บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

โคคิวเท็นช่วยเรื่องอะไรบ้าง งานวิจัยในคนเรื่องหัวใจ ไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ

คำตอบสั้น: งานวิจัยในคนที่มีน้ำหนักมากกว่าเรื่องอื่นคือ หัวใจล้มเหลว ซึ่งงานหลายศูนย์ 420 คนใช้โคคิวเท็น 300 มก. ต่อวัน ร่วมกับ ยามาตรฐาน และยังต้องยืนยันด้วยงานขนาดใหญ่ เรื่องไมเกรนมีงานเล็ก เรื่องปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตตินผลขัดกัน และเรื่องความดัน Cochrane สรุปว่าไม่มีผลที่มีความหมายทางคลินิก โคคิวเท็นไม่ใช่ยาหัวใจและใช้แทนยาที่แพทย์สั่งไม่ได้

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • โคคิวเท็นมีบทบาทในการสร้างพลังงานของเซลล์ แต่กลไกนี้ไม่ได้แปลว่ากินแล้วมีแรงขึ้น
  • หัวใจล้มเหลว: งาน 420 คน 300 มก. ต่อวันร่วมยามาตรฐาน 2 ปี พบเหตุการณ์หัวใจสำคัญน้อยกว่า แต่ตัวชี้วัดระยะสั้นไม่เปลี่ยน และยังไม่มีงานใหญ่ยืนยัน
  • ไมเกรน: งานเล็ก 42 คนใช้ 300 มก. ต่อวัน พบความถี่ลดลง แต่ข้อมูลโดยรวมยังจำกัด
  • ปวดกล้ามเนื้อจากสแตติน: งานรวมให้ผลขัดกัน งานที่ยืนยันอาการจริงแล้วใช้ 600 มก. ต่อวันไม่พบว่าลดปวด
  • ความดัน: Cochrane พบว่าไม่มีผลที่มีความหมายทางคลินิก
  • ขนาดในงานวิจัยส่วนใหญ่สูงกว่าผลิตภัณฑ์เสริมทั่วไปหลายเท่า
  • ห้ามหยุดหรือลดยาหัวใจ ยาความดัน ยาลดไขมันเอง

โคคิวเท็นทำหน้าที่อะไรในร่างกาย

Linus Pauling Institute (ทบทวน พ.ค. 2561) ระบุว่าโคคิวเท็นมีบทบาทหลักในการสร้าง ATP ในไมโทคอนเดรีย โดยเป็นตัวรับอิเล็กตรอนจากการเผาผลาญไขมันและน้ำตาล แล้วส่งต่อในห่วงโซ่การหายใจระดับเซลล์ และยังทำหน้าที่ต้านออกซิเดชันในเยื่อหุ้มเซลล์และไลโปโปรตีน

แหล่งเดียวกันระบุว่า การกินโคคิวเท็นเพิ่มระดับในเลือดได้ แต่ยังไม่ชัดว่าเพิ่มในเนื้อเยื่ออื่น โดยเฉพาะในคนสุขภาพดี และสรุปว่ายังไม่มีประโยชน์ในการรักษาที่พิสูจน์แล้วในเบาหวาน โรคระบบประสาทเสื่อม โรคเดินเซจากพันธุกรรม หรือมะเร็งเต้านม และการเสริมไม่ได้ช่วยสมรรถภาพนักกีฬา

กลไกในห้องทดลองกับผลในคนเป็นคนละเรื่องกัน บทความนี้จึงเล่าเฉพาะงานวิจัยในคน พร้อมขนาดที่ใช้และข้อจำกัด

งานวิจัยโคคิวเท็นในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวพบอะไร

งานที่ถูกอ้างถึงมากคือ Q-SYMBIO (ตีพิมพ์ 2557) เป็นงานหลายศูนย์ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระดับปานกลางถึงรุนแรง 420 คน ให้โคคิวเท็น 100 มก. วันละ 3 ครั้ง (300 มก. ต่อวัน) หรือยาหลอก ร่วมกับการรักษามาตรฐาน นาน 2 ปี

  • ตัวชี้วัดระยะสั้นที่ 16 สัปดาห์ ได้แก่ ระดับความรุนแรงของอาการ ระยะทางเดิน 6 นาที และค่า NT-proBNP (ค่าเลือดที่บอกภาวะหัวใจล้มเหลว) ไม่เปลี่ยน
  • เมื่อครบ 2 ปี เหตุการณ์หัวใจหลอดเลือดสำคัญเกิดร้อยละ 15 ในกลุ่มโคคิวเท็น เทียบกับร้อยละ 26 ในกลุ่มยาหลอก
  • การตายจากโรคหัวใจร้อยละ 9 เทียบกับร้อยละ 16 และการตายทุกสาเหตุร้อยละ 10 เทียบกับร้อยละ 18

ข้อจำกัดที่ต้องรู้: จำนวนผู้เข้าร่วมน้อยกว่างานยาหัวใจทั่วไป จำนวนเหตุการณ์ไม่มาก บทคัดย่อไม่ได้ระบุแหล่งทุน และยังไม่มีงานขนาดใหญ่ยืนยันซ้ำ

ภาพรวมจากแหล่งอื่น

  • Linus Pauling Institute อ้างการทบทวนปี 2557 ที่รวมงานเล็ก 7 งาน (ส่วนใหญ่ 60–200 มก. ต่อวัน ไม่เกิน 3 เดือน) พบว่าระดับโคคิวเท็นในเลือดเพิ่ม แต่ไม่พบผลต่อประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจหรือความสามารถในการออกกำลังกาย
  • แหล่งเดียวกันอ้างการวิเคราะห์รวม 14 งาน 2,149 คน (30–300 มก. ต่อวัน) ที่พบการตายลดลงและความสามารถออกกำลังกายดีขึ้น แต่ประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจไม่เปลี่ยน และสรุปเพียงว่าอาจเป็น ส่วนเสริม ของการรักษามาตรฐาน
  • MSKCC (ปรับ 29 ก.ย. 2569) อ้างสมาคมหัวใจอเมริกันว่า ยังต้องมีงานขนาดใหญ่เพื่อตัดสินคุณค่าของการเสริมในหัวใจล้มเหลว และอ้างการทบทวนที่สรุปว่าหลักฐานยังไม่สนับสนุนการเสริมเป็นประจำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ

อ่านเรื่องยาหลักของหัวใจล้มเหลวได้ที่ ยารักษาหัวใจล้มเหลว และภาพรวมอาหารเสริมกับโรคหัวใจที่ อาหารเสริมสำหรับคนเป็นโรคหัวใจ

โคคิวเท็นกับไมเกรน งานวิจัยว่าอย่างไร

งานที่ถูกอ้างถึงคืองานทดลองแบบสุ่มปกปิดสองทาง (ตีพิมพ์ 2548 คณะผู้วิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซูริก) ในผู้ป่วยไมเกรน 42 คน ให้โคคิวเท็น 100 มก. วันละ 3 ครั้ง (300 มก. ต่อวัน) เทียบกับยาหลอก

  • ในเดือนที่ 3 กลุ่มโคคิวเท็นมีความถี่ของการปวด จำนวนวันที่ปวด และจำนวนวันที่คลื่นไส้ น้อยกว่ากลุ่มยาหลอก
  • สัดส่วนผู้ที่ความถี่การปวดลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 47.6 ในกลุ่มโคคิวเท็น เทียบกับร้อยละ 14.4 ในกลุ่มยาหลอก
  • งานนี้มีผู้เข้าร่วมน้อย และติดตามเพียง 3 เดือน

MSKCC สรุปภาพรวมว่าโคคิวเท็น "อาจช่วยได้ในบางกรณี" สำหรับการป้องกันไมเกรน ข้อมูลอื่นชี้ว่าอาจลดจำนวนวันที่ปวดและระยะเวลาที่ปวด แต่ไม่ลดจำนวนครั้งหรือความรุนแรง และงานทดลองในเด็กที่เป็นไมเกรนไม่พบประโยชน์

ถ้าปวดไมเกรนบ่อย ให้ปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือกในการป้องกัน และไม่เปลี่ยนจากยาที่แพทย์สั่งมาใช้อาหารเสริมเอง ภาพรวมงานวิจัยอาหารเสริมกับไมเกรน อ่านต่อได้ที่ ไมเกรนกินอะไรช่วยได้ งานวิจัยบอกอะไรบ้าง

โคคิวเท็นช่วยอาการปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตตินไหม

ผลงานวิจัยยังขัดกัน เพราะงานรวมหลายชิ้นให้คำตอบไม่ตรงกัน

  • งานรวม 6 งาน 302 คน (ตีพิมพ์ 2558): ไม่พบว่าลดอาการปวด และค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อ (CK) ไม่เปลี่ยน
  • งานรวม 12 งาน 575 คน (ตีพิมพ์ 2561): พบคะแนนอาการปวด อ่อนแรง ตะคริว และล้า ลดลง แต่ค่า CK ไม่เปลี่ยน
  • งานรวม 7 งาน 321 คน (ตีพิมพ์ 2563): ไม่พบว่าลดปวด และไม่ทำให้คนกินสแตตินต่อได้มากขึ้น
  • งานที่ยืนยันอาการจริงก่อน (ตีพิมพ์ 2558): ในผู้ที่เคยบ่นปวด 120 คน เมื่อทดลองให้สแตตินสลับกับยาหลอกแบบปกปิด มีเพียงร้อยละ 36 ที่ปวดจริงจากสแตติน จากนั้นผู้ที่ยืนยันแล้ว 41 คนได้ยูบิควินอล 600 มก. ต่อวันหรือยาหลอกนาน 8 สัปดาห์ ไม่พบว่าลดปวด

Linus Pauling Institute สรุปว่ามีหลักฐานน้อยว่าโคคิวเท็นที่ลดลงเป็นสาเหตุของอาการกล้ามเนื้อจากสแตติน และการเสริมไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดในงานที่อ้างไว้

ถ้าปวดกล้ามเนื้อขณะใช้สแตติน ให้บอกแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง อ่านต่อได้ที่ กินยาสแตตินกับอาหารเสริม

โคคิวเท็นก่อนผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ งานวิจัยว่าอย่างไร

Linus Pauling Institute ระบุว่างานทดลองช่วงแรกที่ให้โคคิวเท็น 60–300 มก. ต่อวัน 7–14 วันก่อนผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG) พบประโยชน์บางอย่างในตัวชี้วัดระยะสั้นหลังผ่าตัด งานเล็ก 30 คนที่ให้กิน 7–10 วันก่อนผ่าตัด พบว่าความต้องการระบายเลือด การให้เกล็ดเลือด ยากระตุ้นหัวใจ และความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดลดลง ส่วนงานที่ให้ 600 มก. เพียง 12 ชั่วโมงก่อนผ่าตัดไม่พบประโยชน์

งานเหล่านี้เล็กและวัดผลระยะสั้น ผู้ที่จะผ่าตัดหัวใจต้องแจ้งทีมแพทย์ทุกอย่างที่กินอยู่ รวมถึงอาหารเสริม การเริ่มหรือหยุดอาหารเสริมก่อนผ่าตัดให้ทำตามที่ทีมแพทย์สั่ง

อ่านข่าวงานวิจัยอาหารเสริมอย่างไรไม่ให้เข้าใจผิด

  • ดูว่าเป็นงานในคนหรือในสัตว์: MSKCC แยกงานในหนูทดลองออกจากงานในคน ผลในสัตว์ใช้บอกผลในคนไม่ได้
  • ดูขนาดที่ใช้: งานที่กล่าวถึงข้างต้นหลายงานใช้ 300 มก. ต่อวันขึ้นไป
  • ดูว่าใช้ร่วมกับยาที่แพทย์สั่งหรือไม่: งานหัวใจล้มเหลวใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐาน ไม่ได้ทดสอบการหยุดยา
  • ดูขนาดและระยะเวลาของงาน: งานหลายสิบคนนาน 2–3 เดือน ยังต้องยืนยันด้วยงานใหญ่
  • ดูตัวชี้วัด: บางงานวัดค่าในเลือด บางงานวัดอาการ บางงานวัดการตายหรือการเข้าโรงพยาบาล ผลอาจไม่ไปทางเดียวกัน เช่นใน Q-SYMBIO ตัวชี้วัดระยะสั้นไม่เปลี่ยน

โคคิวเท็นลดความดันได้ไหม

การทบทวนของ Cochrane (ตีพิมพ์ 2559) ซึ่งรวมวิเคราะห์ 2 งาน 50 คน สรุปว่ามีหลักฐานคุณภาพปานกลางว่าโคคิวเท็นไม่มีผลต่อความดันที่มีความหมายทางคลินิก Linus Pauling Institute ระบุเพิ่มว่า งานรวม 17 งานเล็กที่ใช้เกณฑ์หลวมกว่าพบผลลดความดันในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคเมตาบอลิก และยังต้องการงานใหญ่ที่ออกแบบดี

ความดันสูงต้องคุมด้วยยาที่แพทย์สั่งและการปรับพฤติกรรม ห้ามหยุดหรือลดยาความดันเอง

ทำไมโคคิวเท็นไม่ใช่ยาหัวใจ และใช้แทนยาไม่ได้

  • งานที่มักถูกยกมาอ้างก็ใช้ร่วมกับยา: ผู้ป่วยใน Q-SYMBIO ทุกคนยังได้การรักษามาตรฐาน ไม่มีงานใดที่ให้ผู้ป่วยหยุดยาแล้วใช้โคคิวเท็นแทน
  • ขนาดต่างกันมาก: งานหัวใจล้มเหลวและไมเกรนใช้ 300 มก. ต่อวัน ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมทั่วไปในสหรัฐฯ อยู่ราว 30–100 มก. ต่อวันตาม Linus Pauling Institute
  • หลักฐานยังไม่ครบ: งานส่วนใหญ่เล็กและสั้น และหน่วยงานที่แหล่งข้างต้นอ้างถึงยังเรียกร้องงานขนาดใหญ่
  • มีเรื่องยาตีกัน: โดยเฉพาะวาร์ฟาริน อ่านต่อได้ที่ โคคิวเท็นห้ามกินคู่กับอะไร

อ่านพื้นฐานเรื่องโคคิวเท็นได้ที่ โคคิวเท็นคืออะไร

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด หนึ่งกล่องมี 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. (น้ำหนักสุทธิ 27 กรัม) วิธีรับประทานตามฉลากคือ วันละ 1 แคปซูล เลข อย. หมายถึงการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ได้รับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · เปลือกแคปซูลเป็นเจลาติน

ตัวเลขที่คำนวณจากฉลาก: ฉลากไม่ได้บอกปริมาณแมกนีเซียมธาตุ เมื่อคำนวณจากสูตรเคมีของแมกนีเซียมออกไซด์ได้ราว 265 มก. และจากเกรด "(20%)" ของบิสไกลซิเนตได้ราว 20 มก. รวมเป็นแมกนีเซียมราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ตัวเลขนี้ยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยใบวิเคราะห์ (COA) ส่วนวิตามินเค 2 (MK-7) ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) วิตามินดี 3 ราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) และวิตามินบี 12 0.6 มก. คือ 600 ไมโครกรัม

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" และ "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ข้อความ "ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ"

เทียบโคคิวเท็น 30 มก. ในแคปซูลกับขนาดในงานวิจัยข้างต้น: โคคิวเท็นในแคปซูลต่ำกว่าขนาดในงานวิจัยเกือบทุกเรื่องมาก

  • หัวใจล้มเหลว (Q-SYMBIO): ศึกษา 300 มก. ต่อวันร่วมยามาตรฐาน ราว 10 เท่าของแคปซูล (คำนวณ)
  • ไมเกรน: งาน 42 คนศึกษา 300 มก. ต่อวัน ราว 10 เท่าของแคปซูล (คำนวณ)
  • ปวดกล้ามเนื้อจากสแตติน: งานส่วนใหญ่ศึกษา 100–600 มก. ต่อวัน ราว 3–20 เท่าของแคปซูล (คำนวณ) และผลขัดกัน
  • ความดัน: งานใน Cochrane ศึกษา 100–200 มก. ต่อวัน และไม่พบผลที่มีความหมายทางคลินิก

ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ช่วยเรื่องหัวใจล้มเหลว ไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตติน หรือความดัน ผลงานวิจัยของสารเดี่ยวในขนาดสูงนำมาใช้กับแคปซูลที่มีขนาดต่ำกว่าไม่ได้ และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้โดยตรง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก)

  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" ส่วนหญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · คำแนะนำของบทความ: ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสินก่อน งานในอาสาสมัครพบว่า MK-7 เพียง 10–20 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ค่า INR (ค่าการแข็งตัวของเลือด) เปลี่ยนในบางคน ขณะที่แคปซูลมี MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และมีรายงานว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
  • ผู้ใช้ยาประจำตัว: ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวที่ใช้ยาหลายตัว
  • ผู้ป่วยโรคไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงต่อภาวะแมกนีเซียมเกิน
  • กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่: แมกนีเซียมในแคปซูลคิดเป็นราว 80% ของเพดาน 350 มก. ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) ถ้านับรวมแหล่งอื่นอาจเกินเพดานและเสี่ยงท้องเสีย
  • ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: หน้ายาไซโปรฟลอกซาซินของ MedlinePlus (ปรับ 15 ส.ค. 2569) ให้กินผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียมอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังยา · หน้ายาด็อกซีไซคลิน (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ให้ห่าง 1–2 ชั่วโมง · ยากระดูกพรุนอเลนโดรเนต MedlinePlus (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ระบุว่าหลังกินยาห้ามกินอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาอื่นรวมทั้งวิตามินอย่างน้อย 30 นาที ขณะที่ Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ให้ห่าง 2 ชั่วโมง · ยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน MedlinePlus (ปรับ 15 ก.พ. 2562 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ไม่ได้ระบุชั่วโมงสำหรับแมกนีเซียม · Linus Pauling Institute ระบุว่าแมกนีเซียมรบกวนการดูดซึมยาหัวใจดิจ็อกซิน ให้เภสัชกรจัดเวลาทุกตัว
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีกรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่ง Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำเมื่อใช้คู่กับยาเบาหวาน ให้ติดตามน้ำตาลตามแพทย์สั่ง
  • ผู้ที่รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง: MSKCC ระบุว่าโคเอนไซม์คิวเท็นและกรดอัลฟาไลโปอิกอาจลดผลของเคมีบำบัดและการฉายแสงจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (ข้อมูลที่ MSKCC อ้างเรื่องโคคิวเท็นกับการฉายแสงเป็นงานในหนูทดลอง ยังไม่ใช่ผลในคน) ให้ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • ท้องเสียง่าย: แมกนีเซียมออกไซด์อาจทำให้ถ่ายเหลว ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งให้หยุดและปรึกษาแพทย์
  • ไม่บริโภคเจลาติน: เปลือกแคปซูลทำจากเจลาติน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงวาร์ฟารินและยาละลายลิ่มเลือดอื่น ยาเบาหวาน อินซูลิน ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาหัวใจ ยาลดกรด และยาขับปัสสาวะ แม้จะเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS ห้ามขับรถไปเอง)

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบหรือกดทับ (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • เจ็บหน้าอกที่ร้าวไปแขน คอ หรือกราม (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว ยกแขนไม่ขึ้น (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • พูดไม่ชัด หรือสับสนขึ้นมาทันที (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567) แม้อาการจะหายไปเองแล้วก็ต้องไป
  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นทันที (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หรือคอตีบแน่นจนกลืนลำบาก (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หมดสติ หรือปลุกไม่ตื่น (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

โคคิวเท็นช่วยหัวใจล้มเหลวจริงไหม

งาน Q-SYMBIO 420 คนใช้ 300 มก. ต่อวันร่วมกับการรักษามาตรฐาน 2 ปี พบเหตุการณ์หัวใจสำคัญน้อยกว่ากลุ่มยาหลอก แต่ตัวชี้วัดระยะสั้นไม่เปลี่ยนและยังไม่มีงานใหญ่ยืนยัน ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งต่อ ห้ามหยุดหรือลดยาเอง

โคคิวเท็นป้องกันไมเกรนได้ไหม

งานเล็ก 42 คนที่ใช้ 300 มก. ต่อวันพบความถี่ของการปวดลดลงในเดือนที่ 3 MSKCC สรุปว่าอาจช่วยได้ในบางกรณี และงานในเด็กไม่พบประโยชน์ ถ้าปวดไมเกรนบ่อยให้ปรึกษาแพทย์

กินโคคิวเท็นแล้วหายปวดกล้ามเนื้อจากสแตตินไหม

ผลงานวิจัยขัดกัน งานรวม 2 ชิ้นไม่พบว่าลดปวด อีก 1 ชิ้นพบคะแนนอาการลดลง และงานที่ยืนยันอาการจริงแล้วใช้ 600 มก. ต่อวันไม่พบว่าลดปวด ให้บอกแพทย์ ห้ามหยุดสแตตินเอง

โคคิวเท็นลดความดันได้ไหม

การทบทวนของ Cochrane (2559) สรุปว่ามีหลักฐานคุณภาพปานกลางว่าโคคิวเท็นไม่มีผลต่อความดันที่มีความหมายทางคลินิก ความดันสูงต้องคุมด้วยยาที่แพทย์สั่งและการปรับพฤติกรรม

กินโคคิวเท็นแทนยาหัวใจได้ไหม

ไม่ได้ งานวิจัยในผู้ป่วยหัวใจใช้โคคิวเท็นร่วมกับยามาตรฐาน ไม่มีงานใดที่ให้หยุดยาแล้วใช้แทน ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาหัวใจเอง

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท