บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

แพ้อาหารทะเลเกิดจากสารอะไร แพ้ไอโอดีนจริงไหม ฉีดสีทำ CT ได้หรือเปล่า

คำตอบสั้น: แพ้อาหารทะเลเกิดจากโปรตีนในอาหารทะเล ได้แก่ ทรอโปไมโอซินในกุ้ง ปู หอย หมึก และพาร์วัลบูมินในปลา ไม่ได้เกิดจากไอโอดีน งานทบทวนในวารสาร Journal of Emergency Medicine (ปี 2553) สรุปว่า "ไอโอดีนไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้" และการแพ้สัตว์น้ำมีเปลือกไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงแพ้สารทึบรังสีที่ฉีดเข้าหลอดเลือดมากกว่าการแพ้อย่างอื่น แต่คนที่มีประวัติภูมิแพ้โดยรวมมีความเสี่ยงสูงขึ้นบ้าง จึงยังต้องแจ้งประวัติแพ้ทุกอย่างให้แพทย์และเจ้าหน้าที่รังสีทราบทุกครั้ง การตัดสินใจเรื่องฉีดสี ยาที่ให้ก่อน หรือชนิดของสาร เป็นหน้าที่ของแพทย์

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • แพ้อาหารทะเล = แพ้โปรตีน ทรอโปไมโอซินในสัตว์น้ำมีเปลือก และพาร์วัลบูมินในปลา
  • ไอโอดีนไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ (Journal of Emergency Medicine 2553) และไม่ใช่โปรตีน จึงกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ไม่ได้ (คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2559)
  • ความเสี่ยงแพ้สารทึบรังสีของคนแพ้อาหารทะเล ใกล้เคียงกับคนที่แพ้อาหารอื่นหรือเป็นหอบหืด
  • เคยแพ้สารทึบรังสีมาก่อน เป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องบอกแพทย์ทุกครั้ง
  • อย่าปฏิเสธการตรวจที่จำเป็นเพราะกลัวแพ้ไอโอดีน ให้คุยกับแพทย์

แพ้อาหารทะเลเกิดจากสารอะไร

เกิดจากโปรตีนในอาหารทะเล บทความวิชาการเรื่องการแพ้อาหารทะเลของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เชียงใหม่เวชสาร ปี 2559) ระบุว่า

  • ปลา สารก่อภูมิแพ้หลักคือพาร์วัลบูมิน (parvalbumin) โปรตีนในกล้ามเนื้อปลาที่ทนความร้อน
  • สัตว์น้ำมีเปลือก ทั้งกลุ่มกุ้งปูและกลุ่มหอยหมึก สารก่อภูมิแพ้หลักคือทรอโปไมโอซิน (tropomyosin) ในกล้ามเนื้อ
  • มีโปรตีนอื่นที่ทำให้แพ้ได้ เช่น อาร์จินีนไคเนสในกุ้งกุลาดำ และฮีโมไซยานินที่มีรายงานจากไทยในผู้ที่แพ้เฉพาะกุ้งแม่น้ำ

MedlinePlus (หน้าแพ้อาหาร) อธิบายว่าในคนที่แพ้อาหาร ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินไป และหลั่งสารอย่างฮีสตามีนออกมาจนเกิดอาการ อ่านเรื่องสารก่อภูมิแพ้ในกุ้งเพิ่มได้ที่ แพ้กุ้งเกิดจากอะไร

อาการที่คล้ายแพ้แต่ไม่ใช่การแพ้ บทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าอาการไม่พึงประสงค์จากอาหารทะเลบางอย่างไม่ได้เกิดจากการแพ้ เช่น พิษจากปลาที่เก็บไม่ดีจนเกิดฮีสตามีนในเนื้อปลา สารพิษในหอยบางชนิด ปู หรือปลาปักเป้าที่มีผลต่อระบบประสาท และสารซัลไฟต์ที่ใช้ถนอมอาหารทะเลแปรรูป งานทบทวนในวารสาร Clinical and Experimental Allergy (ปี 2553) ระบุทำนองเดียวกันว่าสิ่งปนเปื้อน เช่น พยาธิ แบคทีเรีย ไวรัส สารพิษจากทะเล และเอมีนชีวภาพ ทำให้เกิดอาการคล้ายการแพ้ได้

แพ้อาหารทะเลคือแพ้ไอโอดีน จริงไหม

ไม่จริงตามแหล่งที่เราเปิดอ่าน บทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เล่าว่าในอดีตมีความเชื่อว่าคนแพ้อาหารทะเลเพราะแพ้ไอโอดีน และสารทึบรังสีที่ใช้มากในอดีตก็มีไอโอดีน จึงเชื่อกันว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวกัน คนแพ้อาหารทะเลจึงมักถูกแนะนำให้เลี่ยงสารทึบรังสี แต่ความรู้ปัจจุบันพบว่าการแพ้อาหารทะเลไม่ได้เกิดจากไอโอดีน และไอโอดีนไม่ใช่โปรตีนหรือเปปไทด์ จึงกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ไม่ได้

งานทบทวนในวารสาร Journal of Emergency Medicine (ปี 2553) ซึ่งผู้เขียนสองคนค้นงานวิจัยอย่างเป็นระบบ รวมถึงจุดยืนขององค์กรที่เกี่ยวข้อง สรุปว่าไอโอดีนไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ และการแพ้สัตว์น้ำมีเปลือกไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาจากสารทึบรังสีที่ฉีดเข้าหลอดเลือด มากไปกว่าการแพ้อย่างอื่น

คนแพ้อาหารทะเลฉีดสีทำ CT ได้ไหม

แหล่งข้อมูลไม่ได้ห้าม แต่การตัดสินใจเป็นของแพทย์ที่ดูแล ข้อมูลจากงานทบทวนในวารสาร Journal of Emergency Medicine (ปี 2553)

  • ความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาต่อสารทึบรังสีอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2–17 ขึ้นกับชนิดสาร ความรุนแรงที่นับ และประวัติภูมิแพ้
  • ความเสี่ยงของคนแพ้อาหารทะเล ใกล้เคียงกับคนที่แพ้อาหารอื่นหรือเป็นหอบหืด
  • ปฏิกิริยารุนแรงพบร้อยละ 0.02–0.5 และเสียชีวิตร้อยละ 0.0006–0.006 ซึ่งไม่ได้สัมพันธ์กับ "แพ้ไอโอดีน" แพ้อาหารทะเล หรือเคยมีปฏิกิริยาต่อสารทึบรังสี
  • ตัวเลขความเสี่ยงที่สูงหลายตัวมาจากยุคก่อนที่สารทึบรังสีชนิดออสโมลาลิตีต่ำจะใช้แพร่หลาย (เริ่มมีในปี 2531)

บทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าคนแพ้อาหารทะเลมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากสารทึบรังสีเพิ่มขึ้นจริง แต่เท่ากับคนที่แพ้อาหารอื่น เช่น นม ไข่ ถั่ว โดยสูงกว่าคนที่ไม่มีประวัติภูมิแพ้ราว 3 เท่า และอธิบายว่าการแพ้สารทึบรังสีเป็นปฏิกิริยาคล้ายแพ้ (anaphylactoid) ที่สัมพันธ์กับค่าออสโมลาริตีสูงของสาร ไม่ได้ผ่าน IgE MedlinePlus (หน้าแพ้รุนแรง ทบทวน 20 ม.ค. 2569) ระบุเช่นกันว่ายาบางชนิดรวมถึงสีเอกซเรย์ทำให้เกิดปฏิกิริยาคล้ายแพ้รุนแรงได้ แม้ไม่ใช่กลไกภูมิคุ้มกันแบบเดียวกัน แต่อาการ ความเสี่ยง และการรักษาเหมือนกัน

เรื่องยาที่ให้ก่อนฉีดสี บทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าการให้ยาล่วงหน้า 12 ชั่วโมงช่วยลดผลข้างเคียงได้ แต่ผลข้างเคียงชนิดรุนแรงไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และในคนที่เสี่ยงสูง การเปลี่ยนเป็นสารทึบรังสีชนิดไม่แตกตัวและออสโมลาร์ต่ำช่วยลดผลข้างเคียงได้ ผู้ป่วยห้ามกินยาสเตียรอยด์หรือยาแก้แพ้เองก่อนตรวจ ให้ทำตามที่แพทย์สั่ง

ทำไมยังต้องบอกแพทย์เรื่องประวัติแพ้ทุกครั้ง

เพราะประวัติภูมิแพ้โดยรวมยังมีผลต่อความเสี่ยง งานทบทวนในวารสาร Journal of Emergency Medicine (ปี 2553) ระบุว่า

  • คนที่มีภูมิแพ้โดยทั่วไป (atopy) มีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาจากสารทึบรังสีเพิ่มขึ้น แม้ความเสี่ยงโดยรวมยังต่ำ
  • คนที่เคยมีปฏิกิริยาต่อสารทึบรังสีมาก่อน มีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาเล็กน้อยสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 7–17 แม้ยังไม่พบว่าเพิ่มปฏิกิริยารุนแรง

บทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าการถามเฉพาะประวัติแพ้อาหารทะเลก่อนให้สารทึบรังสีไม่มีประโยชน์ ควรถามประวัติโรคภูมิแพ้ทั้งหมด เพราะผู้ที่แพ้อย่างอื่นก็มีความเสี่ยงเพิ่มพอ ๆ กัน

คำแนะนำของบทความ: ก่อนตรวจที่ต้องฉีดสี ผ่าตัด หรือรับยาใหม่ ให้บอกแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกอย่างที่เคยแพ้ ทั้งอาหาร ยา สารทึบรังสี ยางลาเท็กซ์ และอาการที่เกิด รวมถึงโรคหอบหืดและยาที่ใช้อยู่ ถ้าเคยแพ้ยา อ่านเพิ่มได้ที่ แพ้ยารุนแรง สังเกตอย่างไร

เบตาดีนกับเกลือเสริมไอโอดีน คนแพ้อาหารทะเลใช้ได้ไหม

เรื่องยาฆ่าเชื้อที่มีไอโอดีน งานในวารสาร Emergency Radiology (ปี 2565 จากไอร์แลนด์) ทบทวนเอกสารและแนวทางสากล แล้วสอบถามแพทย์โรงพยาบาล 87 คนด้วยสถานการณ์สมมติ ผู้วิจัยระบุว่าการให้สารทึบรังสีตามขั้นตอนปกติเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในทุกสถานการณ์ที่ถาม ได้แก่ การแพ้กีวี ปลา อาหารหลายชนิด สัตว์น้ำมีเปลือก เบตาดีน และทิงเจอร์ไอโอดีน แต่แพทย์ที่ตอบถูกในกรณีแพ้สัตว์น้ำมีเปลือกมีเพียงร้อยละ 32 และกรณีแพ้เบตาดีนร้อยละ 18 ผู้วิจัยสรุปว่าความเข้าใจผิดนี้ยังพบในแพทย์รุ่นเยาว์ งานนี้ไม่ได้บอกว่าคนที่เคยแพ้เบตาดีนใช้เบตาดีนซ้ำได้ ผู้ที่เคยมีอาการหลังทาเบตาดีนให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกร

เรื่องเกลือเสริมไอโอดีน แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้พูดถึงเกลือเสริมไอโอดีนกับคนแพ้อาหารทะเลโดยตรง เราจึงไม่สรุปแทนแหล่ง สิ่งที่แหล่งระบุคือการแพ้อาหารทะเลเกิดจากโปรตีน และไอโอดีนไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ ผู้ที่ยังกังวลหรือเคยมีอาการหลังอาหารที่ไม่มีอาหารทะเล ให้ปรึกษาแพทย์

ความเข้าใจผิดอื่นที่พบบ่อย

  • "แพ้ปลาก็ต้องแพ้กุ้ง" บทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าปลากับสัตว์น้ำมีเปลือกใช้สารก่อภูมิแพ้ต่างกัน จึงไม่น่าแพ้ข้ามกัน แต่บางการศึกษาพบคนที่แพ้ทั้งสองกลุ่ม อ่านต่อได้ที่ แพ้กุ้งห้ามกินอะไร
  • "ทำให้สุกแล้วไม่แพ้" บทความเดียวกันระบุว่าหลังปรุงสุก โปรตีนในปลาและสัตว์น้ำมีเปลือกเปลี่ยนไปและก่อภูมิแพ้ได้มากขึ้นในงานส่วนใหญ่
  • "แพ้อาหารทะเลเดี๋ยวก็หาย" MedlinePlus ระบุว่าแพ้สัตว์น้ำมีเปลือกมักเป็นไปตลอดชีวิต และบทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าการแพ้อาหารทะเลในผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นตลอดชีวิต
  • "เคยฉีดสีแล้วไม่เป็นอะไร แปลว่าแพ้อาหารทะเลไม่มีปัญหา" สองเรื่องนี้แยกกัน การแพ้อาหารทะเลยังต้องเลี่ยงอาหารนั้นและเตรียมแผนรับมือตามที่แพทย์ให้

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่งหลังกินอาหารทะเลหรือหลังได้รับยาหรือสารทึบรังสี เช่น ปาก ลิ้น หรือคอบวม หายใจลำบาก คอแน่น หรือเป็นลม อ่านสัญญาณอันตรายเพิ่มได้ที่ แพ้รุนแรงเฉียบพลัน ผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนหรือใช้ยาแก้แพ้ตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ก่อนตรวจที่ต้องฉีดสีหรือผ่าตัด ให้แจ้งแพทย์ว่ากินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอะไรอยู่บ้าง

สำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเล: ส่วนประกอบที่ฉลากระบุไม่มีอาหารทะเล แต่มียีสต์ ขิง กระชาย และแคปซูลเจลาตินที่ฉลากไม่ระบุว่าทำจากสัตว์ชนิดใด ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัยสำหรับผู้แพ้อาหาร ผู้ที่แพ้ปลา ควรสอบถามผู้ผลิตก่อน เพราะบทความของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่ามีรายงานผู้แพ้ปลาที่แพ้เจลาตินจากปลา ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดการแพ้อาหารทะเล ลดความเสี่ยงต่อการแพ้สารทึบรังสี หรือใช้แทนยาที่แพทย์ให้ก่อนการตรวจ ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง

ส่วนประกอบที่มักถูกถามในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้

  • ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. ต่อแคปซูล (2 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — คิดเป็นราว 118% ของค่าแนะนำสำหรับผู้ชายอายุ 51 ปีขึ้นไป และราว 133% สำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีขึ้นไป (คำนวณ จากข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563) เป็นวิตามินที่ร่างกายต้องได้จากอาหาร เราไม่พบงานวิจัยที่เปิดได้ว่าวิตามินบีขนาดนี้ช่วยภูมิแพ้ หวัด หรือหอบหืดในคนที่ไม่ขาด และไม่พบงานเรื่องการแพ้อาหารทะเล สถาบันไลนัส พอลิง มหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตต (ปรับปรุง พ.ค. 2567) ระบุว่าการกินไพริดอกซินขนาดสูงมากเป็นเวลานานทำให้ปลายประสาทรับความรู้สึกเสียหายได้ โดยทั่วไปเกิดเมื่อกินเกินวันละ 1,000 มก. และมีรายงานผู้ป่วยไม่กี่รายที่กินต่ำกว่าวันละ 500 มก. นานหลายเดือนถึงหลายปี สหรัฐฯ จึงกำหนดระดับสูงสุดที่รับได้ของผู้ใหญ่ไว้วันละ 100 มก. ปริมาณในแคปซูลต่ำกว่านั้นมาก แต่ผู้ที่กินวิตามินบีรวมหลายผลิตภัณฑ์ให้นับรวมทุกแหล่ง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
  • กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง (คำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก ไม่ใช่คำเตือนบนฉลาก)

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาทาผิว ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการงดอาหารที่แพ้ ยาแก้แพ้ ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง หรืออะดรีนาลีน

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • ลิ้นหรือใบหน้าบวม
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีดมาก หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
  • คอแน่น หรือกลืนลำบาก
  • ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • สับสน ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
  • เป็นลม หรือหมดสติและปลุกไม่ตื่น
  • เด็กตัวอ่อนปวกเปียก หรือไม่ตอบสนองเหมือนปกติ
  • หอบหืดกำเริบ แล้วใช้ยาพ่นบรรเทาอาการตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
  • หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว

รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้อาหาร (ทบทวน 20 ส.ค. 2569) แพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) ลมพิษ (ทบทวน 26 เม.ย. 2567) และหอบหืด (ทบทวน 7 เม.ย. 2568) รวมกับหน้าลมพิษของ MedlinePlus (ทบทวน 1 เม.ย. 2568) ที่ให้โทรเรียกรถฉุกเฉินเมื่อเป็นลม หายใจเหนื่อย คอแน่น ลิ้นหรือใบหน้าบวม หรือหายใจมีเสียงหวีด หน้า NHS แพ้รุนแรงระบุว่า ผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนให้ใช้ทันทีถ้ามี แล้วโทรเรียกรถพยาบาล และหน้า NHS แพ้อาหารระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง คำแนะนำของบทความ: อย่ารอดูอาการด้วยยาแก้แพ้ชนิดกิน

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

แพ้อาหารทะเลเกิดจากสารอะไร

เกิดจากโปรตีนในอาหารทะเล สารก่อภูมิแพ้หลักของสัตว์น้ำมีเปลือกคือทรอโปไมโอซิน และของปลาคือพาร์วัลบูมิน ตามบทความของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ได้เกิดจากไอโอดีน

แพ้อาหารทะเลคือแพ้ไอโอดีนใช่ไหม

ไม่ใช่ งานทบทวนใน Journal of Emergency Medicine (ปี 2553) สรุปว่าไอโอดีนไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ และบทความของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าไอโอดีนไม่ใช่โปรตีน จึงกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ไม่ได้

แพ้อาหารทะเลฉีดสีทำ CT ได้ไหม

งานทบทวนระบุว่าการแพ้สัตว์น้ำมีเปลือกไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงแพ้สารทึบรังสีมากกว่าการแพ้อย่างอื่น แต่คนที่มีภูมิแพ้โดยรวมเสี่ยงสูงขึ้นบ้าง จึงต้องแจ้งประวัติแพ้ทุกอย่าง และให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการฉีดสีและยาที่ให้ก่อน

ทำไมต้องบอกหมอว่าแพ้อาหารทะเลถ้าไม่เกี่ยวกับไอโอดีน

เพราะประวัติภูมิแพ้โดยรวม เช่น แพ้อาหาร หอบหืด หรือเคยแพ้สารทึบรังสี มีผลต่อความเสี่ยง แพทย์ควรรู้ประวัติแพ้ทั้งหมดเพื่อวางแผนการตรวจอย่างปลอดภัย

คนแพ้อาหารทะเลกินเกลือเสริมไอโอดีนได้ไหม

แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้พูดถึงเกลือเสริมไอโอดีนโดยตรง แต่ระบุว่าการแพ้อาหารทะเลเกิดจากโปรตีน และไอโอดีนไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ ผู้ที่กังวลหรือเคยมีอาการหลังอาหารอื่นให้ปรึกษาแพทย์

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท