บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

ALA กรดอัลฟาไลโปอิก กินตอนไหน กี่มิลลิกรัม คนกินยาเบาหวานต้องระวังอะไร

คำตอบสั้น: Linus Pauling Institute (ทบทวน ม.ค. 2562) ระบุว่า กรดอัลฟาไลโปอิก (ALA) แบบกินดูดซึมได้ดีกว่าตอนท้องว่าง การกินพร้อมอาหารทำให้ดูดซึมลดลง แต่แหล่งไม่ได้กำหนดว่าต้องกินก่อนอาหารกี่นาที งานวิจัยในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปลายประสาทใช้ 600–1,800 มก. ต่อวัน ไม่มีปริมาณแนะนำต่อวันสำหรับคนทั่วไป และ ผู้ใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลินต้องระวังน้ำตาลต่ำ ห้ามปรับยาเอง ให้ติดตามน้ำตาลตามที่แพทย์สั่ง

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ALA เป็นสารที่ร่างกายสร้างเองได้ ในอาหารมีน้อยมาก ส่วนในผลิตภัณฑ์เสริมมีราว 50–600 มก.
  • อาหารลดการดูดซึม ระดับสูงสุดในเลือดลดราวร้อยละ 30 แหล่งระบุว่าดูดซึมได้ดีกว่าตอนท้องว่าง แต่ไม่ได้กำหนดจำนวนนาทีก่อนอาหาร
  • งานปลายประสาทจากเบาหวานใช้ 600–1,800 มก. ต่อวัน งาน 4 ปีที่ใช้ 600 มก. ไม่ผ่านตัวชี้วัดหลัก
  • ผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวานชนิดกิน ในทางทฤษฎีเสี่ยงน้ำตาลต่ำ ต้องติดตามน้ำตาลใกล้ชิด
  • มีรายงานพบน้อยของภาวะน้ำตาลต่ำจากภูมิต้านอินซูลิน ส่วนใหญ่ในคนญี่ปุ่น
  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือผื่น ลมพิษ คัน และอาการทางเดินอาหาร
  • ผู้ที่รับเคมีบำบัด หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นม และเด็ก ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และเก็บให้พ้นมือเด็ก

ALA คืออะไร ร่างกายได้มาจากไหน

กรดอัลฟาไลโปอิก (alpha-lipoic acid) หรือกรดไธออกติก เป็นสารที่ร่างกายคนสร้างเองได้ Linus Pauling Institute อธิบายว่า ALA ที่ร่างกายสร้างจะจับอยู่กับโปรตีน และทำหน้าที่เป็นตัวช่วยของเอนไซม์หลายชุดในไมโทคอนเดรีย ซึ่งเกี่ยวกับการสร้างพลังงานและการสลายกรดอะมิโน

ALA ในอาหารก็อยู่ในรูปที่จับกับโปรตีน แหล่งเดียวกันระบุว่าเนื้อเยื่อสัตว์ที่มีมากคือไต หัวใจ และตับ ส่วนผักที่มีมากคือผักโขมและบรอกโคลี แต่ยังไม่มีฐานข้อมูลปริมาณในอาหารที่เผยแพร่

ALA ในผลิตภัณฑ์เสริมต่างจากในอาหาร เพราะเป็นรูปอิสระที่ไม่จับกับโปรตีน และ Linus Pauling Institute ระบุว่าปริมาณในผลิตภัณฑ์เสริม (50–600 มก.) น่าจะมากกว่าที่ได้จากอาหารถึงราว 1,000 เท่า ในเยอรมนี ALA ได้รับอนุมัติเป็นยาตามใบสั่งแพทย์สำหรับปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นส่วนผสมของ R-ALA กับ S-ALA อย่างละครึ่ง (เรียกว่า racemic) แหล่งเดียวกันระบุว่ายังไม่มีงานเผยแพร่ที่เปรียบเทียบการดูดซึมของแบบผสมกับแบบ R อย่างเดียวโดยตรง

อ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ กรดอัลฟาไลโปอิกคืออะไร

ALA กินตอนไหน ทำไมงานวิจัยมักให้กินตอนท้องว่าง

Linus Pauling Institute ระบุว่า การกินพร้อมอาหารทำให้ระดับ ALA สูงสุดในเลือดลดลงราวร้อยละ 30 และปริมาณรวมในเลือดลดลงราวร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับการกินตอนไม่มีอาหาร และสรุปว่าดูดซึมได้ดีกว่าตอนท้องว่าง หน้าที่เราเปิดอ่าน (2 พ.ย. 2569) ไม่ได้กำหนดว่าต้องกินก่อนอาหารกี่นาที

แหล่งเดียวกันระบุว่า ALA ที่กินเข้าไปมักถึงระดับสูงสุดในเลือดภายในราว 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า แล้วลดลงเร็ว ทั้งสองรูปถูกเผาผลาญและขับออกเร็ว

ผู้ที่ใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลินอยู่ แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้ศึกษาว่าเวลาที่กิน ALA มีผลต่อความเสี่ยงน้ำตาลต่ำหรือไม่ ข้อที่มีคือ Linus Pauling Institute ให้ติดตามน้ำตาลใกล้ชิดเมื่อเพิ่ม ALA เข้าไปในการรักษาเบาหวาน และ NHS หน้าน้ำตาลต่ำ (ทบทวน 3 ส.ค. 2566) แนะนำผู้ใช้ยาเบาหวานไม่ให้งดหรือเลื่อนมื้ออาหาร จึงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดเวลาให้ และถ้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีวิธีรับประทานบนฉลาก ให้ทำตามฉลาก

ALA กินวันละกี่มิลลิกรัม งานวิจัยใช้เท่าไร

ยังไม่มีปริมาณแนะนำต่อวันสำหรับคนทั่วไปในแหล่งที่เราเปิดอ่าน ตัวเลขที่มีคือขนาดในงานวิจัยของผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปลายประสาท

  • งาน SYDNEY 2 (ตีพิมพ์ 2549): 181 คน ให้ ALA 600, 1,200 หรือ 1,800 มก. วันละครั้ง เทียบยาหลอก นาน 5 สัปดาห์ คะแนนอาการ (ปวดแปลบ ปวดแสบร้อน เหน็บ ชา) ลดลงร้อยละ 51, 48 และ 52 เทียบกับร้อยละ 32 ในกลุ่มยาหลอก คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นตามขนาด ผู้วิจัยเห็นว่า 600 มก. ให้ความคุ้มค่าเทียบความเสี่ยงดีกว่าขนาดอื่น
  • งาน NATHAN 1 (ตีพิมพ์ 2554): 460 คนที่มีปลายประสาทเสื่อมระดับน้อยถึงปานกลาง ให้ 600 มก. ต่อวันนาน 4 ปี ตัวชี้วัดหลักไม่ต่างจากยาหลอก ตัวชี้วัดรองบางตัวดีกว่า
  • การวิเคราะห์รวมปี 2566: 10 งาน 1,242 คน ใช้แบบกิน 600–1,800 มก. ต่อวัน คะแนนอาการดีขึ้นตามขนาด แต่ระดับความปวด การรับรู้แรงสั่นสะเทือน และการนำไฟฟ้าของเส้นประสาทไม่ดีขึ้น

Linus Pauling Institute ระบุข้อสังเกตว่า งานเรื่อง ALA กับปลายประสาทจากเบาหวานหลายงานทำโดยคณะวิจัยในเยอรมนีกลุ่มเดียว และได้ทุนจากผู้ผลิต ALA ในเยอรมนี

ADA Standards of Care 2025 ระบุว่ายังไม่มีการรักษาเฉพาะที่ย้อนความเสียหายของเส้นประสาท การคุมน้ำตาลช่วยป้องกันหรือชะลอได้แต่ไม่ทำให้เส้นประสาทที่เสียไปกลับคืน และให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนตรวจเท้าด้วยเส้นใยทดสอบความรู้สึกทุกปี อ่านรายละเอียดงานวิจัยได้ที่ ALA กับปลายประสาทจากเบาหวาน งานวิจัยว่าอย่างไร

คนกินยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลิน ต้องระวังอะไร

Linus Pauling Institute ระบุว่า ในทางทฤษฎี ALA อาจช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น จึงอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำในผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวานชนิดกิน และควรติดตามระดับน้ำตาลใกล้ชิด แหล่งเดียวกันระบุว่างานในอาสาสมัครสุขภาพดี 24 คน ที่ให้ ALA 600 มก. ครั้งเดียว ไม่พบการตีกันที่มีนัยสำคัญกับยาไกลเบนคลาไมด์หรืออะคาร์โบส งานนี้เล็กและให้ครั้งเดียว จึงบอกผลระยะยาวไม่ได้

ภาวะน้ำตาลต่ำจากภูมิต้านอินซูลิน (IAS): MSKCC (ปรับ 31 ก.ค. 2569) ระบุว่า ALA อาจกระตุ้นภาวะนี้ในผู้ที่มียีนเสี่ยงกลุ่ม HLA-DRB1 มีรายงานราว 27 ราย ส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น ภาวะนี้ทำให้น้ำตาลต่ำซ้ำ ๆ และรายงานส่วนใหญ่ใช้ขนาด 600 มก. แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้บอกว่าขนาดต่ำกว่านี้ทำให้เกิดได้หรือไม่

อาการน้ำตาลต่ำที่ NHS ระบุ ได้แก่ หิว เวียนศีรษะ กังวลหรือหงุดหงิด เหงื่อออก มือสั่น ชาที่ริมฝีปาก ใจสั่น เหนื่อยหรืออ่อนแรง ตามัว และสับสน

  • ผู้ใช้ยาเบาหวานที่มีอาการเหล่านี้ ให้ตรวจน้ำตาลถ้าทำได้ และแก้ตามที่ทีมรักษาสอนไว้
  • ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเบาหวานและอินซูลินเอง ถ้าน้ำตาลต่ำบ่อยขึ้นหลังเริ่มอาหารเสริมใด ให้แจ้งแพทย์ พร้อมบอกชื่อผลิตภัณฑ์
  • NHS ให้พบแพทย์ถ้าน้ำตาลต่ำบ่อย เคยน้ำตาลต่ำรุนแรง หรือน้ำตาลต่ำตอนกลางคืน

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 เมื่อผู้ป่วยเบาหวานมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ (NHS หน้าน้ำตาลต่ำ ทบทวน 3 ส.ค. 2566 จัดเป็นอาการน้ำตาลต่ำรุนแรง และให้โทร 999 เมื่อผู้ป่วยไม่ตอบสนองตามปกติหรือหมดสติแล้วไม่มีหรือฉีดยากลูคากอนไม่เป็น)

  • ชัก
  • ไม่ตอบสนองตามปกติ
  • หมดสติ

NHS ระบุว่าถ้าหมดสติ ห้ามป้อนอาหารหรือน้ำ เพราะกลืนไม่ได้อย่างปลอดภัย ให้จัดท่านอนตะแคงพักฟื้น อ่านเพิ่มที่ น้ำตาลต่ำ อาการและวิธีแก้

ALA กินกับยาไทรอยด์ได้ไหม

แหล่งที่เราเปิดอ่าน (Linus Pauling Institute และ MSKCC) ไม่ได้ระบุว่า ALA ตีกับยาไทรอยด์ เราจึงไม่ยืนยันทั้งในทางว่าตีกันหรือในทางว่าปลอดภัย ข้อมูลที่ใกล้เคียงมี 2 เรื่อง

  • ประวัติของภาวะภูมิต้านอินซูลิน: งานจากญี่ปุ่น (ตีพิมพ์ 2552) ระบุว่า ภาวะนี้เดิมสัมพันธ์กับยาเมไทมาโซล ซึ่งเป็นยารักษาไทรอยด์เป็นพิษ และตั้งแต่ปี 2546 มีรายงานภาวะนี้จาก ALA เพิ่มขึ้นเร็ว ข้อนี้เป็นเรื่องของภาวะน้ำตาลต่ำ ไม่ใช่การตีกันระหว่าง ALA กับยาไทรอยด์โดยตรง
  • ผลิตภัณฑ์รวมหลายสาร: ถ้า ALA อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียมด้วย แมกนีเซียมและยาลดกรดเป็นสิ่งที่ต้องกินห่างจากยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีนตามที่เภสัชกรแนะนำ

ผู้ที่ใช้ยาไทรอยด์ให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มอาหารเสริมใด อ่านเรื่องยาไทรอยด์กับอาหารเสริมได้ที่ ยาไทรอยด์กับอาหารเสริม

ALA มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

Linus Pauling Institute ระบุว่าโดยรวม ALA ขนาดสูงมีผลข้างเคียงร้ายแรงน้อยในงานวิจัย และระบุว่างาน 4 ปีที่ใช้ 600 มก. ต่อวันพบอุบัติการณ์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ไม่ต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ แต่บทคัดย่อของงานนั้น (NATHAN 1) รายงานว่าเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรงพบร้อยละ 38.1 ในกลุ่ม ALA เทียบกับร้อยละ 28.0 ในกลุ่มยาหลอก ข้อนี้เป็นผลในกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ในงานวิจัย ไม่ได้รับรองว่าปลอดภัยสำหรับทุกคน ผลข้างเคียงที่รายงานมีดังนี้

  • ผิวหนัง: ผื่น ลมพิษ คัน เป็นผลข้างเคียงที่รายงานบ่อยของการกิน ALA
  • ทางเดินอาหารและอื่น ๆ: ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และเวียนศีรษะ งานหนึ่งพบว่าคลื่นไส้ อาเจียน และเวียนศีรษะเพิ่มตามขนาด
  • ปัสสาวะมีกลิ่น: พบในผู้ที่กิน 1,200 มก. ต่อวัน
  • แพ้รุนแรง: มีรายงานหลังให้ ALA ทางหลอดเลือด ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง คือปากหรือคอบวมขึ้นทันที หรือหายใจลำบาก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)

ใครไม่ควรเริ่ม ALA เอง

  • ผู้ใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: ต้องให้แพทย์รู้ และติดตามน้ำตาลตามที่แพทย์สั่ง
  • ผู้ป่วยมะเร็งที่รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง: MSKCC ระบุว่า ALA อาจลดผลของการรักษาเพราะมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ให้ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • หญิงตั้งครรภ์: Linus Pauling Institute ระบุว่าควรพิจารณาเฉพาะภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • หญิงให้นมบุตร: แหล่งเดียวกันระบุว่ายังไม่มีข้อมูลความปลอดภัย จึงไม่ส่งเสริมให้ใช้
  • เด็ก: มีรายงานเด็กอายุ 20 เดือนกินเม็ด ALA 600 มก. 4 เม็ดโดยบังเอิญ แล้วชัก หมดสติ ต้องเข้าโรงพยาบาล เก็บผลิตภัณฑ์ให้พ้นมือเด็ก
  • ผู้ที่มีอาการชาหรือปวดปลายมือปลายเท้า: ให้พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุก่อน เพราะ ADA ระบุว่าต้องพิจารณาสาเหตุอื่นด้วย เช่น สุรา ยาเคมีบำบัด ขาดวิตามินบี 12 ไทรอยด์ทำงานต่ำ และโรคไต

Linus Pauling Institute ยังระบุว่า ALA มีโครงสร้างคล้ายไบโอติน และในหนูทดลองที่ได้ ALA ขนาดสูงทางการฉีด กิจกรรมของเอนไซม์ที่ใช้ไบโอตินลดลง แต่ยังไม่ทราบว่าในคนมีผลต่อความต้องการไบโอตินหรือไม่

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด หนึ่งกล่องมี 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. (น้ำหนักสุทธิ 27 กรัม) วิธีรับประทานตามฉลากคือ วันละ 1 แคปซูล เลข อย. หมายถึงการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ได้รับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · เปลือกแคปซูลเป็นเจลาติน

ตัวเลขที่คำนวณจากฉลาก: ฉลากไม่ได้บอกปริมาณแมกนีเซียมธาตุ เมื่อคำนวณจากสูตรเคมีของแมกนีเซียมออกไซด์ได้ราว 265 มก. และจากเกรด "(20%)" ของบิสไกลซิเนตได้ราว 20 มก. รวมเป็นแมกนีเซียมราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ตัวเลขนี้ยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยใบวิเคราะห์ (COA) ส่วนวิตามินเค 2 (MK-7) ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) วิตามินดี 3 ราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) และวิตามินบี 12 0.6 มก. คือ 600 ไมโครกรัม

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" และ "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ข้อความ "ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ"

เทียบ ALA ในแคปซูลกับขนาดในงานวิจัย: ฉลากระบุกรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. ไม่ระบุว่าเป็นแบบ R หรือแบบผสม และไม่ทราบว่าตัวเลข 50 มก. หักความบริสุทธิ์แล้วหรือยัง เราจึงเขียนตามฉลากว่า 50 มก.

  • งานปลายประสาทจากเบาหวาน (SYDNEY 2, NATHAN 1 และการวิเคราะห์รวม) ศึกษา 600–1,800 มก. ต่อวัน ราว 12–36 เท่าของแคปซูล (คำนวณ) ผลช่วยคะแนนอาการระยะสั้น แต่งาน 4 ปีไม่ผ่านตัวชี้วัดหลัก
  • ไม่พบงานวิจัยที่ใช้ ALA 50 มก.
  • ฉลากระบุเพียง "วันละ 1 แคปซูล" ไม่ได้ระบุให้กินก่อนอาหาร ข้อมูลเรื่องอาหารลดการดูดซึมข้างต้นเป็นข้อมูลของ ALA แบบเดี่ยว ไม่ใช่คำแนะนำของฉลาก ถ้ามียาประจำ ให้เภสัชกรช่วยกำหนดเวลา

ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดอาการชาหรือปวดปลายประสาท หรือลดน้ำตาลในเลือด และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้โดยตรง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก)

  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" ส่วนหญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์ (Linus Pauling Institute ไม่ส่งเสริมให้ใช้ ALA ขณะให้นม) และเก็บให้พ้นมือเด็ก
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · คำแนะนำของบทความ: ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสินก่อน งานในอาสาสมัครพบว่า MK-7 เพียง 10–20 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ค่า INR (ค่าการแข็งตัวของเลือด) เปลี่ยนในบางคน ขณะที่แคปซูลมี MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และมีรายงานว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีกรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่ง Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำเมื่อใช้คู่กับยาเบาหวาน ให้ติดตามน้ำตาลตามแพทย์สั่ง และห้ามปรับยาเอง
  • ผู้ใช้ยาประจำตัว: ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
  • ผู้ป่วยโรคไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงต่อภาวะแมกนีเซียมเกิน
  • กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่: แมกนีเซียมในแคปซูลคิดเป็นราว 80% ของเพดาน 350 มก. ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) ถ้านับรวมแหล่งอื่นอาจเกินเพดานและเสี่ยงท้องเสีย
  • ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: หน้ายาไซโปรฟลอกซาซินของ MedlinePlus (ปรับ 15 ส.ค. 2569) ให้กินผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียมอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังยา · หน้ายาด็อกซีไซคลิน (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ให้ห่าง 1–2 ชั่วโมง · ยากระดูกพรุนอเลนโดรเนต MedlinePlus (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ระบุว่าหลังกินยาห้ามกินอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาอื่นรวมทั้งวิตามินอย่างน้อย 30 นาที ขณะที่ Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ให้ห่าง 2 ชั่วโมง · ยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน MedlinePlus (ปรับ 15 ก.พ. 2562 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ไม่ได้ระบุชั่วโมงสำหรับแมกนีเซียม · หน้ายากาบาเพนติน (ยาปวดปลายประสาท) MedlinePlus (ปรับ 15 พ.ค. 2563) ให้กินยาลดกรดอย่าง Maalox หรือ Mylanta ก่อนกาบาเพนตินอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ให้เภสัชกรจัดเวลาทุกตัว
  • ผู้ที่รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง: MSKCC ระบุว่าโคเอนไซม์คิวเท็นและกรดอัลฟาไลโปอิกอาจลดผลของเคมีบำบัดและการฉายแสงจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (ข้อมูลที่ MSKCC อ้างเรื่องโคคิวเท็นกับการฉายแสงเป็นงานในหนูทดลอง ยังไม่ใช่ผลในคน) ให้ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • ท้องเสียง่าย: แมกนีเซียมออกไซด์อาจทำให้ถ่ายเหลว ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งให้หยุดและปรึกษาแพทย์
  • แพ้ส่วนประกอบหรือไม่บริโภคเจลาติน: Linus Pauling Institute ระบุว่า ALA อาจทำให้ผื่นคัน และเปลือกแคปซูลทำจากเจลาติน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงวาร์ฟารินและยาละลายลิ่มเลือดอื่น ยาเบาหวาน อินซูลิน ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาหัวใจ ยาลดกรด และยาขับปัสสาวะ แม้จะเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS ห้ามขับรถไปเอง)

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบหรือกดทับ (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • เจ็บหน้าอกที่ร้าวไปแขน คอ หรือกราม (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว ยกแขนไม่ขึ้น (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • พูดไม่ชัด หรือสับสนขึ้นมาทันที (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567) แม้อาการจะหายไปเองแล้วก็ต้องไป
  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นทันที (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หรือคอตีบแน่นจนกลืนลำบาก (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หมดสติ หรือปลุกไม่ตื่น (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

ALA กินตอนไหน

Linus Pauling Institute ระบุว่า ALA ดูดซึมได้ดีกว่าตอนท้องว่าง และการกินพร้อมอาหารทำให้ดูดซึมลดลง แต่ไม่ได้กำหนดจำนวนนาทีก่อนอาหาร ผู้ใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลินให้แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดเวลา และถ้าผลิตภัณฑ์มีวิธีรับประทานบนฉลาก ให้ทำตามฉลาก

ALA กินวันละกี่มิลลิกรัม

แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่มีปริมาณแนะนำสำหรับคนทั่วไป งานในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการปลายประสาทใช้ 600–1,800 มก. ต่อวัน และงาน 4 ปีที่ใช้ 600 มก. ไม่ผ่านตัวชี้วัดหลัก

กินยาเบาหวานอยู่ กิน ALA ได้ไหม

Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีเสี่ยงน้ำตาลต่ำในผู้ใช้อินซูลินหรือยาเบาหวานชนิดกิน และต้องติดตามน้ำตาลใกล้ชิด ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และห้ามหยุดหรือลดยาเบาหวานเอง

ALA ช่วยอาการชาจากเบาหวานไหม

งานระยะสั้นที่ใช้ 600–1,800 มก. ต่อวันพบคะแนนอาการลดลง แต่งาน 4 ปีไม่ผ่านตัวชี้วัดหลัก และ ADA ระบุว่ายังไม่มีการรักษาเฉพาะที่ย้อนความเสียหายของเส้นประสาท อาการชาต้องให้แพทย์หาสาเหตุ

ALA มีผลข้างเคียงไหม

ผลข้างเคียงที่รายงานบ่อยคือผื่น ลมพิษ คัน รองลงมาคือปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และเวียนศีรษะ มีรายงานพบน้อยของน้ำตาลต่ำจากภูมิต้านอินซูลิน ส่วนใหญ่ในคนญี่ปุ่น และต้องเก็บให้พ้นมือเด็ก

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท