บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

โคคิวเท็นกินตอนไหน วันละกี่มิลลิกรัม กินก่อนนอนหรือตอนท้องว่างได้ไหม

คำตอบสั้น: Linus Pauling Institute (ทบทวน พ.ค. 2561 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ระบุว่าโคเอนไซม์คิวเท็นละลายในไขมัน และ ดูดซึมได้ดีเมื่อกินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน ส่วนเรื่องกินก่อนนอน แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้กำหนดเวลาไว้ แต่ MSKCC ระบุว่า "นอนไม่หลับ" เป็นผลข้างเคียงเล็กน้อยที่พบได้ ไม่มีค่าแนะนำต่อวันจากหน่วยงานใด ขนาดในงานวิจัยแต่ละโรคต่างกันหลายเท่า และ ผู้ที่ใช้วาร์ฟารินห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสินก่อน

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารที่ร่างกายสร้างเองได้ จึงไม่ถูกนับเป็นวิตามิน (Linus Pauling Institute)
  • ละลายในไขมัน แหล่งข้อมูลระบุว่าดูดซึมได้ดีเมื่อกินพร้อมมื้อที่มีไขมัน
  • คาดว่ามีโคคิวเท็นจากการกินน้อยกว่าร้อยละ 5 ที่เข้าสู่กระแสเลือด
  • ยังไม่มีหน่วยงานใดกำหนดปริมาณที่แนะนำต่อวัน ขนาดในผลิตภัณฑ์เสริมสำหรับผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ อยู่ราว 30–100 มก. ต่อวัน
  • นอนไม่หลับ คลื่นไส้ ท้องเสีย เบื่ออาหาร เป็นผลข้างเคียงเล็กน้อยที่ MSKCC ระบุ
  • ผู้ใช้วาร์ฟาริน ผู้ที่รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง และผู้ใช้ยาทีโอฟิลลีน ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ใช้ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ห้ามหยุดหรือลดยาเอง แม้จะเริ่มรับประทานโคคิวเท็น

โคคิวเท็นคืออะไร ทำไมต้องรู้ว่าละลายในไขมัน

โคเอนไซม์คิวเท็นเป็นสารที่เซลล์แทบทุกชนิดในร่างกายสร้างขึ้นเอง Linus Pauling Institute (ทบทวน พ.ค. 2561) อธิบายว่าสารนี้อยู่ในกลุ่มยูบิควิโนน คนและสัตว์ทุกชนิดสร้างเองได้ จึงไม่ได้จัดเป็นวิตามิน

หน้าที่หลักที่แหล่งเดียวกันระบุคือ เป็นตัวรับส่งอิเล็กตรอนในไมโทคอนเดรีย (ส่วนผลิตพลังงานของเซลล์) ในการสร้าง ATP ซึ่งเป็นพลังงานที่เซลล์ใช้ และยังทำหน้าที่ต้านออกซิเดชันในเยื่อหุ้มเซลล์ หน้าที่เหล่านี้เป็นกลไกในร่างกาย ไม่ได้หมายความว่ากินเพิ่มแล้วจะมีพลังงานมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญต่อวิธีกินคือ โคคิวเท็นละลายในไขมัน (fat-soluble) Linus Pauling Institute เขียนว่า "ดูดซึมได้ดีเมื่อกินพร้อมไขมันในมื้ออาหาร" และระบุว่าคาดว่า โคคิวเท็นที่กินเข้าไปเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยกว่าร้อยละ 5

อ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ โคคิวเท็นคืออะไร

โคคิวเท็นกินตอนไหนดี กินพร้อมอาหารหรือตอนท้องว่าง

แหล่งที่เราเปิดอ่านพูดถึง "กินพร้อมอะไร" มากกว่า "กินกี่โมง" Linus Pauling Institute ระบุว่าโคคิวเท็นดูดซึมได้ดีเมื่อกินพร้อมไขมันในมื้ออาหาร ซึ่งสอดคล้องกับการที่สารนี้ละลายในไขมัน

แหล่งเดียวกันระบุว่า ถ้าใช้ขนาดเกิน 100 มก. ต่อวัน มักแบ่งกิน 2–3 ครั้งในวัน และระบุว่าการแบ่งกินอาจช่วยลดอาการทางเดินอาหาร ข้อนี้เป็นข้อมูลเรื่องการแบ่งขนาดในงานและในผลิตภัณฑ์ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำให้เพิ่มขนาด

กินตอนท้องว่างได้ไหม: แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้เขียนว่าการกินตอนท้องว่างเป็นอันตราย แต่ก็ไม่ได้แนะนำ ข้อที่มีคือ Linus Pauling Institute ระบุว่าดูดซึมได้ดีเมื่อกินพร้อมไขมันในมื้อ ถ้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่มีวิธีรับประทานบนฉลาก ให้ทำตามฉลากนั้น

ในชีวิตจริงของคนไทย มื้อที่มีไขมันอยู่แล้วมีหลายแบบ เช่น ข้าวกับไข่เจียว ผัดผักใส่น้ำมัน แกงกะทิ หรือข้าวต้มปลา ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันหรือของทอดเพิ่มเพื่อกินอาหารเสริม เพราะไขมันส่วนเกินมีผลต่อน้ำหนักและไขมันในเลือด

ถ้ากินยาประจำหลายตัว ให้เภสัชกรช่วยจัดเวลาทั้งหมดในครั้งเดียว ดูหลักการกว้าง ๆ เรื่องการจัดเวลาวิตามินกับยาได้ที่ กินวิตามินตอนไหนดี

กินโคคิวเท็นก่อนนอนแล้วนอนไม่หลับจริงไหม

MSKCC (ปรับ 29 ก.ย. 2569) ระบุว่าโคคิวเท็นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อย ได้แก่ นอนไม่หลับ คลื่นไส้ ท้องเสีย และเบื่ออาหาร หน้าเดียวกันส่วนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ระบุว่าคลื่นไส้ ท้องเสีย และเบื่ออาหารเป็นอาการที่ "พบไม่บ่อย"

แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้บอกว่าการกินก่อนนอนทำให้นอนไม่หลับมากกว่าการกินตอนเช้า และไม่ได้อธิบายกลไก จึงตอบได้เพียงว่า นอนไม่หลับเป็นผลข้างเคียงที่มีการระบุไว้ ส่วนผลของเวลาที่กินยังไม่มีแหล่งยืนยัน

ถ้าเริ่มผลิตภัณฑ์ใดแล้วนอนไม่หลับ ให้จดว่าเริ่มเมื่อไร กินเวลาไหน และมีอะไรเปลี่ยนในช่วงเดียวกันบ้าง เช่น ยาใหม่ กาแฟ ความเครียด แล้วนำไปปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ เพราะนอนไม่หลับมีหลายสาเหตุ

โคคิวเท็นกินวันละกี่มิลลิกรัม

ยังไม่มีปริมาณแนะนำต่อวันจากหน่วยงานใด Linus Pauling Institute ระบุว่าสถาบันการแพทย์แห่งชาติของสหรัฐฯ หรือหน่วยงานอื่นยังไม่ได้กำหนดค่าแนะนำการบริโภคโคคิวเท็น

ตัวเลขที่แหล่งเดียวกันให้ไว้มีดังนี้

  • จากอาหาร คนทั่วไปได้รับเฉลี่ยราว 3–6 มก. ต่อวัน (ประเมินจากแบบสอบถามความถี่การกินอาหาร)
  • ขนาดในผลิตภัณฑ์เสริมสำหรับผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ อยู่ราว 30–100 มก. ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าที่ได้จากอาหารมาก
  • ผู้ที่ขาดโคคิวเท็นจากโรคทางพันธุกรรม (พบน้อยมาก) ใช้ขนาดสูงมากภายใต้การดูแลของแพทย์

ขนาดในงานวิจัยแต่ละโรคต่างกันหลายเท่า เช่น งานในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวใช้ 300 มก. ต่อวันร่วมกับยาที่แพทย์สั่ง งานเรื่องปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตตินใช้ราว 100–600 มก. ต่อวันและผลยังขัดกัน ตัวเลขเหล่านี้คือขนาดที่ศึกษา ไม่ใช่ขนาดที่แนะนำให้ผู้อ่านใช้ อ่านผลงานวิจัยแต่ละเรื่องได้ที่ โคคิวเท็นช่วยเรื่องอะไรบ้าง งานวิจัยในคน

ถ้าแพทย์สั่งโคคิวเท็นเป็นการเฉพาะ ให้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้ใช้ตามฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น

ยูบิควิโนนกับยูบิควินอลต่างกันอย่างไร

สองชื่อนี้คือโคคิวเท็นตัวเดียวกันในสภาพทางเคมีต่างกัน Linus Pauling Institute อธิบายว่าโคคิวเท็นอยู่ได้ 3 สภาพ คือ ยูบิควินอล (ubiquinol) ซึ่งเป็นรูปที่รับอิเล็กตรอนไว้เต็ม ตัวกลางที่เรียกว่าเซมิควิโนน และยูบิควิโนน (ubiquinone) ซึ่งเป็นรูปที่เสียอิเล็กตรอนไปเต็ม และทั้งสามรูปเปลี่ยนกลับไปมาได้

  • ยูบิควิโนน: MSKCC ใช้ชื่อนี้เป็นอีกชื่อหนึ่งของโคเอนไซม์คิวเท็น
  • ยูบิควินอล: Linus Pauling Institute ระบุว่ารูปนี้เป็นสารต้านออกซิเดชันที่ละลายในไขมัน และในเซลล์มีเอนไซม์ที่เปลี่ยนรูปที่ถูกออกซิไดซ์กลับเป็นยูบิควินอลได้

รูปไหนดูดซึมดีกว่ากัน แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้เปรียบเทียบไว้ จึงยังสรุปไม่ได้ว่ารูปใดเหมาะกับใคร งานที่ใช้ยูบิควินอลก็มี เช่น งานเรื่องปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตติน (ตีพิมพ์ 2558) ในผู้ที่ยืนยันแล้วว่าปวดจากสแตติน 41 คน ใช้ยูบิควินอล 600 มก. ต่อวันนาน 8 สัปดาห์ และไม่พบว่าลดอาการปวด

เวลาอ่านฉลาก ให้ดูว่าฉลากระบุรูปไว้หรือไม่ ถ้าไม่ระบุ ให้ถามผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย ไม่ต้องเดา

กินโคคิวเท็นต่อเนื่องได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียงที่พบ

Linus Pauling Institute ระบุว่ายังไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่สำคัญจากการกินโคคิวเท็นในงานที่ใช้ 3,000 มก. ต่อวันนานถึง 8 เดือน 1,200 มก. ต่อวันนานถึง 16 เดือน และ 600 มก. ต่อวันนานถึง 30 เดือน ข้อนี้เป็นข้อมูลจากงานวิจัยในกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนใช้ได้ยาวโดยไม่ต้องติดตาม และข้อมูลหน้านี้ทบทวนครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ค. 2561

ผลข้างเคียงที่แหล่งข้อมูลระบุ

  • ทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ ท้องเสีย เบื่ออาหาร แสบร้อนกลางอก ไม่สบายท้อง Linus Pauling Institute ระบุว่าพบมากขึ้นเมื่อใช้ตั้งแต่ 200 มก. ต่อวัน
  • นอนไม่หลับ: MSKCC ระบุเป็นผลข้างเคียงเล็กน้อย
  • ให้นมบุตร: Linus Pauling Institute ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ จึงให้เลี่ยงขณะให้นมบุตร
  • ตั้งครรภ์: ผลิตภัณฑ์เสริมแต่ละตัวมีส่วนประกอบอื่นด้วย ต้องดูคำเตือนบนฉลาก และถามแพทย์ผู้ดูแลครรภ์ก่อน

ระยะเวลาที่เหมาะสมไม่มีแหล่งกำหนดไว้ ถ้าใช้ต่อเนื่อง ให้แจ้งแพทย์ทุกครั้งที่ไปตามนัด และนำขวดหรือกล่องไปให้ดูด้วย

ใครต้องถามแพทย์ก่อนเริ่มโคคิวเท็น

  • ผู้ใช้วาร์ฟาริน: Linus Pauling Institute ระบุว่ามีรายงานไม่กี่รายที่โคคิวเท็นลดฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดของวาร์ฟาริน และ ผู้ใช้วาร์ฟารินไม่ควรเริ่มโคคิวเท็นโดยไม่ปรึกษาผู้ดูแลการรักษา ถ้าใช้ร่วมกันต้องตรวจ INR บ่อย โดยเฉพาะ 2 สัปดาห์แรก ส่วน MSKCC ระบุทั้งว่าอาจต้านฤทธิ์วาร์ฟาริน และมีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • ผู้ที่รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง: MSKCC ระบุว่าโคคิวเท็นอาจทำให้การรักษาได้ผลน้อยลง (ข้อมูลที่อ้างเป็นงานในหนูทดลอง) ให้ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • ผู้ใช้ยาทีโอฟิลลีน (ยาขยายหลอดลม): MSKCC ระบุว่าโคคิวเท็นอาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยานี้
  • ผู้ใช้ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน: Linus Pauling Institute ระบุว่าสแตตินลดระดับโคคิวเท็นในเลือดได้ แต่ไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดผลข้างเคียง ถ้าปวดกล้ามเนื้อให้บอกแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง

รายละเอียดเรื่องยาตีกันอยู่ที่ โคคิวเท็นห้ามกินคู่กับอะไร

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด หนึ่งกล่องมี 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. (น้ำหนักสุทธิ 27 กรัม) วิธีรับประทานตามฉลากคือ วันละ 1 แคปซูล เลข อย. หมายถึงการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ได้รับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · เปลือกแคปซูลเป็นเจลาติน

ตัวเลขที่คำนวณจากฉลาก: ฉลากไม่ได้บอกปริมาณแมกนีเซียมธาตุ เมื่อคำนวณจากสูตรเคมีของแมกนีเซียมออกไซด์ได้ราว 265 มก. และจากเกรด "(20%)" ของบิสไกลซิเนตได้ราว 20 มก. รวมเป็นแมกนีเซียมราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ตัวเลขนี้ยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยใบวิเคราะห์ (COA) ส่วนวิตามินเค 2 (MK-7) ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) วิตามินดี 3 ราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) และวิตามินบี 12 0.6 มก. คือ 600 ไมโครกรัม

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" และ "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ข้อความ "ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ"

เรื่องเวลาและวิธีรับประทาน: ฉลากระบุเพียง "วันละ 1 แคปซูล" ไม่ได้ระบุว่าให้รับประทานก่อนหรือหลังอาหาร หรือเวลาใด ถ้ามียาประจำ ให้เภสัชกรช่วยกำหนดเวลา โดยเฉพาะยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม (ดูข้อควรระวังด้านล่าง)

เทียบปริมาณโคคิวเท็นกับขนาดในงานวิจัย: แคปซูลมีโคเอนไซม์คิวเท็น 30 มก. ฉลากไม่ได้ระบุว่าเป็นรูปยูบิควิโนนหรือยูบิควินอล

  • งานในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวปานกลางถึงรุนแรง 420 คน ใช้ 300 มก. ต่อวัน (100 มก. วันละ 3 ครั้ง) ร่วมกับการรักษามาตรฐานนาน 2 ปี เท่ากับราว 10 เท่าของแคปซูล (คำนวณ) ผลยังต้องยืนยันด้วยงานขนาดใหญ่
  • งานเรื่องปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตตินใช้ราว 100–600 มก. ต่อวัน ราว 3–20 เท่าของแคปซูล (คำนวณ) ผลขัดกัน
  • 30 มก. อยู่ในช่วง 30–100 มก. ต่อวันที่ Linus Pauling Institute ระบุว่าเป็นขนาดในผลิตภัณฑ์เสริมทั่วไปในสหรัฐฯ ข้อนี้เป็นการเทียบตัวเลข ไม่ได้บอกว่าได้ผลหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน

ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้มีพลังงานมากขึ้น ลดอาการปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตติน หรือช่วยเรื่องหัวใจ และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้โดยตรง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก)

  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" ส่วนหญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · คำแนะนำของบทความ: ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสินก่อน งานในอาสาสมัครพบว่า MK-7 เพียง 10–20 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ค่า INR (ค่าการแข็งตัวของเลือด) เปลี่ยนในบางคน ขณะที่แคปซูลมี MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และมีรายงานว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
  • ผู้ใช้ยาประจำตัว: ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
  • ผู้ป่วยโรคไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงต่อภาวะแมกนีเซียมเกิน
  • กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่: แมกนีเซียมในแคปซูลคิดเป็นราว 80% ของเพดาน 350 มก. ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) ถ้านับรวมแหล่งอื่นอาจเกินเพดานและเสี่ยงท้องเสีย
  • ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: หน้ายาไซโปรฟลอกซาซินของ MedlinePlus (ปรับ 15 ส.ค. 2569) ให้กินผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียมอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังยา · หน้ายาด็อกซีไซคลิน (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ให้ห่าง 1–2 ชั่วโมง · ยากระดูกพรุนอเลนโดรเนต MedlinePlus (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ระบุว่าหลังกินยาห้ามกินอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาอื่นรวมทั้งวิตามินอย่างน้อย 30 นาที ขณะที่ Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ให้ห่าง 2 ชั่วโมง · ยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน MedlinePlus (ปรับ 15 ก.พ. 2562 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ไม่ได้ระบุชั่วโมงสำหรับแมกนีเซียม ให้เภสัชกรจัดเวลาทุกตัว
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีกรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่ง Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำเมื่อใช้คู่กับยาเบาหวาน ให้ติดตามน้ำตาลตามแพทย์สั่ง
  • ผู้ที่รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง: MSKCC ระบุว่าโคเอนไซม์คิวเท็นและกรดอัลฟาไลโปอิกอาจลดผลของเคมีบำบัดและการฉายแสงจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (ข้อมูลที่ MSKCC อ้างเรื่องโคคิวเท็นกับการฉายแสงเป็นงานในหนูทดลอง ยังไม่ใช่ผลในคน) ให้ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • ท้องเสียง่าย: แมกนีเซียมออกไซด์อาจทำให้ถ่ายเหลว ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งให้หยุดและปรึกษาแพทย์
  • ไม่บริโภคเจลาติน: เปลือกแคปซูลทำจากเจลาติน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงวาร์ฟารินและยาละลายลิ่มเลือดอื่น ยาเบาหวาน อินซูลิน ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาหัวใจ ยาลดกรด และยาขับปัสสาวะ แม้จะเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS ห้ามขับรถไปเอง)

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบหรือกดทับ (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • เจ็บหน้าอกที่ร้าวไปแขน คอ หรือกราม (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว ยกแขนไม่ขึ้น (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • พูดไม่ชัด หรือสับสนขึ้นมาทันที (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567) แม้อาการจะหายไปเองแล้วก็ต้องไป
  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นทันที (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หรือคอตีบแน่นจนกลืนลำบาก (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หมดสติ หรือปลุกไม่ตื่น (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

โคคิวเท็นกินพร้อมอาหารหรือก่อนอาหาร

Linus Pauling Institute ระบุว่าโคคิวเท็นละลายในไขมันและดูดซึมได้ดีเมื่อกินพร้อมไขมันในมื้ออาหาร ถ้าผลิตภัณฑ์มีวิธีรับประทานบนฉลาก ให้ทำตามฉลาก และถ้ามียาประจำให้เภสัชกรช่วยจัดเวลา

โคคิวเท็นกินก่อนนอนได้ไหม

แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้กำหนดเวลาไว้ แต่ MSKCC ระบุว่านอนไม่หลับเป็นผลข้างเคียงเล็กน้อยที่พบได้ ถ้าเริ่มแล้วนอนไม่หลับ ให้จดเวลาที่กินและปรึกษาเภสัชกร

โคคิวเท็นกินวันละกี่มิลลิกรัม

ยังไม่มีหน่วยงานใดกำหนดปริมาณแนะนำต่อวัน Linus Pauling Institute ระบุว่าขนาดในผลิตภัณฑ์เสริมสำหรับผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ อยู่ราว 30–100 มก. ต่อวัน ส่วนงานวิจัยใช้ขนาดต่างกันมากตามโรค ให้ใช้ตามแพทย์สั่งหรือตามฉลาก

ยูบิควินอลดีกว่ายูบิควิโนนไหม

ทั้งสองคือโคคิวเท็นในสภาพทางเคมีต่างกันและเปลี่ยนกลับไปมาได้ในร่างกาย แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้เปรียบเทียบการดูดซึมของสองรูปนี้ จึงยังสรุปไม่ได้

กินยาสแตตินอยู่ ต้องกินโคคิวเท็นไหม

Linus Pauling Institute ระบุว่าสแตตินลดระดับโคคิวเท็นในเลือดได้ แต่ไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดผลข้างเคียง และงานเรื่องปวดกล้ามเนื้อยังขัดกัน ถ้าปวดกล้ามเนื้อให้บอกแพทย์ ห้ามหยุดยาสแตตินเอง

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท