เกี่ยวกับ Beta Vit
ยาละลายลิ่มเลือดมีอะไรบ้าง มีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันยังไง
คำตอบสั้น: สิ่งที่คนไทยเรียกว่า "ยาละลายลิ่มเลือด" แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพรินขนาดต่ำ โคลพิโดเกรล และ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีวาร์ฟาริน ยากลุ่มใหม่ชนิดกิน (อะพิซาแบน ริวาโรซาแบน ดาบิกาแทรน อีด็อกซาแบน) และเฮพารินชนิดฉีด บทความนี้ เทียบให้เห็นว่าแต่ละแบบต่างกันอย่างไร ทั้งวิธีออกฤทธิ์ การเจาะเลือด อาหาร การลืมกิน และการตั้งครรภ์ (NHS ทบทวน 9 ก.ย. 2567) ส่วนคำถามว่าต้องกินนานแค่ไหน NHS ระบุว่าขึ้นกับเหตุที่ได้ยา ยาทุกแบบทำให้เลือดออกง่ายขึ้น และห้ามหยุดหรือเปลี่ยนแบบเอง
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- ยาเหล่านี้ใช้ลดโอกาสเกิดลิ่มเลือด NHS ระบุว่ายาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ได้ทำให้เลือดใสจริง
- กลุ่มที่ 1 ยาต้านเกล็ดเลือด: แอสไพรินขนาดต่ำ โคลพิโดเกรล ไทกาเกรลอร์ ไดไพริดาโมล
- กลุ่มที่ 2 ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: วาร์ฟาริน และยากลุ่มใหม่ (DOACs)
- วาร์ฟารินต้องเจาะเลือดดูค่า INR และระวังอาหารที่มีวิตามินเค ยากลุ่มใหม่ไม่ต้องตรวจ INR แต่ยังต้องพบแพทย์ตามนัด
- ระยะเวลาใช้ยาขึ้นกับโรค ตั้งแต่ช่วงสั้นจนถึงตลอดชีวิต แพทย์เป็นผู้กำหนด
- ห้ามเปลี่ยนจากยาแบบหนึ่งไปอีกแบบเอง
- พกบัตรเตือนการใช้ยา และบอกแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรทุกครั้ง
ยาละลายลิ่มเลือดคืออะไร กินเพื่ออะไร
ลิ่มเลือดเป็นกลไกปกติของร่างกายที่ใช้ห้ามเลือดจากบาดแผล NHS อธิบายว่าปัญหาเกิดเมื่อลิ่มเลือดเกิดผิดที่ แล้วไปอุดหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปสมอง หัวใจ หรือปอด
NHS หน้าการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดระบุภาวะร้ายแรงที่ยาช่วยลดโอกาสเกิด ได้แก่
- โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
- หัวใจขาดเลือด
- ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึก มักเกิดที่ขา ทำให้ปวดและบวม
- ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดปอด
กลุ่มที่แพทย์อาจสั่งยา ได้แก่ ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือด เพิ่งผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่าซึ่งต้องนอนพักนาน ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF และผู้ที่มีภาวะเลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ (NHS)
ยาละลายลิ่มเลือดมีกี่ชนิด มีอะไรบ้าง
กลุ่มที่ 1 ยาต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet) NHS หน้าโคลพิโดเกรล (ทบทวน 12 มี.ค. 2568) ระบุยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ แอสไพรินขนาดต่ำ โคลพิโดเกรล ไดไพริดาโมล และไทกาเกรลอร์ ยาทำให้เกล็ดเลือดเหนียวน้อยลง กลุ่มเสี่ยงที่ NHS ระบุ เช่น ผู้ที่เคยหัวใจขาดเลือด ใส่ขดลวด หรือเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อ่านความต่างของแอสไพรินกับวาร์ฟารินที่ แอสไพรินกับวาร์ฟารินต่างกันอย่างไร
กลุ่มที่ 2 ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) NHS ระบุว่ายาที่แพทย์สั่งบ่อยคือ
- วาร์ฟาริน ยาเม็ด ใช้มานาน ต้องตรวจค่า INR อ่านต่อที่ วาร์ฟารินคือยาอะไร
- ยากลุ่มใหม่ชนิดกิน (DOACs) ได้แก่ ริวาโรซาแบน ดาบิกาแทรน อะพิซาแบน และอีด็อกซาแบน
- เฮพาริน ชนิดฉีด
NHS ระบุว่ายาต้านเกล็ดเลือดกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ใช้เพื่อจุดประสงค์คล้ายกันแต่เป็นยาต่างกลุ่ม และ NHS หน้าโคลพิโดเกรลระบุว่ายากันลิ่มเลือดไม่ได้เหมาะกับทุกคน ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกรว่าทำไมจึงได้ยาตัวนั้น
ยากลุ่มใหม่ต่างจากวาร์ฟารินอย่างไร เรื่องอาหารและการเจาะเลือด
เทียบจากหน้ายาของ NHS (หน้ายาต้านการแข็งตัวของเลือด ทบทวน 9 ก.ย. 2567 และหน้าอะพิซาแบน ทบทวน 21 ม.ค. 2569)
- การเจาะเลือด: ผู้ใช้วาร์ฟารินต้องตรวจค่า INR (ค่าที่บอกว่าเลือดแข็งตัวเร็วหรือช้า) เป็นระยะ เพื่อปรับขนาดยา ผู้ใช้อะพิซาแบน ดาบิกาแทรน อีด็อกซาแบน หรือริวาโรซาแบน ไม่ต้องตรวจ INR เป็นประจำ แต่ NHS ระบุว่ายังต้องพบแพทย์ทุกไม่กี่เดือน เพื่อตรวจว่ากินยาถูกต้องและคุยเรื่องผลข้างเคียง
- อาหาร: ผู้ใช้วาร์ฟารินไม่ควรเปลี่ยนปริมาณผักใบเขียวที่กินบ่อย ๆ ห้ามดื่มน้ำแครนเบอร์รีและน้ำเกรปฟรุต และจำกัดแอลกอฮอล์ ส่วนยากลุ่มใหม่ NHS ระบุว่าข้อจำกัดเรื่องอาหารเหล่านี้มักไม่ใช้ แต่ให้ถามแพทย์ คลินิก หรือเภสัชกรถ้าไม่แน่ใจ อ่านเรื่องผักผลไม้ที่ กินวาร์ฟารินกินผักอะไรได้บ้าง
- จำนวนครั้งต่อวัน: NHS ระบุว่ายาส่วนใหญ่กินวันละ 1 หรือ 2 ครั้ง เวลาเดิมทุกวัน และฤทธิ์ของยาบางตัวเริ่มหมดได้ภายในหนึ่งวัน จึงสำคัญที่ต้องกินตรงเวลา
- ลืมกิน: วิธีปฏิบัติต่างกันในแต่ละยา NHS ระบุว่าห้ามกินเบิ้ลเพื่อชดเชยมื้อที่ลืมของวาร์ฟาริน และอีด็อกซาแบนห้ามกินเกินวันละครั้ง ให้ทำตามเอกสารยาที่ได้รับ หรือโทรถามเภสัชกร
- ตั้งครรภ์: NHS ระบุว่าวาร์ฟารินมักไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และยากลุ่มใหม่ก็ไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์
การเลือกยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ NHS ระบุว่าวาร์ฟารินและอะพิซาแบนอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคตับหรือไต ห้ามเปลี่ยนกลุ่มยาเอง แผ่นพับวอร์ฟารินคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม รพ.ศิริราช (ตรวจเนื้อหา 2563) ระบุว่าวาร์ฟารินในไทยมีหลายยี่ห้อที่สีและขนาดต่างกัน และผู้ป่วยไม่ควรเปลี่ยนยี่ห้อเอง
ต่างกันเรื่องระยะเวลาที่ต้องกินไหม
ระยะเวลาไม่ได้ขึ้นกับว่าเป็นยาแบบไหน แต่ขึ้นกับเหตุที่ได้ยา NHS หน้าการใช้ยาระบุว่าบางคนใช้ช่วงสั้น เช่น หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า แต่ผู้ที่มีโรคระยะยาวที่เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอาจต้องใช้ตลอดชีวิต แผ่นพับของ รพ.ศิริราช ระบุว่าผู้ป่วยบางรายต้องได้วาร์ฟารินตลอดชีวิต จึงไม่ควรหยุดยาเอง
สิ่งที่เหมือนกันทุกแบบคือ หยุดเองไม่ได้ MedlinePlus หน้าอะพิซาแบน (ปรับ 15 ต.ค. 2568) เตือนว่าผู้ที่เป็น AF แล้วหยุดอะพิซาแบน มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น และ NHS หน้าโคลพิโดเกรลระบุว่าหลังหยุดยา เลือดจะกลับมาแข็งตัวเท่าเดิมภายในราวหนึ่งสัปดาห์
ระยะเวลากินยาแยกตามโรค และใครกินระยะสั้นหรือระยะยาว อ่านต่อที่ ยาละลายลิ่มเลือดต้องกินตลอดชีวิตไหม ใครกินระยะสั้น ใครกินระยะยาว ส่วนการหยุดยาก่อนหัตถการ อ่านที่ ยาละลายลิ่มเลือด หยุดเองได้ไหม
ยาทุกกลุ่มเพิ่มเลือดออกง่าย ต้องสังเกตอะไร
NHS หน้าผลข้างเคียงของยาต้านการแข็งตัวของเลือด (ทบทวน 9 ก.ย. 2567) ระบุสัญญาณเลือดออกมากเกิน ได้แก่ ปัสสาวะมีเลือด ถ่ายเป็นเลือดหรืออุจจาระดำ ฟกช้ำรุนแรง เลือดกำเดาไหลนานเกิน 10 นาที อาเจียนหรือไอเป็นเลือด ปวดหลังรุนแรงทันที หายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอก และประจำเดือนมามากผิดปกติ ผลข้างเคียงอื่น เช่น ท้องเสียหรือท้องผูก คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ผื่น คัน ผมร่วง
ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ (ห้ามขับรถไปเอง)
- เลือดออกรุนแรง หรือเลือดออกซ้ำ ๆ (NHS หน้าผลข้างเคียงของยาต้านการแข็งตัวของเลือดให้รีบรับการดูแลทันที ทาง 111 หรือห้องฉุกเฉิน · คำแนะนำของบทความ (เลือกระดับที่ปลอดภัยกว่า))
- เลือดออกแล้วห้ามไม่หยุด (NHS หน้าเดียวกัน · คำแนะนำของบทความ (เลือกระดับที่ปลอดภัยกว่า))
- ประสบอุบัติเหตุรุนแรง (NHS หน้าเดียวกัน · คำแนะนำของบทความ (เลือกระดับที่ปลอดภัยกว่า))
- ศีรษะถูกกระแทกแรง (NHS หน้าเดียวกัน · คำแนะนำของบทความ (เลือกระดับที่ปลอดภัยกว่า))
- อาเจียนเป็นเลือด หรือเป็นสีเหมือนกากกาแฟ (NHS หน้าอาเจียนเป็นเลือด ทบทวน 18 ส.ค. 2568 ให้โทร 999 เมื่อมีอาการอื่นร่วม · คำแนะนำของบทความ (เลือกระดับที่ปลอดภัยกว่า): ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทุกกรณี)
- ปวดศีรษะรุนแรงทันที (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567 จัดปวดศีรษะรุนแรงเป็นอาการหนึ่งของโรคหลอดเลือดสมองที่ให้โทร 999 · NHS หน้าวาร์ฟารินและอะพิซาแบนระบุว่าปวดศีรษะรุนแรงทันทีอาจเป็นสัญญาณเลือดออกในสมองแต่ให้ติดต่อ 111 · คำแนะนำของบทความ (เลือกระดับที่ปลอดภัยกว่า))
- หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว หรือพูดไม่ชัดทันที (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง)
ติดต่อแพทย์หรือคลินิกวันนี้ ไม่ต้องรอนัด ถ้ามีเลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน จ้ำเลือดง่าย หรือตัวเหลืองตาเหลือง (NHS ให้ติดต่อทันทีเมื่อตัวเหลือง) ส่วนผลข้างเคียงที่รบกวนแต่ไม่รุนแรง ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ห้ามหยุดยาเอง อ่านต่อที่ วาร์ฟาริน ผลข้างเคียง สัญญาณไหนต้องรีบไปหาหมอ
ทำไมต้องพกบัตรยาและบอกแพทย์ฟันทุกครั้ง
NHS หน้าวาร์ฟารินและอะพิซาแบนระบุว่าผู้ป่วยจะได้ บัตรเตือนการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ให้พกติดตัวเสมอ และแสดงต่อแพทย์หรือทันตแพทย์ก่อนทำหัตถการทุกครั้ง ในไทยให้ถามโรงพยาบาลที่รักษาว่ามีบัตรหรือสมุดประจำตัวให้หรือไม่
NHS หน้าข้อควรรู้ของยาต้านการแข็งตัวของเลือดแนะนำ
- บอกทีมรักษาก่อนผ่าตัดหรือหัตถการทุกชนิด รวมถึงการส่องกล้อง
- ก่อนถอนฟัน ให้บอกทันตแพทย์ อาจไม่ต้องหยุดยา แต่อาจต้องเจาะเลือดก่อน
- ปรึกษาแพทย์ คลินิก หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาอื่น ยาซื้อเอง สมุนไพร หรืออาหารเสริม
- ลดโอกาสบาดเจ็บ เช่น ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มและมีดโกนไฟฟ้า ใส่ถุงมือเวลาทำสวน
- หยุดยาเฉพาะเมื่อแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์แนะนำ
อ่านเรื่องอาหารเสริมที่ต้องระวังเพิ่มที่ ใช้ยาละลายลิ่มเลือดอยู่ อาหารเสริมตัวไหนต้องระวัง
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าวิต (Beta Vit)
เบต้าวิต (Beta Vit) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลข อย. 13-1-01566-5-0062 ผลิตโดย บริษัท โอดี อินโนวาคอสเม็กซ์ จำกัด จัดจำหน่ายโดย บริษัท โฮปฟูล จำกัด หนึ่งกล่องมี 30 แคปซูล แคปซูลละ 900 มก. (น้ำหนักสุทธิ 27 กรัม) วิธีรับประทานตามฉลากคือ วันละ 1 แคปซูล เลข อย. หมายถึงการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร ไม่ได้รับรองสรรพคุณ
ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลตามฉลาก: แมกนีเซียมออกไซด์ 440 มก. · แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต คีเลต (20%) 100 มก. · วิตามินบี 1 (100%) 100 มก. · กรดอัลฟาไลโปอิก (95%) 50 มก. · วิตามินเค 2 (เมนาควิโนน-7) จากบาซิลลัส ซับทิลิส นัตโตะ (0.2%) 37.5 มก. · โคเอนไซม์ คิวเท็น (99.5%) 30 มก. · วิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 6 มก. · วิตามินบี 6 (100%) 2 มก. · วิตามินบี 12 (100%) 0.6 มก. · เปลือกแคปซูลเป็นเจลาติน
ตัวเลขที่คำนวณจากฉลาก: ฉลากไม่ได้บอกปริมาณแมกนีเซียมธาตุ เมื่อคำนวณจากสูตรเคมีของแมกนีเซียมออกไซด์ได้ราว 265 มก. และจากเกรด "(20%)" ของบิสไกลซิเนตได้ราว 20 มก. รวมเป็นแมกนีเซียมราว 280–285 มก. ต่อแคปซูล (คำนวณ) ตัวเลขนี้ยังรอผู้ผลิตยืนยันด้วยใบวิเคราะห์ (COA) ส่วนวิตามินเค 2 (MK-7) ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) วิตามินดี 3 ราว 600 IU หรือ 15 ไมโครกรัม (คำนวณ) และวิตามินบี 12 0.6 มก. คือ 600 ไมโครกรัม
ข้อความบนฉลาก: คำเตือน "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" และ "ควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด" · กรอบข้อความ "ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค" · ข้อความ "ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ"
ผลิตภัณฑ์นี้กับผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดแต่ละกลุ่ม: ฉลากเตือนให้ระวังในผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หลักฐานของส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องแยกตามกลุ่มยาได้ดังนี้
- วาร์ฟาริน (วิตามินเค 2): แคปซูลมี MK-7 ราว 75 ไมโครกรัม (คำนวณ) NHS ระบุว่าห้ามใช้วิตามินเคเสริมระหว่างใช้วาร์ฟาริน งานในอาสาสมัครสุขภาพดี 18 คนที่ได้ยาต้านวิตามินเค (อะซีโนคูมารอล) พบว่า MK-7 10–20 ไมโครกรัมต่อวันทำให้ INR ลดลงอย่างมีความหมายทางคลินิกในบางคน และ 45 ไมโครกรัมต่อวันลด INR เฉลี่ยราว 40% แคปซูลมีมากกว่าขนาดที่ศึกษาราว 1.7–7.5 เท่า (คำนวณ) ผู้วิจัยสรุปว่าผู้ใช้ยาต้านวิตามินเคต้องเลี่ยง MK-7 เสริม (งานนี้เล็กและไม่ได้ทำในผู้ป่วยจริง)
- วาร์ฟาริน (โคเอนไซม์คิวเท็น 30 มก.): MedlinePlus จัดไว้ในรายการผลิตภัณฑ์ที่อาจตีกับวาร์ฟาริน และแผ่นพับของ รพ.ศิริราช (ตรวจเนื้อหา 2560) จัดไว้ในกลุ่มที่ลดการทำงานของวาร์ฟาริน Linus Pauling Institute (ทบทวน พ.ค. 2561 ข้อมูลค่อนข้างเก่า) ระบุว่ามีรายงานไม่กี่ราย ส่วนงานทดลองแบบไขว้ในเดนมาร์ก 24 คนที่ใช้วาร์ฟารินคงที่ ให้โคคิวเท็น 100 มก. ต่อวัน (มากกว่าในแคปซูลราว 3.3 เท่า คำนวณ) 4 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของ INR หลักฐานจึงยังขัดกัน
- ยากลุ่มใหม่ (อะพิซาแบน ริวาโรซาแบน ดาบิกาแทรน อีด็อกซาแบน) และยาต้านเกล็ดเลือด: ยากลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ออกฤทธิ์ผ่านวิตามินเค แต่แหล่งที่เราเปิดอ่านไม่ได้ยืนยันว่าส่วนประกอบในแคปซูลตีกับยากลุ่มนี้หรือไม่ จึงสรุปไม่ได้ทั้งสองทาง
คำแนะนำของบทความ (ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก): ผู้ใช้วาร์ฟารินหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดอื่น ห้ามเริ่มผลิตภัณฑ์นี้เอง ต้องให้แพทย์ที่ดูแลยาตัดสินก่อน ผู้ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเช่นกัน ถ้าแพทย์อนุญาตให้ใช้ร่วมกับวาร์ฟาริน ให้ตรวจ INR ตามที่แพทย์นัด และห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเอง
ไม่มีหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์นี้ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่มใด และยังไม่พบงานวิจัยที่ทดสอบสูตรนี้กับยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดโดยตรง
ข้อควรระวังอื่นก่อนตัดสินใจ (ข้อแรกเป็นคำเตือนบนฉลาก ข้อที่เหลือเป็นคำแนะนำของบทความจากส่วนประกอบ ไม่ใช่ข้อความบนฉลาก)
- เด็กและหญิงตั้งครรภ์: ฉลากระบุว่า "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" ส่วนหญิงให้นมบุตร ฉลากไม่ได้ระบุ ให้ปรึกษาแพทย์
- ผู้ใช้ยาประจำตัว: ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
- ผู้ป่วยโรคไต: ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน Linus Pauling Institute (ทบทวน ต.ค. 2568) ระบุว่าผู้ที่ไตทำงานบกพร่องเสี่ยงต่อภาวะแมกนีเซียมเกิน
- กินยาระบายหรือยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามินรวมอื่นอยู่: แมกนีเซียมในแคปซูลคิดเป็นราว 80% ของเพดาน 350 มก. ต่อวันสำหรับแมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริม (คำนวณ) ถ้านับรวมแหล่งอื่นอาจเกินเพดานและเสี่ยงท้องเสีย
- ยาที่ต้องกินห่างจากแมกนีเซียม: ยาปฏิชีวนะไซโปรฟลอกซาซินและด็อกซีไซคลิน ยากระดูกพรุนอเลนโดรเนต และยาไทรอยด์เลโวไทร็อกซีน ให้เภสัชกรจัดเวลา
- ยาเบาหวานหรืออินซูลิน: มีกรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่ง Linus Pauling Institute ระบุว่าในทางทฤษฎีอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำเมื่อใช้คู่กับยาเบาหวาน ให้ติดตามน้ำตาลตามแพทย์สั่ง
- จะผ่าตัดหรือทำฟัน: แจ้งทีมแพทย์และทันตแพทย์ว่ากินผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียม วิตามินเค และโคเอนไซม์คิวเท็น
- ท้องเสียง่าย: แมกนีเซียมออกไซด์อาจทำให้ถ่ายเหลว ถ้าถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งให้หยุดและปรึกษาแพทย์
อ่านบทความอื่นในหมวดเดียวกันได้ที่ บทความเบต้าวิตทั้งหมด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ห้ามหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งเอง รวมถึงวาร์ฟาริน แอสไพริน ยาต้านเกล็ดเลือดและยาละลายลิ่มเลือดอื่น ยาเบาหวาน อินซูลิน ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาหัวใจ ยาลดกรด และยาขับปัสสาวะ แม้จะเริ่มรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดก็ตาม หากสงสัยเรื่องยา ให้กลับไปคุยกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค และไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 (NHS ห้ามขับรถไปเอง)
- เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบหรือกดทับ (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
- เจ็บหน้าอกที่ร้าวไปแขน คอ หรือกราม (NHS หน้าหัวใจขาดเลือด ทบทวน 31 มี.ค. 2569)
- หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตก (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
- แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว ยกแขนไม่ขึ้น (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567)
- พูดไม่ชัด หรือสับสนขึ้นมาทันที (NHS หน้าอาการโรคหลอดเลือดสมอง ทบทวน 12 ก.ย. 2567) แม้อาการจะหายไปเองแล้วก็ต้องไป
- ริมฝีปาก ปาก คอ หรือลิ้นบวมขึ้นทันที (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
- หายใจเร็วมาก หายใจลำบาก หรือคอตีบแน่นจนกลืนลำบาก (NHS หน้าภาวะแพ้รุนแรง ทบทวน 21 มิ.ย. 2566)
ราคาบนกล่อง 2,990 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ Beta Vit →คำถามที่พบบ่อย
ยาละลายลิ่มเลือดมีอะไรบ้าง
แบ่งเป็นยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพรินขนาดต่ำ โคลพิโดเกรล ไทกาเกรลอร์ และยาต้านการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ วาร์ฟาริน ยากลุ่มใหม่ชนิดกิน (อะพิซาแบน ริวาโรซาแบน ดาบิกาแทรน อีด็อกซาแบน) และเฮพารินชนิดฉีด
ยาละลายลิ่มเลือดกลุ่มใหม่ต่างจากวาร์ฟารินอย่างไร
NHS ระบุว่ายากลุ่มใหม่ไม่ต้องเจาะเลือดตรวจ INR เป็นประจำ และข้อจำกัดเรื่องอาหารของวาร์ฟารินมักไม่ใช้กับยากลุ่มนี้ แต่ยังต้องพบแพทย์ทุกไม่กี่เดือน และยังทำให้เลือดออกง่ายเหมือนกัน
ยาต้านเกล็ดเลือดกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดต่างกันอย่างไร
NHS ระบุว่าใช้เพื่อจุดประสงค์คล้ายกันแต่เป็นยาต่างกลุ่ม ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพรินขนาดต่ำและโคลพิโดเกรล ทำให้เกล็ดเลือดเหนียวน้อยลง ส่วนยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟารินและยากลุ่มใหม่ เพิ่มเวลาที่เลือดใช้ในการเกิดลิ่ม แพทย์เลือกตามโรค ห้ามเปลี่ยนเอง
ยาละลายลิ่มเลือดต้องกินตลอดไหม
ขึ้นกับเหตุที่ได้ยา ไม่ได้ขึ้นกับว่าเป็นยาแบบไหน NHS ระบุว่าบางคนใช้ช่วงสั้น แต่ผู้ที่มีโรคระยะยาวที่เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอาจต้องใช้ตลอดชีวิต ห้ามหยุดเองโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง
กินยาละลายลิ่มเลือดเพื่ออะไร
เพื่อลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดที่อาจอุดหลอดเลือดไปสมอง หัวใจ หรือปอด เช่น ในผู้ที่เป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF เคยมีลิ่มเลือดที่ขาหรือปอด ใส่ลิ้นหัวใจเทียม หรือเพิ่งผ่าตัดเปลี่ยนข้อ
กินยาละลายลิ่มเลือด อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล
เลือดออกรุนแรงหรือห้ามไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือด ศีรษะถูกกระแทกแรง ปวดศีรษะรุนแรงทันที หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว หรือพูดไม่ชัด ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- Anticoagulant medicinesNHS
- Anticoagulant medicines: UsesNHS
- Anticoagulant medicines: DosageNHS
- Anticoagulant medicines: ConsiderationsNHS
- Anticoagulant medicines: Side effectsNHS
- Common questions about clopidogrelNHS
- ApixabanNHS
- ApixabanMedlinePlus Drug Information
- วอร์ฟารินคลินิก (แผ่นพับความรู้ยาวอร์ฟาริน)ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- อาหารที่มีผลต่อยาวาร์ฟาริน (แผ่นพับ)ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- Vomiting bloodNHS
- Stroke: symptomsNHS
- Effect of low-dose supplements of menaquinone-7 (vitamin K2) on the stability of oral anticoagulant treatment: dose-response relationship in healthy volunteersJournal of Thrombosis and Haemostasis (PubMed)
- Coenzyme Q10Linus Pauling Institute, Oregon State University
- Effect of coenzyme Q10 and Ginkgo biloba on warfarin dosage in patients on long-term warfarin treatment. A randomized, double-blind, placebo-controlled cross-over trialUgeskrift for Laeger (PubMed)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-10-29
อ่านต่อ
ต้อกระจก ตามัว ทำให้สมองเสื่อมได้ไหม ผ่าตัดต้อแล้วเกี่ยวกับความจำแค่ไหน
งานวิจัยพบผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดีเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้น และผู้ผ่าตัดต้อกระจกเสี่ยงต่ำกว่า แต่ยังไม่พิสูจน์เหตุและผล ลูกหลานควรตรวจทั้งตาและความจำ
กินยาวัณโรคอยู่ ทำไมหมอให้วิตามินบี 6 ด้วย ชาปลายมือปลายเท้าต้องทำอย่างไร
ยาวัณโรคไอโซไนอาซิดทำให้ร่างกายใช้วิตามินบี 6 ได้น้อยลง ชาปลายมือปลายเท้าต้องบอกหมอ แนวทางไทยใช้บี 6 กี่มิลลิกรัม และวิตามินรวมใช้แทนได้ไหม
หน้าชา ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไร ชาแบบไหนเป็นสัญญาณอัมพาต
หน้าชาครึ่งซีก ปากชา ลิ้นชา เกิดจากอะไรได้บ้าง แยกอัมพาต โรคเบลล์ หายใจเร็ว น้ำตาลต่ำ แคลเซียมต่ำ และรู้ว่าอาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที
เมทิลโคบาลามินกับไซยาโนโคบาลามิน วิตามินบี 12 สองรูปต่างกันอย่างไร
เมทิลโคบาลามิน (เมโคบาลามิน) กับไซยาโนโคบาลามินต่างกันตรงไหน รูปไหนดูดซึมดีกว่าจริงไหม ไซยาไนด์อันตรายไหม และงานวิจัยใช้ขนาดเท่าไรเมื่อขาดบี 12
