสาทส่วนปลาย LPI แบ่งเป็นหลายแบบ ยกมาสองแบบหลัก

  • เหน็บชาชนิดแห้ง (dry beriberi): ลักษณะหลักคือปลายประสาทเสื่อม ช่วงแรกอาจมีอาการแสบร้อนที่เท้า อาการอื่น เช่น ความรู้สึกที่แขนขาลดลง แขนขาอ่อนแรง ปวดและกดเจ็บที่กล้ามเนื้อ ลุกจากท่านั่งยองลำบาก
  • เหน็บชาชนิดเปียก (wet beriberi): มีอาการทางหัวใจและหลอดเลือดร่วม เช่น หัวใจเต้นเร็ว หัวใจโต บวมมาก หายใจลำบาก และนำไปสู่หัวใจล้มเหลว

LPI ระบุว่าการขาดวิตามินบี 1 พบในกลุ่มที่กินคาร์โบไฮเดรตมากแต่ได้บี 1 น้อย เช่น กินข้าวขัดสีเป็นหลัก และการดื่มสุราเรื้อรังเป็นสาเหตุหลักในประเทศอุตสาหกรรม รายละเอียดของโรคนี้ อ่านที่ โรคเหน็บชาขาดวิตามินบี 1

ทำไมนั่งพับเพียบหรือนั่งไขว่ห้างแล้วเหน็บกิน

เพราะท่านั่งไปกดทับจนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทได้น้อยลงชั่วคราว NHS อธิบายว่าเหน็บชาเกิดเมื่อเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทถูกตัด มักเกิดตอนนั่งหรือนอนทับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และหยุดเมื่อเอาน้ำหนักออกและเลือดกลับไปเลี้ยงเส้นประสาท

ท่านั่งที่คนไทยใช้บ่อย เช่น นั่งพับเพียบฟังพระ นั่งขัดสมาธิ นั่งยองซักผ้า นั่งไขว่ห้างทำงาน หรือนอนหนุนแขน ล้วนเป็นท่าที่ทับส่วนของร่างกายได้นาน (ตัวอย่างของบทความ)

ข้อควรรู้เพิ่ม: MedlinePlus ระบุว่าการนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นประสาทพีโรเนียลข้างเข่าบาดเจ็บได้ ซึ่งอาการจะไม่หายในไม่กี่นาที แต่มีชาหลังเท้าหรือยกปลายเท้าไม่ขึ้น อ่านต่อที่ เท้าชาข้างเดียว เกิดจากอะไร

เหน็บชาแก้ยังไง ป้องกันอย่างไร

สำหรับเหน็บกินชั่วคราว NHS ระบุว่าอาการหยุดเมื่อเอาน้ำหนักออกจากส่วนนั้น วิธีที่ทำได้จึงเป็นเรื่องง่าย ๆ (คำแนะนำของบทความจากคำอธิบายของ NHS)

  • เปลี่ยนท่า ยืดขาออก หรือลุกยืนช้า ๆ จับที่ยึดไว้ก่อนเดิน เพราะขาที่ยังชาอาจทำให้ล้มได้
  • ถ้าต้องนั่งพื้นนาน เช่น งานบุญ ให้เปลี่ยนท่าเป็นระยะ หรือนั่งเก้าอี้ถ้าทำได้
  • เลิกนั่งไขว่ห้างนาน ๆ เป็นประจำ
  • เวลานอน ไม่หนุนแขนหรือนอนทับแขนนาน ๆ

สำหรับเหน็บชาที่เป็นตลอดหรือกลับมาเป็นซ้ำ NHS ระบุว่าการรักษาขึ้นกับสาเหตุ จึงต้องให้แพทย์หาสาเหตุก่อน ไม่ใช่ซื้อยาหรือวิตามินมาลองเอง

เหน็บชาบ่อยแม้ไม่ได้นั่งทับ บอกอะไร

NHS ให้ไปพบแพทย์ (ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน) ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง

  • เหน็บชาตลอดเวลา
  • เหน็บชากลับมาเป็นซ้ำ ๆ

อาการร่วมช่วยบอกสาเหตุได้ NHS ยกตัวอย่างไว้ ดังนี้ และเตือนว่า อย่าวินิจฉัยตัวเอง

  • เหน็บชา ปวด หรือชาที่มือและเท้า → เบาหวาน
  • เหน็บชาที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า ร่วมกับนิ้วเปลี่ยนสี → ภาวะเรย์นอด์ (Raynaud's)
  • หายใจเร็ว มือสั่น ร่วมกับเหน็บชา → หายใจเร็วเกิน (hyperventilation)
  • ปวดและเหน็บชาร้าวจากหลังลงขาถึงเท้า → ปวดร้าวลงขา (sciatica)
  • เหน็บชาหลายตำแหน่งในร่างกาย → โรคปลอกประสาทอักเสบ (multiple sclerosis)

สาเหตุของเหน็บชาที่เป็นนาน ตามที่ NHS ระบุ

  • การรักษาบางอย่าง เช่น เคมีบำบัด
  • ยาบางชนิด เช่น ยาต้านเอชไอวี ยากันชัก และยาปฏิชีวนะบางตัว
  • สารพิษ เช่น ตะกั่ว หรือรังสี
  • อาหารไม่เพียงพอหรือไม่ครบ
  • เส้นประสาทถูกกดที่หลังหรือคอ
  • เส้นประสาทเสียหายหลังบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
  • ดื่มสุรามากเกินไป

ถ้าสงสัยว่ายาที่กินอยู่ทำให้เหน็บชา ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร ห้ามหยุดยาเอง โดยเฉพาะยากันชักและยาปฏิชีวนะที่ต้องกินให้ครบ

เหน็บชาบ่อยต่างจากชาปลายประสาทเสื่อมอย่างไร

เหน็บกินหายในไม่กี่นาที แต่ปลายประสาทเสื่อมมักเป็นตลอด NHS หน้าปลายประสาทเสื่อม (ทบทวน 10 ต.ค. 2565) ระบุว่าอาการมักเป็นตลอด แม้อาจเป็น ๆ หาย ๆ ได้ และมักเริ่มที่เท้าทั้งสองข้างแล้วลามขึ้น อาการที่ NHS ระบุนอกจากเหน็บชา ได้แก่ ความรู้สึกเจ็บหรือร้อนเย็นลดลง ปวดแสบร้อนหรือปวดแปลบ เจ็บจากการสัมผัสเบา ๆ ที่ไม่ควรเจ็บ และเสียการทรงตัว

ถ้าอาการเข้ากับปลายประสาทเสื่อม อ่านอาการระยะแรกที่ ปลายประสาทเสื่อมระยะแรก มีอาการอย่างไร และภาพรวมสาเหตุที่ ชาปลายมือปลายเท้าเกิดจากอะไร

เมื่อไรควรตรวจหาเบาหวานหรือการขาดวิตามิน

NHS หน้าการวินิจฉัยปลายประสาทเสื่อมระบุว่าแพทย์อาจตรวจเลือด โดยเฉพาะเพื่อหาเบาหวานหรือการขาดวิตามินบี 12 ผู้อ่านจึงปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจได้ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ (คำแนะนำของบทความจากแหล่งข้างต้น)

  • เหน็บชาบ่อยหรือเป็นตลอดที่มือเท้าทั้งสองข้าง
  • กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด ซึ่ง NHS หน้าอ่อนเพลียระบุเป็นอาการที่เข้ากับเบาหวาน
  • กินยาเมทฟอร์มินมานาน ADA 2025 แนะนำให้ตรวจระดับบี 12 เป็นระยะ
  • ใช้ยาลดกรดกลุ่ม PPI หรือยากันชักนาน ซึ่ง NHS ระบุเป็นสาเหตุหนึ่งของบี 12 ต่ำ
  • กินมังสวิรัติเคร่งครัด หรืออายุมาก NHS ระบุว่าภาวะขาดบี 12 หรือโฟเลตพบราว 1 ใน 10 ของคนอายุ 75 ปีขึ้นไปในสหราชอาณาจักร
  • ดื่มสุราประจำ

เรื่องวิตามินบี 1 ในอาหารไทย ข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย (DRI ไทย) พ.ศ. 2563 ของกรมอนามัย ระบุปัจจัยที่ทำให้ได้บี 1 น้อยลง ได้แก่ เอนไซม์ทำลายไธอะมินในปลาน้ำจืด หอยลาย และปลาร้าที่ไม่ผ่านความร้อน (ความร้อนทำลายเอนไซม์นี้ จึงควรต้มปลาร้าให้สุก) สารทนความร้อนในใบชา ใบเมี่ยง และหมาก และการซาวข้าวหรือหุงแบบเช็ดน้ำที่เสียบี 1 ไปราวร้อยละ 50 แหล่งอาหารที่มีบี 1 ได้แก่ เนื้อหมู ข้าวซ้อมมือ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วดำ และงา

DRI ไทยยังอ้างการสำรวจในไทยช่วง พ.ศ. 2530–2539 ที่พบภาวะขาดบี 1 ในผู้สูงอายุกรุงเทพฯ ร้อยละ 3.4–11.9 ข้อมูลนี้เก่ากว่า 30 ปี จึงบอกสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้

ได้ยินว่าเหน็บชาบ่อยแปลว่าขาดวิตามินบี กินบีรวมก็หาย จริงไหม

ไม่จริงเสมอไป NHS ระบุสาเหตุของเหน็บชาไว้หลายอย่าง และอาหารไม่เพียงพอเป็นเพียงข้อหนึ่งในรายการ การกินวิตามินบีรวมเองโดยไม่ตรวจ อาจทำให้พลาดเบาหวาน เส้นประสาทถูกกด หรือผลข้างเคียงของยาที่ต้องได้รับการดูแล

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ LPI (ปรับ พ.ค. 2567) ระบุว่าวิตามินบี 6 ขนาดสูงมากเป็นเวลานาน ทำให้ปลายประสาทเสื่อม มีอาการปวด ชาปลายมือปลายเท้า และเดินเซ ซึ่งอาจไม่หายกลับ ส่วนใหญ่รายงานที่ขนาดเกินวันละ 1,000 มก. การกินวิตามินบีหลายยี่ห้อซ้อนกันจึงควรให้เภสัชกรดูรวม อ่านเรื่องขาดวิตามินแต่ละตัวกับอาการชาที่ ชาปลายมือปลายเท้าขาดวิตามินอะไร

เหน็บชาแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง (NHS หน้าโรคหลอดเลือดสมอง และหน้าปวดร้าวลงขา)

  • ชาหรืออ่อนแรงข้างเดียวขึ้นมาทันที
  • หน้าเบี้ยว ยิ้มไม่ได้ข้างหนึ่ง
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือสับสน
  • ชาบริเวณอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก หรือก้น
  • ขาสองข้างอ่อนแรงหรือชามาก หรือเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน

อาการชาที่มาทันทีแล้วหายไปเอง ไม่ควรคิดว่าเป็นแค่เหน็บกิน ถ้าไม่ได้นั่งทับอะไรและมีอาการข้างต้น NHS ระบุว่าแม้อาการโรคหลอดเลือดสมองหายไปเองก็ต้องไปทันที

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. ฉลากระบุรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ค่าคำนวณจากฉลาก: วิตามินเค 2 เป็นผงเจือจาง คิดเป็น MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) · วิตามินดี 3 เป็นผงเจือจาง คิดเป็นราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) · วิตามินบี 12 0.6 มก. เท่ากับ 600 ไมโครกรัม · แมกนีเซียมจากสองรูปรวมกันราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ได้ระบุตัวเลขนี้ และยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยเอกสารผลวิเคราะห์ (COA) ตัวเลขนี้คิดเป็นราว 80% ของปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม 350 มก. (คำนวณ)

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

เรื่องเหน็บชา: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้อาการเหน็บชาดีขึ้น หรือป้องกันโรคเหน็บชา และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ผู้ที่สงสัยว่าขาดวิตามินบี 1 หรือบี 12 ต้องให้แพทย์ประเมินและรักษา ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้มีข้อมูลดังนี้

  • วิตามินบี 1 100 มก. ต่อแคปซูล — ราว 83–91 เท่าของค่าแนะนำผู้ใหญ่ไทย 1.1–1.2 มก. ต่อวัน (คำนวณจาก DRI ไทย 2563) DRI ไทยไม่ได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่รับได้ และระบุว่าส่วนที่เกินความต้องการจะไม่ถูกดูดซึมแต่ถูกขับออกทางปัสสาวะเกือบหมดภายใน 4 ชั่วโมง งานวิจัยเรื่องอาการชาจากเบาหวานส่วนใหญ่ใช้เบนโฟไทอะมีนวันละ 300–600 มก. ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์คนละรูปแบบกับวิตามินบี 1 ในผลิตภัณฑ์นี้ และผลยังไม่สอดคล้องกัน (งาน 2 ปีไม่พบผลต่อเส้นประสาท)
  • วิตามินบี 12 600 ไมโครกรัมต่อแคปซูล — ราว 250 เท่าของค่าแนะนำ 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน (คำนวณ) งานทบทวน Cochrane (2561) ที่ใช้บี 12 แบบกินรักษาภาวะขาด ใช้วันละ 1,000–2,000 ไมโครกรัม มากกว่าในแคปซูลราว 1.7–3.3 เท่า (คำนวณ) ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช้แทนการตรวจและการรักษาภาวะขาดบี 12 ที่แพทย์สั่ง ผู้ที่จะตรวจระดับบี 12 ให้บอกแพทย์ว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีบี 12 อยู่ (คำแนะนำของบทความ)
  • วิตามินบี 6 2 มก. ต่อแคปซูล — ราว 118–133% ของค่าแนะนำผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไป (คำนวณ) ต่ำกว่าระดับที่ LPI ระบุว่ามีรายงานพิษต่อปลายประสาทมาก แต่ผู้ที่กินวิตามินบีรวมขนาดสูงตัวอื่นอยู่ ให้นับรวม

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (ข้อแรกและข้อเด็ก/ตั้งครรภ์มีคำเตือนบนฉลาก ส่วนที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก)

  • ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" คำแนะนำของบทความคือ ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลยาตัดสินก่อน เพราะงานวิจัยในอาสาสมัครที่ได้ยาต้านวิตามินเค (2556) พบว่า MK-7 เพียงวันละ 10–20 ไมโครกรัมทำให้ค่า INR เปลี่ยนอย่างมีความหมายในบางคน ขณะที่แคปซูลมีราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และ LPI ระบุว่ามีรายงานไม่กี่รายว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน ถ้าแพทย์อนุญาต ต้องตรวจ INR ตามนัด · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
  • ผู้ป่วยโรคไต ไตเสื่อม หรือฟอกไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน LPI ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงแมกนีเซียมสะสมจนเป็นพิษ
  • ใช้ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือแมกนีเซียมเสริมตัวอื่นอยู่: รวมกันอาจเกิน 350 มก. ต่อวัน เสี่ยงท้องเสีย แมกนีเซียมออกไซด์เองก็ทำให้บางคนถ่ายเหลวได้ ถ้าท้องเสียมากหรือมีอาการขาดน้ำ ให้หยุดผลิตภัณฑ์และปรึกษาแพทย์
  • ใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: LPI ระบุว่าในทางทฤษฎีกรดอัลฟาไลโปอิกอาจเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาล ให้รู้จักอาการน้ำตาลต่ำ เช่น ใจสั่น เหงื่อแตก มือสั่น หิวจัด สับสน และตรวจน้ำตาลตามที่แพทย์สั่ง
  • ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนและเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาไทรอยด์ และกาบาเพนติน ให้เภสัชกรจัดเวลาให้
  • ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้เคมีบำบัดหรือฉายแสง: ศูนย์มะเร็ง MSKCC ระบุว่ากรดอัลฟาไลโปอิกอาจรบกวนการรักษา ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์ · เก็บให้พ้นมือเด็ก
  • ผู้ใช้ยาประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และแจ้งทีมแพทย์ก่อนผ่าตัดหรือทำฟันว่ากินผลิตภัณฑ์นี้อยู่

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาเบาหวาน อินซูลิน เมทฟอร์มิน ยาความดัน ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ยาละลายลิ่มเลือดหรือวาร์ฟาริน ยาลดกรด และยาแก้ปวดปลายประสาท แม้จะรู้สึกดีขึ้น หรือเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม ถ้าสงสัยว่ายาตัวไหนทำให้ชา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่ การปรับยาเป็นหน้าที่ของแพทย์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุของอาการชา

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • หน้าเบี้ยวหรือปากตกข้างหนึ่ง ยิ้มไม่ได้
  • แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาข้างเดียวขึ้นมาทันที หรือยกแขนสองข้างค้างไว้ไม่ได้
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำไม่ออก หรือสับสน
  • ตามัวหรือมองไม่เห็นขึ้นมาทันที
  • ชาบริเวณอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก หรือบริเวณก้นที่ใช้นั่ง
  • ปัสสาวะไม่ออก เริ่มปัสสาวะลำบาก หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
  • ไม่รู้สึกว่าปวดอุจจาระ หรือกลั้นอุจจาระไม่ได้ ซึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
  • ปวดร้าวลงขาทั้งสองข้าง
  • ขาสองข้างอ่อนแรงหรือชามาก หรือเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • เดินลำบากขึ้นมาใหม่
  • มือเสียการประสานงานทันที เช่น ติดกระดุมเสื้อไม่ได้
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือเจ็บร้าวไปแขน คอ หรือกราม
  • ผู้ใช้ยาเบาหวานที่หมดสติหรือชัก (ห้ามป้อนอาหารหรือน้ำ จัดท่านอนตะแคง)

รายการนี้มาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุให้โทร 999 หรือไปห้องฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง (ทบทวน 12 ก.ย. 2567) ปวดร้าวลงขา (3 ธ.ค. 2567) กระดูกคอเสื่อม (2 ส.ค. 2566) หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (31 มี.ค. 2569) และน้ำตาลในเลือดต่ำ (3 ส.ค. 2566) NHS ระบุว่าอาการโรคหลอดเลือดสมอง แม้หายไปเองแล้วก็ต้องไปทันที และห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

เหน็บชาเกิดจากอะไร

NHS อธิบายว่าเหน็บชาเกิดเมื่อเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทถูกกดชั่วคราว มักเกิดตอนนั่งหรือนอนทับส่วนของร่างกาย เป็นไม่กี่นาทีและหายเมื่อเอาน้ำหนักออก

เหน็บชาบ่อยเกิดจากอะไร

ถ้าเหน็บชาตลอดหรือเป็นซ้ำ NHS ให้พบแพทย์ สาเหตุที่ระบุ เช่น เบาหวาน ปวดร้าวลงขาจากหลัง เส้นประสาทถูกกดที่หลังหรือคอ ดื่มสุรามาก ยาบางชนิด อาหารไม่เพียงพอ และเคมีบำบัด

เหน็บชากับโรคเหน็บชาต่างกันอย่างไร

เหน็บชาชั่วคราวเกิดจากการนั่งทับและหายเอง ส่วนโรคเหน็บชา (beriberi) เกิดจากขาดวิตามินบี 1 รุนแรง Linus Pauling Institute ระบุว่าชนิดแห้งทำให้ปลายประสาทเสื่อม ชนิดเปียกกระทบหัวใจจนเกิดหัวใจล้มเหลวได้

เหน็บชาอันตรายไหม

เหน็บกินหลังนั่งทับที่หายในไม่กี่นาทีเมื่อเปลี่ยนท่า NHS ระบุว่าทุกคนเป็นได้ ถ้าเป็นตลอดหรือเป็นซ้ำให้พบแพทย์ และถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ชาหรืออ่อนแรงข้างเดียวทันที หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด ชารอบก้นหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

เหน็บชาบ่อยต้องตรวจอะไร

NHS ระบุว่าแพทย์อาจตรวจเลือด โดยเฉพาะเพื่อหาเบาหวานหรือการขาดวิตามินบี 12 ผู้ที่กินยาเมทฟอร์มินนาน ใช้ยาลดกรด PPI หรือดื่มสุราประจำ ควรแจ้งแพทย์ด้วย

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท