บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Herb

เบาหวานชนิดที่ 1 กับ 2 ต่างกันยังไง ผู้ใหญ่อายุ 40 ขึ้นไปเป็นแบบไหน

คำตอบสั้น: เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์สร้างอินซูลินในตับอ่อน ร่างกายจึงแทบไม่มีอินซูลิน ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน ส่วน เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกายดื้ออินซูลินร่วมกับสร้างอินซูลินไม่พอ พบราวร้อยละ 90–95 ของผู้ป่วยทั้งหมด ผู้ใหญ่อายุ 40 ขึ้นไปส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ 2 แต่ ชนิดที่ 1 ก็เกิดในผู้ใหญ่ได้

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ชนิดที่ 1: ภูมิคุ้มกันทำลายตับอ่อน สร้างอินซูลินน้อยหรือไม่ได้ ต้องใช้อินซูลินตลอด
  • ชนิดที่ 2: ดื้ออินซูลิน และตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่พอ พบบ่อยที่สุด สัมพันธ์กับน้ำหนัก อายุ กรรมพันธุ์
  • ADA ระบุว่าทั้งสองชนิดเกิดได้ทุกช่วงอายุ ผู้ใหญ่ที่เพิ่งเป็นชนิดที่ 1 อาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นชนิดที่ 2 ได้ถึงร้อยละ 40
  • แพทย์แยกชนิดด้วยประวัติ อาการ และการตรวจเฉพาะ เช่น ภูมิต้านทานต่อเซลล์ตับอ่อน และซี-เปปไทด์
  • ชนิดที่ 2 บางคนต้องใช้อินซูลิน ซึ่งไม่ได้แปลว่าเปลี่ยนเป็นชนิดที่ 1

เบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร เกิดจากอะไร

ชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง NIDDK (สถาบันโรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร และโรคไตแห่งชาติสหรัฐ) ระบุว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์ในตับอ่อนที่สร้างอินซูลิน ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม

ผลคือร่างกาย สร้างอินซูลินได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย ผู้ป่วยต้องใช้อินซูลินทุกวัน NIDDK ระบุว่ามักวินิจฉัยในเด็กและผู้ใหญ่ตอนต้น แต่เกิดได้ทุกอายุ

NIDDK ไม่ได้ระบุว่าชนิดที่ 1 เกิดจากการกินหวานหรือความอ้วน ต่างจากชนิดที่ 2 ที่น้ำหนักเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

เบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร ทำไมพบมากในวัยกลางคน

ชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกายใช้อินซูลินได้ไม่ดีร่วมกับสร้างไม่พอ NIDDK อธิบายว่าตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่พอ และร่างกายมีปัญหาในการใช้อินซูลิน เรียกว่าภาวะดื้ออินซูลิน สมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน (ADA) ปี 2026 ระบุว่าชนิดที่ 2 คิดเป็น ร้อยละ 90–95 ของเบาหวานทั้งหมด

ที่พบมากในวัยกลางคนขึ้นไป เพราะปัจจัยเสี่ยงสะสมตามวัย NIDDK ระบุปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

  • น้ำหนักเกิน หรือรอบเอวใหญ่
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป
  • มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • สูบบุหรี่
  • เคยมีภาวะก่อนเบาหวาน หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

กรมควบคุมโรคระบุว่าคนไทยที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ 2 ส่วนสาเหตุและความเชื่อเรื่องการกินหวาน อ่านได้ที่ เบาหวานเกิดจากอะไร

อาการของสองชนิดต่างกันอย่างไร

อาการพื้นฐานของน้ำตาลสูงคล้ายกัน NIDDK ระบุว่า ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก หิวบ่อยแม้เพิ่งกิน ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย แผลหายช้า และติดเชื้อบ่อย

ความต่างอยู่ที่ความเร็วและความรุนแรง

  • ชนิดที่ 1 มักมีอาการชัดและเร็ว ADA ระบุว่าเด็กที่เป็นชนิดที่ 1 ราวครึ่งหนึ่งมาพบแพทย์ครั้งแรกด้วย ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (DKA) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน MedlinePlus ระบุอาการ เช่น หายใจหอบลึก ลมหายใจกลิ่นผลไม้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ซึมลง มีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
  • ชนิดที่ 2 มักค่อยเป็นค่อยไป MedlinePlus ระบุว่าหลายคนไม่มีอาการเลยในช่วงแรก และรู้ตัวจากการตรวจสุขภาพ

อาการเริ่มต้นที่ควรสังเกต อ่านต่อที่ เบาหวาน อาการเริ่มต้น

ผู้ใหญ่เพิ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ได้ไหม

ได้ ADA ปี 2026 เขียนชัดว่าความเชื่อแบบเดิมที่ว่าชนิดที่ 2 เกิดเฉพาะผู้ใหญ่ และชนิดที่ 1 เกิดเฉพาะเด็ก ไม่ถูกต้อง เพราะทั้งสองชนิดเกิดได้ทุกกลุ่มอายุ MedlinePlus Genetics ก็ระบุว่าชนิดที่ 1 เกิดได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ

ADA ยังระบุว่า ผู้ใหญ่ที่เพิ่งเป็นชนิดที่ 1 อาจถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นชนิดที่ 2 ได้ถึงร้อยละ 40

ถ้าคุณเพิ่งตรวจพบเบาหวาน และมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 (ซึ่ง CDC จัดเป็นปัจจัยเสี่ยง) หรือมีข้อสงสัยว่าลักษณะของตัวเองไม่เหมือนชนิดที่ 2 ทั่วไป ให้ถามแพทย์ว่าจำเป็นต้องตรวจแยกชนิดไหม เพราะชนิดของเบาหวานมีผลต่อการเลือกยา

แพทย์แยกสองชนิดด้วยการตรวจอะไร

ขั้นแรก แพทย์ยืนยันว่าเป็นเบาหวานด้วยเกณฑ์เดียวกันทั้งสองชนิด ตามแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566 คือ น้ำตาลหลังงดอาหารตั้งแต่ 126 มก./ดล. หรือ HbA1c ตั้งแต่ 6.5% หรือ OGTT ที่ 2 ชั่วโมงตั้งแต่ 200 มก./ดล. ความหมายของตัวเลข อ่านได้ที่ ค่าน้ำตาลเท่าไรถึงเป็นเบาหวาน และ FBS กับ HbA1c ต่างกันอย่างไร

ขั้นต่อมา ถ้าสงสัยชนิดที่ 1 ADA ระบุการตรวจที่ช่วยแยก ได้แก่

  • ภูมิต้านทานต่อเซลล์ตับอ่อน (islet autoantibodies) เช่น ภูมิต่อ GAD, IA-2, ZnT8 หรืออินซูลิน ถ้าพบ สนับสนุนชนิดที่ 1
  • ซี-เปปไทด์ (C-peptide) สะท้อนว่าตับอ่อนยังสร้างอินซูลินได้เท่าไร ADA ระบุว่าใช้ในผู้ที่ใช้อินซูลินอยู่ ค่าต่ำกว่า 200 pmol/L ชี้ไปทางชนิดที่ 1 ค่าเกิน 600 pmol/L ชี้ไปทางชนิดที่ 2

การตรวจเหล่านี้ไม่ใช่การตรวจประจำของทุกคน แพทย์จะเลือกเมื่อลักษณะของผู้ป่วยไม่ตรงกับชนิดที่ 2 ทั่วไป

ชนิดที่ 2 ต้องฉีดอินซูลินไหม

ไม่ทุกคน แต่บางคนต้องใช้ NIDDK ระบุว่าผู้ป่วยชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่เริ่มด้วยยาเม็ดเมทฟอร์มิน ร่วมกับการปรับอาหารและออกกำลังกาย ฝ่ายเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่าผู้ป่วยที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่พอกับความต้องการของร่างกาย หรือมีโรคแทรกซ้อนทางตับไตจนใช้ยากินไม่ได้ผล จะต้องใช้อินซูลิน

การเริ่มอินซูลิน ไม่ได้แปลว่าเปลี่ยนเป็นชนิดที่ 1 และไม่ได้แปลว่าล้มเหลว เป็นเพียงการเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับร่างกายขณะนั้น ความกังวลเรื่องนี้อ่านต่อที่ ต้องฉีดอินซูลินไหม ฉีดแล้วต้องฉีดตลอดชีวิตหรือเปล่า และพื้นฐานของอินซูลินที่ อินซูลินคืออะไร

การรักษาของแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร

ชนิดที่ 1: ต้องใช้อินซูลินทุกวันตลอดชีวิต เพราะตับอ่อนไม่สร้าง (NIDDK) ร่วมกับการนับคาร์โบไฮเดรต และเจาะน้ำตาลเพื่อปรับขนาดตามแผนของแพทย์ MedlinePlus ระบุว่าการขาดอินซูลินเป็นสิ่งกระตุ้น DKA อย่างหนึ่ง จึงห้ามหยุดหรือข้ามอินซูลินเอง

ชนิดที่ 2: เริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น จัดจานแบบผัก 2 ส่วน ข้าวแป้ง 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน ตามแนวทางไทย ลดน้ำหนักถ้าเกิน ออกกำลังกาย ร่วมกับยาเม็ด ยาฉีดกลุ่มอื่น หรืออินซูลินตามความจำเป็น

ทั้งสองชนิดมีเป้าหมายเดียวกัน คือคุมน้ำตาลให้ใกล้เป้า ป้องกันน้ำตาลต่ำ และตรวจภาวะแทรกซ้อนทุกปี แนวทางไทย พ.ศ. 2566 ตั้งเป้า HbA1c ทั่วไปต่ำกว่า 7.0% แต่แพทย์อาจตั้งเป้าต่างกันตามรายบุคคล

ความเชื่อที่พบบ่อย

ได้ยินว่าชนิดที่ 1 เป็นแบบรุนแรง ชนิดที่ 2 เป็นแบบเบา จริงไหม ไม่จริง ทั้งสองชนิดทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อตา ไต เท้า และหัวใจได้เหมือนกัน ถ้าน้ำตาลสูงนาน

ได้ยินว่าคุมน้ำตาลไม่ดีแล้วชนิดที่ 2 จะกลายเป็นชนิดที่ 1 จริงไหม ไม่จริง สองชนิดมีกลไกต่างกัน ชนิดที่ 2 ที่ต้องใช้อินซูลินก็ยังเป็นชนิดที่ 2

ได้ยินว่าชนิดที่ 1 ใช้สมุนไพรช่วยแทนอินซูลินได้ จริงไหม ไม่จริงและอันตราย ผู้ป่วยชนิดที่ 1 ที่ขาดอินซูลินเสี่ยง DKA ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินถึงชีวิต

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเฮิร์บ (Beta Herb)

เบต้าเฮิร์บ (Beta Herb) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 10-1-15662-5-0011 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 1,000 มก. ฉลากแนะนำวันละ 1–2 แคปซูล ปริมาณที่ได้รับจึงขึ้นกับจำนวนแคปซูลที่รับประทาน ฉลากระบุส่วนประกอบ 14 รายการ (ดูรายการเต็มที่หน้าสินค้า)

ต้องบอกตรง ๆ ก่อน: งานวิจัยของส่วนประกอบส่วนใหญ่ศึกษาในเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ใช่ชนิดที่ 1 และไม่มีส่วนประกอบใดใช้แทนอินซูลินได้ แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566 ของไทยและ ADA ปี 2026 ระบุว่าไม่แนะนำแร่ธาตุอย่างโครเมียมหรือสมุนไพรเพื่อหวังผลด้านน้ำตาล ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้และหลักฐานที่มีอยู่ เป็นดังนี้

  • สารสกัดจากมะระขี้นก 150 มก. ต่อแคปซูล (300 มก. ถ้ารับประทาน 2 แคปซูล) — งานวิจัยในคนทำในเบาหวานชนิดที่ 2 Cochrane ปี 2012 รวม 4 งาน 479 คน สรุปว่ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอ งานในเกาหลีแบบมียาหลอก 90 คน 12 สัปดาห์ พบว่า HbA1c ไม่เปลี่ยน แม้น้ำตาลขณะอดอาหารลดลง ฉลากไม่ระบุอัตราส่วนสกัด จึงเทียบปริมาณตรง ๆ ไม่ได้
  • โครเมียม พิโคลิเนต 0.5 มก. ต่อแคปซูล (ให้ธาตุโครเมียมราว 62 ไมโครกรัม เป็นค่าคำนวณ หรือราว 124 ไมโครกรัมถ้ารับประทาน 2 แคปซูล) — งานวิเคราะห์รวม 41 งาน (Balk 2007) พบผลในเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่สม่ำเสมอ ผลที่ดูมากมักมาจากงานคุณภาพต่ำ และไม่พบผลในคนที่ไม่เป็นเบาหวาน งานส่วนใหญ่ใช้ธาตุโครเมียมวันละ 200–1,000 ไมโครกรัม ซึ่งสูงกว่าในแคปซูล

ยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้เอง และไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ค่าน้ำตาลเปลี่ยนแปลงในเบาหวานชนิดใด

ข้อควรระวังที่ต้องอ่านก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และทุกคนที่ใช้อินซูลิน: ห้ามลด ข้าม หรือหยุดอินซูลินเองเด็ดขาด ส่วนประกอบบางชนิด เช่น มะระขี้นก โสมอเมริกัน และกรดแอลฟาไลโปอิก อาจเสริมฤทธิ์ยาลดน้ำตาล ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และรู้อาการน้ำตาลต่ำ เช่น มือสั่น ใจสั่น เหงื่อออก หิว สับสน ถ้าน้ำตาลต่ำบ่อยผิดปกติ ให้หยุดผลิตภัณฑ์นี้ (ยาและอินซูลินที่แพทย์สั่งให้ใช้ต่อ) แล้วรีบแจ้งแพทย์ ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ได้แก่ สับสนมาก ชัก หรือหมดสติ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น วาร์ฟาริน แอสไพริน โคลพิโดเกรล): ต้องบอกแพทย์ก่อน เพราะงานวิจัยพบโสมอเมริกันลดฤทธิ์วาร์ฟาริน และฉลากเตือนเรื่องน้ำมันปลา
  • ผู้ป่วยโรคไต: มีรายงานไตวายจากโครเมียมพิโคลิเนตขนาดสูง และผู้มีโรคไตควรจำกัดโครเมียมเสริม ให้นำกล่องไปให้แพทย์ดูก่อน
  • ฉลากเตือน: เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน สตรีให้นมบุตรไม่ควรรับประทาน ระวังในผู้แพ้อาหารทะเล ห้ามใช้ในผู้แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลา

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเฮิร์บทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Herb ของแบรนด์ Hopeful ถ่ายมุมเฉียงบนพื้นขาว ระบุขนาดบรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 1,000 มิลลิกรัม

Beta Herbเบต้าเฮิร์บ

เลข อย. 10-1-15662-5-0011

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 · 24 กล่อง 8,290 บาท (ประกาศโดยบริษัท ก.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Herb →

คำถามที่พบบ่อย

เบาหวานชนิดที่ 1 กับ 2 ต่างกันอย่างไร

ชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์สร้างอินซูลิน ต้องใช้อินซูลินทุกวัน ชนิดที่ 2 เกิดจากดื้ออินซูลินร่วมกับสร้างอินซูลินไม่พอ พบราวร้อยละ 90–95 ของผู้ป่วยทั้งหมด

เบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร

คือเบาหวานที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่พอและร่างกายใช้อินซูลินได้ไม่ดี สัมพันธ์กับน้ำหนักเกิน อายุ ประวัติครอบครัว และการไม่ออกกำลังกาย

เบาหวานชนิดที่ 2 ต้องฉีดอินซูลินไหม

ไม่ทุกคน ส่วนใหญ่เริ่มด้วยยาเม็ด แต่บางคนต้องใช้อินซูลินเมื่อตับอ่อนสร้างไม่พอ การใช้อินซูลินไม่ได้แปลว่าเปลี่ยนเป็นชนิดที่ 1

ผู้ใหญ่อายุ 40 ขึ้นไปเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ได้ไหม

ได้ ADA ระบุว่าทั้งสองชนิดเกิดได้ทุกช่วงอายุ และผู้ใหญ่ที่เพิ่งเป็นชนิดที่ 1 อาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นชนิดที่ 2 ได้ถึงร้อยละ 40

แพทย์ตรวจแยกเบาหวานชนิดที่ 1 กับ 2 อย่างไร

ใช้ประวัติและอาการร่วมกับการตรวจเฉพาะเมื่อสงสัย เช่น ภูมิต้านทานต่อเซลล์ตับอ่อน และค่าซี-เปปไทด์ที่บอกว่าตับอ่อนยังสร้างอินซูลินได้เท่าไร

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-05

อ่านต่อ

เบต้ากลูแคน คืออะไร ช่วยเรื่องอะไร จากยีสต์ต่างจากข้าวโอ๊ตอย่างไร

เบต้ากลูแคน คืออะไร มาจากข้าวโอ๊ต บาร์เลย์ และยีสต์ ต่างกันอย่างไร งานวิจัยเรื่องน้ำตาลหลังอาหาร ขนาดที่ใช้ศึกษา และคนเป็นเบาหวานกินได้ไหม

ไคโตซาน ลดน้ำหนักได้จริงไหม คนเป็นเบาหวานกินได้ไหม

ไคโตซาน ลดน้ำหนักได้จริงไหม งานวิจัย Cochrane พบผลแค่ไหน จับไขมันได้จริงกี่กรัม คนเป็นเบาหวานกินได้ไหม ใครควรเลี่ยง ทำไมต้องกินห่างวิตามินที่ละลายในไขมัน

แมกนีเซียม เบาหวานกินได้ไหม ขาดแมกนีเซียมเกี่ยวกับน้ำตาลในเลือดไหม

แมกนีเซียม เบาหวานกินได้ไหม ทำไมคนเป็นเบาหวานเสียแมกนีเซียมทางปัสสาวะ งานวิจัยเรื่องน้ำตาล ควรได้วันละเท่าไร แหล่งอาหารไทย และข้อระวังในคนไตเสื่อม

โครเมียม พิโคลิเนต คืออะไร ช่วยคุมน้ำตาลจริงไหม ผลข้างเคียงมีไหม

โครเมียม พิโคลิเนต คืออะไร 500 ไมโครกรัมให้โครเมียมจริงเท่าไร งานวิจัยเรื่องน้ำตาลขัดกันอย่างไร โครเมียมในอาหาร ผลข้างเคียงต่อไต และการกินคู่ยาเบาหวาน

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 894 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันพิเศษFacebookแชท