บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta X Plus

เลือดกำเดาไหล เกิดจากอะไร ห้ามเลือดอย่างไร แบบไหนต้องไปโรงพยาบาล

คำตอบสั้น: เลือดกำเดาไหลส่วนใหญ่ไม่อันตราย มักเกิดจากเส้นเลือดเล็ก ๆ ด้านหน้าผนังกั้นจมูกแตก เพราะอากาศแห้ง แคะจมูก สั่งน้ำมูกแรง หรือเยื่อบุจมูกระคายเคืองจากหวัด ภูมิแพ้ และไซนัส วิธีห้ามเลือดตามคำแนะนำของ NHS คือ นั่งลง โน้มตัวไปข้างหน้า บีบจมูกส่วนนิ่มเหนือรูจมูก 10–15 นาที และหายใจทางปาก ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ได้แก่ เลือดไหลนานเกิน 10–15 นาที เลือดออกมาก กลืนเลือดจนอาเจียน เลือดออกหลังศีรษะถูกกระแทก หน้ามืดอ่อนแรง หรือหายใจลำบาก ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • เลือดกำเดาไหลส่วนใหญ่ออกจากรูจมูกข้างเดียว และมาจากด้านหน้าของผนังกั้นจมูก (MedlinePlus)
  • ห้ามเลือด: นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า บีบจมูกส่วนนิ่ม 10–15 นาที หายใจทางปาก ห้ามเงยหน้า ห้ามนอนราบ (NHS, MedlinePlus)
  • กลุ่มที่เป็นบ่อยกว่า ได้แก่ เด็ก ผู้ใหญ่อายุเกิน 45 ปี หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีความดันโลหิตสูง (NHS)
  • ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด แอสไพริน ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ และการใช้ยาพ่นลดน้ำมูกเกินขนาด ทำให้เลือดกำเดาไหลได้
  • ผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดที่เลือดกำเดาไหล ให้ไปโรงพยาบาลหรือติดต่อแพทย์ และห้ามหยุดยาเอง

เลือดกำเดาไหลเกิดจากอะไร

เลือดกำเดาไหลเกิดเมื่อเส้นเลือดเล็ก ๆ ในเยื่อบุจมูกแตก ซึ่งเกิดได้ง่ายเพราะเยื่อบุจมูกบางและมีเส้นเลือดอยู่มาก MedlinePlus ของหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่าเลือดกำเดาไหลส่วนใหญ่เกิดที่ด้านหน้าของผนังกั้นจมูก (แผ่นเนื้อเยื่อที่แบ่งจมูกเป็นซ้ายขวา) ซึ่งห้ามเลือดได้ไม่ยาก ส่วนน้อยเกิดจากจุดที่ลึกกว่านั้นและห้ามยากกว่า

สาเหตุที่ MedlinePlus และ NHS (ระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร) ระบุไว้ ได้แก่

  • เยื่อบุจมูกแห้ง จากอากาศเย็นหรืออากาศแห้ง หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าอากาศที่แห้งและร้อนก็ทำให้เส้นเลือดในเยื่อบุจมูกแห้งและแตกได้ ซึ่งตรงกับอากาศเมืองไทยหลายช่วงของปี
  • แคะจมูก หรือสั่งน้ำมูกแรง
  • การระคายเคืองจากภูมิแพ้ หวัด การจาม และไซนัสอักเสบ
  • การกระแทกที่จมูก จมูกหัก หรือสิ่งแปลกปลอมติดในจมูก
  • ผนังกั้นจมูกคด
  • ยาที่พ่นเข้าจมูก รวมถึงการใช้ยาพ่นลดน้ำมูกเกินขนาด
  • ยาที่ทำให้เลือดหยุดยาก MedlinePlus ยกตัวอย่าง วาร์ฟาริน โคลพิโดเกรล และแอสไพริน ส่วนคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ระบุยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ด้วย
  • ภาวะที่เกี่ยวกับเส้นเลือดหรือการแข็งตัวของเลือด

NHS ระบุว่าบางครั้งก็หาสาเหตุไม่พบ และกลุ่มที่เลือดกำเดาไหลบ่อยกว่าคนทั่วไปคือ เด็ก ผู้ใหญ่อายุเกิน 45 ปี หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีความดันโลหิตสูง

ทำไมคนเป็นภูมิแพ้จมูก หรือใช้ยาพ่นจมูก ถึงเลือดกำเดาไหลบ่อยกว่า

เพราะเยื่อบุจมูกของคนกลุ่มนี้ระคายเคืองบ่อย จามบ่อย สั่งน้ำมูกบ่อย และยาพ่นจมูกบางชนิดก็ทำให้จมูกแห้งหรือมีเลือดออกได้ MedlinePlus ระบุว่าการระคายเคืองจากภูมิแพ้และการจามเป็นสาเหตุหนึ่งของเลือดกำเดาไหล

เรื่องยาพ่นจมูก มีประเด็นที่ต้องแยกให้ออก

  • ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ (ยาพ่นลดการอักเสบในจมูก) หน้าข้อมูลยาโมเมทาโซนแบบพ่นจมูกของ NHS ระบุว่าเลือดกำเดาไหล จมูกแห้ง หรือเจ็บจมูกและคอ เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย (มากกว่า 1 ใน 100 คน) และถ้าเลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีแผลในจมูก ให้ติดต่อแพทย์ทันที คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ก็ระบุยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเป็นหนึ่งในยาที่ทำให้เลือดกำเดาไหลได้
  • ยาพ่นลดน้ำมูกหรือแก้คัดจมูก MedlinePlus ระบุว่าการใช้มากเกินไปเป็นสาเหตุหนึ่งของเลือดกำเดาไหล อ่านเพิ่มได้ที่ ยาพ่นแก้คัดจมูกใช้ติดกันหลายวันได้ไหม

ถ้าใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์แล้วมีเลือดกำเดาไหล ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง ให้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ ซึ่งจะตรวจวิธีพ่นและพิจารณาว่าควรปรับยาหรือไม่ เพราะยานี้เป็นยาที่แพทย์สั่งเพื่อควบคุมอาการ วิธีพ่นที่ถูกต้องอ่านได้ที่ ยาพ่นจมูกภูมิแพ้ ใช้อย่างไรให้ถูก

ห้ามเลือดกำเดาอย่างไรให้ถูกวิธี

หัวใจของการห้ามเลือดคือ นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า แล้วบีบจมูกส่วนนิ่มให้นานพอโดยไม่ปล่อยดูกลางคัน ขั้นตอนตาม NHS และ MedlinePlus มีดังนี้

  1. นั่งลง โน้มตัวและก้มศีรษะไปข้างหน้าเล็กน้อย อ้าปาก เพื่อไม่ให้เลือดไหลลงคอ
  2. ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูกส่วนนิ่ม เหนือรูจมูกเล็กน้อย ให้รูจมูกปิดทั้งสองข้าง
  3. บีบค้างไว้ 10–15 นาที (NHS) MedlinePlus แนะนำให้รออย่างน้อย 10 นาทีก่อนปล่อยดูว่าเลือดหยุดหรือยัง และให้เวลาเลือดหยุดนานพอ
  4. หายใจทางปาก และพยายามไม่กลืนเลือด
  5. ประคบเย็นที่สันจมูกได้ NHS ระบุว่าอาจช่วยลดการไหลของเลือด แต่หลักฐานว่าได้ผลยังไม่แข็งแรงนัก

หลังเลือดหยุด NHS แนะนำให้เลี่ยงสิ่งต่อไปนี้ 24 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสเลือดไหลซ้ำ

  • สั่งน้ำมูก แคะจมูก หรือแกะสะเก็ด
  • ดื่มเครื่องดื่มร้อนหรือแอลกอฮอล์
  • ยกของหนักหรือออกกำลังกายหนัก
  • นอนราบ

เงยหน้า นอนราบ เอาสำลีอุดจมูก ช่วยได้จริงไหม

ไม่ช่วย และบางวิธีทำให้แย่ลง ความเชื่อที่คนไทยหลายบ้านยังทำกันอยู่ มีหลักฐานดังนี้

  • ความเชื่อ: เงยหน้าขึ้นหรือนอนหงายให้เลือดหยุด ไม่ถูกต้อง MedlinePlus ระบุว่าไม่แนะนำให้นอนลงขณะเลือดกำเดาไหล และให้โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อไม่ให้กลืนเลือด ส่วน NHS ระบุว่าการกลืนเลือดจำนวนมากจนอาเจียนเป็นเหตุให้ต้องไปโรงพยาบาล
  • ความเชื่อ: เอาสำลีหรือผ้าก๊อซยัดอุดจมูกไว้ MedlinePlus ระบุว่าไม่ควรยัดผ้าก๊อซเข้าไปในจมูก การอุดจมูกเป็นวิธีที่แพทย์ทำในโรงพยาบาลด้วยวัสดุเฉพาะ
  • ความเชื่อ: น้ำมูกปนเลือดหรือเลือดกำเดาไหลแปลว่าเป็นโรคร้ายแรงเสมอ ไม่จริง NHS ระบุว่าเลือดกำเดาไหลมักไม่ใช่สัญญาณของโรคร้ายแรง และส่วนใหญ่ดูแลเองที่บ้านได้ แต่ถ้าเป็นซ้ำบ่อยควรตรวจหาสาเหตุ

เลือดกำเดาไหลบ่อยแปลว่าความดันสูงหรือเปล่า

ไม่เสมอไป แต่ควรวัดความดัน NHS ระบุว่าคนที่มีความดันโลหิตสูงเลือดกำเดาไหลได้บ่อยกว่าคนทั่วไป และ MedlinePlus ระบุว่าเลือดกำเดาไหลซ้ำ ๆ อาจเป็นอาการของโรคอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หรือก้อนในจมูกหรือไซนัส

สิ่งที่ทำได้จริงคือ

  • ถ้ามีเครื่องวัดความดันที่บ้าน วัดหลังนั่งพักและเลือดหยุดแล้ว แล้วจดค่าไว้ให้แพทย์ดู
  • ผู้ที่เป็นความดันสูงอยู่แล้ว กินยาความดันตามที่แพทย์สั่งต่อไป ห้ามหยุดหรือเพิ่มยาเอง
  • ถ้าเลือดกำเดาไหลซ้ำบ่อย ไหลข้างเดียวเรื้อรัง หรือมีเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย ควรนัดพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อส่องตรวจหาสาเหตุ

กินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ เลือดกำเดาไหลต้องทำอย่างไร

ห้ามเลือดตามขั้นตอนเดิมทันที แล้วไปโรงพยาบาลหรือติดต่อแพทย์ แต่ห้ามหยุดยาละลายลิ่มเลือดเอง MedlinePlus ระบุว่าผู้ที่ใช้ยาป้องกันเลือดแข็งตัวและมีเลือดกำเดาไหล เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการดูแลฉุกเฉิน ส่วน NHS ระบุว่าผู้ใช้ยาอย่างวาร์ฟารินที่มีเลือดกำเดาไหลควรพบแพทย์

เหตุผลที่ห้ามหยุดยาเอง คือแพทย์สั่งยาเหล่านี้เพื่อไม่ให้เกิดลิ่มเลือด การปรับขนาดหรือหยุดยาจึงเป็นการตัดสินใจของแพทย์ ซึ่ง MedlinePlus ระบุว่าการลดขนาดยาละลายลิ่มเลือดเป็นหนึ่งในทางเลือกที่แพทย์อาจพิจารณาหลังตรวจ

สิ่งที่ควรเตรียมไปโรงพยาบาล

  • ยาทุกตัวที่กินอยู่ รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร (NHS แนะนำให้นำยาที่ใช้อยู่ไปด้วย)
  • สมุดยาหรือผลตรวจค่าการแข็งตัวของเลือดครั้งล่าสุด ถ้ามี

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางตัวมีส่วนประกอบที่ต้องระวังกับยาละลายลิ่มเลือด อ่านรายละเอียดได้ที่ กินยาละลายลิ่มเลือดห้ามกินอะไร

ลดโอกาสเลือดกำเดาไหลซ้ำได้อย่างไร

สิ่งสำคัญคือดูแลให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้นและลดการบาดเจ็บของจมูก วิธีที่ MedlinePlus แนะนำ ได้แก่

  • เพิ่มความชื้นในอากาศภายในบ้าน
  • ใช้น้ำเกลือพ่นจมูก และเจลหล่อลื่นชนิดละลายน้ำ เพื่อไม่ให้เยื่อบุจมูกแห้ง
  • เลี่ยงการแคะจมูกและสั่งน้ำมูกแรง ๆ ซึ่ง MedlinePlus และ NHS ระบุว่าเป็นสาเหตุของเลือดกำเดาไหล

สำหรับคนเป็นภูมิแพ้จมูกที่แพทย์แนะนำให้ล้างจมูก อ่านวิธีล้างจมูกด้วยน้ำเกลือที่ถูกต้องได้ที่ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ทำอย่างไรให้ถูกวิธี

เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลทันที และเมื่อไรควรนัดพบแพทย์

มีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (รวมจาก NHS และ MedlinePlus)

  • บีบจมูกถูกวิธีแล้ว เลือดยังไหลนานเกิน 10–15 นาที
  • เลือดออกมากผิดปกติ หรือกลืนเลือดจำนวนมากจนอาเจียน
  • เลือดกำเดาไหลหลังศีรษะถูกกระแทก หรือจมูกอาจหัก เช่น จมูกเบี้ยวหลังถูกกระแทก
  • รู้สึกอ่อนแรง หน้ามืด เวียนศีรษะ หรือหายใจลำบาก
  • กำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด

NHS แนะนำว่าอย่าขับรถไปโรงพยาบาลเอง ให้คนอื่นพาไป หรือเรียกรถพยาบาล

ควรนัดพบแพทย์ (ไม่ต้องรอให้หนัก) ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • เลือดกำเดาไหลซ้ำบ่อย หรือเกือบทุกวัน (คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล)
  • มีอาการของภาวะโลหิตจาง เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย ผิวซีดกว่าปกติ (NHS)
  • มีโรคที่ทำให้เลือดแข็งตัวผิดปกติ
  • เลือดกำเดาไหลโดยไม่ได้เป็นหวัดหรือไม่มีการระคายเคืองใด ๆ หรือเกิดหลังผ่าตัดไซนัส (MedlinePlus)
  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีที่มีเลือดกำเดาไหล (NHS)

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)

เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับเรื่องเลือดออก ตามฉลากต่อ 1 แคปซูล

  • สารสกัดขิง 50 มก. (100 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — ข้อนี้เป็นเรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่ประโยชน์ ศูนย์มะเร็งเมโมเรียลสโลนเคทเทอริง (MSKCC) ระบุให้หลีกเลี่ยงขิงเสริมในผู้ที่ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจเสี่ยงเลือดออกง่าย แม้งานทบทวนจะบอกว่าหลักฐานยังไม่ชัด และให้ระวังร่วมกับยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด MSKCC ยังระบุให้ผู้มีโรคเลือดออกง่ายเลี่ยงขิงเสริม และอ้างรายงานผู้ป่วย 1 รายที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดแล้วมีค่าการแข็งตัวของเลือดผิดปกติและเลือดกำเดาไหลหลังใช้ผลิตภัณฑ์ขิง ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณสารสำคัญในสารสกัดขิง

ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง และไม่มีหลักฐานว่าแคปซูลนี้ทำให้เลือดกำเดาไหลน้อยลงหรือมากขึ้น

ข้อความบนฉลาก: "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค"

คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผลิตภัณฑ์นี้มีอาร์จินีน ขิง สังกะสี และเบต้าแคโรทีน ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด ผู้ที่เลือดกำเดาไหลบ่อยหรือมีโรคเลือดออกง่าย ผู้ที่จะผ่าตัดหรือทำฟัน ผู้ที่ใช้ยาความดัน ยาโรคหัวใจ ยาเบาหวาน ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาปฏิชีวนะ ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว และผู้ที่สูบบุหรี่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน ผู้ที่ใช้ยาพ่นจมูกหรือยาแก้แพ้ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที

หน้ากล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta X Plus ของแบรนด์ Hopeful พื้นกล่องสีเขียวมิ้นต์

Beta X Plusเบต้าเอ็กซ์พลัส

เลข อย. 10-1-15662-5-0098

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →

คำถามที่พบบ่อย

เลือดกำเดาไหลต้องเงยหน้าไหม

ไม่ควรเงยหน้าหรือนอนราบ ให้นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า บีบจมูกส่วนนิ่ม 10–15 นาที และหายใจทางปาก เพื่อไม่ให้กลืนเลือด

เลือดกำเดาไหลกี่นาทีต้องไปโรงพยาบาล

NHS แนะนำว่าถ้าบีบจมูกถูกวิธีแล้วเลือดยังไหลนานเกิน 10–15 นาที ให้ไปโรงพยาบาลทันที รวมถึงกรณีเลือดออกมาก หน้ามืด หายใจลำบาก หรือเกิดหลังศีรษะถูกกระแทก

เลือดกำเดาไหลบ่อยเกิดจากอะไร

พบบ่อยจากอากาศแห้ง แคะจมูก สั่งน้ำมูกแรง ภูมิแพ้ หวัด ไซนัส ยาพ่นจมูก และยาละลายลิ่มเลือด ถ้าเป็นซ้ำบ่อยควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูงหรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

ใช้ยาพ่นจมูกแล้วเลือดกำเดาไหล ต้องหยุดยาไหม

ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง ให้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อตรวจวิธีพ่นและพิจารณาปรับยา ถ้าเลือดไหลไม่หยุดหรือมีแผลในจมูก ให้ติดต่อแพทย์ทันที

กินยาละลายลิ่มเลือดแล้วเลือดกำเดาไหล ทำอย่างไร

ห้ามเลือดด้วยการบีบจมูกทันที แล้วติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาล ห้ามหยุดยาละลายลิ่มเลือดเอง เพราะการปรับยาต้องให้แพทย์ตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-11-06

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท