บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

เบาหวานชาแบบไหน ชามือ ชาเท้า ชาขา แบบไหนเป็นจากเบาหวาน แบบไหนไม่ใช่

คำตอบสั้น: อาการชาจากเบาหวานแบบที่พบได้ทั่วไป คือ ปลายประสาทเสื่อมแบบสองข้างเท่ากันที่ปลายมือปลายเท้า (distal symmetric polyneuropathy) NHS อธิบายว่าชนิดนี้เริ่มจากเส้นประสาทที่ยาวก่อน อาการจึงเริ่มที่เท้า ค่อย ๆ ลามขึ้น แล้วต่อมาจึงเป็นที่มือ ส่วนสมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน (ADA 2025) ระบุลักษณะที่ "ไม่เข้ากัน" และควรตรวจเพิ่มหรือส่งพบแพทย์ระบบประสาท ได้แก่ อาการที่เกิดเฉียบพลันหรือกึ่งเฉียบพลัน ไม่ได้เริ่มจากปลายเท้า ไม่เท่ากันสองข้าง หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วม ส่วนชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกขึ้นมาทันที เป็นอาการโรคหลอดเลือดสมอง ต้องไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ชาจากเบาหวานแบบทั่วไป: สองข้าง เริ่มที่ปลายเท้า ค่อย ๆ ลามขึ้น ต่อมาเป็นที่มือ (NHS, ADA)
  • อาการระยะแรก: ADA ระบุว่าอาการเริ่มต้นที่พบบ่อยคือปวดและรู้สึกผิดปกติแบบแสบร้อนหรือเหน็บซ่า ต่อมาอาจชา เสียการทรงตัว
  • ไม่เข้ากับเบาหวาน ควรตรวจเพิ่ม: เกิดเร็ว ข้างเดียว ไม่เริ่มที่ปลายเท้า หรือมีอ่อนแรง (ADA)
  • ปวดน่องตอนเดิน พักแล้วหาย: อาจเป็นหลอดเลือดขาตีบ (NHS) ไม่ใช่ปลายประสาท
  • สาเหตุอื่นในคนเบาหวาน: ขาดบี 12 ไทรอยด์ต่ำ โรคไต สุรา ยาเคมีบำบัด (ADA)
  • ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกทันที: ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 แม้หายเองแล้ว

ชาจากเบาหวานเป็นแบบไหน

ADA Standards of Care 2025 หมวด 12 เรียกชนิดหลักว่า "ปลายประสาทเสื่อมแบบสองข้างเท่ากันที่ส่วนปลาย" (distal symmetric polyneuropathy) และอธิบายอาการตามชนิดของเส้นใยประสาท

  • เส้นใยขนาดเล็กเสีย: อาการเริ่มต้นที่ ADA ระบุว่าพบบ่อย คือ ปวด และความรู้สึกผิดปกติที่ไม่สบาย เช่น แสบร้อน เหน็บซ่า
  • เส้นใยขนาดใหญ่เสีย: ชา เสียการทรงตัว และสูญเสียความรู้สึกป้องกันแผล (LOPS)

NHS (ทบทวน 10 ต.ค. 2565) อธิบายรูปแบบการลาม: ชนิดที่กระทบเส้นประสาททั่วทั้งตัวเริ่มจากเส้นที่ยาวก่อน อาการจึงเริ่มที่เท้า แล้วรู้สึกเหมือนลามขึ้นเรื่อย ๆ และต่อมาจึงเป็นที่มือ NHS ระบุว่าอาการมักเป็นตลอด แต่บางคนเป็น ๆ หาย ๆ

สรุปลักษณะที่เข้ากับเบาหวาน (สรุปจากสองแหล่ง)

  • เป็นทั้งสองข้าง ใกล้เคียงกัน
  • เริ่มที่นิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า
  • ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ลามขึ้นตามเวลา
  • มือเป็นทีหลังเท้า
  • อาจปวดแสบ เหน็บซ่า ชา หรือทรงตัวไม่ดี

ชาขา: ถ้าชาลามจากเท้าขึ้นมาที่ขาสองข้างแบบค่อยเป็นค่อยไป เข้ากับรูปแบบข้างบน แต่ถ้าชาหรือปวดร้าวลงขาข้างเดียว ต้องนึกถึงสาเหตุอื่น อ่านที่ เท้าชาข้างเดียวเกิดจากอะไร และรายละเอียดของชาปลายเท้าจากเบาหวานที่ เบาหวานชาปลายเท้า ปลายประสาทเสื่อม

ชาข้างเดียว ชาเฉียบพลัน ชาร่วมกับอ่อนแรง ใช่จากเบาหวานไหม

ADA ระบุว่าการตรวจไฟฟ้าประสาทหรือส่งพบแพทย์ระบบประสาทแทบไม่จำเป็น ยกเว้นเมื่ออาการ "ไม่เข้ากัน" (atypical) ซึ่ง ADA ยกตัวอย่างไว้ดังนี้

  • อาการเกิดขึ้นเฉียบพลันหรือกึ่งเฉียบพลัน
  • อาการไม่ได้เริ่มตามความยาวของเส้นประสาท (non–length dependent) เช่น ไม่ได้เริ่มที่ปลายเท้า
  • อาการไม่เท่ากันสองข้าง
  • มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วม
  • การวินิจฉัยยังไม่ชัด

ข้อสังเกตของบทความ: คนเป็นเบาหวานที่มีอาการแบบนี้ ไม่ควรสรุปเองว่า "เบาหวานลงเท้า" แล้วรอนัดปกติ ควรแจ้งแพทย์ให้ตรวจแยก และ NHS แยกชนิดที่กระทบเส้นประสาทเส้นเดียว (mononeuropathy) และหลายเส้น (mononeuritis multiplex) ไว้ต่างหากจากชนิดทั่วตัว

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)

  • ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกายขึ้นมาทันที
  • แขนอ่อนแรงหรือชาข้างเดียว ยกแขนสองข้างค้างไว้ไม่ได้
  • หน้าเบี้ยว ยิ้มไม่ได้ข้างหนึ่ง
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือสับสน

NHS ระบุว่าอาการอาจหายไปเองในเวลาสั้น ๆ แม้หายแล้วก็ต้องไปทันที อ่านวิธีแยกที่ มือชาข้างเดียว ชาครึ่งซีก เป็นสัญญาณหลอดเลือดสมองไหม

ปวดขาเวลาเดินจากหลอดเลือดตีบ ต่างจากชาปลายประสาทอย่างไร

หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (PAD) NHS (ทบทวน 10 เม.ย. 2569) อธิบายว่าหลายคนไม่มีอาการ แต่บางคน ปวดเมื่อยขาเวลาเดิน และหายไปเมื่อพักไม่กี่นาที เรียกว่า intermittent claudication อาจเป็นขาข้างเดียวหรือสองข้าง อาการอื่นที่ NHS ระบุ ได้แก่ ขนที่ขาและเท้าร่วง ชาหรืออ่อนแรงที่ขา เล็บเท้าเปราะโตช้า แผลที่เท้าหรือขาที่ไม่หาย สีผิวขาซีดหรือเขียวกว่าปกติ ผิวมันเงา และกล้ามเนื้อขาลีบ

เปรียบเทียบตามแหล่ง

  • ปลายประสาทเสื่อม: NHS ระบุว่าอาการมักเป็นตลอด แต่อาจเป็น ๆ หาย ๆ ลักษณะเป็นชา เหน็บ หรือปวดแสบ ปวดแปลบ
  • หลอดเลือดขาตีบ: ปวดเมื่อยเมื่อเดิน ดีขึ้นเมื่อพัก ตามที่ NHS อธิบาย

ทั้งสองโรคเกิดร่วมกันได้ในคนเดียว เพราะเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงของทั้งคู่ ADA 2025 ให้ผู้ที่มีประวัติขาล้า ปวดน่องเวลาเดิน ปวดตอนพักที่ดีขึ้นเมื่อห้อยขา หรือคลำชีพจรที่เท้าได้เบาหรือไม่ได้ ไปตรวจค่าความดันข้อเท้าเทียบแขน (ankle-brachial index) และประเมินหลอดเลือดเพิ่ม NHS ระบุว่าหลายคนเข้าใจผิดว่าปวดขาเวลาเดินเป็นเรื่องของอายุ ให้พบแพทย์ถ้าปวดขาซ้ำ ๆ เวลาออกกำลังกาย

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง (NHS ให้ติดต่อแพทย์ทันทีหรือโทร 111)

  • ปวดแสบร้อนรุนแรงที่ขาและเท้า แม้ตอนพัก
  • ผิวที่นิ้วเท้าหรือขาเย็นและชา เปลี่ยนเป็นแดงแล้วดำ บวม หรือมีหนอง
  • แผลที่เท้าหรือขาที่ไม่หาย

NHS ระบุด้วยว่าถ้าอาการของ PAD เกิดเร็วหรือแย่ลงทันที อาจเป็นปัญหาร้ายแรงที่ต้องรักษาทันที อ่านเพิ่มที่ ปวดน่องเวลาเดินเกิดจากอะไร

ชาในคนเบาหวาน มีสาเหตุอื่นอะไรอีกบ้าง

ADA 2025 ระบุว่าในผู้ป่วยเบาหวานทุกคนที่มีปลายประสาทเสื่อม ต้องพิจารณาสาเหตุอื่นนอกจากเบาหวานด้วย ได้แก่

  • สารพิษ เช่น สุรา
  • ยาที่เป็นพิษต่อเส้นประสาท เช่น ยาเคมีบำบัด
  • ขาดวิตามินบี 12 — ADA หมวด 9 ระบุว่าเมทฟอร์มินสัมพันธ์กับความเสี่ยงนี้
  • ไทรอยด์ทำงานต่ำ
  • โรคไต
  • มะเร็ง และการติดเชื้อ เป็นต้น

NHS เพิ่มสาเหตุอื่น เช่น การบาดเจ็บของเส้นประสาท งูสวัด และผลข้างเคียงของยาบางชนิด ส่วนวิตามินบี 6 NHS (2563) ระบุว่าการกินจากผลิตภัณฑ์เสริมวันละ 200 มก. ขึ้นไปทำให้ชาแขนขาได้เอง

ทางที่ถูกคือให้แพทย์ตรวจ ไม่ใช่เดาว่าขาดวิตามินแล้วซื้อมากินเอง NHS ระบุว่าการวินิจฉัยเร็วช่วยเพิ่มโอกาสจำกัดความเสียหายและป้องกันภาวะแทรกซ้อน อ่านเพิ่มที่ ชาปลายมือปลายเท้าขาดวิตามินอะไร

หมอตรวจอะไรเพื่อแยกว่าชาจากเบาหวานหรือไม่

ADA 2025 ระบุว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควรได้รับการประเมินปลายประสาทตั้งแต่วินิจฉัย และชนิดที่ 1 เมื่อเป็นมาแล้ว 5 ปี จากนั้นอย่างน้อยปีละครั้ง การประเมินประกอบด้วย

  • ซักประวัติอย่างละเอียด
  • ตรวจการรับรู้อุณหภูมิหรือเข็มทิ่มเบา ๆ (เส้นใยขนาดเล็ก)
  • ตรวจการรับรู้การสั่นด้วยส้อมเสียง 128 Hz (เส้นใยขนาดใหญ่)
  • ตรวจด้วยเส้นใย monofilament 10 กรัมทุกปี เพื่อหาการสูญเสียความรู้สึกป้องกันแผล

แพทย์อาจตรวจเลือดเพิ่มตามสาเหตุที่สงสัย เช่น ระดับวิตามินบี 12 การทำงานของไทรอยด์และไต (สอดคล้องกับรายการสาเหตุของ ADA) ขั้นตอนตรวจละเอียดอ่านที่ ตรวจปลายประสาทอักเสบ ตรวจอะไรบ้าง

จดอาการอย่างไรให้หมอแยกโรคได้ง่าย

คำแนะนำของบทความ — จดในสมุดหรือมือถือ 1–2 สัปดาห์ก่อนพบแพทย์

  • ตำแหน่ง: นิ้วเท้า ฝ่าเท้า น่อง มือ นิ้วไหน ข้างเดียวหรือสองข้าง
  • ลักษณะ: ชา เหน็บซ่า แสบร้อน ปวดแปลบ หรือปวดเมื่อยเวลาเดิน
  • เริ่มเมื่อไรและเร็วแค่ไหน: ค่อย ๆ เป็นเป็นเดือน หรือเกิดขึ้นในไม่กี่วัน
  • อะไรทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง: พักแล้วหาย เดินแล้วปวด เป็นตอนกลางคืน
  • อาการร่วม: อ่อนแรง เดินสะดุด ทรงตัวไม่ดี แผลที่เท้า ปวดหลังหรือคอ
  • ยาและผลิตภัณฑ์เสริมทั้งหมด: รวมเมทฟอร์มินว่าใช้มานานกี่ปี และวิตามินบีทุกขวด
  • ผลน้ำตาลและ HbA1c ล่าสุด ถ้ามี

ข้อมูลนี้ตรงกับสิ่งที่ ADA ใช้แยกอาการ "ไม่เข้ากัน" คือ ความเร็วที่เกิด รูปแบบการกระจาย ความสมมาตร และอาการอ่อนแรง

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. ฉลากระบุรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ค่าคำนวณจากฉลาก: วิตามินเค 2 เป็นผงเจือจาง คิดเป็น MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) · วิตามินดี 3 เป็นผงเจือจาง คิดเป็นราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) · วิตามินบี 12 0.6 มก. เท่ากับ 600 ไมโครกรัม · แมกนีเซียมจากสองรูปรวมกันราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ได้ระบุตัวเลขนี้ และยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยเอกสารผลวิเคราะห์ (COA) ตัวเลขนี้คิดเป็นราว 80% ของปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม 350 มก. (คำนวณ)

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

เรื่องอาการชาในคนเป็นเบาหวาน: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้อาการชาจากเบาหวานหรือจากสาเหตุอื่นดีขึ้น และผลิตภัณฑ์นี้ใช้แยกสาเหตุของอาการชาไม่ได้ ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ส่วนที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้มีดังนี้

  • กรดอัลฟาไลโปอิก 50 มก. ต่อแคปซูลตามฉลาก — งานวิจัยในผู้ป่วยปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานใช้วันละ 600–1,800 มก. มากกว่าในแคปซูล 12–36 เท่า (คำนวณ) งานรวม 10 การทดลอง 1,242 คน (2566) พบคะแนนอาการรวมดีขึ้นตามขนาด แต่ระดับปวด การรับรู้การสั่น คะแนนตรวจระบบประสาทของขา และการนำไฟฟ้าของเส้นประสาทไม่ดีขึ้น และงาน 4 ปี (NATHAN 1) ไม่พบความต่างที่ตัวชี้วัดหลัก ในแหล่งที่เราตรวจไม่พบงานที่ใช้ขนาด 50 มก.
  • วิตามินบี 12 600 ไมโครกรัมต่อแคปซูล — ราว 250 เท่าของค่าแนะนำผู้ใหญ่ไทย 2.4 ไมโครกรัม (คำนวณจาก DRI ไทย 2563) งานทบทวน Cochrane (2561) ที่ใช้บี 12 แบบกินรักษาภาวะขาด ใช้วันละ 1,000–2,000 ไมโครกรัม มากกว่าในแคปซูลราว 1.7–3.3 เท่า (คำนวณ) ไม่ใช้แทนการตรวจและการรักษาภาวะขาดบี 12 ที่แพทย์สั่ง และ ถ้ากินผลิตภัณฑ์ที่มีบี 12 อยู่ ให้บอกแพทย์ก่อนตรวจระดับบี 12 เพราะอาจทำให้ผลตรวจสูงขึ้นจนแยกสาเหตุยากขึ้น (คำแนะนำของบทความ)

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (ข้อแรกและข้อเด็ก/ตั้งครรภ์มีคำเตือนบนฉลาก ส่วนที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก)

  • ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" คำแนะนำของบทความคือ ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลยาตัดสินก่อน เพราะงานวิจัยในอาสาสมัครที่ได้ยาต้านวิตามินเค (2556) พบว่า MK-7 เพียงวันละ 10–20 ไมโครกรัมทำให้ค่า INR เปลี่ยนอย่างมีความหมายในบางคน ขณะที่แคปซูลมีราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และ LPI ระบุว่ามีรายงานไม่กี่รายว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน ถ้าแพทย์อนุญาต ต้องตรวจ INR ตามนัด · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
  • ใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: LPI ระบุว่าในทางทฤษฎีกรดอัลฟาไลโปอิกอาจเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาล และควรติดตามน้ำตาลใกล้ชิด ให้รู้จักอาการน้ำตาลต่ำ เช่น หิว เหงื่อออก ตัวสั่น ใจสั่น สับสน และตรวจน้ำตาลตามที่แพทย์สั่ง ห้ามลดหรือหยุดยาเบาหวานเอง
  • ผู้ป่วยโรคไต ไตเสื่อม หรือฟอกไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน LPI ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงแมกนีเซียมสะสมจนเป็นพิษ
  • ใช้ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือแมกนีเซียมเสริมตัวอื่นอยู่: รวมกันอาจเกิน 350 มก. ต่อวัน เสี่ยงท้องเสีย แมกนีเซียมออกไซด์เองก็ทำให้บางคนถ่ายเหลวได้ ถ้าท้องเสียมากหรือมีอาการขาดน้ำ ให้หยุดผลิตภัณฑ์และปรึกษาแพทย์
  • ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนและเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาไทรอยด์ และกาบาเพนติน ให้เภสัชกรจัดเวลาให้
  • ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้เคมีบำบัดหรือฉายแสง: MSKCC ระบุว่ากรดอัลฟาไลโปอิกอาจรบกวนการรักษา ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์ · เก็บให้พ้นมือเด็ก
  • ผู้ใช้ยาประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน (คำแนะนำของบทความ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก) และแจ้งทีมแพทย์ก่อนผ่าตัดหรือทำฟันว่ากินผลิตภัณฑ์นี้อยู่

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาเบาหวาน อินซูลิน เมทฟอร์มิน ยาความดัน ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ยาละลายลิ่มเลือดหรือวาร์ฟาริน ยาลดกรด และยาแก้ปวดปลายประสาท แม้จะรู้สึกดีขึ้น หรือเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม ถ้าสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่ การปรับยาเป็นหน้าที่ของแพทย์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุของอาการชา

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • หน้าเบี้ยวหรือปากตกข้างหนึ่ง ยิ้มไม่ได้
  • แขนอ่อนแรงหรือชาข้างเดียว ยกแขนสองข้างค้างไว้ไม่ได้
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือสับสน
  • ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกายขึ้นมาทันที
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกขึ้นมาทันทีและไม่หายไป อาจรู้สึกเหมือนถูกบีบ ถูกกด แสบร้อน หรือเหมือนอาหารไม่ย่อย
  • เจ็บที่ร้าวไปแขนซ้ายหรือขวา คอ กราม ท้อง หรือหลัง
  • เจ็บหน้าอกพร้อมเหงื่อแตก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือหายใจไม่อิ่ม
  • ผู้ใช้ยาเบาหวานที่หมดสติ หรือไม่ตอบสนองตามปกติ (ห้ามป้อนอาหารหรือน้ำ จัดท่านอนตะแคง)
  • ผู้ใช้ยาเบาหวานที่ชัก
  • ผู้ใช้เมทฟอร์มินที่สงสัยภาวะกรดแล็กติกคั่ง เช่น อาเจียน ปวดท้อง ตะคริว หายใจลำบาก อ่อนเพลียรุนแรง
  • คอหรือลิ้นบวม หายใจลำบาก หรือผื่นนูนคันขึ้นทั่วตัวหลังกินยา (แพ้รุนแรง)

รายการนี้มาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุให้โทร 999 ได้แก่ อาการโรคหลอดเลือดสมอง (ทบทวน 12 ก.ย. 2567) เจ็บหน้าอก (8 ส.ค. 2566) น้ำตาลในเลือดต่ำ (3 ส.ค. 2566) และยาเมทฟอร์มิน (5 ส.ค. 2569) NHS ระบุว่าอาการโรคหลอดเลือดสมอง แม้หายไปเองแล้วก็ต้องไปทันที และห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง ส่วนอาการชักและหมดสติ NHS ระบุว่าเป็นอาการของน้ำตาลต่ำรุนแรง โดยหน้า NHS ให้โทร 999 เมื่อผู้ป่วยไม่ตอบสนองตามปกติหรือหมดสติ และไม่มียาฉีดกลูคากอน หรือฉีดแล้วไม่ฟื้นใน 10 นาที หรือดื่มสุรามา ในไทยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีกลูคากอนติดบ้าน บทความนี้จึงใช้ระดับที่ปลอดภัยกว่า คือไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ทุกครั้ง (คำแนะนำของบทความ)

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

ชาจากเบาหวานเป็นแบบไหน

แบบที่พบได้ทั่วไปคือชาสองข้างใกล้เคียงกัน เริ่มที่ปลายเท้า ค่อย ๆ ลามขึ้น และต่อมาจึงเป็นที่มือ อาการอาจเป็นชา เหน็บซ่า ปวดแสบร้อน หรือทรงตัวไม่ดี ตามที่ NHS และ ADA 2025 อธิบาย

ชาแบบไหนไม่ใช่จากเบาหวาน

ADA 2025 ระบุลักษณะที่ไม่เข้ากันและควรตรวจเพิ่ม ได้แก่ เกิดเฉียบพลันหรือกึ่งเฉียบพลัน ไม่ได้เริ่มที่ปลายเท้า ไม่เท่ากันสองข้าง หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วม ส่วนชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกทันที ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

ปวดน่องเวลาเดินเป็นเบาหวานลงขาไหม

อาจเป็นหลอดเลือดแดงที่ขาตีบ NHS อธิบายว่าปวดเมื่อยขาเวลาเดิน และหายเมื่อพักไม่กี่นาที ต่างจากปลายประสาทเสื่อมที่อาการมักเป็นตลอด เบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงของทั้งสองโรค ให้พบแพทย์ถ้าปวดขาซ้ำ ๆ เวลาเดิน

คนเบาหวานชามีสาเหตุอื่นอะไรอีก

ADA 2025 ให้พิจารณาสาเหตุอื่น เช่น สุรา ยาเคมีบำบัด ขาดวิตามินบี 12 ไทรอยด์ต่ำ โรคไต มะเร็ง และการติดเชื้อ ผู้ใช้เมทฟอร์มินนานให้ถามแพทย์เรื่องตรวจบี 12

ก่อนไปหาหมอเรื่องชาควรจดอะไร

จดตำแหน่งที่ชา ข้างเดียวหรือสองข้าง ลักษณะอาการ เริ่มเมื่อไรและเร็วแค่ไหน อะไรทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง อาการร่วม เช่น อ่อนแรง แผลที่เท้า และรายการยาและวิตามินทั้งหมด

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท