เกี่ยวกับ BETA CAL PRO PLUS
รูมาตอยด์รักษาหายไหม ยาที่ใช้ และทำไมคนใช้สเตียรอยด์ต้องดูแลกระดูก
คำตอบสั้น: NHS ระบุว่ารูมาตอยด์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายไปเลย แต่การวินิจฉัยเร็วและรักษาเหมาะสมทำให้หลายคนมีช่วงปลอดอาการกำเริบได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี NIAMS ระบุว่าเป้าหมายคือคุมโรคให้สงบหรือเกือบสงบ ยาหลักคือยาปรับการดำเนินโรค (DMARDs) เช่น เมโธเทร็กเซต ซึ่งมักต้องใช้ระยะยาว ส่วนสเตียรอยด์ใช้ช่วงสั้น เพราะการใช้นานทำให้กระดูกพรุนได้ ผู้ที่เริ่มหรือใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน แนวทาง ACR 2022 แนะนำให้ประเมินความเสี่ยงกระดูกหักและตรวจมวลกระดูกให้เร็วที่สุดหลังเริ่มยา ห้ามหยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ยังรักษาให้หายไปเลยไม่ได้ แต่คุมให้โรคสงบได้ (NHS, NIAMS)
- เมโธเทร็กเซตมักเป็นยาตัวแรก มักใช้ร่วมกับ DMARDs ตัวอื่นและสเตียรอยด์ระยะสั้น (NHS)
- DMARDs ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล ต้องกินต่อแม้ช่วงแรกยังไม่รู้สึกว่าดีขึ้น (NHS)
- สเตียรอยด์ระยะยาวมีผลข้างเคียงรุนแรง รวมถึงกระดูกพรุน กล้ามเนื้ออ่อนแรง และช้ำง่าย (NHS)
- ยาแก้ปวด ยาซื้อเอง และอาหารเสริม ต้องถามทีมรักษาก่อน เพราะอาจรบกวนยา (NHS)
- การลดยาต้องให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินและติดตาม ห้ามหยุดหรือลดเอง
รูมาตอยด์รักษาหายไหม
ตอบตรง ๆ: ตามแหล่งข้อมูลหลัก ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายไปเลย NHS (ทบทวน 8 มี.ค. 2566) ระบุว่าการวินิจฉัยเร็วและรักษาเหมาะสมทำให้หลายคนมีช่วงห่างระหว่างการกำเริบเป็นเดือนหรือเป็นปี ใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ
เป้าหมายการรักษาที่ NIAMS ระบุคือ คุมโรคให้สงบ (remission) หรือเกือบสงบ ไม่มีอาการหรือสัญญาณของโรค และช่วยให้
- ปวดน้อยลง
- การอักเสบและข้อบวมลดลง
- ป้องกัน ชะลอ หรือหยุดความเสียหายของข้อและอวัยวะ
- ทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น
NHS ระบุว่าบางคนอาการหายไปหรือดีขึ้นมาก ถ้าอาการดีต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปีโดยไม่ต้องใช้สเตียรอยด์ แพทย์อาจทบทวนการรักษา ค่อย ๆ ลดขนาดยา แล้วดูว่าหยุดได้หรือไม่ โดยมีการติดตามใกล้ชิด ถ้าอาการกลับมา ต้องเริ่ม DMARDs ใหม่ทันที ขั้นตอนนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้ทำ ไม่ใช่การหยุดยาเองเมื่อรู้สึกดี
ทำไมต้องเริ่มเร็ว NIAMS ระบุว่ารูมาตอยด์อาจเริ่มทำลายข้อตั้งแต่ 1–2 ปีแรก และความเสียหายที่เกิดแล้วมักแก้กลับไม่ได้ อ่านอาการเริ่มต้นที่ รูมาตอยด์อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร
ยารูมาตอยด์มีอะไรบ้าง ใช้ทำไม
ข้อมูลส่วนนี้เพื่อให้เข้าใจว่ายาแต่ละกลุ่มทำหน้าที่อะไร ไม่ใช่ตารางขนาดยา การเลือกยาและขนาดยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ แนวทาง ACR 2021 (วิทยาลัยแพทย์โรคข้อแห่งสหรัฐฯ) มีคำแนะนำ 44 ข้อ และระบุว่าการเลือกยาควรตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ตามค่านิยม เป้าหมาย ความต้องการ และโรคประจำตัวของแต่ละคน
1. ยาปรับการดำเนินโรค (DMARDs)
NHS ระบุว่าผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมักได้ DMARDs ชนิดเม็ดหลายตัวร่วมกัน ตั้งแต่ต้น ยากลุ่มนี้บรรเทาอาการและชะลอการดำเนินโรค โดยยับยั้งสารที่หลั่งออกมาเมื่อภูมิคุ้มกันโจมตีข้อ ตัวอย่างที่ NHS ระบุคือ เมโธเทร็กเซต เลฟลูโนไมด์ ไฮดรอกซีคลอโรควิน และซัลฟาซาลาซีน
- เมโธเทร็กเซตมักเป็นยาตัวแรก มักให้ร่วมกับ DMARDs ตัวอื่นและสเตียรอยด์ระยะสั้นเพื่อลดปวด
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของเมโธเทร็กเซต เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร เจ็บปาก ท้องเสีย ปวดศีรษะ ผมร่วง ยามีผลต่อเม็ดเลือดและตับ จึงต้องเจาะเลือดติดตามเป็นระยะ
- DMARDs ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล NHS ย้ำให้กินต่อแม้ช่วงแรกยังไม่รู้สึกว่าดีขึ้น บางคนต้องลอง 2–3 ชนิดกว่าจะเจอยาที่เหมาะ และเมื่อเจอแล้วมักต้องใช้ระยะยาว
MedlinePlus ระบุว่า ในโรครูมาตอยด์ แพทย์อาจสั่งเมโธเทร็กเซตสัปดาห์ละครั้ง และมีผู้ที่กินผิดเป็นวันละครั้งแล้วเกิดผลข้างเคียงรุนแรงมากหรือเสียชีวิต แพทย์มักสั่งกรดโฟลิกร่วมด้วยเพื่อลดผลข้างเคียงบางอย่าง
2. ยาชีวภาพและยากลุ่ม JAK
NHS ระบุว่ายาชีวภาพเป็นยาฉีด มักใช้ร่วมกับเมโธเทร็กเซตหรือ DMARDs ตัวอื่น เมื่อ DMARDs อย่างเดียวไม่ได้ผล ผลข้างเคียงมักไม่รุนแรง เช่น ผื่นตรงที่ฉีด ติดเชื้อ คลื่นไส้ มีไข้ ปวดศีรษะ แต่บางคนเสี่ยงปัญหาร้ายแรง เช่นวัณโรคที่เคยเป็นกลับมาอีก ส่วนยากลุ่ม JAK ใช้ในผู้ใหญ่ที่เป็นรูมาตอยด์ระดับปานกลางถึงรุนแรง ที่ใช้ DMARDs หรือยาชีวภาพไม่ได้หรือใช้แล้วไม่ได้ผล
3. ยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs)
NHS ระบุว่ายาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลไม่ได้รักษาการอักเสบในข้อ ส่วนยาเอ็นเสดช่วยลดปวดและอักเสบ แต่ไม่ได้หยุดไม่ให้รูมาตอยด์แย่ลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงปัญหากระเพาะอาหารรุนแรง เช่น เลือดออกภายใน แพทย์จึงมักให้ยาลดกรดกลุ่ม PPI ร่วมด้วย MedlinePlus ระบุว่ายาแก้อักเสบควรใช้ระยะสั้นและขนาดต่ำเมื่อทำได้
4. สเตียรอยด์
NHS ระบุว่าสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลน ให้ได้ทั้งแบบเม็ด ฉีดเข้าข้อ หรือฉีดเข้ากล้าม เป็นยาแรงที่ช่วยลดปวด ฝืด และอักเสบ มักใช้ช่วงสั้น เช่น ระหว่างรอ DMARDs ออกฤทธิ์ หรือช่วงกำเริบ เพราะการใช้นานมีผลข้างเคียงรุนแรง ได้แก่
- น้ำหนักเพิ่ม
- กระดูกพรุน
- ช้ำง่าย
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ผิวบาง
NIAMS ระบุว่าแพทย์จะให้สเตียรอยด์ขนาดต่ำเท่าที่ยังได้ผล เพราะเป็นยาแรงและมีผลข้างเคียง
ห้ามหยุดสเตียรอยด์ทันทีเอง MedlinePlus ระบุว่าถ้าหยุดเพรดนิโซนกะทันหัน ร่างกายอาจมีสเตียรอยด์ธรรมชาติไม่พอ ทำให้อ่อนเพลียมาก อ่อนแรง เคลื่อนไหวช้า ปวดท้อง น้ำหนักลด สีผิวเปลี่ยน แผลในปาก และอยากกินเค็ม การลดขนาดยาต้องทำตามแพทย์
ทำไมคนใช้สเตียรอยด์ต้องดูแลกระดูก
- NIAMS: รูมาตอยด์เพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาสเตียรอยด์ ให้คุยกับแพทย์เรื่องความเสี่ยงของตัวเอง และประโยชน์ของแคลเซียม วิตามินดี หรือยากระดูกพรุนอื่น
- MedlinePlus: เพรดนิโซนอาจเพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน ให้คุยกับแพทย์ถึงสิ่งที่ทำได้เพื่อลดโอกาสเกิด และแพทย์อาจให้กินอาหารแคลเซียมสูงหรือสั่งแคลเซียมเสริม
- NHS: แคลเซียมและวิตามินดีเสริมอาจช่วยป้องกันกระดูกพรุนในผู้ที่ใช้สเตียรอยด์
- มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย (แนวทาง TOPF 2021): การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ควรตรวจมวลกระดูก แม้ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ (หญิงต่ำกว่า 65 ปี ชายต่ำกว่า 70 ปี)
แนวทาง ACR 2022 เรื่องกระดูกพรุนจากสเตียรอยด์
แนวทางของวิทยาลัยแพทย์โรคข้อแห่งสหรัฐฯ ปี 2022 ครอบคลุมผู้ที่ใช้สเตียรอยด์ตั้งแต่ 2.5 มก. ต่อวัน นานเกิน 3 เดือน บทคัดย่อระบุว่า
- ผู้ใหญ่ที่เริ่มหรือใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน แนะนำอย่างยิ่งให้ประเมินความเสี่ยงกระดูกหักให้เร็วเท่าที่ทำได้หลังเริ่มยา ได้แก่ ประวัติกระดูกหัก การตรวจมวลกระดูกร่วมกับตรวจกระดูกสันหลังยุบหรือเอกซเรย์กระดูกสันหลัง และใช้เครื่องมือ FRAX ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่ความเสี่ยงกระดูกหักปานกลาง สูง หรือสูงมาก แนะนำอย่างยิ่งให้ใช้ยากระดูกพรุน โดยเลือกชนิดยาร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย
ตัวเลข 2.5 มก. เป็นเกณฑ์ของแนวทางนี้ ไม่ใช่ขนาดที่ใช้ตัดสินเองได้ ผู้ใช้สเตียรอยด์อยู่ให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจมวลกระดูกเมื่อไร อ่านเกณฑ์การตรวจที่ ใครควรตรวจมวลกระดูก
แคลเซียมและวิตามินดีจากอาหาร
กรมอนามัย (DRI ไทย 2563) กำหนดให้ผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไปควรได้แคลเซียมวันละ 1,000 มก. และวิตามินดีวันละ 600 IU (อายุไม่เกิน 70 ปี) หรือ 800 IU (อายุมากกว่า 70 ปี) แหล่งแคลเซียมในอาหารไทย เช่น นม เต้าหู้ที่ตกตะกอนด้วยแคลเซียม คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง ถั่วพู ปริมาณแคลเซียมหรือวิตามินดีเสริมให้แพทย์เป็นผู้กำหนด เพราะต้องดูโรคไต นิ่ว และยาที่ใช้ร่วมด้วย
ยาและอาหารเสริมอะไรที่ควรแจ้งแพทย์
NHS ระบุว่าผู้ป่วยรูมาตอยด์ควรถามทีมรักษาก่อนใช้ยาที่ซื้อเอง เช่น ยาแก้ปวด หรืออาหารเสริม เพราะอาจรบกวนยาที่ใช้อยู่ และให้อ่านเอกสารกำกับยาเรื่องการตีกันกับยาอื่นหรืออาหารเสริม MedlinePlus ให้บอกแพทย์และเภสัชกรเรื่องยา วิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพรทุกชนิดที่ใช้หรือกำลังจะใช้ระหว่างใช้เมโธเทร็กเซต
ตัวอย่างที่ควรนำไปถามเภสัชกร
- ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบที่ซื้อเอง เพราะ NHS ระบุว่ายาเอ็นเสดเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะ
- สมุนไพรและอาหารเสริมสูตรรวม เช่น ขมิ้นชัน ขิง ซึ่ง MSKCC ระบุว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด อ่านเพิ่มที่ กินขมิ้นชันพร้อมยาได้ไหม
- แคลเซียมเสริม ซึ่งอาจลดการดูดซึมยาบางชนิด อ่านเพิ่มที่ แคลเซียมกินพร้อมยาอะไรไม่ได้
- วัคซีน MedlinePlus ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนระหว่างใช้เมโธเทร็กเซต ส่วน NHS ระบุว่าผู้ป่วยรูมาตอยด์อาจได้รับคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีและวัคซีนนิวโมคอคคัส
ทำไมห้ามหยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น
- NHS ระบุว่าต้องกินยาตามสั่งแม้เริ่มรู้สึกดีขึ้น เพราะยาช่วยป้องกันการกำเริบและลดความเสี่ยงข้อเสียหาย
- NIAMS ระบุว่าการหยุดยากะทันหันเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ
- MedlinePlus ระบุว่าการหยุดเพรดนิโซนกะทันหันทำให้เกิดอาการจากสเตียรอยด์ในร่างกายไม่พอได้
- การลดหรือหยุดยาที่ NHS อธิบายไว้ ทำเมื่ออาการดีต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปีโดยไม่ใช้สเตียรอยด์ และแพทย์เป็นผู้ค่อย ๆ ลดพร้อมติดตามอาการ
ถ้ากังวลเรื่องผลข้างเคียง ค่าใช้จ่าย หรือกินยาไม่ไหว ให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรตรง ๆ NHS ระบุว่าบางคนต้องลอง DMARDs หลายชนิดกว่าจะเจอตัวที่เหมาะ การเปลี่ยนยาจึงเป็นเรื่องที่คุยกับแพทย์ได้ แต่ไม่ควรทำเอง
ความเชื่อที่พบบ่อยเรื่องยารูมาตอยด์
- "กินยาแก้ปวดก็พอ ไม่ต้องกินยาหลัก" ไม่จริง NHS ระบุว่ายาแก้ปวดและยาเอ็นเสดไม่ได้หยุดไม่ให้โรคแย่ลง MedlinePlus ระบุว่าควรใช้ DMARDs ร่วมด้วย
- "สเตียรอยด์คือยาอันตราย ห้ามใช้เด็ดขาด" ไม่ถูกต้องทั้งหมด สเตียรอยด์มีที่ใช้ในช่วงสั้นตามที่ NHS อธิบาย ความเสี่ยงเกิดจากการใช้นาน การหยุดเองกะทันหันก็อันตราย ทางที่ถูกคือใช้ตามแพทย์และดูแลกระดูกควบคู่
- "ยาชีวภาพหรือยากดภูมิทำให้ติดเชื้อง่าย จึงไม่ควรใช้" NHS และ MedlinePlus ระบุความเสี่ยงติดเชื้อจริง และ NIAMS ระบุว่าแพทย์อาจติดตามการติดเชื้อและแนะนำวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยง ถ้ามีไข้หรืออาการติดเชื้อให้รีบติดต่อแพทย์ ไม่ใช่หยุดยาเอง
- "อาหารเสริมแคลเซียมใช้แทนยากระดูกพรุนได้" แนวทาง ACR 2022 แนะนำยากระดูกพรุนในผู้ใช้สเตียรอยด์ที่เสี่ยงกระดูกหักปานกลางขึ้นไป ส่วนแนวทางไทย TOPF 2021 วางแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอเป็นพื้นฐานควบคู่ ไม่ได้อยู่ในฐานะแทนยา
ค่ายาและสิทธิการรักษา
ยารูมาตอยด์บางกลุ่ม เช่น ยาชีวภาพ MedlinePlus ระบุว่ามีราคาแพงมาก ในไทย ยาที่เบิกได้และเงื่อนไขการเบิกขึ้นกับสิทธิการรักษาและบัญชียาของแต่ละช่วงเวลา ให้สอบถามโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิอยู่ หรือ สปสช. 1330 ก่อนตัดสินใจ อย่าหยุดยาเพราะกังวลค่าใช้จ่ายโดยไม่ได้คุยกับแพทย์
เมื่อไรต้องติดต่อแพทย์ทันที
ติดต่อแพทย์ทันที ถ้าใช้ยารูมาตอยด์แล้วมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ (MedlinePlus หน้ายาเมโธเทร็กเซตและเพรดนิโซน)
- เจ็บคอ หนาวสั่น มีไข้ หรือสัญญาณติดเชื้ออื่น
- ช้ำหรือเลือดออกผิดปกติ
- ผิวหรือตาเป็นสีเหลือง หรือปวดท้องด้านขวาบน
- อ่อนเพลียมาก อ่อนแรง เคลื่อนไหวช้า ปวดท้อง น้ำหนักลด ระหว่างลดขนาดเพรดนิโซนหรือหลังหยุดยา
ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เพราะ NHS ระบุว่าอาจเป็นข้ออักเสบติดเชื้อ และผู้ป่วยรูมาตอยด์หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป (NHS ให้ขอนัดแพทย์เร่งด่วน)
- ปวดข้อรุนแรงขึ้นมาทันที มักเป็นข้อเดียว
- ปวดข้อและมีไข้สูง หรือรู้สึกร้อนสลับหนาวสั่น
- ขยับข้อได้ลำบาก หรือผิวรอบข้อบวมเปลี่ยนสี
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS)
เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า แคล โปร พลัส เลข อย. 13-1-01566-5-0027 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด (ปทุมธานี) จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 850 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8.5 กรัม) ฉลากระบุให้รับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. · แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. · ผงเชอร์รี่ทาร์ต 100 มก. · แคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. · ผงโคลอสตรุ้ม (colostrum) 25 มก. · สารสกัดโรสฮิป 24.22 มก. · คอลลาเจน ไทป์ ทู 20 มก. · สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. · สารสกัดขิง 10 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 0.5 มก. (คิดเป็นราว 50 IU หรือ 1.25 ไมโครกรัม คำนวณ)
คำเตือนบนฉลาก: ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน · ห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน · เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน · ควรรับประทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ · ฉลากระบุว่า ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
เรื่องยารูมาตอยด์และกระดูก: ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ป้องกันกระดูกพรุนจากสเตียรอยด์ เพิ่มมวลกระดูก ลดความเสี่ยงกระดูกหัก หรือช่วยคุมรูมาตอยด์ ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช้แทนยากระดูกพรุน และไม่ใช้แทนแคลเซียมหรือวิตามินดีที่แพทย์สั่งในขนาดที่กำหนด ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง ผู้ที่ใช้สเตียรอยด์ควรตรวจมวลกระดูกตามที่แพทย์ประเมิน และห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง
ส่วนประกอบที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ เทียบปริมาณในแคปซูลกับขนาดที่ใช้ในงานวิจัยหรือค่าแนะนำ
- แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. ต่อแคปซูล — ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณแคลเซียมธาตุรวม เฉพาะแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 350 มก. คิดเป็นแคลเซียมราว 44 มก. ต่อแคปซูล หรือราว 89 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ซึ่งเป็นส่วนน้อยของปริมาณที่ผู้ใหญ่อายุ 51 ปีขึ้นไปควรได้รับต่อวัน 1,000 มก. ตามข้อแนะนำของกรมอนามัย (ราวร้อยละ 9 คำนวณ) ส่วนแคลเซียมคีเลตและแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ฉลากไม่ได้ให้ข้อมูลพอจะคำนวณแคลเซียมธาตุได้ งานในคนของแคลเซียมแอล-ทรีโอเนตมีเพียงการวัดการดูดซึมและความปลอดภัยระยะสั้นในอาสาสมัครชาวจีนสุขภาพดีจำนวนน้อย ไม่พบงานทดลองที่วัดมวลกระดูกหรือกระดูกหัก งานใหญ่เรื่องแคลเซียมเสริมอย่าง WHI ใช้แคลเซียม 1,000 มก. ต่อวันมากกว่าส่วนที่คำนวณได้จากทรีโอเนตราว 11 เท่า (คำนวณ) และงานนี้ทำในหญิงวัยหมดประจำเดือนทั่วไป ไม่ใช่ผู้ใช้สเตียรอยด์
- วิตามินดี 3 ราว 50 IU ต่อแคปซูล (100 IU หรือ 2.5 ไมโครกรัม ต่อวันตามฉลาก คำนวณ) — วิตามินดีในผลิตภัณฑ์คิดเป็นราว 100 IU ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ซึ่งน้อยกว่าปริมาณที่คนไทยอายุ 51–70 ปีควรได้รับต่อวัน (600 IU) หลายเท่า ผู้ที่แพทย์ตรวจพบว่าขาดวิตามินดีควรรักษาตามที่แพทย์สั่ง งานทดลอง VITAL ใช้ 2,000 IU ต่อวัน มากกว่าในแคปซูล 20 เท่า (คำนวณ) ในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ไม่ได้คัดเฉพาะคนขาดวิตามินดี และไม่ลดกระดูกหักเมื่อเทียบกับยาหลอก
- สารสกัดขมิ้นชัน 16 มก. และสารสกัดขิง 10 มก. ต่อแคปซูล — งานในคนของทั้งสองตัวที่เรารวบรวมไว้เป็นงานในข้อเสื่อม (ขมิ้นชันใช้ 1,500 มก. ต่อวัน มากกว่า 32 มก. ต่อวันในแคปซูลราว 47 เท่า คำนวณ ส่วนงานรวมของขิงไม่ระบุขนาด) ไม่ใช่รูมาตอยด์
ข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้ยารูมาตอยด์: แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาบางชนิด เช่น ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม และยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ระยะห่างที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดยา ควรให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนดเวลา ผลิตภัณฑ์มีขมิ้นชันและขิง ซึ่ง MSKCC ระบุว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่ใช้ยาเอ็นเสดหรือยาต้านเกล็ดเลือดต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ส่วนผู้ที่ใช้เมโธเทร็กเซตหรือยาอื่นที่มีผลต่อตับ ให้แจ้งแพทย์ เพราะมีรายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้แพ้โปรตีนนมวัว: มีโคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง) ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้มีประวัติแพ้หอยหรืออาหารทะเล: มีแคลเซียมจากเปลือกหอยมุก ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ส่วนผู้ที่เคยเป็นนิ่ว (ไต ทางเดินปัสสาวะ ถุงน้ำดี) ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้มีท่อน้ำดีอุดตัน: ฉลากห้ามใช้ ขมิ้นชันมีงานในคนพบว่าทำให้ถุงน้ำดีบีบตัว
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ฟอกไต แคลเซียมในเลือดสูง หรือโรคพาราไทรอยด์: ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (ควิโนโลน เตตราไซคลีน) ยากระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต หรือยาเหล็ก: แคลเซียมอาจลดการดูดซึมยาเหล่านี้ ระยะห่างที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดยา ให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนดเวลา
- ผู้ใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ หรือยาไดจอกซิน: แจ้งแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ผู้มีเลือดออกง่าย หรือจะผ่าตัดหรือทำฟัน: ผลิตภัณฑ์มีขมิ้นชันและขิง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ (แอสไพริน ไอบูโพรเฟน พาราเซตามอล): MSKCC ระบุว่าขมิ้นชันอาจลดฤทธิ์ยา (ข้อมูลจากหลอดทดลอง) ให้ถามเภสัชกรก่อน ห้ามหยุดยาแก้ปวดเอง
- ผู้มีโรคตับ หรือมีอาการตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย คลื่นไส้: ให้หยุดและพบแพทย์ เพราะมีรายงานตับอักเสบที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน
- ผู้ที่ได้วิตามินดีหรือแคลเซียมจากแพทย์อยู่แล้ว: นับรวมทุกแหล่ง และห้ามเปลี่ยนยาเอง
- เด็กและสตรีมีครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน
- ผู้ใช้ยาแก้ปวดข้อ ยากระดูกพรุน หรือยาเกาต์: ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาเอง
ผลิตภัณฑ์นี้มีแคลเซียม ขมิ้นชัน และขิง ฉลากระบุว่าผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน และห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่เป็นโรคไต ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาไทรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยากระดูกพรุน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน ห้ามหยุดหรือปรับยาที่แพทย์สั่งเอง ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจมวลกระดูกหรือการรักษาของแพทย์
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าแคลโปรพลัสทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยารูมาตอยด์ ยาสเตียรอยด์ ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาเกาต์ ยากระดูกพรุน และยาต้านการแข็งตัวของเลือด แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนการตรวจของแพทย์ การกายภาพบำบัด หรือการตรวจมวลกระดูก
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
- หกล้มแล้วปวดสะโพกมาก
- หกล้มแล้วลงน้ำหนักหรือเดินไม่ได้
- ขาผิดรูปหรือสั้นลงหลังล้ม
- นิ้วโป้งผิดรูปหรือเปลี่ยนสีหลังบาดเจ็บ
- ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอบวมขึ้นทันที
- หายใจลำบากหรือหายใจไม่ออก
- เจ็บแน่นหน้าอก
ถ้ามีไข้และข้อบวมแดงร้อน อาจเป็นข้ออักเสบติดเชื้อ ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอนัด
ราคาบนกล่อง 1,590 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ BETA CAL PRO PLUS →คำถามที่พบบ่อย
รูมาตอยด์รักษาหายไหม
NHS ระบุว่ายังไม่มีวิธีรักษาให้หายไปเลย แต่การวินิจฉัยเร็วและรักษาเหมาะสมทำให้หลายคนมีช่วงปลอดอาการกำเริบนานเป็นเดือนหรือเป็นปี NIAMS ระบุว่าเป้าหมายคือคุมโรคให้สงบหรือเกือบสงบ
ยารูมาตอยด์มีอะไรบ้าง
NHS ระบุว่ายาหลักคือยาปรับการดำเนินโรค (DMARDs) โดยเมโธเทร็กเซตมักเป็นยาตัวแรก นอกจากนี้มียาชีวภาพ ยากลุ่ม JAK ยาแก้ปวด ยาเอ็นเสด และสเตียรอยด์ระยะสั้น การเลือกยาและขนาดยาให้แพทย์เป็นผู้กำหนด
ทำไมคนใช้สเตียรอยด์ต้องตรวจมวลกระดูก
NHS ระบุว่าสเตียรอยด์ระยะยาวทำให้กระดูกพรุนได้ และ NIAMS ระบุว่ารูมาตอยด์เพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุนโดยเฉพาะเมื่อใช้สเตียรอยด์ แนวทาง ACR 2022 แนะนำให้ผู้ที่เริ่มหรือใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน ประเมินความเสี่ยงกระดูกหักและตรวจมวลกระดูกให้เร็วที่สุดหลังเริ่มยา
อาการดีขึ้นแล้ว หยุดยารูมาตอยด์ได้ไหม
ห้ามหยุดเอง NHS ระบุให้กินยาตามสั่งแม้รู้สึกดีขึ้น การลดยาจะพิจารณาเมื่ออาการดีต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปีโดยไม่ใช้สเตียรอยด์ และแพทย์เป็นผู้ค่อย ๆ ลดพร้อมติดตาม การหยุดสเตียรอยด์กะทันหันก็อันตราย
กินยารูมาตอยด์อยู่ กินอาหารเสริมได้ไหม
NHS ให้ถามทีมรักษาก่อนใช้ยาที่ซื้อเองหรืออาหารเสริม เพราะอาจรบกวนยาที่ใช้อยู่ ให้นำฉลากไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู โดยเฉพาะสมุนไพร ยาแก้ปวด และแคลเซียมเสริม
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Rheumatoid arthritis: TreatmentNHS
- Rheumatoid arthritis: Living withNHS
- Rheumatoid Arthritis: Diagnosis, Treatment, and Steps to TakeNIAMS
- 2022 American College of Rheumatology Guideline for the Prevention and Treatment of Glucocorticoid-Induced OsteoporosisArthritis Rheumatol (PubMed)
- PrednisoneMedlinePlus (U.S. National Library of Medicine)
- MethotrexateMedlinePlus (U.S. National Library of Medicine)
- 2021 American College of Rheumatology Guideline for the Treatment of Rheumatoid ArthritisArthritis Care Res (PubMed)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-20
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
