บทความความรู้สุขภาพ

เกี่ยวกับ Beta Vit

โคคิวเท็นมาจากไหน ร่างกายสร้างเองได้ไหม มีในอาหารอะไร

คำตอบสั้น: ร่างกายสร้างโคเอนไซม์คิวเท็นได้เองในเนื้อเยื่อเกือบทุกส่วน Linus Pauling Institute (ทบทวน พ.ค. 2561 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ระบุว่าการสร้างในร่างกายร่วมกับอาหาร ให้โคคิวเท็นพอจนไม่เกิดภาวะขาดในคนสุขภาพดี แม้ระดับในเนื้อเยื่อจะลดลงตามอายุ อาหารให้ราว 3–6 มก. ต่อวัน แหล่งหลักคือเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ และปลา รองลงมาคือน้ำมันพืชบางชนิด ถั่ว และเมล็ดพืช

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • ร่างกายสร้างโคคิวเท็นเองได้ จึงไม่ถูกจัดเป็นวิตามิน
  • คาดว่าอาหารให้โคคิวเท็นในเลือดราวร้อยละ 25 ส่วนที่เหลือมาจากการสร้างในร่างกาย
  • คนทั่วไปได้จากอาหารราว 3–6 มก. ต่อวัน
  • มีมากในเนื้อวัว ปลาเฮร์ริง เนื้อไก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา ถั่วลิสง งา
  • ผัก ผลไม้ ไข่ นม มีปานกลางถึงน้อย
  • ภาวะขาดโคคิวเท็นไม่พบในประชากรทั่วไป ภาวะขาดจากพันธุกรรมพบน้อยมาก
  • ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวและผู้ใช้สแตตินอาจมีระดับในเลือดต่ำ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องเสริมเอง ให้ถามแพทย์

ร่างกายสร้างโคคิวเท็นเองได้ไหม

ได้ และสร้างได้ในเนื้อเยื่อเกือบทุกส่วน Linus Pauling Institute อธิบายว่าการสร้างมี 3 ขั้นตอนหลัก

  1. สร้างส่วน "หัว" ของโมเลกุลจากกรดอะมิโนไทโรซีนหรือฟีนิลอะลานีน
  2. สร้างส่วน "หาง" จากกระบวนการที่เรียกว่าวิถีเมวาโลเนต ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับการสร้างคอเลสเตอรอล
  3. นำสองส่วนมาต่อกันเป็นโคคิวเท็น

แหล่งเดียวกันระบุว่าวิตามินบี 6 ในรูปไพริดอกซาล-5-ฟอสเฟต และกรดแพนโทธีนิก เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการสร้าง แต่ยังไม่ทราบว่าการขาดวิตามินเหล่านี้มีผลต่อการสร้างโคคิวเท็นมากเพียงใด

MSKCC (ปรับ 29 ก.ย. 2569) ระบุว่าโคคิวเท็นพบในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย มีความเข้มข้นสูงในตับ ไต หัวใจ และตับอ่อน และระบุว่าเซลล์ทุกเซลล์สร้างเองได้ โดยไม่มีการกระจายจากอวัยวะหนึ่งไปอีกอวัยวะผ่านทางเลือด

ระดับโคคิวเท็นลดลงตามอายุจริงไหม

Linus Pauling Institute ระบุว่าความเข้มข้นของโคคิวเท็นในเนื้อเยื่อหลายชนิดลดลงทีละน้อยตามอายุ แต่ยังไม่ชัดว่าการลดลงนี้นับเป็นภาวะขาดหรือไม่ แหล่งเดียวกันระบุว่ามีหลักฐานจำกัดว่าการเสริมโคคิวเท็นช่วยยืดอายุหรือป้องกันการเสื่อมตามวัยในคน

ข้อนี้สำคัญเพราะโฆษณามักบอกว่า "อายุมากแล้วโคคิวเท็นลด จึงต้องเสริม" แต่แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้สรุปเช่นนั้น และระบุชัดว่า ภาวะขาดโคคิวเท็นยังไม่เคยมีการบรรยายไว้ในประชากรทั่วไป จึงเชื่อกันว่าการสร้างในร่างกาย จะกินอาหารหลากหลายหรือไม่ก็ตาม ให้โคคิวเท็นพอต่อการสร้างพลังงานในคนสุขภาพดี

ภาวะขาดโคคิวเท็นแบบปฐมภูมิเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบน้อยมาก เกิดจากยีนที่เกี่ยวกับการสร้างโคคิวเท็นผิดปกติ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับโคคิวเท็นขนาดสูงภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง

ภาวะขาดจากพันธุกรรมมีอาการอย่างไร Linus Pauling Institute ระบุว่าพบความผิดปกติของยีนในเส้นทางการสร้างอย่างน้อย 9 ยีน และแบ่งอาการหลักเป็น 5 แบบ ได้แก่ โรคหลายระบบรุนแรงในทารก โรคสมองร่วมกับกล้ามเนื้อ การทรงตัวผิดปกติจากสมองน้อย โรคกล้ามเนื้ออย่างเดียว และกลุ่มอาการไตรั่ว (เนโฟรติก) อาการเหล่านี้ไม่ใช่อาการเพลียหรือปวดเมื่อยทั่วไปของผู้ใหญ่ ถ้ามีอาการเพลียหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงต่อเนื่อง ให้พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรเดาว่าขาดโคคิวเท็น

โคคิวเท็นมีในอาหารอะไรบ้าง

Linus Pauling Institute ระบุว่าแหล่งอาหารหลักของโคคิวเท็นคือเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก และปลา แหล่งที่ดีรองลงมาคือน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา ถั่ว และเมล็ดพืช ส่วนผลไม้ ผัก ไข่ และผลิตภัณฑ์นม เป็นแหล่งระดับปานกลาง

ตัวอย่างจากตารางของแหล่งเดียวกัน (ปริมาณโคคิวเท็นต่อหนึ่งหน่วยบริโภค)

  • เนื้อวัวทอด 3 ออนซ์: 2.6 มก.
  • ปลาเฮร์ริงหมัก 3 ออนซ์: 2.3 มก.
  • ไก่ทอด 3 ออนซ์: 1.4 มก.
  • น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ: 1.3 มก.
  • น้ำมันคาโนลา 1 ช้อนโต๊ะ: 1.0 มก.
  • ปลาเทราต์นึ่ง 3 ออนซ์: 0.9 มก.
  • ถั่วลิสงคั่ว 1 ออนซ์: 0.8 มก.
  • งาคั่ว 1 ออนซ์: 0.7 มก.
  • พิสตาชิโอคั่ว 1 ออนซ์: 0.6 มก.
  • บรอกโคลีต้ม ครึ่งถ้วย: 0.5 มก.
  • กะหล่ำดอกต้ม ครึ่งถ้วย: 0.4 มก.
  • ส้ม 1 ผลขนาดกลาง: 0.3 มก.
  • สตรอว์เบอร์รี ครึ่งถ้วย: 0.1 มก.
  • ไข่ต้ม 1 ฟองขนาดกลาง: 0.1 มก.

Linus Pauling Institute อธิบายว่าเนื้อหรือปลา 3 ออนซ์มีขนาดราวสำรับไพ่หนึ่งสำรับ

ได้ยินว่าเครื่องในสัตว์มีโคคิวเท็นสูง จริงไหม ตารางข้างต้นไม่ได้แสดงค่าของเครื่องใน ข้อมูลที่ใกล้เคียงคือ MSKCC ระบุว่าในร่างกายคน ตับ ไต และหัวใจมีความเข้มข้นสูง แต่นั่นเป็นข้อมูลอวัยวะของคน ไม่ใช่ตัวเลขในอาหาร เราจึงไม่ใส่ตัวเลขของเครื่องในให้ และผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงหรือกรดยูริกสูงควรถามแพทย์เรื่องปริมาณเครื่องในที่เหมาะกับตัวเอง

อาหารไทยที่ให้โคคิวเท็นตามกลุ่มข้างต้น ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ไก่ ปลาทู ปลาทะเลต่าง ๆ ถั่วลิสงในส้มตำหรือน้ำจิ้ม และงา แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่มีตัวเลขของอาหารไทยโดยตรง

ได้โคคิวเท็นจากอาหารต่อวันเท่าไร

Linus Pauling Institute ระบุว่าจากการสำรวจด้วยแบบสอบถาม คนได้โคคิวเท็นจากอาหารเฉลี่ยราว 3–6 มก. ต่อวัน และคาดว่าอาหารคิดเป็นราวร้อยละ 25 ของโคคิวเท็นในเลือด ส่วนอาหารมีผลต่อระดับในเนื้อเยื่อมากเพียงใดยังไม่ชัด

ยังไม่มีหน่วยงานใดกำหนดปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ผลิตภัณฑ์เสริมในสหรัฐฯ มีขนาดราว 30–100 มก. ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าที่ได้จากอาหารมาก วิธีกินและขนาดในงานวิจัยอ่านต่อได้ที่ โคคิวเท็นกินตอนไหน วันละกี่มิลลิกรัม

โคคิวเท็นในอาหารเสริมผลิตอย่างไร

แหล่งที่เราเปิดอ่าน (Linus Pauling Institute และ MSKCC) ไม่ได้อธิบายวิธีผลิตโคคิวเท็นสำหรับอาหารเสริม เราจึงไม่ยืนยันว่าผลิตด้วยการหมักจุลินทรีย์หรือวิธีอื่น ถ้าอยากทราบวิธีผลิตของผลิตภัณฑ์ใด ให้ถามผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายโดยตรง

เลข 99.5% บนฉลากโคคิวเท็นหมายถึงอะไร

ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมหลายตัวเขียนเปอร์เซ็นต์ไว้ในวงเล็บหลังชื่อสาร เช่น "โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%)" ตัวฉลากไม่ได้อธิบายว่าตัวเลขนี้หมายถึงอะไร ผู้อ่านมักเข้าใจว่าเป็นความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบ แต่เราไม่ได้ยืนยันกับผู้ผลิต และไม่ทราบว่าตัวเลขน้ำหนักบนฉลากหักความบริสุทธิ์แล้วหรือยัง ถ้าต้องการตัวเลขที่แน่นอน ให้ขอใบวิเคราะห์ (COA) จากผู้ผลิต

ใครที่ระดับโคคิวเท็นในร่างกายอาจต่ำ และแปลว่าต้องเสริมไหม

Linus Pauling Institute ระบุกลุ่มที่พบระดับโคคิวเท็นในเลือดต่ำไว้ดังนี้

  • ผู้ใช้ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน: ยากลุ่มนี้ยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นขั้นตอนร่วมของการสร้างคอเลสเตอรอลและโคคิวเท็น จึงลดระดับโคคิวเท็นในเลือดได้ แต่แหล่งเดียวกันระบุว่า ระดับในเลือดที่ลดลงน่าจะเป็นเพราะไขมันในเลือดลดลง (โคคิวเท็นเดินทางไปกับไลโปโปรตีน) มากกว่าการสร้างที่ลดลง ยังไม่รู้ว่าระดับในเนื้อเยื่ออื่นเปลี่ยนเท่าไร และมีหลักฐานน้อยว่าการลดลงนี้เป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อจากสแตติน
  • ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว: งานในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว 1,191 คน พบว่าระดับโคคิวเท็นในเลือดต่ำเป็นตัวบ่งชี้ของโรคหัวใจระยะลุกลาม งานนี้บอกความสัมพันธ์ ไม่ได้บอกว่าโคคิวเท็นต่ำเป็นสาเหตุ
  • ผู้ป่วยเบาหวานและมะเร็ง: Linus Pauling Institute ระบุว่าพบระดับในเลือดต่ำลงเช่นกัน และระบุว่างานทดลองพบหลักฐานน้อยว่าการเสริมโคคิวเท็นช่วยการคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

ระดับต่ำไม่ได้แปลว่าต้องซื้อมาเสริมเอง Linus Pauling Institute สรุปไว้ว่าการเสริมโคคิวเท็นแบบกินเพิ่มระดับในเลือด แต่ยังไม่ชัดว่าเพิ่มระดับในเนื้อเยื่ออื่นหรือไม่ โดยเฉพาะในคนสุขภาพดี และระบุเรื่องหัวใจล้มเหลวไว้เพียงว่ามีหลักฐานบางส่วนว่าอาจเป็นส่วนเสริมของการรักษามาตรฐาน ส่วน MSKCC อ้างสมาคมหัวใจอเมริกันว่า ยังต้องมีงานวิจัยขนาดใหญ่เพื่อตัดสินว่าการเสริมมีประโยชน์ในการดูแลหัวใจล้มเหลวหรือไม่

สิ่งที่ทำได้คือ

  • ผู้ใช้สแตติน: กินยาต่อตามแพทย์สั่ง NHS หน้ายาสแตติน (ทบทวน 5 พ.ค. 2569) ระบุปวดกล้ามเนื้อเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ และให้ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจเปลี่ยนชนิดหรือขนาดยา ห้ามหยุดยาเอง อ่านเรื่องยาได้ที่ ยาสแตตินคืออะไร
  • ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว: ยาหลักคือยาที่แพทย์สั่ง ห้ามหยุดหรือลดยาเอง ถ้าสนใจอาหารเสริมใด ให้ถามแพทย์โรคหัวใจก่อน อ่านเรื่องยาหัวใจล้มเหลวได้ที่ ยารักษาหัวใจล้มเหลว
  • ทุกคน: กินอาหารหลากหลาย ซึ่งให้โคคิวเท็นจากเนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว และน้ำมันพืชตามปกติ

อ่านพื้นฐานของโคคิวเท็นเพิ่มเติมได้ที่ โคคิวเท็นคืออะไร

ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)

เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด หนึ่งกล่องมี 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. (น้ำหนักสุทธิ 27 กรัม) วิธีรับประทานตามฉลากคือ วันละ 1 แคปซูล เลข อย. หมายถึงการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ได้รับรองสรรพคุณ

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · เปลือกแคปซูลเป็นเจลาติน

ตัวเลขที่คำนวณจากฉลาก: ฉลากไม่ได้บอกปริมาณแมกนีเซียมธาตุ เมื่อคำนวณจากสูตรเคมีของแมกนีเซียมออกไซด์ได้ราว 265 มก. และจากเกรด "(20%)" ของบิสไกลซิเนตได้ราว 20 มก. รวมเป็นแมกนีเซียมราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ตัวเลขนี้ยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยใบวิเคราะห์ (COA) ส่วนวิตามินเค 2 (MK-7) ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) วิตามินดี 3 ราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) และวิตามินบี 12 0.6 มก. คือ 600 ไมโครกรัม

ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" และ "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ข้อความ "ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ"

เทียบโคคิวเท็นในแคปซูลกับอาหารและงานวิจัย: ฉลากระบุโคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. ต่อแคปซูล ฉลากไม่ได้อธิบายความหมายของ "(99.5%)" และไม่ระบุว่าเป็นรูปยูบิควิโนนหรือยูบิควินอล แผ่นหลักฐานของเราคิดเป็นโคคิวเท็นราว 30 มก. ส่วนวิธีผลิตวัตถุดิบ เรายังไม่ได้รับข้อมูลจากผู้ผลิต

  • เทียบกับอาหาร: 30 มก. มากกว่าที่คนทั่วไปได้จากอาหารเฉลี่ยต่อวัน (ราว 3–6 มก. ตาม Linus Pauling Institute) ตัวเลขนี้บอกว่ามากกว่าอาหาร ไม่ได้บอกว่าร่างกายต้องการเพิ่ม
  • เทียบกับงานวิจัย: งานในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวใช้ 300 มก. ต่อวันร่วมกับยามาตรฐาน ราว 10 เท่าของแคปซูล (คำนวณ) งานเรื่องปวดกล้ามเนื้อจากสแตตินใช้ราว 100–600 มก. ต่อวัน ราว 3–20 เท่า (คำนวณ) และผลขัดกัน

ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ชดเชยโคคิวเท็นที่ลดลงจากอายุหรือจากยาสแตติน หรือช่วยเรื่องหัวใจ และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้โดยตรง

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ (สองข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก)

  • เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" ส่วนหญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: ฉลากระบุว่า "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · คำแนะนำของบทความ: ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ห้ามเริ่มเอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลตัดสินก่อน งานในอาสาสมัครพบว่า MK-7 เพียง 10–20 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ค่า INR (ค่าการแข็งตัวของเลือด) เปลี่ยนในบางคน ขณะที่แคปซูลมี MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) และมีรายงานว่าโคเอนไซม์คิวเท็นลดฤทธิ์วาร์ฟาริน · Linus Pauling Institute หน้าแมกนีเซียม (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุด้วยว่าแมกนีเซียมลดประสิทธิภาพของยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกินได้
  • ผู้ใช้ยาประจำตัว: ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน รวมถึงผู้ใช้ยาสแตตินและยาหัวใจ
  • ผู้ป่วยโรคไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงต่อภาวะแมกนีเซียมเกิน
  • กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่: แมกนีเซียมในแคปซูลคิดเป็นราว 80% ของเพดาน 350 มก. ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) ถ้านับรวมแหล่งอื่นอาจเกินเพดานและเสี่ยงท้องเสีย
  • ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: หน้ายาไซโปรฟลอกซาซินของ MedlinePlus (ปรับ 15 ส.ค. 2569) ให้กินผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียมอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังยา · หน้ายาด็อกซีไซคลิน (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ให้ห่าง 1–2 ชั่วโมง · ยากระดูกพรุนอเลนโดรเนต MedlinePlus (ปรับ 15 พ.ค. 2569) ระบุว่าหลังกินยาห้ามกินอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาอื่นรวมทั้งวิตามินอย่างน้อย 30 นาที ขณะที่ Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ให้ห่าง 2 ชั่วโมง · ยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน MedlinePlus (ปรับ 15 ก.พ. 2562 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ไม่ได้ระบุชั่วโมงสำหรับแมกนีเซียม ให้เภสัชกรจัดเวลาทุกตัว
  • ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีกรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่ง Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำเมื่อใช้คู่กับยาเบาหวาน ให้ติดตามน้ำตาลตามแพทย์สั่ง
  • ผู้ที่รับเคมีบำบัดหรือฉายแสง: MSKCC ระบุว่าโคเอนไซม์คิวเท็นและกรดอัลฟาไลโปอิกอาจลดผลของเคมีบำบัดและการฉายแสงจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (ข้อมูลที่ MSKCC อ้างเรื่องโคคิวเท็นกับการฉายแสงเป็นงานในหนูทดลอง ยังไม่ใช่ผลในคน) ให้ปรึกษาทีมรักษาก่อน
  • ท้องเสียง่าย: แมกนีเซียมออกไซด์อาจทำให้ถ่ายเหลว ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งให้หยุดและปรึกษาแพทย์
  • ไม่บริโภคเจลาติน: เปลือกแคปซูลทำจากเจลาติน

อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ข้อความสำคัญท้ายบทความ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล

ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงวาร์ฟารินและยาละลายลิ่มเลือดอื่น ยาเบาหวาน อินซูลิน ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาหัวใจ ยาลดกรด และยาขับปัสสาวะ แม้จะเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง

หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS ห้ามขับรถไปเอง)

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบหรือกดทับ (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • เจ็บหน้าอกที่ร้าวไปแขน คอ หรือกราม (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
  • หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว ยกแขนไม่ขึ้น (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
  • พูดไม่ชัด หรือสับสนขึ้นมาทันที (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567) แม้อาการจะหายไปเองแล้วก็ต้องไป
  • ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นทันที (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หรือคอตีบแน่นจนกลืนลำบาก (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
  • หมดสติ หรือปลุกไม่ตื่น (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
กล่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Beta Vit ของแบรนด์ Hopeful ด้านหน้า ระบุขนาดบรรจุ 30 แคปซูล

Beta Vitเบต้าวิต

เลข อย. 13-1-01566-5-0062

ส่งฟรีทุกออเดอร์ · ได้รับใน 1–2 วัน

ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE

ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →

คำถามที่พบบ่อย

ร่างกายสร้างโคคิวเท็นเองได้ไหม

ได้ Linus Pauling Institute ระบุว่าโคคิวเท็นถูกสร้างในเนื้อเยื่อเกือบทุกส่วน และการสร้างในร่างกายร่วมกับอาหารให้โคคิวเท็นพอจนไม่เกิดภาวะขาดในคนสุขภาพดี แม้ระดับในเนื้อเยื่อจะลดลงตามอายุ

โคคิวเท็นมีในอาหารอะไรบ้าง

แหล่งหลักคือเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก และปลา รองลงมาคือน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา ถั่ว และเมล็ดพืช ส่วนผัก ผลไม้ ไข่ และนมมีระดับปานกลาง

กินอาหารได้โคคิวเท็นวันละเท่าไร

Linus Pauling Institute ระบุว่าคนทั่วไปได้จากอาหารเฉลี่ยราว 3–6 มก. ต่อวัน และคาดว่าอาหารคิดเป็นราวร้อยละ 25 ของโคคิวเท็นในเลือด ยังไม่มีหน่วยงานใดกำหนดปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน

กินยาสแตตินแล้วโคคิวเท็นลด ต้องเสริมไหม

Linus Pauling Institute ระบุว่าสแตตินลดระดับโคคิวเท็นในเลือด ซึ่งน่าจะเป็นเพราะไขมันในเลือดลดลง และไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดผลข้างเคียง ให้ถามแพทย์ก่อนเริ่มอาหารเสริม และห้ามหยุดสแตตินเอง

อายุมากแล้วต้องเสริมโคคิวเท็นไหม

ระดับในเนื้อเยื่อลดลงตามอายุ แต่ Linus Pauling Institute ระบุว่ายังไม่ชัดว่าเป็นภาวะขาดหรือไม่ และมีหลักฐานจำกัดว่าการเสริมช่วยป้องกันการเสื่อมตามวัยในคน ให้ปรึกษาแพทย์ถ้ามีโรคประจำตัว

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29

อ่านต่อ

ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน

งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ

กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร

ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม

หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต

หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที

เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร

เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12

ดูบทความความรู้สุขภาพทั้งหมด(ทั้งหมด 1421 บทความ)
📞 โทรปรึกษาฟรีทัก LINEสอบถามโปรโมชันFacebookแชท