เกี่ยวกับ Beta Vit
วิตามินบีรวม กับวิตามินบี 1-6-12 และบี 12 เดี่ยว ต่างกันยังไง
คำตอบสั้น: วิตามินบีมี 8 ตัว ได้แก่ บี 1 บี 2 บี 3 กรดแพนโทธีนิก บี 6 ไบโอติน โฟเลต และบี 12 (NHS) "วิตามินบีรวม" คือผลิตภัณฑ์ที่ใส่หลายตัวในเม็ดเดียว ส่วน "บี 1-6-12" ใส่เพียง 3 ตัว และ "บี 12 เดี่ยว" ใส่ตัวเดียว ความต่างที่สำคัญจริงคือ ปริมาณของแต่ละตัว ซึ่งต่างกันมากระหว่างยี่ห้อ ไม่ใช่ชื่อเรียก ภาวะขาดบี 12 ที่แพทย์ยืนยันแล้ว NHS ระบุว่ารักษาด้วยยาฉีดหรือยาเม็ดบี 12 ตามที่แพทย์สั่ง ส่วนคนที่กินหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน ต้องรวมบี 6 จากทุกขวด เพราะ NHS แนะนำไม่ให้กินบี 6 จากผลิตภัณฑ์เสริมเกินวันละ 10 มก. เว้นแต่แพทย์แนะนำ
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- วิตามินบีมี 8 ตัว: บีรวมแต่ละยี่ห้อใส่ไม่ครบเท่ากัน ต้องอ่านฉลาก
- บี 1-6-12: มีเพียง 3 ตัว แหล่งที่เราอ่านไม่ได้ระบุว่าสูตรนี้ช่วยอาการชา
- บี 12 เดี่ยวหรือฉีด: ใช้เมื่อแพทย์ยืนยันว่าขาด รูปแบบและขนาดแพทย์เป็นผู้เลือก
- อ่านฉลาก: เทียบปริมาณต่อวันกับค่าแนะนำของไทย (DRI 2563) และเพดานที่ NHS ให้ไว้
- บี 6 ซ้ำซ้อน: รวมทุกขวด NHS (2563) ระบุว่าวันละ 200 มก. ขึ้นไปทำให้ชาแขนขาได้
- กรดโฟลิกขนาดสูง: NHS ระบุว่าเกินวันละ 1 มก. อาจบดบังอาการขาดบี 12
วิตามินบีมีกี่ตัว ทำหน้าที่อะไร
NHS หน้าวิตามินบีและกรดโฟลิก (ทบทวน 3 ส.ค. 2563 — เลยกำหนดทบทวนแล้ว) แบ่งวิตามินบีไว้ 8 ตัว และอธิบายหน้าที่หลักไว้ดังนี้
- ไธอะมิน (บี 1): ช่วยร่างกายสลายและปลดปล่อยพลังงานจากอาหาร และช่วยให้ระบบประสาททำงานปกติ
- ไรโบฟลาวิน (บี 2): ช่วยผิว ตา และระบบประสาท และการปลดปล่อยพลังงาน
- ไนอะซิน (บี 3): ช่วยปลดปล่อยพลังงาน ระบบประสาท และผิว
- กรดแพนโทธีนิก: ช่วยปลดปล่อยพลังงานจากอาหาร
- บี 6 (ไพริดอกซีน): ช่วยใช้และเก็บพลังงานจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และช่วยสร้างฮีโมโกลบิน
- ไบโอติน (บี 7): ใช้ในปริมาณน้อยมากเพื่อสร้างกรดไขมัน
- โฟเลต (บี 9) และกรดโฟลิก: ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และลดความเสี่ยงความพิการของท่อประสาทในทารก
- บี 12: ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ระบบประสาท การปลดปล่อยพลังงาน และการใช้โฟเลต
NHS ระบุว่าคนส่วนใหญ่ได้วิตามินบีพอจากอาหารที่หลากหลาย แต่บี 12 ไม่มีในผัก ผลไม้ และธัญพืชตามธรรมชาติ ผู้กินมังสวิรัติเคร่งครัด (วีแกน) จึงอาจได้ไม่พอ อ่านเรื่องความสัมพันธ์ของบี 6 บี 12 และโฟเลตที่ วิตามินบี 6 บี 12 และกรดโฟลิก ทำไมต้องรู้
บีรวม บี 1-6-12 และบี 12 เดี่ยว ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ "มีตัวไหน" และ "มีเท่าไร" (คำอธิบายของบทความ จากการอ่านฉลาก)
- วิตามินบีรวม (B-complex): ใส่วิตามินบีหลายตัว บางยี่ห้อครบ 8 ตัว บางยี่ห้อไม่ครบ ปริมาณแต่ละตัวมีตั้งแต่ใกล้ค่าแนะนำต่อวันไปจนถึงหลายสิบเท่า
- บี 1-6-12: ใส่ 3 ตัว คือ บี 1 บี 6 และบี 12 ไม่มีบี 2 บี 3 โฟเลต และตัวอื่น
- บี 12 เดี่ยว: NHS ระบุว่าการรักษาภาวะขาดบี 12 มีทั้งแบบยาฉีดและยาเม็ด ยาฉีดให้โดยบุคลากรทางการแพทย์
ทำไมสูตรบี 1-6-12 ถึงขายกันในคนที่ชา แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้ระบุเหตุผลหรือแนะนำสูตรนี้สำหรับอาการชา ADA 2025 ระบุว่ายังไม่มีการรักษาเฉพาะที่ย้อนความเสียหายของเส้นประสาทจากเบาหวาน และแนวทางเบาหวานไทย 2566 ระบุว่าไม่จำเป็นต้องให้วิตามินเสริมในผู้ที่ไม่ได้ขาด งานวิจัยเรื่องอาการชาส่วนใหญ่ใช้เบนโฟไทอะมีน ซึ่ง NHS เรียกว่าวิตามินบี 1 รูปแบบหนึ่ง และ NHS (2565) ระบุว่าหลักฐาน "ยังไม่ชัดเจนเสมอไป" อ่านเพิ่มที่ วิตามินบี 12 กับอาการชา
สรุป: ถ้าชา ให้หาสาเหตุก่อน ถ้าพบว่าขาดบี 12 แพทย์จะเลือกรูปแบบและขนาดให้ ไม่ควรเลือกสูตรจากชื่อบนกล่อง
เมื่อไรหมอให้วิตามินบี 12 เดี่ยว หรือให้แบบฉีด
เมื่อตรวจพบว่าขาดบี 12 NHS (หน้าโลหิตจางจากขาดบี 12 หรือโฟเลต ทบทวน 20 ก.พ. 2566) ระบุว่ารักษาด้วยยาฉีดหรือยาเม็ดตามที่แพทย์สั่ง บางคนต้องรักษาตลอดชีวิต และปัญหาระบบประสาทบางอย่างอาจถาวรถ้าปล่อยไว้นาน
ยาเม็ดกับยาฉีด: งานทบทวน Cochrane (2561) รวม 3 การทดลอง 153 คน พบว่าบี 12 แบบกินวันละ 1,000–2,000 ไมโครกรัม ให้ระดับบี 12 ในเลือดไม่ด้อยกว่าแบบฉีด แต่หลักฐานมีคุณภาพต่ำ LPI ระบุว่าบี 12 ขนาดสูงดูดซึมแบบซึมผ่านได้ราว 1–2% ส่วนสาเหตุหลักของการขาดตาม LPI คือโรคโลหิตจางเพอร์นิเชียส (ภูมิต้านตนเอง) และการดูดซึมบี 12 จากอาหารบกพร่อง การเลือกฉีดหรือกิน และขนาดที่ใช้ แพทย์เป็นผู้ตัดสินตามสาเหตุ อ่านเพิ่มที่ วิตามินบี 12 แบบฉีดกับแบบกิน ต่างกันอย่างไร
กลุ่มที่ควรถามแพทย์เรื่องตรวจบี 12 (ตามแหล่ง)
- ผู้ใช้เมทฟอร์มินมานาน — ADA 2025 แนะนำตรวจเป็นระยะ ห้ามหยุดยาเอง
- ผู้ใช้ยาลดกรดกลุ่ม PPI หรือ H2 blocker เป็นเวลานาน — งานสังเกตในสหรัฐ (2556) พบความเสี่ยงสูงขึ้นในผู้ที่ได้รับจ่ายยารวม 2 ปีขึ้นไป
- ผู้สูงอายุ และผู้กินมังสวิรัติเคร่งครัด — DRI ไทย 2563 และ NHS
- ผู้มีอาการ เช่น อ่อนเพลียมาก เหน็บชา ลิ้นแดงเจ็บ แผลในปาก — NHS
อ่านฉลากวิตามินบี เทียบกับค่าแนะนำต่อวันอย่างไร
ขั้นที่ 1 ดูปริมาณต่อวัน ไม่ใช่ต่อเม็ด ถ้าฉลากให้กินวันละ 2 เม็ด ต้องคูณ 2 (คำแนะนำของบทความ)
ขั้นที่ 2 เทียบกับค่าแนะนำต่อวันของคนไทย (DRI ไทย 2563 กรมอนามัย)
- บี 1: ชาย 1.2 มก. หญิง 1.1 มก. (อายุ 19 ปีขึ้นไป)
- บี 6: ชาย 1.7 มก. หญิง 1.5 มก. (อายุ 51 ปีขึ้นไป)
- บี 12: ผู้ใหญ่ 2.4 ไมโครกรัม
ขั้นที่ 3 เทียบกับเพดานหรือคำแนะนำความปลอดภัย NHS (2563) อ้างคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขสหราชอาณาจักรไว้ดังนี้
- บี 1 จากผลิตภัณฑ์เสริม วันละ 100 มก. หรือน้อยกว่า ไม่น่าจะเป็นอันตราย
- บี 6 จากผลิตภัณฑ์เสริม ไม่ควรเกินวันละ 10 มก. เว้นแต่แพทย์แนะนำ
- บี 12 จากผลิตภัณฑ์เสริม วันละ 2 มก. (2,000 ไมโครกรัม) หรือน้อยกว่า ไม่น่าจะเป็นอันตราย และ NHS ระบุด้วยว่ายังมีหลักฐานไม่พอว่าการกินบี 12 ขนาดสูงทุกวันมีผลอย่างไร
- กรดโฟลิกจากผลิตภัณฑ์เสริม วันละ 1 มก. หรือน้อยกว่า ไม่น่าจะเป็นอันตราย และขนาดที่สูงกว่า 1 มก. อาจบดบังอาการขาดบี 12 จนเส้นประสาทเสียหายโดยไม่รู้ตัว NHS ระบุว่าเรื่องนี้น่ากังวลในผู้สูงอายุ
ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขอ้างอิงของสหราชอาณาจักร ไม่ใช่การรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ใด ส่วน DRI ไทย 2563 ระบุว่าบี 1 และบี 12 ยังไม่มีเพดานการบริโภค (UL) และ LPI (ปรับ พ.ค. 2567) ระบุ UL ของบี 6 ในสหรัฐไว้ที่ 100 มก. ต่อวัน แหล่งต่างกัน บทความนี้ใช้ตัวเลขที่ระวังกว่าเป็นเกณฑ์ในการอ่านฉลาก (คำแนะนำของบทความ)
ขั้นที่ 4 ดูรูปแบบของสาร เช่น บี 1 เป็นไธอะมินหรือเบนโฟไทอะมีน บี 12 เป็นไซยาโนโคบาลามินหรือเมทิลโคบาลามิน ถ้าฉลากไม่ระบุ ให้ถามเภสัชกร
กินวิตามินหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน บี 6 ซ้ำซ้อนจนเกินไหม
เกินได้ ถ้าไม่รวม ข้อสังเกตของบทความ: บี 6 อยู่ได้ทั้งในวิตามินบีรวม วิตามินรวม สูตรบี 1-6-12 และผลิตภัณฑ์อื่น ถ้ากิน 2–3 ขวดพร้อมกัน ตัวเลขจะบวกกัน
ทำไมต้องห่วงบี 6 ในคนที่ชา NHS (2563) ระบุว่าบี 6 วันละ 200 มก. ขึ้นไปทำให้สูญเสียความรู้สึกที่แขนขา ส่วนใหญ่ดีขึ้นเมื่อหยุด แต่บางรายที่กินขนาดสูงนานหลายเดือนเป็นถาวร LPI (2567) ระบุว่าส่วนใหญ่รายงานที่ขนาดเกินวันละ 1,000 มก. อาการของพิษบี 6 คือชาปลายมือปลายเท้า ซึ่งเป็นอาการเดียวกับที่บางคนกินวิตามินเพื่อหวังให้ดีขึ้น
วิธีป้องกัน (คำแนะนำของบทความ)
- จดรายการวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมทุกขวด พร้อมปริมาณต่อวัน
- นำทั้งหมดไปให้เภสัชกรหรือแพทย์ดูรวมกับยาที่ใช้อยู่
- ถ้ามีอาการชามากขึ้นหลังเริ่มวิตามินใหม่ ให้แจ้งแพทย์
อ่านวิธีตรวจผลิตภัณฑ์ซ้ำซ้อนที่ กินอาหารเสริมหลายยี่ห้อพร้อมกัน อันตรายไหม และเรื่องขนาดบี 6 ที่ วิตามินบี 1 6 12 กินยังไง กินเกินอันตรายไหม
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)
เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. ฉลากระบุรับประทานวันละ 1 แคปซูล เลข อย. คือการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · แคปซูลเป็นเจลาติน
ค่าคำนวณจากฉลาก: วิตามินเค 2 เป็นผงเจือจาง คิดเป็น MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) · วิตามินดี 3 เป็นผงเจือจาง คิดเป็นราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) · วิตามินบี 12 0.6 มก. เท่ากับ 600 ไมโครกรัม · แมกนีเซียมจากสองรูปรวมกันราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ได้ระบุตัวเลขนี้ และยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยเอกสารผลวิเคราะห์ (COA) ตัวเลขนี้คิดเป็นราว 80% ของปริมาณสูงสุดที่รับได้ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม 350 มก. (คำนวณ)
ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
ผลิตภัณฑ์นี้อยู่กลุ่มไหน: ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่วิตามินบีรวมครบ 8 ตัว มีวิตามินบี 3 ตัว (บี 1 บี 6 บี 12) ร่วมกับแมกนีเซียม กรดอัลฟาไลโปอิก วิตามินเค 2 โคเอนไซม์คิวเท็น และวิตามินดี 3 ไม่มีบี 2 บี 3 กรดแพนโทธีนิก ไบโอติน และโฟเลต ตามฉลาก ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้อาการชาดีขึ้น และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ตัวเลขเทียบกับค่าแนะนำมีดังนี้
- วิตามินบี 1 100 มก. ต่อแคปซูล — ราว 83–91 เท่าของค่าแนะนำผู้ใหญ่ไทย (คำนวณจาก DRI ไทย 2563) DRI ไทยระบุว่ายังไม่มีเพดานการบริโภค ส่วน NHS (2563) ใช้ตัวเลข 100 มก. ต่อวันจากผลิตภัณฑ์เสริมเป็นตัวเลขอ้างอิง ปริมาณในแคปซูลเท่ากับตัวเลขนี้ ผู้ที่กินบี 1 จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่ด้วยจะเกินตัวเลขนี้ ให้นับรวมและปรึกษาเภสัชกร งานเรื่องอาการชาจากเบาหวานใช้เบนโฟไทอะมีนวันละ 300–600 มก. ซึ่งเป็นคนละสาร เทียบกันไม่ได้
- วิตามินบี 6 2 มก. ต่อแคปซูล — ราว 118–133% ของค่าแนะนำผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไป (คำนวณ) คิดเป็น 1 ใน 5 ของตัวเลข 10 มก. ที่ NHS แนะนำไม่ให้เกินจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) ผู้ที่กินวิตามินบีรวมหรือวิตามินรวมตัวอื่นอยู่ ให้รวมบี 6 จากทุกขวด
- วิตามินบี 12 600 ไมโครกรัมต่อแคปซูล — ราว 250 เท่าของค่าแนะนำผู้ใหญ่ไทย 2.4 ไมโครกรัม (คำนวณ) งานทบทวน Cochrane (2561) ที่ใช้บี 12 แบบกินรักษาภาวะขาด ใช้วันละ 1,000–2,000 ไมโครกรัม มากกว่าในแคปซูลราว 1.7–3.3 เท่า (คำนวณ) ไม่ใช้แทนบี 12 แบบฉีดหรือแบบเม็ดที่แพทย์สั่งรักษาภาวะขาด ผู้ที่จะตรวจระดับบี 12 ให้บอกแพทย์ว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีบี 12 อยู่ (คำแนะนำของบทความ) ผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวาน: งาน DIVINe (2553) ที่ให้เม็ดรวมกรดโฟลิก 2.5 มก. บี 6 25 มก. และบี 12 1 มก. พบไตเสื่อมเร็วขึ้น งานนี้ไม่ได้แยกว่าตัวไหนเป็นสาเหตุ แต่เป็นเหตุผลให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้วิตามินขนาดสูง
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (ข้อแรกและข้อเด็ก/ตั้งครรภ์มีคำเตือนบนฉลาก ส่วนที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบบนฉลาก)
- ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" คำแนะนำของบทความคือ ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลยาตัดสินก่อน เพราะงานวิจัยในอาสาสมัครที่ได้ยาต้านวิตามินเค (2556) พบว่า MK-7 เพียงวันละ 10–20 ไมโครกรัมทำให้ค่า INR เปลี่ยนอย่างมีความหมายในบางคน ขณะที่แคปซูลมีราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และ LPI ระบุว่ามีรายงานไม่กี่รายว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน ถ้าแพทย์อนุญาต ต้องตรวจ INR ตามนัด · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
- ใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: LPI ระบุว่าในทางทฤษฎีกรดอัลฟาไลโปอิก (50 มก. ต่อแคปซูล) อาจเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาล และควรติดตามน้ำตาลใกล้ชิด ให้รู้จักอาการน้ำตาลต่ำ เช่น หิว เหงื่อออก ตัวสั่น ใจสั่น สับสน และตรวจน้ำตาลตามที่แพทย์สั่ง ห้ามลดหรือหยุดยาเบาหวานเอง
- ผู้ป่วยโรคไต ไตเสื่อม หรือฟอกไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน LPI ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงแมกนีเซียมสะสมจนเป็นพิษ
- ใช้ยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือแมกนีเซียมเสริมตัวอื่นอยู่: รวมกันอาจเกิน 350 มก. ต่อวัน เสี่ยงท้องเสีย แมกนีเซียมออกไซด์เองก็ทำให้บางคนถ่ายเหลวได้ ถ้าท้องเสียมากหรือมีอาการขาดน้ำ ให้หยุดผลิตภัณฑ์และปรึกษาแพทย์
- ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: ยาปฏิชีวนะกลุ่มควิโนโลนและเตตราไซคลีน ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ยาไทรอยด์ และกาบาเพนติน ให้เภสัชกรจัดเวลาให้
- กินวิตามินดีขนาดสูงที่แพทย์สั่งอยู่แล้ว: แคปซูลมีวิตามินดี 3 ราว 600 IU (คำนวณ) ให้นับรวม และแจ้งแพทย์
- เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์ · เก็บให้พ้นมือเด็ก
- ผู้ใช้ยาประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน (คำแนะนำของบทความ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก) และแจ้งทีมแพทย์ก่อนผ่าตัดหรือทำฟันว่ากินผลิตภัณฑ์นี้อยู่
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาเบาหวาน อินซูลิน เมทฟอร์มิน ยาความดัน ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ยาละลายลิ่มเลือดหรือวาร์ฟาริน ยาลดกรด และยาแก้ปวดปลายประสาท แม้จะรู้สึกดีขึ้น หรือเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม ถ้าสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่ การปรับยาเป็นหน้าที่ของแพทย์
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจหาสาเหตุของอาการชา
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
- หน้าเบี้ยวหรือปากตกข้างหนึ่ง ยิ้มไม่ได้
- แขนอ่อนแรงหรือชาข้างเดียว ยกแขนสองข้างค้างไว้ไม่ได้
- พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือสับสน
- ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกายขึ้นมาทันที
- เจ็บหรือแน่นหน้าอกขึ้นมาทันทีและไม่หายไป อาจรู้สึกเหมือนถูกบีบ ถูกกด แสบร้อน หรือเหมือนอาหารไม่ย่อย
- เจ็บที่ร้าวไปแขนซ้ายหรือขวา คอ กราม ท้อง หรือหลัง
- เจ็บหน้าอกพร้อมเหงื่อแตก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือหายใจไม่อิ่ม
- ผู้ใช้ยาเบาหวานที่หมดสติ หรือไม่ตอบสนองตามปกติ (ห้ามป้อนอาหารหรือน้ำ จัดท่านอนตะแคง)
- ผู้ใช้ยาเบาหวานที่ชัก
- ผู้ใช้เมทฟอร์มินที่สงสัยภาวะกรดแล็กติกคั่ง เช่น อาเจียน ปวดท้อง ตะคริว หายใจลำบาก อ่อนเพลียรุนแรง
- คอหรือลิ้นบวม หายใจลำบาก หรือผื่นนูนคันขึ้นทั่วตัวหลังกินยา (แพ้รุนแรง)
รายการนี้มาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุให้โทร 999 ได้แก่ อาการโรคหลอดเลือดสมอง (ทบทวน 12 ก.ย. 2567) เจ็บหน้าอก (8 ส.ค. 2566) น้ำตาลในเลือดต่ำ (3 ส.ค. 2566) และยาเมทฟอร์มิน (5 ส.ค. 2569) NHS ระบุว่าอาการโรคหลอดเลือดสมอง แม้หายไปเองแล้วก็ต้องไปทันที และห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง ส่วนอาการชักและหมดสติ NHS ระบุว่าเป็นอาการของน้ำตาลต่ำรุนแรง โดยหน้า NHS ให้โทร 999 เมื่อผู้ป่วยไม่ตอบสนองตามปกติหรือหมดสติ และไม่มียาฉีดกลูคากอน หรือฉีดแล้วไม่ฟื้นใน 10 นาที หรือดื่มสุรามา ในไทยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีกลูคากอนติดบ้าน บทความนี้จึงใช้ระดับที่ปลอดภัยกว่า คือไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ทุกครั้ง (คำแนะนำของบทความ)
ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →คำถามที่พบบ่อย
วิตามินบีมีกี่ตัว
NHS แบ่งไว้ 8 ตัว ได้แก่ บี 1 (ไธอะมิน) บี 2 (ไรโบฟลาวิน) บี 3 (ไนอะซิน) กรดแพนโทธีนิก บี 6 ไบโอติน (บี 7) โฟเลต (บี 9) และบี 12 วิตามินบีรวมแต่ละยี่ห้อใส่ไม่ครบเท่ากัน ต้องอ่านฉลาก
วิตามินบีรวมกับบี 12 ต่างกันยังไง
วิตามินบีรวมใส่วิตามินบีหลายตัวในเม็ดเดียว ส่วนบี 12 เดี่ยวมีตัวเดียว และใช้เมื่อแพทย์ยืนยันว่าขาด NHS ระบุว่าภาวะขาดบี 12 รักษาด้วยยาฉีดหรือยาเม็ดตามที่แพทย์สั่ง ความต่างสำคัญคือปริมาณของแต่ละตัว ซึ่งต่างกันมากระหว่างยี่ห้อ
วิตามินบี 1-6-12 ช่วยอะไร ใช้กับอาการชาได้ไหม
แหล่งที่เราอ่านไม่ได้แนะนำสูตรนี้สำหรับอาการชา ADA 2025 ระบุว่ายังไม่มีการรักษาเฉพาะที่ย้อนความเสียหายของเส้นประสาทจากเบาหวาน และแนวทางเบาหวานไทย 2566 ระบุว่าไม่จำเป็นต้องเสริมวิตามินในผู้ที่ไม่ได้ขาด อาการชาต้องหาสาเหตุกับแพทย์ก่อน
วิตามินบี 6 กับบี 12 ต่างกันยังไง
NHS ระบุว่าบี 6 ช่วยใช้และเก็บพลังงานจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และช่วยสร้างฮีโมโกลบิน ส่วนบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ระบบประสาท และการใช้โฟเลต บี 6 ขนาดสูงทำให้ชาได้ ส่วนการขาดบี 12 ก็ทำให้ชาได้เช่นกัน
กินวิตามินหลายขวดพร้อมกัน บี 6 เกินไหม
เกินได้ถ้าไม่รวม NHS แนะนำไม่ให้กินบี 6 จากผลิตภัณฑ์เสริมเกินวันละ 10 มก. เว้นแต่แพทย์แนะนำ และระบุว่าวันละ 200 มก. ขึ้นไปทำให้ชาแขนขาได้ ให้จดทุกขวดแล้วให้เภสัชกรดูรวม
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- B vitamins and folic acidNHS
- Vitamin B12 or folate deficiency anaemiaNHS
- Oral vitamin B12 versus intramuscular vitamin B12 for vitamin B12 deficiencyCochrane Database of Systematic Reviews (PubMed)
- Vitamin B6Linus Pauling Institute, Oregon State University
- ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
