บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

แพ้ยา อาการออกตอนไหน ผื่นแบบไหนรุนแรง และทำไมต้องพกบัตรแพ้ยา

คำตอบสั้น: อาการแพ้ยาเกิดได้ทั้งทันทีหลังได้ยา หลายชั่วโมงต่อมา และบางชนิดเกิดหลังเริ่มยาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ส่วนใหญ่เป็นผื่นหรือลมพิษไม่รุนแรง แต่ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง เช่น กลุ่มอาการสตีเวนส์-จอห์นสัน (SJS) อาจเริ่มด้วยไข้ เจ็บคอ แล้วมีผื่นวงกลมตรงกลางสีเข้ม ผิวพอง ลอก ปาก ตา และอวัยวะเพศเป็นแผล ถ้ามีอาการแบบนี้ หรือปาก คอบวม หายใจลำบาก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 และนำยาทุกตัวไปด้วย ผู้ที่เคยแพ้ยาควรพกบัตรแพ้ยาและแสดงทุกครั้งที่รับบริการ

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • อาการแพ้ยาที่พบบ่อย MedlinePlus ระบุว่าส่วนใหญ่เป็นผื่นหรือลมพิษเล็กน้อย อาจเกิดทันทีหรือหลายชั่วโมงหลังได้ยา
  • แพ้ยาชนิดออกช้า เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า SJS และ TEN มักเกิดราว 1–3 สัปดาห์หลังได้ยาครั้งแรก ส่วน DRESS เกิดราว 2–6 สัปดาห์ บางครั้งนานถึง 8 สัปดาห์
  • ยาที่ NHS เชื่อมโยงกับ SJS เช่น อัลโลพูรินอล (ยาโรคเกาต์) ยากันชักบางตัว ยาซัลฟา และยาแก้ปวดกลุ่มออกซิแคม
  • บัตรแพ้ยา แสดงต่อแพทย์ เภสัชกร และทันตแพทย์ทุกครั้งก่อนรับบริการ
  • สมุนไพรและอาหารเสริม ต้องบอกแพทย์ทุกครั้ง เพราะอาจตีกับยาหรือเป็นสาเหตุของอาการได้

แพ้ยาคืออะไร ต่างจากผลข้างเคียงของยาอย่างไร

แพ้ยาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน MedlinePlus (หน้าแพ้ยา ทบทวน 20 ม.ค. 2569) อธิบายว่าครั้งแรกที่ได้ยาอาจไม่มีอาการ แต่ร่างกายอาจสร้างแอนติบอดีต่อยานั้น ครั้งต่อไปที่ได้ยาจึงเกิดปฏิกิริยาแพ้ เอกสารคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าการแพ้ยาเกิดได้กับยาทุกประเภท แต่ไม่ได้เกิดกับทุกคน

ผลข้างเคียงไม่ใช่การแพ้เสมอไป MedlinePlus ระบุว่าผลข้างเคียงส่วนใหญ่ของยาไม่ได้เกิดจากการแพ้ เช่น คลื่นไส้ และหลายคนเข้าใจผิดว่าผลข้างเคียงที่ไม่สบายตัวแต่ไม่รุนแรงคือการแพ้ยา MedlinePlus ยกตัวอย่างว่าแอสไพรินทำให้เกิดลมพิษหรือกระตุ้นหอบหืดได้ โดยไม่ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน

คำแนะนำของบทความ: ไม่ว่าจะเป็นการแพ้หรือผลข้างเคียง ให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรว่ามีอาการอะไรหลังกินยาตัวไหน เพื่อให้บันทึกได้ถูก และห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง ถ้ามีอาการฉุกเฉิน ให้ไปโรงพยาบาลทันทีพร้อมนำยาทุกตัวไปด้วย แล้วให้แพทย์ที่โรงพยาบาลเป็นผู้ตัดสินเรื่องยา

แพ้ยา อาการออกตอนไหน

แพ้ยาแบบเกิดเร็ว MedlinePlus ระบุว่าอาการอาจเกิดทันทีหรือหลายชั่วโมงหลังได้ยา อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ลมพิษ
  • คันผิวหนังหรือคันตา
  • ผื่น
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือหน้าบวม
  • หายใจมีเสียงหวีด

แพ้รุนแรง (anaphylaxis) MedlinePlus ระบุอาการ เช่น ปวดท้อง สับสน ท้องเสีย หายใจลำบากมีเสียงหวีดหรือเสียงแหบ เวียนศีรษะ เป็นลม หน้ามืด ลมพิษหลายตำแหน่ง คลื่นไส้ อาเจียน ชีพจรเร็ว และใจสั่น NHS (หน้าแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) ระบุว่ายาที่ทำให้แพ้รุนแรงได้ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด และยาระงับความรู้สึก

แพ้ยาแบบออกช้า เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดผื่นแพ้ยารุนแรง (SCARs) เป็นการแพ้แบบไม่เฉียบพลัน แบ่งเป็น 4 แบบ และให้ระยะเวลาหลังได้ยาที่เป็นสาเหตุครั้งแรกไว้ดังนี้

  • AGEP ราว 1–2 วัน ผื่นนูนแดงทั่วตัว ร่วมกับตุ่มหนองเล็ก ๆ จำนวนมาก มักขึ้นตามข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และมักมีไข้สูง
  • SJS และ TEN ราว 1–3 สัปดาห์
  • DRESS ราว 2–6 สัปดาห์ บางครั้งนานถึง 8 สัปดาห์ ผื่นนูนและราบสีชมพูแดง ร่วมกับไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองโต หน้าบวม และอวัยวะภายในผิดปกติ เช่น ตับอักเสบ

MedlinePlus ยังระบุว่าภาวะซีรัมซิกเนส (serum sickness) เป็นปฏิกิริยาแบบออกช้าที่เกิดหลังได้ยาหรือวัคซีนตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป คำแนะนำของบทความ: ยาที่เริ่มมาหลายสัปดาห์แล้วก็ยังเป็นสาเหตุได้ตามระยะเวลาข้างต้น จึงควรบอกแพทย์ถึงยาทุกตัวที่เริ่มในช่วง 2 เดือนก่อนผื่นขึ้น รวมถึงยาที่หยุดไปแล้ว

ผื่นแพ้ยารุนแรง SJS สังเกตอย่างไร

SJS พบไม่บ่อย แต่รุนแรง NHS (หน้ากลุ่มอาการสตีเวนส์-จอห์นสัน ทบทวน 4 มี.ค. 2569) ระบุว่าภาวะนี้พบน้อย และความเสี่ยงต่ำ แม้จะใช้ยาที่รู้ว่าเป็นสาเหตุได้ อาการที่ NHS ระบุ ได้แก่

  • เริ่มด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง เจ็บคอ ไอ ปวดข้อ
  • ไม่กี่วันต่อมามีผื่น มักเป็นวงกลมที่ตรงกลางสีเข้มกว่าและขอบนอกสีจาง ขึ้นที่ลำตัวช่วงบนก่อน แล้วลามเร็วไปหน้า แขน ขา และอวัยวะเพศ ผื่นอาจคันหรือเจ็บ
  • จากนั้นเกิดตุ่มพองที่แตกเป็นแผลเจ็บ ผิวลอกง่าย
  • ตุ่มพองและแผลที่ริมฝีปาก ในปาก และคอ ทำให้กลืนเจ็บ ที่ท่อปัสสาวะทำให้ปัสสาวะเจ็บ และที่ตาทำให้ปวดตา แสบตาเมื่อเจอแสง และมองเห็นผิดปกติ
  • อาจท้องเสีย อาเจียน หรือหายใจมีเสียงหวีด

เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายระยะแรกของ SJS และ TEN ว่ารู้สึกปวด เจ็บ หรือแสบร้อนที่ผิว มีไข้ อ่อนเพลีย และผื่นแดงคล้ำคล้ายเป้าธนู แล้วผิวหลุดลอกคล้ายแผลไฟไหม้ ถ้าผิวลอกน้อยกว่าร้อยละ 10 ของร่างกายจัดเป็น SJS ถ้ามากกว่าร้อยละ 30 จัดเป็น TEN

ตัวเลขในประเทศไทย เอกสารเดียวกันอ้างฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ช่วงปี 2527–2552 พบผู้ป่วย SJS และ TEN รวม 8,507 ราย เสียชีวิตร้อยละ 2.5 และหลังรักษามีเพียงร้อยละ 24.8 ที่หายเป็นปกติโดยไม่มีร่องรอยเดิม

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ตามที่ NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน

  • ผื่นลามไปทั่วตัว หรือผื่นวงกลมที่ตรงกลางสีเข้มขอบนอกสีจาง หลังติดเชื้อหรือหลังเริ่มยาใหม่
  • มีผื่นที่ผิวคันหรือเจ็บ แดง บวม พอง หรือลอก
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • แน่นหน้าอกหรือคอแน่น
  • หายใจลำบาก หรือพูดลำบาก
  • ปาก หน้า ริมฝีปาก ลิ้น คอ หรือตา บวมหรือเจ็บ

NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง ให้คนอื่นขับไปหรือโทรเรียกรถพยาบาล และนำยาทุกตัวที่ใช้อยู่ไปด้วย NHS ระบุว่า SJS ต้องรักษาในโรงพยาบาล และในส่วนการรักษาระบุว่าถ้าคิดว่า SJS เกิดจากยาที่ใช้อยู่ ยานั้นจะถูกหยุด การตัดสินเรื่องยาจึงเป็นของแพทย์ที่โรงพยาบาล เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ฯ (ไม่ระบุวันที่) ใช้คำว่าให้รีบมาพบแพทย์ให้ทันท่วงที ส่วน NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน บทความนี้ยึดระดับที่เร็วกว่า

ยาอะไรที่พบว่าแพ้บ่อย

ยาที่ NHS เชื่อมโยงกับ SJS ได้แก่ อัลโลพูรินอล (ยาลดกรดยูริกของโรคเกาต์) คาร์บามาซีปีน ลาโมไตรจีน ฟีโนบาร์บิทัล และฟีนิโทอิน (ยากันชัก) เนวิราปีน (ยาต้านเอชไอวี) ยาแก้ปวดกลุ่มออกซิแคม เช่น เมล็อกซิแคมและไพร็อกซิแคม ยาซัลฟาเมทอกซาโซลและยาปฏิชีวนะกลุ่มซัลฟาอื่น และซัลฟาซาลาซีน

ยาที่ MedlinePlus ระบุว่าทำให้แพ้บ่อย ได้แก่ ยากันชัก อินซูลิน (ส่วนใหญ่เป็นอินซูลินจากสัตว์) สารทึบรังสีที่มีไอโอดีน ยาเพนิซิลลินและยาที่เกี่ยวข้อง และยาซัลฟา

ยาที่เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ฯ ระบุว่าเป็นสาเหตุบ่อย ของผื่นแพ้ยารุนแรงแต่ละแบบ เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินและแมคโครไลด์ (AGEP) ยาซัลฟา ยากันชักกลุ่มอะโรมาติก และอัลโลพูรินอล (DRESS) และยาเอ็นเสดกับเนวิราปีน (SJS และ TEN)

ห้ามหยุดยาเหล่านี้เองเพราะกลัวแพ้ NHS ย้ำว่าความเสี่ยงต่ำ ผู้ที่เพิ่งเริ่มยากลุ่มนี้ให้รู้จักอาการเตือน และถามแพทย์หรือเภสัชกรถ้ามีข้อสงสัย อ่านเรื่องยาที่ทำให้คันหรือผื่นได้ที่ ยาบางชนิดทำให้คันหรือขึ้นผื่นได้

ยีนกับการแพ้ยา NHS ระบุว่าบางครั้งยีนทำให้มีความเสี่ยง SJS สูงขึ้น เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ฯ ยกตัวอย่างการตรวจยีนก่อนเริ่มยาคาร์บามาซีปีน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณา NHS ยังระบุว่าผู้ที่เคยเป็น SJS จากยาตัวใด มีโอกาสเป็นซ้ำถ้าได้ยาตัวนั้นหรือยาที่คล้ายกันอีก และผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เป็นเอชไอวี หรือได้ยาเคมีบำบัด มีความเสี่ยงสูงขึ้น

บัตรแพ้ยาสำคัญอย่างไร ต้องบอกประวัติทุกครั้งไหม

ต้องบอกทุกครั้ง เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าผู้ที่เคยแพ้ยาควรแจ้งแพทย์ เภสัชกร หรือทันตแพทย์ พร้อมยื่นบัตรแพ้ยาทุกครั้งก่อนรับบริการ เพื่อป้องกันการแพ้ยาซ้ำ MedlinePlus ระบุว่าต้องหลีกเลี่ยงยาที่แพ้และยาที่คล้ายกัน และให้ผู้ดูแลสุขภาพทุกคน รวมถึงทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล รู้เรื่องการแพ้ยาของเราและของลูก NHS ระบุว่าผู้ที่เป็น SJS จากยา จะต้องเลี่ยงยานั้นและอาจรวมถึงยาที่คล้ายกันไปตลอดชีวิต

คำแนะนำของบทความ:

  • เก็บบัตรแพ้ยาไว้ในกระเป๋าสตางค์ และถ่ายรูปเก็บในโทรศัพท์
  • บอกลูกหลานหรือผู้ดูแลให้รู้ชื่อยาที่แพ้ เผื่อกรณีที่เราพูดเองไม่ได้
  • ทุกครั้งที่ซื้อยาที่ร้านยา ไปทำฟัน ผ่าตัด หรือตรวจที่ต้องฉีดสี ให้บอกก่อนเสมอ
  • ถ้าไม่มีบัตร ให้ถามโรงพยาบาลที่รักษาว่าบันทึกประวัติแพ้ยาไว้แล้วหรือยัง และขอบัตร

การทดสอบหลังหาย MedlinePlus ระบุว่าการทดสอบทางผิวหนังช่วยวินิจฉัยการแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลินได้ แต่ยาอื่นยังไม่มีการตรวจผิวหนังหรือเลือดที่ดีพอ เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ฯ ระบุว่าในกรณีที่สงสัยแพ้ยาแต่อาการไม่รุนแรง หลังหายดีแล้วแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจให้ทดสอบแบบแปะผิวหนัง (patch test) ซึ่งใช้เวลาอ่านผลราว 2–4 วัน การทดสอบทั้งหมดนี้ต้องทำโดยแพทย์ ห้ามลองกินยาที่เคยแพ้เพื่อทดสอบเอง

สมุนไพรและอาหารเสริมแพ้ได้ไหม ต้องบอกแพทย์ไหม

ต้องบอกทุกครั้ง NHS (หน้าแพ้อาหาร) ระบุว่าคนเราแพ้อาหารชนิดใดก็ได้ ส่วนศูนย์การแพทย์ผสมผสานแห่งชาติสหรัฐ (NCCIH หน้าใช้อาหารเสริมอย่างฉลาดรู้ ปรับปรุง ม.ค. 2562) ระบุว่า

  • อาหารเสริมอาจตีกับยา หรือมีความเสี่ยงถ้ามีโรคบางอย่าง หรือกำลังจะผ่าตัด
  • อาหารเสริมบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก หรือมีผลต่อยาระงับความรู้สึกระหว่างผ่าตัด ให้บอกแพทย์ล่วงหน้าให้นานเท่าที่ทำได้ว่ากินอาหารเสริมอะไรอยู่บ้าง
  • ถ้ามีผลข้างเคียงจากอาหารเสริม ให้หยุดอาหารเสริมนั้นแล้วติดต่อผู้ให้บริการสุขภาพ

คำแนะนำของบทความ: เวลาไปโรงพยาบาลเพราะผื่นขึ้น ให้นำทั้งยา สมุนไพร ยาหม้อ และอาหารเสริมทุกชนิดไปให้แพทย์ดู เพราะแพทย์ต้องดูทุกอย่างที่เริ่มกินในช่วงก่อนผื่นขึ้น อ่านสัญญาณที่บอกว่าอาจแพ้อาหารเสริมได้ที่ แพ้อาหารเสริม สังเกตอย่างไร

เมื่อไรต้องพบแพทย์

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด กรณีที่ MedlinePlus ให้ติดต่อแพทย์ เมื่อกินยาแล้วดูเหมือนมีปฏิกิริยาต่อยา เช่น ผื่นหรือลมพิษหลังเริ่มยาใหม่ ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง

ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่งของแพ้รุนแรงหรือผื่นแพ้ยารุนแรง เช่น หายใจลำบาก ปากหรือคอบวม ผื่นลามทั่วตัว ผิวพองหรือลอก ปาก ตา หรืออวัยวะเพศเป็นแผล MedlinePlus ระบุว่าหายใจลำบากหรืออาการของหอบหืดรุนแรงหรือแพ้รุนแรงเป็นภาวะฉุกเฉิน ผู้ที่แพทย์สั่งปากกาฉีดอะดรีนาลีนไว้ ให้ใช้ตามแผนแล้วโทร 1669 ดูรายการเต็มและขั้นตอนระหว่างรอท้ายบทความ อ่านสัญญาณเตือนเพิ่มได้ที่ สัญญาณเตือนแพ้รุนแรง

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก.

ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

เรื่องแพ้ยา: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ป้องกันการแพ้ยา ลดความรุนแรงของผื่นแพ้ยา หรือใช้แทนยาแก้แพ้ ยาสเตียรอยด์ หรืออะดรีนาลีนได้ ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ฉลากระบุส่วนประกอบสำคัญ 17 รายการ และแคปซูลเป็นเจลาติน ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาหรือแพ้อาหารหลายชนิดควรนำฉลากไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดูก่อน และถ้ามีผื่นหลังเริ่มกิน ให้หยุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้แล้วไปพบแพทย์ ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง

ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้

  • ผงกระชาย 75 มก. (150 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — งานในคนที่มีผลรายงานเป็นเรื่องอาหารไม่ย่อย (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตีพิมพ์ปี 2564) ใช้สารสกัดกระชายวันละ 1,050 มก. นาน 4 สัปดาห์ มากกว่าปริมาณผงกระชายในแคปซูลราว 7 เท่า (คำนวณ) และงานใช้สารสกัด ขณะที่ฉลากเป็นผง จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ในงานนี้มีผู้เข้าร่วม 2 รายที่ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นเล็กน้อย (กลุ่มละ 1 ราย) งานหลอดทดลองพบว่าสารพิโนสโตรบินในกระชายไม่ยับยั้งเอนไซม์ตับที่ใช้เปลี่ยนแปลงยา 7 ชนิด แต่เป็นผลในหลอดทดลอง ไม่ใช่ในคน สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวของกระชายแบบเข้มข้นหรือกินปริมาณสูงติดต่อกันนาน ผู้ที่เป็นโรคตับหรือกินยาหลายชนิดจึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ผู้ที่แพ้พืชตระกูลขิงควรเลี่ยง (ข้อสังเกตจากส่วนประกอบ)
  • คำแนะนำของบทความเรื่องยาประจำตัว ผลิตภัณฑ์นี้มีอาร์จินีน ขิง ม่อน และซิงค์ ซึ่งแผ่นหลักฐานระบุข้อควรระวังกับยาความดันและยาโรคหัวใจ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาเบาหวาน และยาปฏิชีวนะบางกลุ่มตามลำดับ ผู้ที่ใช้ยาประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และบอกทุกครั้งที่รับยาใหม่ว่ากินผลิตภัณฑ์นี้อยู่

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ

  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • เคยแพ้ยาหรือแพ้อาหารรุนแรง หรือแพ้ยีสต์ ขิง กระชาย: ปรึกษาแพทย์ก่อน และควรเลี่ยงถ้าแพ้ส่วนประกอบ
  • ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
  • กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง
  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาแก้แพ้ ยาทาหรือยากินสเตียรอยด์ ยาพ่นจมูก ยาสูดหรือยาพ่นหอบหืด ยาปฏิชีวนะ ยาความดัน ยาโรคหัวใจ และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาแก้แพ้ ยาทา ยาพ่นหอบหืด ยาที่แพทย์สั่ง อะดรีนาลีน หรือวัคซีนตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
  • หายใจเร็วมาก หรือหายใจลำบาก อาจมีเสียงหวีดมาก หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
  • คอแน่น หรือกลืนลำบาก
  • ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
  • สับสน ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
  • เป็นลมหมดสติและปลุกไม่ตื่น
  • หอบหืดกำเริบ แล้วรู้สึกแย่ลงเมื่อใดก็ตาม
  • หอบหืดกำเริบ ใช้ยาพ่นบรรเทาอาการถึงขนาดสูงสุดตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น
  • หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว
  • ผื่นลามไปทั่วตัว หรือผื่นวงกลมที่ตรงกลางสีเข้มขอบนอกสีจาง หลังเริ่มยาใหม่หรือหลังติดเชื้อ
  • มีผื่นที่ผิวเจ็บ บวม พอง หรือลอก
  • ปาก หน้า ริมฝีปาก ลิ้น คอ หรือตา บวมหรือเจ็บ

รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าแพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) ลมพิษ (ทบทวน 26 เม.ย. 2567) ภาวะบวมใต้ผิวหนัง (ทบทวน 25 ส.ค. 2569) หอบหืด (ทบทวน 7 เม.ย. 2568) และกลุ่มอาการสตีเวนส์-จอห์นสัน (ทบทวน 4 มี.ค. 2569)

ระหว่างรอรถพยาบาล หน้าแพ้รุนแรงของ NHS ให้ใช้ปากกาฉีดอะดรีนาลีนถ้ามี แล้วโทรเรียกรถพยาบาล ให้นอนราบ ยกขาได้ ถ้าหายใจลำบากให้ยกไหล่ขึ้นหรือค่อย ๆ ลุกนั่ง (หญิงตั้งครรภ์ให้นอนตะแคงซ้าย) ห้ามลุกยืนหรือเดินเลยแม้จะรู้สึกดีขึ้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหลัง 5 นาทีให้ใช้ปากกาอันที่ 2 หน้าหอบหืด ภาวะบวมใต้ผิวหนัง และกลุ่มอาการสตีเวนส์-จอห์นสันของ NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง คำแนะนำของบทความ: ห้ามกินยาแก้แพ้แล้วรอดูอาการแทนการโทร 1669

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

แพ้ยา อาการออกตอนไหน

MedlinePlus ระบุว่าอาการแพ้ยาอาจเกิดทันทีหรือหลายชั่วโมงหลังได้ยา ส่วนผื่นแพ้ยารุนแรงบางแบบเกิดช้า เอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า SJS และ TEN มักเกิดราว 1–3 สัปดาห์ และ DRESS ราว 2–6 สัปดาห์หลังได้ยาครั้งแรก

ผื่นแพ้ยาแบบไหนอันตราย

NHS จัดผื่นลามทั่วตัว ผื่นวงกลมตรงกลางสีเข้ม ผิวเจ็บ บวม พองหรือลอก ปาก หน้า หรือตาบวมหรือเจ็บ หรือหายใจลำบาก เป็นเหตุฉุกเฉิน ส่วนเอกสารของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ให้รีบพบแพทย์ถ้ามีผื่นร่วมกับไข้สูง หน้าบวม ผิวแสบหรือลอก หรือมีตุ่มหนองเล็ก ๆ จำนวนมาก มีข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 และนำยาทุกตัวไปด้วย

ยาอะไรที่แพ้บ่อย

MedlinePlus ระบุยาเพนิซิลลินและยาที่เกี่ยวข้อง ยาซัลฟา ยากันชัก อินซูลิน และสารทึบรังสีที่มีไอโอดีน ส่วน NHS เชื่อมโยง SJS กับอัลโลพูรินอล ยากันชักบางตัว ยาซัลฟา และยาแก้ปวดกลุ่มออกซิแคม แต่ความเสี่ยงโดยรวมต่ำ ห้ามหยุดยาเอง

บัตรแพ้ยาต้องใช้ตอนไหน

แสดงต่อแพทย์ เภสัชกร และทันตแพทย์ทุกครั้งก่อนรับบริการ รวมถึงตอนซื้อยาที่ร้านยา ผ่าตัด หรือตรวจที่ต้องฉีดสี เพื่อป้องกันการได้ยาที่เคยแพ้หรือยาที่คล้ายกันซ้ำ

แพ้สมุนไพรหรืออาหารเสริมได้ไหม

ได้ NHS ระบุว่าคนเราแพ้อาหารชนิดใดก็ได้ และ NCCIH แนะนำว่าถ้ามีผลข้างเคียงจากอาหารเสริมให้หยุดแล้วติดต่อผู้ให้บริการสุขภาพ ควรบอกแพทย์ทุกครั้งว่ากินสมุนไพรหรืออาหารเสริมอะไรอยู่

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท