บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

โควิดหรือภูมิแพ้ จามบ่อย คัดจมูก เจ็บคอ แยกอาการอย่างไร ควรตรวจ ATK เมื่อไร

คำตอบสั้น: ดูจากอาการอย่างเดียวแยกโควิด หวัด และภูมิแพ้จมูกออกจากกันไม่ได้ทุกครั้ง NHS ระบุว่าอาการโควิด-19 คล้ายหวัดและไข้หวัดใหญ่มาก และมีทั้งคัดจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอเหมือนกัน แต่ถ้ามีไข้ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย หรือการได้กลิ่นและรับรสเปลี่ยน หรือเพิ่งใกล้ชิดคนป่วย ให้นึกถึงการติดเชื้อก่อน CDC แนะนำให้ตรวจด้วยชุดตรวจเร็วทันทีเมื่อมีอาการ และถ้าผลเป็นลบให้ตรวจซ้ำอีกครั้งหลัง 48 ชั่วโมง ส่วนคนที่เป็นภูมิแพ้จมูกอยู่แล้ว ห้ามหยุดยาพ่นจมูกหรือยาแก้แพ้เอง

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • อาการที่ซ้อนกัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ พบได้ทั้งโควิด หวัด และภูมิแพ้จมูก
  • อาการที่ชี้ไปทางติดเชื้อ ไข้ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลียมาก การได้กลิ่นหรือรับรสเปลี่ยน หรือเพิ่งใกล้ชิดคนป่วย
  • อาการที่เข้ากับภูมิแพ้จมูก คันจมูก คันตา คันเพดานปาก เกิดภายในไม่กี่นาทีหลังเจอสิ่งที่แพ้ (NHS)
  • ตรวจ ATK ตรวจทันทีเมื่อมีอาการ ผลลบให้ตรวจซ้ำหลัง 48 ชั่วโมง (CDC)
  • ผู้สูงอายุและคนมีโรคประจำตัว ถ้าผลบวกหรืออาการแย่ลง ให้ติดต่อแพทย์เร็ว เพราะ CDC ระบุว่ามีการรักษาที่อาจเหมาะกับกลุ่มนี้
  • หายใจหอบจนพูดไม่เป็นประโยค เจ็บหน้าอกทันที ไอเป็นเลือด ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

อาการโควิด หวัด และภูมิแพ้ ซ้อนกันตรงไหน

สามโรคนี้มีอาการทางจมูกและคอที่หน้าตาเหมือนกันมาก จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนสับสน

อาการโควิด-19 ตามหน้า NHS (ทบทวน 21 มี.ค. 2566)

  • มีไข้ อาจรู้สึกร้อน หนาว หรือสั่น หรือแตะหน้าอกหรือหลังแล้วรู้สึกร้อน
  • ไอต่อเนื่องที่เพิ่งเริ่ม หมายถึงไอมากนานกว่า 1 ชั่วโมง หรือไอเป็นชุด 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง
  • ได้กลิ่นหรือรับรสลดลงหรือเปลี่ยนไป
  • หายใจหอบเหนื่อย
  • อ่อนเพลียหรือหมดแรง
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บคอ
  • คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
  • เบื่ออาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้หรืออาเจียน

NHS ระบุว่าอาการเหล่านี้คล้ายกับโรคอื่นอย่างหวัดและไข้หวัดใหญ่มาก และคนส่วนใหญ่รู้สึกดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่บางคนเป็นรุนแรงกว่าและอาการอยู่นานกว่า

อาการโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามหน้า NHS (ทบทวน 8 ม.ค. 2569)

  • จาม
  • คันจมูก
  • น้ำมูกไหลหรือคัดจมูก
  • คันตา ตาแดง น้ำตาไหล
  • ไอ
  • คันเพดานปาก

NHS ระบุว่าอาการภูมิแพ้จมูกมักเกิดภายในไม่กี่นาทีหลังสัมผัสสิ่งที่แพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือรังแคสัตว์ และหน้าเดียวกันระบุว่าอาการคล้ายหวัด อ่านความต่างของหวัดกับภูมิแพ้เพิ่มได้ที่ ภูมิแพ้กับหวัดต่างกันอย่างไร

อาการแบบไหนชี้ไปทางติดเชื้อมากกว่าภูมิแพ้

คำถามที่ช่วยคิดเบื้องต้นได้คือ มีไข้หรือไม่ ตัวเมื่อยหรือไม่ และเพิ่งใกล้ชิดใครที่ป่วยหรือไม่

  • ไข้ อยู่ในรายการอาการโควิดของ NHS แต่ไม่อยู่ในรายการอาการภูมิแพ้จมูกของ NHS อ่านเพิ่มได้ที่ ภูมิแพ้ทำให้มีไข้ได้ไหม
  • ปวดเมื่อยตัวและอ่อนเพลียมาก อยู่ในรายการอาการโควิด และ NHS ระบุว่าไข้หวัดใหญ่มักเริ่มเร็ว มีไข้ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลียจนทำกิจวัตรไม่ได้ อ่านได้ที่ ไข้หวัดใหญ่กับหวัดธรรมดาต่างกันอย่างไร
  • การได้กลิ่นหรือรับรสเปลี่ยน อยู่ในรายการอาการโควิดของ NHS
  • มีคนในบ้านหรือที่ทำงานป่วยพร้อมกัน CDC แนะนำให้ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยตรวจหาเชื้อด้วย (รายละเอียดในหัวข้อถัดไป)

อาการที่เข้ากับภูมิแพ้มากกว่า คือคันจมูก คันตา คันเพดานปาก จามติดกันหลังเจอฝุ่นหรือสัตว์เลี้ยง และเป็นแบบนี้ซ้ำ ๆ ตามสิ่งกระตุ้นเดิม แต่คนเป็นภูมิแพ้ก็ติดโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ได้ ถ้าอาการเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น เช่น มีไข้ ตัวเมื่อย หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ไม่ควรคิดเอาเองว่าเป็นภูมิแพ้กำเริบ (คำแนะนำของบทความ)

เรื่องเสมหะในคอ คนค้นหาบ่อยว่ามีเสมหะแปลว่าเป็นโควิดไหม หน้าอาการโควิดของ NHS ไม่ได้ระบุเสมหะเป็นอาการแยก ส่วนน้ำมูกไหลลงคอพบได้ในภูมิแพ้จมูกและหวัด เสมหะอย่างเดียวจึงใช้แยกโรคไม่ได้ อ่านได้ที่ เสมหะในคอตลอดเวลา

ควรตรวจ ATK เมื่อไร และผลลบต้องตรวจซ้ำไหม

ชุดตรวจ ATK คือชุดตรวจหาแอนติเจนแบบเร็วที่ตรวจเองได้ คำแนะนำด้านล่างมาจากหน้าการตรวจด้วยตนเองของ CDC สหรัฐฯ (ปรับปรุง 2 พ.ค. 2567) เราไม่พบคำแนะนำของหน่วยงานไทยฉบับปัจจุบันที่เปิดอ่านได้ จึงยกตามแหล่งนี้

  • มีอาการ ให้ตรวจทันที
  • สัมผัสผู้ป่วยแต่ยังไม่มีอาการ ให้ตรวจเมื่อครบอย่างน้อย 5 วันเต็มหลังสัมผัส
  • มีอาการแต่ผลเป็นลบ ให้ตรวจซ้ำอีกครั้งหลังตรวจครั้งแรก 48 ชั่วโมง
  • สัมผัสผู้ป่วย ไม่มีอาการ และผลเป็นลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 48 ชั่วโมงจนครบ 3 ครั้ง
  • ผลเป็นบวก CDC ระบุว่าหมายถึงตรวจพบเชื้อและมีการติดเชื้อ ให้แยกตัวและติดต่อผู้ให้บริการสุขภาพเรื่องทางเลือกการรักษา

ทำไมผลลบครั้งเดียวยังไม่พอ หน้านี้ของ CDC ไม่ได้อธิบายเหตุผลไว้ คำแนะนำของบทความ: ยังไม่ควรสรุปจากผลลบครั้งแรกจนกว่าจะตรวจซ้ำตามที่ CDC แนะนำ และอ่านวิธีใช้ตามเอกสารกำกับของชุดตรวจทุกครั้ง

NHS มีมุมมองต่างออกไป หน้าอาการโควิด-19 ของ NHS (ทบทวน 21 มี.ค. 2566) ระบุว่าคนส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่จำเป็นต้องตรวจ แต่ผู้ที่มีสิทธิได้ยารักษาโควิด ควรตรวจทันทีที่เริ่มมีอาการ NHS ระบุว่าถ้ามีไข้หรือไม่สบายจนทำงานหรือกิจวัตรไม่ได้ ให้พยายามอยู่บ้านและเลี่ยงการพบคนอื่น ถ้าผลตรวจเป็นบวก ผู้ใหญ่ให้พยายามอยู่บ้าน 5 วันหลังวันที่ตรวจ และเลี่ยงพบคนที่เสี่ยงป่วยหนัก เช่น คนภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นเวลา 10 วัน ทั้งสองแหล่งเป็นของต่างประเทศ ถ้าที่ทำงานหรือโรงพยาบาลของคุณมีข้อกำหนดเฉพาะ ให้ทำตามนั้น

ผู้สูงอายุและคนมีโรคประจำตัวต้องรีบติดต่อแพทย์เมื่อไร

CDC ระบุว่าผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสป่วยหนักมากกว่า และมีการรักษาให้ จึงควรคุยกับผู้ให้บริการสุขภาพเพื่อหาทางเลือกที่เหมาะกับตัวเอง NHS ระบุว่าการขอความช่วยเหลือสำคัญเป็นพิเศษในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ตั้งครรภ์ หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง (NHS จัดเป็นกลุ่มให้ขอนัดแพทย์ด่วนหรือโทรสายด่วนสุขภาพ 111 ของอังกฤษ)

  • กังวลเรื่องอาการของตัวเองหรือของเด็ก หรือไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร
  • อาการแย่ลง หรือไม่ดีขึ้น
  • มีอาการเจ็บป่วยอื่นร่วม เช่น ผื่น เบื่ออาหาร หรืออ่อนแรง
  • มีไข้ตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป หรือไข้ไม่ลดหลังกินพาราเซตามอล
  • ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือทารกอายุ 3–6 เดือนมีไข้ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง (NHS จัดเป็นเหตุให้โทร 999 หรือไปห้องฉุกเฉิน)

  • ดูป่วยหนักมาก อาการแย่ลง หรือรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติร้ายแรง
  • เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที
  • หอบเหนื่อยจนพูดเป็นประโยคสั้น ๆ ไม่ได้ขณะนั่งพัก หรือการหายใจแย่ลงทันที
  • ทารกหายใจแล้วท้องบุ๋มลงใต้ซี่โครง
  • ไอเป็นเลือด
  • ล้มฟุบ เป็นลม หรือชักเป็นครั้งแรก
  • มีผื่นที่ใช้แก้วใสกดแล้วสีไม่จาง

NHS ระบุว่าเด็กและทารกอาจอาการแย่ลงได้เร็วมาก หน้าอาการโควิดของ NHS ทบทวนครั้งล่าสุดเมื่อ 21 มี.ค. 2566 และเลยกำหนดทบทวนครั้งถัดไปแล้ว ณ วันที่เราเปิดอ่าน

คนเป็นภูมิแพ้ ถ้าสงสัยโควิด ยังใช้ยาพ่นจมูกตามเดิมได้ไหม

แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้ระบุให้หยุดยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ (ยาพ่นลดการอักเสบในจมูก) หรือยาแก้แพ้เมื่อสงสัยโควิด ตามแนวทางไทยที่อ้างในแนวทางโรคหืดของสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย (2568) ยาหลักของภูมิแพ้จมูกคือการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ยาต้านฮิสทามีนรุ่นที่ 2 หรือยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ตามความรุนแรง

  • ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาพ่นจมูก ยาแก้แพ้ หรือยาพ่นหอบหืดเอง ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
  • ผู้ที่เป็นหอบหืดด้วย ให้ใช้ยาตามแผนของแพทย์ต่อไป และรู้จักสัญญาณหอบหืดกำเริบ อ่านได้ที่ สัญญาณหอบหืดกำเริบ
  • ยาพ่นแก้คัดจมูกชนิดหดหลอดเลือด NHS (หน้าภูมิแพ้จมูก) ระบุว่าไม่ควรใช้นานเกิน 5 วัน เพราะอาจทำให้คัดจมูกมากขึ้น

ดูแลตัวเองระหว่างมีอาการ หน้าโควิดของ NHS แนะนำให้พักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำมากพอให้ปัสสาวะสีเหลืองอ่อนหรือใส (ยกเว้นแพทย์ให้จำกัดน้ำ) กินพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟนถ้าไม่สบายตัว และถ้าไอให้ลองจิบน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ห้ามให้ทารกอายุต่ำกว่า 12 เดือน) ถ้าหายใจไม่ค่อยสะดวก NHS แนะนำให้นั่งตัวตรง ผ่อนไหล่ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และหายใจเข้าทางจมูกออกทางปากช้า ๆ คำแนะนำของบทความ: ผู้ที่มีโรคไต โรคกระเพาะ หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ให้ถามเภสัชกรก่อนเลือกยาแก้ปวดลดไข้

ความเชื่อที่พบบ่อย

  • "จามบ่อยแปลว่าเป็นภูมิแพ้ ไม่ใช่โควิด" หน้าอาการโควิดของ NHS ไม่ได้ระบุการจามเป็นอาการแยก แต่ระบุคัดจมูกและน้ำมูกไหล การจามอย่างเดียวจึงตัดโควิดออกไม่ได้ ถ้ามีไข้ ตัวเมื่อย หรือสัมผัสผู้ป่วย ให้ตรวจ
  • "ATK ผลลบครั้งเดียว ไม่ใช่โควิดแน่นอน" CDC ให้ตรวจซ้ำหลัง 48 ชั่วโมงเมื่อผลลบ
  • "ฉีดวัคซีนครบแล้ว ไม่ต้องตรวจ" แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้ยกเว้นการตรวจสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว อ่านเรื่องวัคซีนผู้ใหญ่ได้ที่ วัคซีนที่ผู้ใหญ่ควรรู้
  • "เป็นหวัดต้องกินยาปฏิชีวนะ" อย. (13 มิ.ย. 2567) ระบุว่าหวัดเกิดจากไวรัส หายเองได้ใน 7–10 วัน และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ถ้าได้รับยารักษาโควิด ให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรว่ากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอะไรอยู่

เรื่องโควิด หวัด และภูมิแพ้: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ป้องกันหรือรักษาโควิด หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือภูมิแพ้จมูก และไม่ใช้แทนการตรวจ ATK การแยกตัวเมื่อป่วย ยาที่แพทย์สั่ง หรือวัคซีน ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง

ส่วนประกอบที่มักถูกถามในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้

  • สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. ต่อแคปซูล (40 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — NCCIH (ปรับปรุง พ.ย. 2567) ระบุว่างานวิจัยในคนยังมีน้อยและเป็นหลักฐานเบื้องต้น และระบุว่าอย่าพึ่งเอลเดอร์เบอร์รี่เพื่อป้องกันหรือรักษาโควิด-19 หน่วยงานสหรัฐฯ เคยดำเนินการกับบริษัทที่โฆษณาว่าเอลเดอร์เบอร์รี่รักษาโควิด งานในผู้โดยสารเครื่องบิน 312 คน (ตีพิมพ์ปี 2559) ใช้สารสกัดวันละ 600–900 มก. มากกว่าในแคปซูลราว 15–22.5 เท่า (คำนวณ) จำนวนครั้งที่เป็นหวัดไม่ต่างจากยาหลอก และบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบให้ทุนและร่วมออกแบบการศึกษา ส่วนงานในห้องฉุกเฉินสหรัฐฯ (ตีพิมพ์ปี 2563) ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 87 คน ไม่พบว่าลดระยะเวลาหรือความรุนแรง NCCIH ระบุว่าผลดิบหรือยังไม่สุก รวมทั้งใบและลำต้น มีสารที่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียรุนแรงได้ ฉลากไม่ระบุชนิดและส่วนของพืชที่ใช้สกัด
  • สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. และกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. ต่อแคปซูล — ฉลากระบุวิตามินซี 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล ซึ่งเป็นส่วนน้อยของปริมาณที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวัน (ชาย 100 มก. หญิง 85 มก. ตามข้อแนะนำของกรมอนามัย) และไม่ระบุวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่า งานทบทวนของ Cochrane (2556) พบว่าวิตามินซีเสริมวันละ 200 มก. ขึ้นไป ซึ่งมากกว่าวิตามินซีที่ฉลากระบุราว 67 เท่า (คำนวณ) ไม่ลดโอกาสเป็นหวัดในคนทั่วไป NHS (หน้าหวัด) ระบุว่ามีหลักฐานน้อยว่าอาหารเสริมอย่างวิตามินซีป้องกันหวัดหรือทำให้หายเร็วขึ้น

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
  • กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง (คำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก ไม่ใช่คำเตือนบนฉลาก)

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด ยาปฏิชีวนะ และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้น ฉีดวัคซีนแล้ว หรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนวัคซีน การตรวจหาเชื้อ ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง หรืออะดรีนาลีน

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีดมาก หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
  • หอบเหนื่อยจนพูดเป็นประโยคสั้น ๆ ไม่ได้ขณะนั่งพัก หรือการหายใจแย่ลงทันที
  • คอแน่น หรือกลืนลำบาก
  • ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • สับสน ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
  • เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที
  • ไอเป็นเลือด
  • ล้มฟุบ เป็นลม หรือหมดสติ
  • ชักเป็นครั้งแรก
  • แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด

รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุให้โทรเรียกรถฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) และหน้าอาการโควิด-19 (ทบทวน 21 มี.ค. 2566) ส่วนข้อสุดท้ายเป็นสัญญาณอันตรายที่ใช้ทั่วทั้งเว็บไซต์นี้ หน้า NHS แพ้รุนแรงระบุว่าผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนให้ใช้ทันที แล้วโทรเรียกรถพยาบาล คำแนะนำของบทความ: อย่ารอดูอาการด้วยยาแก้แพ้ชนิดกิน

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

โควิดจามบ่อยไหม

หน้าอาการโควิด-19 ของ NHS ไม่ได้ระบุการจามเป็นอาการแยก แต่ระบุคัดจมูกและน้ำมูกไหล และระบุว่าอาการคล้ายหวัดและไข้หวัดใหญ่มาก การจามอย่างเดียวจึงแยกโควิดออกจากภูมิแพ้ไม่ได้ ถ้ามีไข้ ปวดเมื่อย หรือสัมผัสผู้ป่วย ให้ตรวจหาเชื้อ

โควิดคัดจมูกไหม

ได้ NHS ระบุคัดจมูกหรือน้ำมูกไหลเป็นหนึ่งในอาการโควิด-19 ซึ่งซ้อนกับอาการภูมิแพ้จมูกและหวัด

ตรวจ ATK ผลลบแต่ยังมีอาการ ต้องทำอย่างไร

CDC แนะนำให้ผู้ที่มีอาการตรวจซ้ำอีกครั้งหลังตรวจครั้งแรก 48 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยแต่ไม่มีอาการ ให้ตรวจซ้ำทุก 48 ชั่วโมงจนครบ 3 ครั้ง ถ้าอาการแย่ลงให้พบแพทย์

ผู้สูงอายุติดโควิดต้องไปหาหมอไหม

CDC ระบุว่าผู้สูงอายุและคนมีโรคประจำตัวมีโอกาสป่วยหนักมากกว่าและมีการรักษาให้ จึงควรติดต่อแพทย์เมื่อผลตรวจเป็นบวก ถ้าหอบจนพูดไม่เป็นประโยค เจ็บหน้าอกทันที หรือไอเป็นเลือด ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

เป็นภูมิแพ้แล้วสงสัยโควิด หยุดยาพ่นจมูกไหม

แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้ระบุให้หยุด ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาพ่นจมูก ยาแก้แพ้ หรือยาพ่นหอบหืดเอง ถ้าไม่แน่ใจให้ถามแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท