เกี่ยวกับ Beta X Plus
ยาพ่นหอบหืดมีกี่แบบ ยาควบคุมกับยาบรรเทาอาการต่างกันอย่างไร
คำตอบสั้น: ยาพ่นหอบหืดแบ่งตามหน้าที่ได้ 2 กลุ่มหลัก คือ ยาควบคุมอาการ (controller หรือ preventer) เช่น ยาสเตียรอยด์ชนิดสูด ใช้ทุกวันเพื่อลดการอักเสบของหลอดลม แม้ไม่มีอาการ และยาบรรเทาอาการ (reliever) ซึ่งออกฤทธิ์ขยายหลอดลมเร็ว ใช้เมื่อมีอาการ ปัจจุบันมียาสูดชนิดผสมสเตียรอยด์กับยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์เร็วบางตัว ที่แพทย์ให้ใช้ได้ทั้งควบคุมและบรรเทาอาการ ส่วนรูปแบบอุปกรณ์มีทั้งแบบกด (MDI) แบบผงแห้ง (DPI) และแบบละอองนุ่ม การเลือกยา ขนาด และอุปกรณ์เป็นหน้าที่ของแพทย์ ห้ามหยุดยาควบคุมเองเมื่อรู้สึกดีขึ้น
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ยาควบคุมอาการ ใช้ทุกวันตามแพทย์สั่ง แม้รู้สึกสบายดี อาจต้องใช้หลายสัปดาห์กว่าจะได้ผลเต็มที่
- ยาบรรเทาอาการ ใช้เมื่อมีอาการ ออกฤทธิ์ภายในไม่กี่นาที TAC 2568 ระบุว่าผู้ป่วยทุกรายควรได้รับยาบรรเทาอาการ
- ใช้ยาบรรเทาอาการบ่อย เป็นสัญญาณว่าอาจคุมโรคไม่ได้ MedlinePlus ให้บอกแพทย์ถ้าใช้ตั้งแต่สัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาสเตียรอยด์สูด คือ เชื้อราในปาก เจ็บคอ เสียงแหบ NHS แนะนำให้บ้วนปากหรือแปรงฟันหลังพ่นเพื่อช่วยป้องกัน
- ยาบรรเทาอาการ อาจทำให้มือสั่น ใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ
- ห้ามใช้ยาพ่นของคนอื่น และห้ามหยุดยาควบคุมเอง
ยาพ่นหอบหืดมีกี่แบบ
แบ่งได้ 2 แบบ คือแบ่งตามหน้าที่ของยา และแบ่งตามรูปแบบอุปกรณ์
แบ่งตามหน้าที่ของยา
NHS (หน้า Asthma ทบทวน 7 เม.ย. 2568) ระบุว่าการรักษาหลักของหอบหืดคือยาสูดผ่านอุปกรณ์ และแพทย์อาจให้แบบใดแบบหนึ่งตามความรุนแรงของอาการ
- ยาสูดที่ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการ เรียกว่ายาบรรเทาอาการชนิดต้านการอักเสบ (AIR)
- ยาสูดที่ใช้ทุกวันเพื่อป้องกันอาการ และใช้เมื่อมีอาการด้วย เรียกว่าการรักษาแบบใช้ยาตัวเดียวทั้งควบคุมและบรรเทาอาการ (MART)
- ยาสูด 2 ตัวแยกกัน คือยาควบคุมอาการใช้ทุกวัน และยาบรรเทาอาการชนิดขยายหลอดลมใช้เมื่อมีอาการ
ในข้อ 3 NHS ระบุไว้ด้วยว่าไม่ควรได้รับยาบรรเทาอาการชนิดขยายหลอดลมนี้ไปใช้เดี่ยว ๆ ส่วน TAC 2568 แบ่งการรักษาเป็นขั้น (Step 1–4) ยาควบคุมเริ่มจากยาสูดสเตียรอยด์ขนาดต่ำ ไปจนถึงยาสูดสเตียรอยด์ร่วมกับยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์ยาว (LABA) ในขนาดที่สูงขึ้น และยาบรรเทาอาการเป็นยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์สั้นตามอาการ หรือยาสูดสเตียรอยด์ขนาดต่ำร่วมกับยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธิ์เร็ว (ICS/RABA) ตามอาการ
แบ่งตามรูปแบบอุปกรณ์
NHS ระบุว่ามีอุปกรณ์หลายแบบ ได้แก่ แบบผงแห้ง (DPI) แบบกดที่มีแรงดัน (pMDI หรือ MDI) และแบบละอองนุ่ม (soft mist) แพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรจะสอนวิธีใช้ของแต่ละแบบ หน้ายาสูดเบโคลเมทาโซนของ NHS ระบุอีกแบบคือ แบบที่ปล่อยยาเมื่อสูด (breath actuated) วิธีใช้แต่ละแบบอ่านได้ที่ ยาพ่นหอบหืดใช้ยังไงให้ยาเข้าปอด
ยาควบคุมกับยาบรรเทาอาการ ใช้ต่างกันอย่างไร
ยาควบคุมอาการ (controller หรือ preventer)
- ใช้ทุกวันตามที่แพทย์สั่ง แม้ไม่มีอาการ MedlinePlus (หน้า Asthma - control drugs ทบทวน 27 ก.พ. 2569) ระบุว่ายาสเตียรอยด์สูดช่วยไม่ให้หลอดลมอักเสบ และต้องใช้ทุกวันจึงได้ผลเต็มที่
- ไม่ได้ออกฤทธิ์ทันที NHS (หน้ายาสูดเบโคลเมทาโซน ทบทวน 22 มี.ค. 2566) ระบุว่าอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผลเต็มที่ ส่วนใหญ่เริ่มหวีดน้อยลงหรือเหนื่อยน้อยลงหลังใช้ 3–7 วัน และถ้าใช้ 7 วันแล้วไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลโดยเร็ว
- ใช้ช่วยตอนหอบกำเริบไม่ได้ NHS ระบุว่าเบโคลเมทาโซนเดี่ยว ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่บรรเทาอาการเวลาไอ หวีด หรือหอบเฉียบพลัน
- ยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์ยาว (LABA) MedlinePlus ระบุว่าปกติใช้เมื่อใช้ยาสเตียรอยด์สูดอยู่แล้วแต่ยังมีอาการ และห้ามใช้ยากลุ่มนี้เดี่ยว ๆ แพทย์อาจให้ยาสูดที่รวมสองตัวไว้ในอุปกรณ์เดียว
ยาบรรเทาอาการ (reliever)
- ใช้เมื่อมีอาการ เช่น ไอ หวีด หายใจเหนื่อย แน่นหน้าอก หรือก่อนกิจกรรมที่ทำให้หอบ NHS (หน้ายาสูดซาลบูทามอล ทบทวน 13 ก.พ. 2568) ระบุว่าควรรู้สึกหายใจต่างไปภายในไม่กี่นาที และออกฤทธิ์ 4–6 ชั่วโมง
- ต้องพกติดตัวเสมอ NHS ระบุว่าแม้ใช้ไม่บ่อย ก็ต้องมียาบรรเทาอาการติดตัวไว้เพื่อใช้ทันทีเมื่อหายใจลำบาก
- ยาสูดชนิดผสมบางตัว NHS ระบุว่ายาสูดที่มีเบโคลเมทาโซนกับฟอร์โมเทอรอลอาจใช้ได้ทั้งเป็นยาควบคุมและยาบรรเทาอาการ (MART) แต่ไม่ใช่ยาที่มีฟอร์โมเทอรอลทุกตัวจะใช้แบบนี้ได้ ต้องทำตามที่แพทย์สั่งและเอกสารกำกับยา
ทำไมใช้ยาบรรเทาอาการบ่อย แปลว่าคุมโรคไม่ได้
เพราะแหล่งทางการแพทย์ใช้ความถี่ของการใช้ยาบรรเทาอาการเป็นตัวชี้วัดการคุมโรค TAC 2568 ใช้ข้อ "ใช้ยาบรรเทาหืดกำเริบ" เป็นหนึ่งในคำถามประเมินระดับการควบคุมโรคในรอบ 4 สัปดาห์ ร่วมกับอาการกลางวัน การตื่นกลางดึก และข้อจำกัดในการทำกิจกรรม ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ให้ทบทวนและประเมินเพื่อปรับการรักษา
เกณฑ์ที่แหล่งต่าง ๆ ระบุให้แจ้งแพทย์ ได้แก่
- MedlinePlus (หน้า Asthma - quick-relief drugs ทบทวน 27 ก.พ. 2569 และหน้า Asthma ทบทวน 1 ม.ค. 2568): ใช้ยาบรรเทาอาการตั้งแต่สัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป ให้บอกแพทย์ เพราะอาจแปลว่ายังคุมหอบหืดไม่ได้ และแพทย์อาจต้องปรับยาควบคุม
- NHS (หน้ายาสูดซาลบูทามอล ทบทวน 13 ก.พ. 2568): ต้องใช้ยาเกิน 4 ครั้งใน 24 ชั่วโมง ใช้ตั้งแต่ 3 วันต่อสัปดาห์ หรือใช้กลางดึกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ให้ติดต่อแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาล NHS ระบุว่าการต้องใช้เกิน 4 ครั้งใน 24 ชั่วโมงอาจหมายความว่าอาการแย่ลงและต้องการการรักษาแบบอื่น และเสี่ยงผลข้างเคียงมากขึ้น
- NHLBI (หน้า Asthma Attack ปรับปรุง 17 เม.ย. 2567): ผู้ที่ใช้ยาบรรเทาอาการชนิดออกฤทธิ์สั้นมากกว่า 1 หลอดต่อเดือน เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ควรไปรับการดูแลทันทีเมื่อมีอาการ
คำแนะนำของบทความ: ถ้าใช้ยาบรรเทาอาการบ่อยขึ้น ให้นัดแพทย์เพื่อทบทวนยาควบคุม ไม่ควรปรับยาเอง อาการที่บอกว่าหอบกำเริบรุนแรงอ่านได้ที่ หอบหืดกำเริบเฉียบพลัน อาการหนักแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที
ยาพ่นหอบหืดมีผลข้างเคียงไหม ทำไมต้องบ้วนปากหลังพ่น
ยาสเตียรอยด์สูด
NHS (หน้าผลข้างเคียงของยาสูดเบโคลเมทาโซน) ระบุว่าเมื่อใช้ยาผ่านการสูด ยาเข้าสู่ส่วนอื่นของร่างกายน้อยมาก จึงไม่น่าจะเกิดผลข้างเคียง ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (มากกว่า 1 ใน 100 คน) ได้แก่
- เชื้อราในปาก มีฝ้าขาว แดง และเจ็บในปาก
- คอแห้ง เจ็บคอ หรือเสียงแหบ
NHS แนะนำให้บ้วนปากด้วยน้ำหรือแปรงฟันหลังพ่นยา และการใช้กระบอกต่อ (spacer) กับยาสเตียรอยด์แบบกดช่วยลดผลข้างเคียงในปากได้ MedlinePlus แนะนำให้บ้วนปาก กลั้วคอ แล้วบ้วนทิ้ง ไม่กลืนน้ำ ถ้าเกิดเชื้อราในปาก NHS ให้ใช้ยาพ่นต่อระหว่างรักษาเชื้อรา
ผลข้างเคียงร้ายแรงพบไม่บ่อย NHS ระบุว่ามีโอกาสมากขึ้นเมื่อใช้ขนาดสูงเป็นเวลานาน ผู้ใหญ่ที่ใช้ขนาดสูงมีความเสี่ยงต่อมหมวกไตทำงานน้อยหรือกระดูกบางเพิ่มขึ้น แต่พบน้อย ราว 1 ใน 10,000 คน และ NHLBI ระบุว่าการใช้ขนาดสูงนาน ๆ เพิ่มความเสี่ยงต้อกระจกหรือกระดูกพรุน ยาสเตียรอยด์ชนิดกินมีผลข้างเคียงร้ายแรงกว่าชนิดสูด
ยาบรรเทาอาการ (ซาลบูทามอล)
NHS (หน้าผลข้างเคียงของยาสูดซาลบูทามอล) ระบุผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ มือสั่น ใจเต้นเร็วที่ดีขึ้นเอง และปวดศีรษะ และระบุว่าถ้าใจเต้นเร็วบ่อย ให้คุยกับแพทย์หรือพยาบาลเพราะอาจต้องทบทวนการรักษา ถ้ามีอาการกล้ามเนื้อปวดหรืออ่อนแรง ตะคริว ใจเต้นผิดจังหวะ หรือวิงเวียนมาก ให้ติดต่อแพทย์ทันที
อาการแพ้ยาพ่นหอบหืดเป็นอย่างไร
พบน้อยมาก แต่ต้องรู้จัก NHS ระบุว่าแพ้รุนแรง (anaphylaxis) จากยาสูดซาลบูทามอลหรือเบโคลเมทาโซนเกิดได้น้อย และต่างจากหอบกำเริบ ถ้ามีอาการหอบหืด เช่น หวีด แน่นหน้าอกหรือคอ ให้ใช้ยาบรรเทาอาการ ถ้าไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงให้โทรเรียกรถฉุกเฉิน
มีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉินในหน้ายาสูดทั้งสองตัว)
- ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
- หายใจเร็วมากหรือหายใจลำบาก อาจหวีดมาก หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
- คอแน่น หรือกลืนลำบาก
- ผิว ลิ้น หรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
- สับสน ง่วงซึม หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
- หมดสติและปลุกไม่ตื่น
- หายใจเหนื่อยขึ้นใหม่หรือแย่ลง หรือเจ็บหน้าอก หลังใช้ยาสูดซาลบูทามอล
ยาพ่นหอบหืดซื้อเองได้ไหม ยาพ่นสีม่วงคือยาอะไร
ไม่ควรเลือกยาพ่นเอง เพราะต้องให้แพทย์กำหนดชนิด ความแรง และแผนการใช้ เหตุผลจากแหล่งที่เปิดตรวจ
- TAC 2568 กำหนดยาและขนาดยาตามระดับความรุนแรงและการประเมินการควบคุมโรค ซึ่งต้องใช้การตรวจและการติดตามของแพทย์
- NHS ระบุว่ายาสูดสเตียรอยด์มีหลายความแรง แพทย์หรือพยาบาลจะบอกว่าความแรงไหนเหมาะ และขนาดยาอาจขึ้นหรือลงตามอาการ
- NHS ระบุว่าห้ามใช้ยาพ่นของคนอื่น เพราะของเพื่อนหรือญาติอาจมีขนาดยาต่างกัน
บทความนี้ไม่ได้ตรวจสถานะทางกฎหมายของยาพ่นแต่ละตัวในประเทศไทย ถ้ามีคำถามเรื่องการซื้อยา ให้ถามเภสัชกรที่ร้านยาหรือโรงพยาบาล
เรื่องสีของยาพ่น ไม่พบแหล่งที่เปิดตรวจได้ที่ใช้สีอุปกรณ์เป็นตัวแบ่งชนิดยาในไทย NHS พูดถึง "ยาบรรเทาอาการสีฟ้า" ในบริบทของอังกฤษ และระบุว่ายาควบคุมอาการแต่ละชนิดหน้าตาต่างกันมาก ยาบรรเทาอาการสองตัวที่ได้ผลพอกันก็อาจหน้าตาไม่เหมือนกัน คำแนะนำของบทความ: ให้ดูชื่อยาบนฉลากหรือถามเภสัชกรว่ากระบอกไหนคือยาควบคุม กระบอกไหนคือยาบรรเทาอาการ อย่าจำจากสีอย่างเดียว
ความเชื่อที่พบบ่อย: รู้สึกดีขึ้นแล้ว หยุดยาพ่นได้ จริงไหม
ไม่จริง NHS (หน้ายาสูดเบโคลเมทาโซน) ระบุว่า
- ให้ใช้ยาควบคุมต่อแม้รู้สึกดีขึ้น และอย่าหยุดกะทันหันโดยไม่คุยกับแพทย์หรือพยาบาลก่อน
- ถ้าหยุดกะทันหัน อาการหายใจอาจกลับมา อาจหวีด เหนื่อย แน่นหน้าอก และเริ่มไอ
- การหยุดกะทันหันอาจทำให้รู้สึกไม่สบาย เช่น ง่วงซึม คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และเบื่ออาหาร
NHS (หน้ายาสูดซาลบูทามอล) ระบุเช่นกันว่าอย่าหยุดใช้ยาบรรเทาอาการเว้นแต่แพทย์บอก เพราะอาการหายใจอาจแย่ลง ส่วน TAC 2568 ระบุว่าแพทย์จะพิจารณาลดการรักษาเมื่อผู้ป่วยควบคุมโรคได้อย่างน้อย 12 เดือนและไม่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ การลดยาจึงเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์ ไม่ใช่การหยุดเองเมื่ออาการดีขึ้น ความเชื่อเรื่องยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ซึ่งเป็นคนละตัวกับยาสูดหอบหืด อ่านได้ที่ ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์
ควรไปพบแพทย์เรื่องยาพ่นเมื่อไร
พบแพทย์ตามนัดหรือนัดก่อนกำหนด (คำแนะนำของบทความ ตามเกณฑ์ของ NHS และ MedlinePlus ข้างต้น)
- ต้องใช้ยาบรรเทาอาการบ่อยขึ้นตามเกณฑ์ข้างต้น
- ตื่นกลางดึกเพราะหอบ หรือทำกิจวัตรไม่ได้
- มีเชื้อราในปาก เสียงแหบ หรือเจ็บคอที่ไม่หาย
- ไม่แน่ใจวิธีพ่น หรือยังไม่เคยให้บุคลากรตรวจวิธีพ่นในรอบปี ตามที่ NHS แนะนำ
ถ้าหอบกำเริบแล้วใช้ยาบรรเทาอาการตามแผนแล้วไม่ดีขึ้น แย่ลง หรือไม่มียา ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ตามรายการท้ายบทความ
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus)
เบต้าเอ็กซ์พลัส (Beta X Plus) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า เอ็กซ์ พลัส เลข อย. 10-1-15662-5-0098 ผลิตโดย บริษัท โอดี สไตล์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด บรรจุ 10 แคปซูล แคปซูลละ 800 มก. (น้ำหนักสุทธิ 8 กรัม) ฉลากระบุรับประทานวันละ 2 แคปซูล เลข อย. คือการจดแจ้งหรืออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบต่อ 1 แคปซูลตามฉลาก: แอล-ซิสเทอีน (100%) 100 มก. · สารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ 100 มก. · แอล-อาร์จินีน (100%) 92.20 มก. · ผงกระชาย 75 มก. · ยีสต์ เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. · แอล-ออร์นิทีน (100%) 50 มก. · ผงบร็อคโคลี 50 มก. · ไกลซีน (100%) 50 มก. · สารสกัดขิง 50 มก. · สารสกัดม่อน (mulberry) 20.650 มก. · สารสกัดเอลเดอร์เบอร์รี่ 20 มก. · เบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. · ซิงค์ (100%) 5.8 มก. · กรดแพนโทธีนิก 3 มก. · กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 1.5 มก. · ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) 1 มก. · ไรโบฟลาวิน 98% (วิตามินบี 2) 0.85 มก.
ผงยีสต์เบต้า-กลูแคน 80% 50 มก. คิดเป็นเบต้ากลูแคนราว 40 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) และเบต้า-แคโรทีน (10%) 10 มก. คิดเป็นเบต้าแคโรทีนราว 1 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) วิตามินซีที่ฉลากระบุชัดคือ 3 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล (คำนวณ) ฉลากไม่ระบุปริมาณวิตามินซีในสารสกัดอะเซโรล่าเชอร์รี่ และไม่ระบุรูปเกลือของซิงค์
ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" · "ผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ฉลากมีข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม
คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ที่เคยเป็นนิ่ว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และผู้ใช้ยาประจำตัว ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
เรื่องยาพ่นหอบหืด: ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนยาสูดควบคุมอาการหรือยาพ่นบรรเทาอาการ และไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้ใช้ยาพ่นน้อยลงได้ ยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรผลิตภัณฑ์นี้โดยตรง และยังไม่พบข้อมูลที่เปิดตรวจได้เรื่องการใช้ส่วนประกอบเหล่านี้ร่วมกับยาสูดหอบหืดโดยเฉพาะ ผู้ที่ใช้ยาพ่นหอบหืด ยาความดัน หรือยาโรคหัวใจ ให้นำผลิตภัณฑ์ไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดูพร้อมรายการยาก่อนตัดสินใจ ห้ามหยุด ลด หรือเว้นยาพ่นเอง
ส่วนประกอบที่ควรรู้ในหัวข้อนี้ เทียบปริมาณที่ศึกษากับปริมาณในแคปซูลได้ดังนี้
- แอล-อาร์จินีน 92.20 มก. (184.4 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล คำนวณ) — ไม่พบงานอาร์จินีนกับหอบหืดหรือภูมิแพ้ในคนที่ใช้ได้ ข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้ใช้ยาประจำเป็นด้านความปลอดภัย งานรวม 22 การทดลองพบว่าขนาดที่เห็นผลต่อความดันตัวบนคือวันละ 4 กรัมขึ้นไป มากกว่าในแคปซูลราว 22 เท่า (คำนวณ) MSKCC ระบุว่าอาร์จินีนอาจลดความดันเสริมกับยาลดความดัน และผลข้างเคียงที่รายงาน ได้แก่ ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ ท้องเสีย ส่วนงาน VINTAGE MI ที่ใช้วันละ 9 กรัม (ราว 49 เท่า คำนวณ) ในผู้ป่วยหลังกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน พบการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มยาหลอก ผู้ที่ใช้ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย จึงต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
- ซิงค์ 5.8 มก. (11.6 มก. ต่อวันละ 2 แคปซูล ตามฉลาก) — ผู้ที่ได้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลนจากแพทย์ ต้องกินสังกะสีให้ห่างจากยาตามที่เภสัชกรกำหนด และถ้ากินวิตามินรวมหรือสังกะสีจากแหล่งอื่นอยู่ ต้องนับรวม เพราะค่าสูงสุดที่รับได้ต่อวันของผู้ใหญ่ตามข้อกำหนดของกรมอนามัยคือ 40 มก.
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
- ผู้ที่เป็นโรคนิ่ว: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
- เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่าไม่ควรรับประทาน · หญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
- ยาความดัน ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือเคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตาย: มีอาร์จินีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด หรือจะผ่าตัด/ทำฟัน: มีขิง ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีม่อนและขิง ปรึกษาแพทย์ก่อนและสังเกตอาการน้ำตาลต่ำ
- ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ทาโครลิมัส ไซโคลสปอริน) หรือโรคภูมิต้านตนเอง: ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลีนหรือควิโนโลน: มีซิงค์ ให้เภสัชกรกำหนดเวลากินให้ห่างกัน
- กินวิตามินรวมหรือซิงค์จากผลิตภัณฑ์อื่นอยู่: ให้นับรวมทุกแหล่ง
- สูบบุหรี่หรือเคยสูบ: มีเบต้าแคโรทีน ปรึกษาแพทย์ก่อน
- โรคไตเรื้อรังที่แพทย์จำกัดโปรตีน โรคตับ หรือนิ่วในถุงน้ำดี: ปรึกษาแพทย์ก่อน
- แพ้ยีสต์ ขิง หรือกระชาย: ควรเลี่ยง
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าเอ็กซ์พลัสทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงยาสูดหรือยาพ่นหอบหืดทั้งยาควบคุมและยาบรรเทาอาการ ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาปฏิชีวนะ ยาความดัน และปากกาฉีดอะดรีนาลีน แม้จะรู้สึกดีขึ้นหรือเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนยาพ่นหอบหืด ยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก ยาที่แพทย์สั่ง อะดรีนาลีน หรือวัคซีนตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
- หอบหืดกำเริบ แล้วรู้สึกแย่ลงเมื่อไรก็ตาม
- หอบหืดกำเริบ แล้วใช้ยาพ่นบรรเทาอาการครบขนาดสูงสุดตามแผนของแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น
- หอบหืดกำเริบ และไม่มียาพ่นบรรเทาอาการอยู่กับตัว
- เดินหรือพูดลำบากเพราะหายใจยากมาก หรือต้องนั่งงอตัวโน้มไปข้างหน้าเพื่อหายใจ
- หายใจเร็วมาก หายใจลำบากมาก หอบจนพูดไม่เป็นคำ หรือรู้สึกเหมือนสำลักหรือหายใจไม่ทัน
- ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นมาทันที
- คอแน่น หรือกลืนลำบาก
- ผิว ลิ้น ริมฝีปาก หรือเล็บ เปลี่ยนเป็นสีออกน้ำเงิน เทา หรือซีด
- สับสนขึ้นมาทันที ง่วงซึม ตอบสนองน้อยกว่าปกติ หรือเวียนศีรษะมากขึ้นมาทันที
- หมดสติและปลุกไม่ตื่น
- เจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที
- ไอเป็นเลือด
รายการข้างต้นมาจากหน้าที่ NHS จัดเป็นเหตุฉุกเฉิน ได้แก่ หน้าหอบหืด (ทบทวน 7 เม.ย. 2568) แพ้รุนแรง (ทบทวน 21 มิ.ย. 2566) ไข้หวัดใหญ่ (ทบทวน 3 ก.พ. 2569) และปอดอักเสบ (ทบทวน 17 ก.ค. 2569) และหน้าสัญญาณหอบหืดกำเริบของ MedlinePlus (ทบทวน 14 ม.ค. 2569) ซึ่งให้โทรเรียกรถฉุกเฉินทันที ส่วนหน้าอาการไอของ NHS (ทบทวน 8 ธ.ค. 2566) จัดการไอเป็นเลือดไว้เป็นนัดพบแพทย์ด่วน บทความนี้ยึดระดับที่เร็วกว่า ระหว่างรอรถพยาบาล ให้ใช้ยาพ่นบรรเทาอาการตามแผนที่แพทย์ให้ไว้ ผู้ที่มีปากกาฉีดอะดรีนาลีนตามที่แพทย์สั่ง ให้ใช้ตามแผนที่แพทย์ให้ไว้แล้วโทร 1669 และ NHS ระบุว่าห้ามขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง
ราคาโปรโมชัน 690 บาท ต่อกล่อง · 4 กล่อง 1,790 · 8 กล่อง 3,290 · 15 กล่อง 5,690 บาท (พ.ย. 2569)
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta X Plus →คำถามที่พบบ่อย
ยาพ่นหอบหืดมีกี่แบบ
แบ่งตามหน้าที่ได้เป็นยาควบคุมอาการที่ใช้ทุกวัน และยาบรรเทาอาการที่ใช้เมื่อมีอาการ บางชนิดเป็นยาผสมที่แพทย์ให้ใช้ได้ทั้งสองแบบ ส่วนอุปกรณ์มีแบบกด แบบผงแห้ง และแบบละอองนุ่ม แพทย์เป็นผู้เลือกตามความรุนแรงของโรค
ยาควบคุมกับยาบรรเทาอาการต่างกันอย่างไร
ยาควบคุม เช่น สเตียรอยด์ชนิดสูด ช่วยไม่ให้หลอดลมอักเสบ ต้องใช้ทุกวันแม้ไม่มีอาการ และไม่ออกฤทธิ์ทันที ส่วนยาบรรเทาอาการขยายหลอดลมเร็วภายในไม่กี่นาที ใช้เมื่อมีอาการและต้องพกติดตัวเสมอ
ใช้ยาพ่นฉุกเฉินบ่อย ผิดปกติไหม
เป็นสัญญาณว่าอาจคุมโรคไม่ได้ MedlinePlus ให้บอกแพทย์ถ้าใช้ตั้งแต่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง NHS ให้ติดต่อแพทย์ถ้าใช้เกิน 4 ครั้งใน 24 ชั่วโมง ใช้ตั้งแต่ 3 วันต่อสัปดาห์ หรือใช้กลางดึกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แพทย์อาจต้องปรับยาควบคุม
ยาพ่นหอบหืดมีผลข้างเคียงไหม
ยาสเตียรอยด์สูดอาจทำให้เชื้อราในปาก เจ็บคอ หรือเสียงแหบ NHS แนะนำให้บ้วนปากหรือแปรงฟันหลังพ่น ส่วนยาบรรเทาอาการอาจทำให้มือสั่น ใจเต้นเร็ว และปวดศีรษะ ถ้าผลข้างเคียงรบกวนให้ปรึกษาแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง
อาการดีขึ้นแล้ว หยุดยาพ่นได้ไหม
ห้ามหยุดเอง NHS ระบุว่าถ้าหยุดยาควบคุมกะทันหัน อาการหายใจอาจกลับมา TAC 2568 ระบุว่าแพทย์จะพิจารณาลดยาเมื่อควบคุมโรคได้อย่างน้อย 12 เดือนและไม่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคหืดในประเทศไทยสำหรับผู้ใหญ่ พ.ศ. 2568 (Thai Asthma Guideline in Adults 2025)สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย (สำเนาเผยแพร่โดยโรงพยาบาลฟากท่า)
- AsthmaNHS
- How and when to use salbutamol inhalersNHS
- Side effects of salbutamol inhalersNHS
- Common questions about salbutamol inhalersNHS
- Common questions about beclometasone inhalersNHS
- How and when to use beclometasone inhalersNHS
- Side effects of beclometasone inhalersNHS
- AsthmaMedlinePlus Medical Encyclopedia
- Asthma - control drugsMedlinePlus
- Asthma - quick-relief drugsMedlinePlus
- Asthma Treatment and Action PlanNational Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI)
- Asthma AttackNational Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI)
- Effect of l-Arginine Supplementation on Blood Pressure in Adults: A Systematic Review and Dose-Response Meta-analysis of Randomized Clinical TrialsAdv Nutr 2022 (PubMed)
- L-ArginineMemorial Sloan Kettering Cancer Center (About Herbs)
- L-arginine therapy in acute myocardial infarction: the Vascular Interaction With Age in Myocardial Infarction (VINTAGE MI) randomized clinical trialJAMA 2006 (PubMed)
- ZincLinus Pauling Institute, Oregon State University
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-26
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
