เกี่ยวกับ Beta Vit
ปวดหัวไมเกรนบ่อย ปวดทุกวัน ตื่นมาก็ปวด เกิดจากอะไร
คำตอบสั้น: ปวดศีรษะเกือบทุกวันมีหลายสาเหตุ เกณฑ์จำแนกโรคปวดศีรษะสากล (ICHD-3) เรียกว่า ไมเกรนเรื้อรัง เมื่อปวดศีรษะ 15 วันขึ้นไปต่อเดือน นานกว่า 3 เดือน และอย่างน้อย 8 วันต่อเดือนมีลักษณะแบบไมเกรน ICHD-3 ระบุว่า สาเหตุที่พบบ่อยของอาการที่ดูเหมือนไมเกรนเรื้อรังคือการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป สาเหตุอื่นที่ต้องคิดถึง ได้แก่ คาเฟอีนมากเกินหรือหยุดกะทันหัน การนอนไม่พอหรือนอนผิดเวลา และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่ง NHS (ทบทวน 11 พ.ค. 2569) ระบุอาการปวดศีรษะตอนตื่นนอน ส่วนความดันสูงนั้น NHS ระบุว่ามักไม่มีอาการ และมีน้อยครั้งที่ทำให้ปวดศีรษะ NHS ให้พบแพทย์ถ้าเป็นไมเกรนมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ไมเกรนเรื้อรัง = ปวด 15 วันขึ้นไปต่อเดือน นานกว่า 3 เดือน อย่างน้อย 8 วันเป็นแบบไมเกรน (ICHD-3, NICE)
- ยาแก้ปวดที่กินบ่อย อาจเป็นต้นเหตุ ICHD-3 ระบุว่าผู้ที่ปวดศีรษะ 15 วันขึ้นไปต่อเดือนมากกว่าครึ่งหนึ่งมีภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน (จากข้อมูลระบาดวิทยาหลายประเทศ)
- ตื่นมาปวดหัวทุกเช้า ให้นึกถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (กรนดัง สำลักหายใจตอนกลางคืน ง่วงกลางวัน) และให้วัดความดัน
- ยาป้องกันไมเกรน MedlinePlus ระบุว่าแพทย์อาจแนะนำเมื่อปวดมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- บันทึกปวดหัว ICHD-3 ระบุว่าการแยกปวดศีรษะที่เป็นบ่อยมักต้องใช้บันทึกรายวันอย่างน้อย 1 เดือน ส่วน NICE แนะนำอย่างน้อย 8 สัปดาห์
- ปวดแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม หรือมีอาการทางระบบประสาท ต้องพบแพทย์ ถ้ามีอาการฉุกเฉิน ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
ไมเกรนเรื้อรังคืออะไร
ICHD-3 หัวข้อ 1.3 อธิบายไมเกรนเรื้อรังว่า ปวดศีรษะ 15 วันขึ้นไปต่อเดือน นานกว่า 3 เดือน โดยอย่างน้อย 8 วันต่อเดือนมีลักษณะของไมเกรน NICE (CG150 ปรับล่าสุด 3 มิ.ย. 2568) ใช้ความหมายเดียวกัน ส่วนไมเกรนที่ปวดน้อยกว่า 15 วันต่อเดือนเรียกว่าไมเกรนแบบเป็นครั้งคราว
ICHD-3 อธิบายว่าที่แยกไมเกรนเรื้อรังออกมา เพราะเมื่อปวดถี่หรือแทบไม่หยุด จะแยกแต่ละครั้งออกจากกันไม่ได้ และลักษณะการปวดอาจเปลี่ยนได้ในวันเดียวกัน วันที่ปวดแบบตึงรอบศีรษะก็ถูกนับรวมด้วย
คำว่า "ปวดทุกวัน" ไม่ได้แปลว่าเป็นไมเกรนเรื้อรังเสมอไป ICHD-3 ระบุว่ามีโรคปวดศีรษะอีกแบบที่ปวดทุกวันต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกที่เริ่ม และ NICE มีรายการสัญญาณที่แพทย์ต้องประเมินเพิ่ม เช่น ลักษณะปวดเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน ดังนั้นคนที่ปวดเกือบทุกวันต้องให้แพทย์วินิจฉัย ไม่ควรสรุปเอง
ปวดเพราะกินยาแก้ปวดบ่อยเกินไป
นี่เป็นเรื่องที่ ICHD-3 ให้ความสำคัญมาก ICHD-3 (ฉบับตีพิมพ์ 2561) ระบุว่า
- ปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน คือปวด 15 วันขึ้นไปต่อเดือนในคนที่เป็นโรคปวดศีรษะอยู่เดิม จากการใช้ยาตอนปวดเป็นประจำ 10 หรือ 15 วันขึ้นไปต่อเดือนแล้วแต่ชนิดยา นานกว่า 3 เดือน
- สาเหตุที่พบบ่อยของอาการที่ดูเหมือนไมเกรนเรื้อรัง คือการใช้ยาเกิน และราวร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่ดูเหมือนเป็นไมเกรนเรื้อรัง กลับเป็นไมเกรนแบบเป็นครั้งคราวหลังหยุดยาที่ใช้เกิน
- หลักฐานทางคลินิกพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้นหลังหยุดยาที่ใช้เกิน และตอบสนองต่อยาป้องกันดีขึ้นด้วย
- จำนวนวันที่ใช้เป็นเกณฑ์มาจากความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่หลักฐานจากงานวิจัยโดยตรง
NICE ใช้เกณฑ์ 10 วันขึ้นไปต่อเดือนสำหรับทริปแทน โอปิออยด์ เออร์กอต หรือยาแก้ปวดสูตรผสม และ 15 วันขึ้นไปต่อเดือนสำหรับพาราเซตามอล แอสไพริน หรือเอ็นเสด ใช้ต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป ส่วน NHS (หน้าไมเกรน ทบทวน 10 มี.ค. 2569) แนะนำให้พยายามอย่ากินยาแก้ปวดเกิน 2 วันต่อสัปดาห์
ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง และห้ามเพิ่มยาแก้ปวดเอง NICE ระบุว่าภาวะนี้แก้โดยการถอนยาที่ใช้เกิน ภายใต้การดูแลของแพทย์ และให้แพทย์พิจารณายาป้องกันไมเกรนร่วมด้วย รายละเอียดเรื่องยาอ่านได้ที่ ปวดหัวไมเกรนกินยาอะไร
กาแฟเกี่ยวกับปวดหัวบ่อยไหม
NHS ระบุว่า คาเฟอีนมากเกินไป เป็นตัวกระตุ้นไมเกรน และแพทย์อาจแนะนำให้ดื่มคาเฟอีนน้อยลง ส่วน MedlinePlus ระบุว่า การหยุดคาเฟอีน ก็เป็นตัวกระตุ้น แหล่งที่อ่านไม่ได้ระบุว่าการหยุดคาเฟอีนทำให้ปวดตอนเช้าโดยเฉพาะ
คนที่ดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลังหลายแก้วต่อวัน และปวดศีรษะบ่อย ลองจดจำนวนแก้วและเวลาที่ดื่มลงในบันทึก แล้วนำไปคุยกับแพทย์ ถ้าจะลด ให้ค่อย ๆ ลด (คำแนะนำของบทความ) ยาแก้ปวดบางสูตรมีคาเฟอีนผสม ซึ่งนับเป็นยาแก้ปวดสูตรผสมในเกณฑ์ของ NICE ด้วย ให้ถามเภสัชกรว่ายาที่ใช้อยู่เป็นสูตรใด อ่านเรื่องอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นได้ที่ ไมเกรนห้ามกินอะไร
ตื่นมาก็ปวดหัวทุกเช้า เกิดจากอะไร
แหล่งที่เราเปิดอ่านระบุสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับปวดศีรษะตอนเช้าไว้ไม่กี่ข้อ ดังนี้
1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ NHS (ทบทวน 11 พ.ค. 2569) ระบุอาการขณะหลับ ได้แก่ หายใจหยุดเป็นพัก ๆ แล้วกลับมาหายใจใหม่ มีเสียงหายใจเฮือก กรนหรือสำลัก ตื่นบ่อย และกรนเสียงดัง ส่วนตอนกลางวันอาจ ง่วงหรือเหนื่อยมาก สมาธิไม่ดี อารมณ์แปรปรวน และปวดศีรษะตอนตื่นนอน NHS ให้พบแพทย์ถ้ามีอาการหลัก และแนะนำให้พาคนที่เห็นอาการตอนนอนไปด้วย NHS ระบุว่าภาวะนี้อาจร้ายแรงถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา อ่านเรื่องผลต่อหัวใจและความดันได้ที่ นอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เสี่ยงความดันสูงและหัวใจเต้นผิดจังหวะไหม
2. ความดันโลหิตสูง NHS (ทบทวน 19 ก.ค. 2567) ระบุว่าความดันสูง มักไม่มีอาการ มีน้อยครั้งที่ทำให้ปวดศีรษะ ตามัว หรือเจ็บหน้าอก และวิธีเดียวที่จะรู้คือวัดความดัน NHS ให้ขอคำปรึกษาด่วนถ้าปวดศีรษะหรือตามัวบ่อย จึงไม่ควรเดาว่าปวดเพราะความดันขึ้น หรือคิดว่าไม่ปวดแปลว่าความดันปกติ ให้วัดจริง ผู้ที่มีเครื่องวัดที่บ้านวัดตอนเช้าที่ปวดแล้วจดไว้ (คำแนะนำของบทความ) อ่านเพิ่มที่ ความดันสูงปวดหัวแบบไหน ปวดท้ายทอยใช่ความดันขึ้นหรือเปล่า
3. การนอน MedlinePlus ระบุว่าการนอนผิดเวลาหรือนอนไม่พอเป็นตัวกระตุ้นไมเกรน และ NHS หน้าปวดศีรษะแนะนำว่าอย่านอนนานกว่าปกติ เพราะอาจทำให้ปวดศีรษะแย่ลง วันหยุดที่ตื่นสายกว่าปกติมากจึงน่าจดไว้ในบันทึก
4. แอลกอฮอล์ NHS หน้าปวดศีรษะระบุว่าการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของปวดศีรษะ
5. ยาแก้ปวดที่กินเป็นประจำ ตามหัวข้อข้างบน
ปวดมากขึ้นเวลานอนราบ MedlinePlus ให้นัดพบแพทย์ และ NICE จัด "ปวดศีรษะที่เปลี่ยนตามท่าทาง" ไว้ในรายการที่แพทย์ต้องประเมินเพิ่ม ส่วนปวดศีรษะร่วมกับอาเจียน NHS ให้ขอพบแพทย์ด่วน
ผู้ที่นอนไม่หลับเรื้อรังร่วมด้วย อ่าน นอนไม่หลับอันตรายไหม ควรหาหมออะไร
ยาป้องกันไมเกรน เมื่อไรควรเริ่ม
แหล่งที่อ่านให้เกณฑ์ไว้ต่างกันเล็กน้อย
- MedlinePlus (ทบทวน 11 ก.พ. 2568): ถ้าปวดไมเกรนมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แพทย์อาจแนะนำยาที่กินทุกวันเพื่อป้องกัน เป้าหมายคือลดความถี่และความรุนแรง
- NHS (ทบทวน 10 มี.ค. 2569): ให้พบแพทย์ถ้าเป็นไมเกรนมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง รุนแรงขึ้น นานขึ้น หรือคุมยาก
- NICE: ให้แพทย์คุยถึงประโยชน์และความเสี่ยงของยาป้องกัน โดยดูความต้องการ โรคร่วม ความเสี่ยงผลข้างเคียง และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และทบทวนการใช้ยาเมื่อใช้ไป 3–6 เดือน
ยาป้องกันที่แหล่งระบุ ได้แก่ ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ ยาต้านซึมเศร้าบางตัว ยากันชักบางตัว และในบางคนคือยากลุ่มต้าน CGRP หรือยาฉีดโบทูลินัมท็อกซินสำหรับไมเกรนเรื้อรัง ยาแต่ละตัวมีข้อควรระวังต่างกัน การเลือกเป็นเรื่องที่ต้องคุยกับแพทย์ ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาเอง
บันทึกปวดหัว 1 เดือนช่วยอย่างไร
ICHD-3 ระบุว่าการแยกลักษณะของปวดศีรษะที่เป็นบ่อย โดยทั่วไปต้องใช้บันทึกรายวันเรื่องอาการปวดและอาการร่วม อย่างน้อย 1 เดือน NICE แนะนำให้จดอย่างน้อย 8 สัปดาห์ และใช้บันทึกเพื่อ
- ดูความถี่ ระยะเวลา และความรุนแรงของการปวด
- ดูว่ายาหรือวิธีที่ใช้อยู่ได้ผลหรือไม่
- เป็นพื้นฐานในการคุยกับแพทย์ว่าปวดศีรษะกระทบชีวิตมากแค่ไหน
- วินิจฉัยไมเกรนช่วงมีประจำเดือน (อย่างน้อย 2 รอบเดือน)
สิ่งที่ควรจด (คำแนะนำของบทความ): วันที่ปวดและไม่ปวด เวลาเริ่ม ปวดนานเท่าไร คะแนนความปวด อาการร่วม ยาแก้ปวดที่กินและจำนวนเม็ด กาแฟหรือชากี่แก้ว เวลาเข้านอนและตื่น นอนกรนหรือไม่ (ถามคนในบ้าน) ความดันที่วัดได้ ประจำเดือน และเหตุการณ์ที่เครียด
ประโยชน์ที่เห็นได้ทันทีคือการนับวันใช้ยาแก้ปวด ถ้านับแล้วพบว่ากินยาแก้ปวดเกิน 2 วันต่อสัปดาห์ตามคำแนะนำของ NHS ให้นำบันทึกไปพบแพทย์ ไม่ควรเพิ่มยาเอง ส่วนวิธีหาตัวกระตุ้นจากบันทึก อ่านได้ที่ ไมเกรนเกิดจากอะไร
ข้อควรรู้: ถ้าระหว่างจดบันทึกมีอาการปวดศีรษะแบบใหม่ที่ขึ้นมาทันทีและรุนแรงมาก หรือมีอาการทางระบบประสาท ห้ามรอให้ครบเดือน ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 รายการเต็มอยู่ที่ ไมเกรนอันตรายไหม ปวดหัวแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)
เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด หนึ่งกล่องมี 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. (น้ำหนักสุทธิ 27 กรัม) วิธีรับประทานตามฉลากคือ วันละ 1 แคปซูล เลข อย. หมายถึงการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ได้รับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · เปลือกแคปซูลเป็นเจลาติน
ตัวเลขที่คำนวณจากฉลาก: ฉลากไม่ได้บอกปริมาณแมกนีเซียมธาตุ เมื่อคำนวณจากสูตรเคมีของแมกนีเซียมออกไซด์ได้ราว 265 มก. และจากเกรด "(20%)" ของบิสไกลซิเนตได้ราว 20 มก. รวมเป็นแมกนีเซียมราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ตัวเลขนี้ยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยใบวิเคราะห์ (COA) และเป็นปริมาณในแคปซูล ไม่ใช่ปริมาณที่ดูดซึม ส่วนวิตามินเค 2 (MK-7) ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) วิตามินดี 3 ราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) และวิตามินบี 12 0.6 มก. คือ 600 ไมโครกรัม
ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" และ "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ข้อความ "ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ"
เทียบกับงานวิจัยเรื่องไมเกรน: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ลดจำนวนวันที่ปวดศีรษะ ใช้แทนยาป้องกันไมเกรน หรือช่วยแก้ปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้โดยตรง
- แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. และแมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. (แมกนีเซียมรวมราว 280–285 มก. คำนวณ): งานทดลองไมเกรนใช้แมกนีเซียม 500–600 มก. ต่อวัน ราว 2 เท่าของแคปซูล (คำนวณ) และผลยังขัดกัน งานเหล่านี้ศึกษาการป้องกันในไมเกรนทั่วไป แหล่งที่เราอ่านไม่ได้ระบุผลในไมเกรนเรื้อรังหรือปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน
- โคเอนไซม์คิวเท็น 30 มก.: งานทดลองไมเกรน 42 คน (ตีพิมพ์ 2548) ใช้ 300 มก. ต่อวัน มากกว่าในแคปซูล 10 เท่า (คำนวณ)
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับและความดันสูง: ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช้แทนการตรวจการนอนหลับ การวัดความดัน หรือยาที่แพทย์สั่ง
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก)
- เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" ส่วนหญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · คำแนะนำของบทความ: ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสินก่อน งานในอาสาสมัครพบว่า MK-7 เพียง 10–20 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ค่า INR (ค่าการแข็งตัวของเลือด) เปลี่ยนในบางคน ขณะที่แคปซูลมี MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และมีรายงานว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
- ผู้ใช้ยาประจำตัว: ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน รวมถึงผู้ที่ใช้ยาป้องกันไมเกรน ยาความดัน หรือยาแก้ปวดเป็นประจำ
- ผู้ป่วยโรคไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงต่อภาวะแมกนีเซียมเกิน
- กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่: แมกนีเซียมในแคปซูลคิดเป็นราว 80% ของเพดาน 350 มก. ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) ถ้านับรวมแหล่งอื่นอาจเกินเพดานและเสี่ยงท้องเสีย
- ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: หน้ายาไซโปรฟลอกซาซินของ MedlinePlus (ปรับ 15 ส.ค. 2569) ให้กินผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียมอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังยา · หน้ายาด็อกซีไซคลิน (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ให้ห่าง 1–2 ชั่วโมง · ยากระดูกพรุนอเลนโดรเนต MedlinePlus (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ระบุว่าหลังกินยาห้ามกินอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาอื่นรวมทั้งวิตามินอย่างน้อย 30 นาที ขณะที่ Linus Pauling Institute ให้ห่าง 2 ชั่วโมง · ยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน MedlinePlus (ปรับ 15 ก.พ. 2562 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ไม่ได้ระบุชั่วโมงสำหรับแมกนีเซียม ให้เภสัชกรจัดเวลาทุกตัว
- ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีกรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่ง Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำเมื่อใช้คู่กับยาเบาหวาน ให้ติดตามน้ำตาลตามแพทย์สั่ง
- ท้องเสียง่าย: แมกนีเซียมออกไซด์อาจทำให้ถ่ายเหลว ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งให้หยุดและปรึกษาแพทย์
- ไม่บริโภคเจลาติน: เปลือกแคปซูลทำจากเจลาติน
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาป้องกันไมเกรน ยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง ยาความดัน ยาลดไขมัน (สแตติน) ยาเบาหวาน อินซูลิน ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดกรด และยาขับปัสสาวะ แม้จะเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
หากปวดศีรษะและมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS ห้ามขับรถไปเอง)
- ปวดศีรษะขึ้นมาทันทีและปวดรุนแรงมาก (NHS หน้าไมเกรน ทบทวน 10 มี.ค. 2569)
- ปวดศีรษะแบบที่รู้สึกว่าหนักกว่าทุกครั้งที่เคยปวดมาในชีวิต (MedlinePlus หน้าไมเกรน ทบทวน 11 ก.พ. 2568)
- พูดลำบาก หรือจำอะไรไม่ได้ (NHS หน้าไมเกรน ทบทวน 10 มี.ค. 2569)
- เดินหรือทรงตัวลำบาก (NHS หน้าปวดศีรษะ ทบทวน 17 เม.ย. 2567 และ MedlinePlus หน้าไมเกรน)
- มองไม่เห็น ตามัว หรือเห็นภาพซ้อน (NHS หน้าไมเกรน ทบทวน 10 มี.ค. 2569)
- ง่วงซึม หรือสับสน (NHS หน้าไมเกรน ทบทวน 10 มี.ค. 2569)
- ชัก (NHS หน้าไมเกรน ทบทวน 10 มี.ค. 2569)
- ขยับแขนขาไม่ได้ หรืออ่อนแรงที่แขนขาซีกหนึ่งหรือใบหน้าซีกหนึ่ง (NHS หน้าไมเกรน ทบทวน 10 มี.ค. 2569)
- ไข้สูงมาก หรือคอแข็ง (NHS หน้าไมเกรน และหน้าปวดศีรษะ ทบทวน 17 เม.ย. 2567)
- ผื่นที่กดด้วยแก้วแล้วไม่จางลง (NHS หน้าปวดศีรษะ ทบทวน 17 เม.ย. 2567)
- เพิ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ เช่น ล้มหัวกระแทกภายใน 3 เดือน (NHS หน้าปวดศีรษะ ทบทวน 17 เม.ย. 2567)
- เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบหรือกดทับ (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
- เจ็บหน้าอกที่ร้าวไปแขน คอ หรือกราม (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →คำถามที่พบบ่อย
ปวดหัวไมเกรนทุกวันเกิดจากอะไร
ICHD-3 ระบุว่าสาเหตุที่พบบ่อยของอาการที่ดูเหมือนไมเกรนเรื้อรังคือการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป สาเหตุอื่นที่ควรคิดถึง ได้แก่ คาเฟอีนมากเกินหรือหยุดกะทันหัน นอนไม่พอหรือนอนผิดเวลา แอลกอฮอล์ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คนที่ปวดเกือบทุกวันต้องให้แพทย์วินิจฉัย
ไมเกรนเรื้อรังคืออะไร
ตาม ICHD-3 และ NICE คือปวดศีรษะ 15 วันขึ้นไปต่อเดือน นานกว่า 3 เดือน โดยอย่างน้อย 8 วันต่อเดือนมีลักษณะแบบไมเกรน
ตื่นมาปวดหัวทุกเช้าเกิดจากอะไร
NHS ระบุว่าปวดศีรษะตอนตื่นนอนเป็นอาการหนึ่งของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ร่วมกับกรนดัง หายใจเฮือกหรือสำลักตอนนอน และง่วงมากตอนกลางวัน ส่วนความดันสูงมักไม่มีอาการ มีน้อยครั้งที่ทำให้ปวดศีรษะ จึงควรวัดความดันจริง และพบแพทย์
กินยาแก้ปวดบ่อยทำให้ปวดหัวมากขึ้นจริงไหม
จริง ICHD-3 และ NICE เรียกว่าปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน NICE ใช้เกณฑ์ 10–15 วันขึ้นไปต่อเดือนตามชนิดยา ต่อเนื่อง 3 เดือน NHS แนะนำให้พยายามอย่ากินยาแก้ปวดเกิน 2 วันต่อสัปดาห์ ภาวะนี้แก้โดยการถอนยาที่ใช้เกินภายใต้การดูแลของแพทย์
เมื่อไรควรเริ่มยาป้องกันไมเกรน
MedlinePlus ระบุว่าแพทย์อาจแนะนำยาป้องกันเมื่อปวดมากกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง NHS ให้พบแพทย์ถ้าเป็นไมเกรนมากกว่าสัปดาห์ละครั้ง การตัดสินใจขึ้นกับโรคร่วม ผลข้างเคียง และผลกระทบต่อชีวิต ซึ่งต้องคุยกับแพทย์
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- 1.3 Chronic migraineInternational Classification of Headache Disorders, 3rd edition (ICHD-3)
- 8.2 Medication-overuse headache (MOH)International Classification of Headache Disorders, 3rd edition (ICHD-3)
- Headaches in over 12s: diagnosis and management (CG150)National Institute for Health and Care Excellence (NICE)
- Sleep apnoeaNHS
- High blood pressure (hypertension)NHS
- MigraineMedlinePlus Medical Encyclopedia
- MigraineNHS
- HeadachesNHS
- Prophylaxis of migraine with oral magnesium: results from a prospective, multi-center, placebo-controlled and double-blind randomized studyCephalalgia (PubMed)
- Efficacy of coenzyme Q10 in migraine prophylaxis: a randomized controlled trialNeurology (PubMed)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
