บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

เบนโฟไทอะมีนกับวิตามินบี 1 ต่างกันอย่างไร งานวิจัยเรื่องชาใช้ตัวไหน

คำตอบสั้น: วิตามินบี 1 (ไธอะมิน) คือวิตามินที่ร่างกายต้องใช้เปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเป็นพลังงาน ส่วนเบนโฟไทอะมีน (benfotiamine) เป็นสารสังเคราะห์ที่ละลายในไขมัน ร่างกายเปลี่ยนกลับเป็นไธอะมินได้และดูดซึมได้ดีกว่า งานวิจัยเรื่องอาการชาปลายมือปลายเท้าจากเบาหวานส่วนใหญ่ใช้เบนโฟไทอะมีน 300–600 มก. ต่อวัน ไม่ใช่วิตามินบี 1 ธรรมดา และผลยังไม่สอดคล้องกัน โดยงานที่ติดตาม 1–2 ปีไม่พบผลต่อเส้นประสาท

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • วิตามินบี 1 บนฉลากอาหารเสริมส่วนใหญ่อยู่ในรูปไธอะมินไฮโดรคลอไรด์หรือไธอะมินโมโนไนเตรต ส่วนเบนโฟไทอะมีนต้องเขียนชื่อนี้ไว้ชัดเจน
  • งานวิจัยอาการชาจากเบาหวานที่คนมักอ้างถึงเป็นงานของเบนโฟไทอะมีน จึงยกผลไปใช้กับวิตามินบี 1 ธรรมดาตรง ๆ ไม่ได้
  • งาน 6 สัปดาห์พบคะแนนอาการดีขึ้นในบางการวิเคราะห์ แต่งาน 24 เดือนและงาน 12 เดือนไม่พบผลต่อการทำงานของเส้นประสาท
  • คนที่เสี่ยงขาดวิตามินบี 1 คือคนดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะฟูโรเซไมด์ ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว และคนที่กินปลาน้ำจืดดิบหรือหอยดิบเป็นประจำ
  • อาการชามีหลายสาเหตุ ควรให้แพทย์หาสาเหตุก่อนซื้อวิตามินมากินเอง

วิตามินบี 1 (ไธอะมิน) คืออะไร ร่างกายเอาไปใช้ทำอะไร

วิตามินบี 1 คือวิตามินกลุ่มบีที่ละลายในน้ำ ช่วยให้เซลล์เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน ข้อมูลของ MedlinePlus หอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่าไธอะมินยังเกี่ยวกับการหดตัวของกล้ามเนื้อและการส่งสัญญาณประสาท

ร่างกายเก็บวิตามินบี 1 ไว้ได้ไม่มาก จึงต้องได้จากอาหารทุกวัน MedlinePlus ระบุแหล่งอาหารที่มีไธอะมิน เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อหมู ปลาบางชนิด ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง และเมล็ดพืช สำหรับคนไทย อาหารใกล้ตัวคือเนื้อหมู ข้าวกล้อง และถั่วต่าง ๆ

ปริมาณที่ผู้ใหญ่ต้องการต่อวันไม่มาก ตามค่าอ้างอิงที่ MedlinePlus ยกมา ผู้ชายอายุ 14 ปีขึ้นไปต้องการ 1.2 มก. ต่อวัน และผู้หญิงอายุ 19 ปีขึ้นไปต้องการ 1.1 มก. ต่อวัน

ถ้าขาดมาก จะเกิดโรคเหน็บชา (beriberi) สถาบัน Linus Pauling มหาวิทยาลัยแห่งรัฐออริกอน อธิบายว่าเหน็บชาแบบแห้งมีอาการเด่นคือปลายประสาทเสื่อม ช่วงแรกอาจแสบร้อนฝ่าเท้า ต่อมามีความรู้สึกลดลงและแขนขาอ่อนแรง อ่านเพิ่มเรื่องนี้ได้ที่ โรคเหน็บชาจากขาดวิตามินบี 1

เบนโฟไทอะมีนคืออะไร ต่างจากวิตามินบี 1 ตรงไหน

เบนโฟไทอะมีนคือสารสังเคราะห์ที่ละลายในไขมัน ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นไธอะมินได้ และดูดซึมได้ดีกว่าไธอะมินธรรมดา ข้อมูลนี้มาจากสถาบัน Linus Pauling ซึ่งเรียกเบนโฟไทอะมีนว่า "สารตั้งต้นของไธอะมิน" (precursor)

ความต่างที่ควรรู้มี 3 ข้อ

  • โครงสร้าง: ไธอะมินที่อยู่ในอาหารและอาหารเสริมทั่วไปละลายในน้ำ ส่วนเบนโฟไทอะมีนถูกดัดแปลงให้ละลายในไขมัน
  • การดูดซึม: สถาบัน Linus Pauling ระบุว่าเบนโฟไทอะมีนมีชีวประสิทธิผล (bioavailability คือสัดส่วนของสารที่เข้าสู่กระแสเลือดได้จริง) สูงกว่าไธอะมิน
  • ระดับในเลือด: งานวิจัยในผู้ป่วยเบาหวานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetes Care ปี 2012 พบว่ากลุ่มที่ได้เบนโฟไทอะมีน 300 มก. ต่อวัน มีระดับไธอะมินในเลือดสูงขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับยาหลอก

แต่ "เข้าเลือดได้มากกว่า" ไม่ได้แปลว่า "ช่วยอาการได้จริง" เสมอไป หัวข้อถัดไปจะเห็นว่าระดับในเลือดสูงขึ้น แต่การทำงานของเส้นประสาทไม่ได้ต่างจากยาหลอก

บนฉลากเขียนแบบไหน แยกอย่างไรว่าเป็นตัวไหน

ถ้าฉลากเขียนว่า "วิตามินบี 1" "ไธอะมิน" "ไธอะมินไฮโดรคลอไรด์" หรือ "ไธอะมินโมโนไนเตรต" แปลว่าเป็นวิตามินบี 1 รูปธรรมดา สถาบัน Linus Pauling ระบุว่าอาหารเสริมส่วนใหญ่ใช้วิตามินบี 1 สองรูปนี้

เบนโฟไทอะมีนเป็นสารคนละชื่อ ฉลากต้องเขียนคำว่า "เบนโฟไทอะมีน" หรือ "benfotiamine" ถ้าไม่เห็นคำนี้ ให้ถือว่าไม่ใช่เบนโฟไทอะมีน

เคล็ดลับการอ่านฉลาก

  • ดูชื่อสารให้ครบ ไม่ดูแค่คำว่า "บี 1"
  • ดูปริมาณเป็นมิลลิกรัมต่อเม็ดหรือต่อแคปซูล และวิธีรับประทานต่อวัน
  • ถ้ากินวิตามินบีหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน ให้นำทุกกล่องไปให้เภสัชกรดูรวม เพราะวิตามินบี 6 ขนาดสูงมากเป็นเวลานานอาจทำให้ปลายประสาทเสื่อมได้ตามข้อมูลของสถาบัน Linus Pauling

งานวิจัยเรื่องอาการชาจากเบาหวานใช้ตัวไหน และผลเป็นอย่างไร

งานวิจัยแบบสุ่มที่มียาหลอกเรื่องปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานส่วนใหญ่ใช้เบนโฟไทอะมีน และผลยังไม่สอดคล้องกัน ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (diabetic polyneuropathy) คือภาวะที่เส้นประสาทส่วนปลายเสียหายจากน้ำตาลสูงนาน ทำให้ชา เหน็บ หรือแสบร้อนที่เท้าและมือ

สรุปงานหลักที่เปิดอ่านบทคัดย่อจาก PubMed

  • งาน BENDIP (เยอรมนี ตีพิมพ์ปี 2008): สุ่มผู้ป่วย 165 คน ได้เบนโฟไทอะมีน 600 มก. หรือ 300 มก. ต่อวัน หรือยาหลอก นาน 6 สัปดาห์ คะแนนอาการปลายประสาท (NSS) ต่างอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในกลุ่มที่กินครบตามแผน (p=0.033) แต่เมื่อวิเคราะห์ทุกคนที่ถูกสุ่ม ผลไม่ถึงเกณฑ์นัยสำคัญ (p=0.055) และคะแนนอาการรวม (TSS) ไม่ต่างกัน
  • งานในเบาหวานชนิดที่ 1 (นอร์เวย์ Diabetes Care ปี 2012): 67 คน ได้เบนโฟไทอะมีน 300 มก. ต่อวันหรือยาหลอก นาน 24 เดือน ระดับไธอะมินในเลือดสูงขึ้น แต่การทำงานของเส้นประสาทส่วนปลายและสารบ่งชี้การอักเสบไม่ต่างจากยาหลอก
  • งาน BOND (เยอรมนี ตีพิมพ์ปี 2026): ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอาการปลายประสาทระดับน้อยถึงปานกลาง 57 คน ได้เบนโฟไทอะมีน 300 มก. วันละ 2 ครั้งหรือยาหลอก นาน 12 เดือน ตัวชี้วัดหลัก (ความยาวเส้นใยประสาทที่กระจกตา) ไม่ต่างกัน ตัวชี้วัดรองด้านโครงสร้าง การทำงานของเส้นประสาท อาการ และคุณภาพชีวิตก็ใกล้เคียงกัน ผู้วิจัยสรุปว่ายาทนได้ดีแต่ไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ บทคัดย่อแจ้งว่ามีผู้ร่วมวิจัยเป็นพนักงานของบริษัทยา

ข้อสังเกตคือ งานที่ดูดีเป็นงานสั้น 6 สัปดาห์ ส่วนงานที่ติดตาม 1–2 ปีไม่พบผลต่อเส้นประสาท และขนาดที่ใช้ศึกษาคือ 300–600 มก. ต่อวัน

ความเชื่อที่พบบ่อย: วิตามินบี 1 ขนาดสูงแก้ชาได้จริงไหม

ยังไม่มีหลักฐานว่าวิตามินบี 1 ขนาดสูงทำให้อาการชาจากเบาหวานหายในคนที่ไม่ได้ขาดวิตามินบี 1 ความเชื่อนี้มักมาจากการเอางานวิจัยของเบนโฟไทอะมีนมาเล่าเหมือนเป็นวิตามินบี 1 ธรรมดา ทั้งที่เป็นสารคนละรูปแบบ และงานระยะยาวของเบนโฟไทอะมีนเองก็ไม่พบผล

วิตามินบี 1 จะมีประโยชน์ชัดเจนเมื่อร่างกาย "ขาดจริง" เช่น เหน็บชาจากขาดไธอะมิน ซึ่งต้องให้แพทย์วินิจฉัยและรักษา ไม่ใช่การเดาเองจากอาการชา

อาการชาปลายมือปลายเท้ามีหลายสาเหตุ เช่น เบาหวาน ขาดวิตามินบี 12 สุรา ยาบางชนิด และโรคอื่น ๆ ถ้าซื้อวิตามินมากินเองแล้วรอดูอาการ อาจทำให้ไปตรวจหาสาเหตุช้า อ่านเปรียบเทียบสาเหตุได้ที่ ชาปลายมือปลายเท้าขาดวิตามินอะไร และเรื่องคนเป็นเบาหวานกับวิตามินบีที่ เป็นเบาหวานกินวิตามินบีรวมได้ไหม

ใครเสี่ยงขาดวิตามินบี 1 บ้าง

กลุ่มที่เสี่ยงขาดวิตามินบี 1 คือคนดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะบางชนิด ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กินอาหารบางอย่างเป็นประจำ ข้อมูลจากสถาบัน Linus Pauling และ MedlinePlus สรุปได้ดังนี้

  • ดื่มสุราเรื้อรัง: MedlinePlus ระบุว่าสุราทำให้ร่างกายดูดซึมไธอะมินจากอาหารได้ยาก และเป็นสาเหตุหลักของการขาดวิตามินบี 1 ในสหรัฐฯ
  • ยาขับปัสสาวะฟูโรเซไมด์: สถาบัน Linus Pauling อ้างงานขนาดเล็ก 25 คนที่พบว่าผู้ใช้ฟูโรเซไมด์ตั้งแต่ 80 มก. ต่อวันขึ้นไป ขาดไธอะมินถึง 98% เพราะยาทำให้ขับวิตามินบี 1 ออกทางปัสสาวะมากขึ้น
  • หัวใจล้มเหลว: การวิเคราะห์รวมงานสังเกต 9 งานที่สถาบันเดียวกันอ้างถึง พบว่าผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเสี่ยงขาดไธอะมินสูงกว่าคนทั่วไปราว 2.5 เท่า
  • เบาหวาน: มีรายงานว่าผู้ป่วยเบาหวานมีไธอะมินในเลือดต่ำและไตขับออกมากกว่าปกติ
  • อาหารบางอย่าง: สถาบัน Linus Pauling ระบุว่าปลาน้ำจืดดิบและหอยดิบมีเอนไซม์ที่ทำลายไธอะมิน (ความร้อนจากการปรุงสุกทำลายเอนไซม์นี้ได้) และการดื่มชาหรือกาแฟปริมาณมาก การเคี้ยวใบชาหรือหมาก อาจทำให้ระดับไธอะมินลดลง สำหรับคนไทย จึงควรกินปลาร้าและอาหารจากปลาน้ำจืดแบบปรุงสุก

ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะหรือมีโรคหัวใจ ห้ามหยุดยาเอง ถ้ากังวลเรื่องวิตามินบี 1 ให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจหรือไม่

วิตามินบี 1 ขนาดสูงอันตรายไหม

วิตามินบี 1 แบบกินยังไม่มีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวัน (UL) สถาบัน Linus Pauling อธิบายว่าคณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสหรัฐฯ ไม่ได้กำหนด UL เพราะไม่พบพิษชัดเจนจากการกินระยะยาวถึง 200 มก. ต่อวัน และ MedlinePlus ระบุว่ายังไม่มีรายงานพิษจากการได้รับไธอะมินมากเกินไป

ข้อยกเว้นที่มีรายงานคือการแพ้รุนแรงซึ่งพบน้อยมาก และเกิดกับการฉีดเข้าหลอดเลือดดำขนาดสูง ไม่ใช่การกิน

ส่วนเบนโฟไทอะมีน งาน BENDIP และ BOND รายงานว่าผู้เข้าร่วมทนต่อสารได้ดี แต่เป็นข้อมูลในช่วงเวลาที่ศึกษาเท่านั้น คนที่ใช้ยาประจำหลายตัวควรบอกแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่เริ่มกินวิตามินหรืออาหารเสริมใหม่

เมื่อไรต้องไปพบแพทย์

ควรไปพบแพทย์ถ้ามีอาการชา เหน็บ หรือแสบร้อนที่มือเท้านานหลายสัปดาห์ เป็นมากขึ้น หรือเริ่มเดินเซ แพทย์จะตรวจหาสาเหตุ เช่น ตรวจน้ำตาล ระดับวิตามินบี 12 และการทำงานของไต อ่านรายละเอียดการตรวจได้ที่ ปลายประสาทอักเสบตรวจยังไง

ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจเท้าตามนัด และดูเท้าตัวเองทุกวัน ถ้ามีแผลที่เท้าไม่หาย ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว

ถ้ามีอาการ ข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกขึ้นมาทันที
  • หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
  • คนที่ดื่มสุราหนักแล้วมีอาการสับสน เดินเซ หรือกลอกตาผิดปกติ (อาจเป็นภาวะสมองผิดปกติจากขาดวิตามินบี 1 ตามที่สถาบัน Linus Pauling อธิบาย)

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 บรรจุ 30 แคปซูล ฉลากให้รับประทานวันละ 1 แคปซูล

ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ ตามฉลากต่อ 1 แคปซูล

  • วิตามินบี 1 100 มก. — ฉลากไม่ได้ระบุรูปเกลือ และไม่ใช่เบนโฟไทอะมีน ปริมาณนี้คิดเป็นราว 83–91 เท่าของค่าแนะนำต่อวันของผู้ใหญ่ไทย (คำนวณ) และวิตามินบี 1 ไม่มี UL งานวิจัยเรื่องอาการชาจากเบาหวานส่วนใหญ่ใช้เบนโฟไทอะมีน 300–600 มก. ต่อวัน ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์คนละรูปแบบกับวิตามินบี 1 ในแคปซูลนี้ และผลยังไม่สอดคล้องกัน (งาน 2 ปีไม่พบผลต่อเส้นประสาท) จึงนำผลมาเทียบกันไม่ได้ และยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินบี 1 ขนาด 100 มก. ช่วยอาการชา
  • กรดอัลฟาไลโปอิก 50 มก. — สารนี้มีงานวิจัยในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปลายประสาท โดยใช้ 600–1,800 มก. ต่อวัน มากกว่าในแคปซูล 12–36 เท่า ผลช่วยเรื่องคะแนนอาการในระยะสั้น แต่งานที่ติดตาม 4 ปีไม่พบผลที่ตัวชี้วัดหลัก
  • วิตามินบี 6 2 มก. — ราว 118–133% ของค่าแนะนำผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไป (คำนวณ) ห่างมากจากขนาดที่มีรายงานว่าทำให้ปลายประสาทเสื่อม แต่ต้องนับรวมถ้ากินวิตามินบีรวมขนาดสูงตัวอื่นอยู่
  • วิตามินบี 12 600 ไมโครกรัม — น้อยกว่าขนาดที่ใช้รักษาภาวะขาดวิตามินบี 12 แบบกินในงานวิจัย (1,000–2,000 ไมโครกรัมต่อวัน) จึงไม่ใช้แทนการตรวจและการรักษาจากแพทย์

ส่วนประกอบแต่ละตัวในผลิตภัณฑ์นี้มีงานวิจัยในคน แต่หลายงานใช้ปริมาณมากกว่าในแคปซูลหลายเท่า บางงานให้ผลไม่ชัดหรือไม่พบประโยชน์ และยังไม่มีงานวิจัยของสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง

คำเตือนบนฉลาก: "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" และ "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" ฉลากมีกรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค"

แคปซูลยังมีวิตามินเค 2 (MK-7) ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณจากฉลาก) โคเอนไซม์คิวเท็น 30 มก. และแมกนีเซียม ซึ่งทั้ง 3 ตัวเกี่ยวกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด งานในอาสาสมัครพบว่า MK-7 เพียง 10–45 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ค่า INR เปลี่ยนได้ โคเอนไซม์คิวเท็นมีรายงานลดฤทธิ์วาร์ฟาริน และสถาบัน Linus Pauling ระบุว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกิน ผู้ที่ใช้วาร์ฟารินจึงไม่ควรเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลเรื่องยาตัดสินใจ

คำแนะนำของเรา (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เป็นโรคไต ใช้ยาเบาหวาน หรือใช้ยาประจำอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

เบนโฟไทอะมีนกับวิตามินบี 1 เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนกัน เบนโฟไทอะมีนเป็นสารสังเคราะห์ที่ละลายในไขมัน ร่างกายเปลี่ยนเป็นไธอะมินได้และดูดซึมได้ดีกว่า ส่วนวิตามินบี 1 บนฉลากทั่วไปมักเป็นไธอะมินไฮโดรคลอไรด์หรือโมโนไนเตรต

เบนโฟไทอะมีนแก้ชาจากเบาหวานได้ไหม

ยังไม่มีหลักฐานที่ชัด งาน 6 สัปดาห์พบคะแนนอาการดีขึ้นเฉพาะบางการวิเคราะห์ แต่งานที่ติดตาม 12 และ 24 เดือนไม่พบผลต่อการทำงานของเส้นประสาทเมื่อเทียบกับยาหลอก

วิตามินบี 1 กินเยอะเกินอันตรายไหม

วิตามินบี 1 แบบกินยังไม่มีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่รับได้ เพราะไม่พบพิษชัดเจนจากการกินระยะยาวถึง 200 มก. ต่อวัน การแพ้รุนแรงพบน้อยมากและมักเกิดกับการฉีดขนาดสูง

ใครเสี่ยงขาดวิตามินบี 1

คนดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะฟูโรเซไมด์ ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กินปลาน้ำจืดดิบหรือหอยดิบเป็นประจำ ถ้าสงสัยให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจหรือไม่ และห้ามหยุดยาเอง

ดูฉลากยังไงว่าเป็นเบนโฟไทอะมีน

ฉลากต้องเขียนคำว่าเบนโฟไทอะมีนหรือ benfotiamine ไว้ชัดเจน ถ้าเขียนเพียงวิตามินบี 1 ไธอะมิน ไธอะมินไฮโดรคลอไรด์ หรือไธอะมินโมโนไนเตรต แปลว่าเป็นวิตามินบี 1 รูปธรรมดา

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-11-06

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท