อาหารเสริมกับยา ต่างกันอย่างไรตามกฎหมาย

ความเข้าใจผิดข้อนี้เป็นต้นทางของการซื้อผิดวัตถุประสงค์
หลายคนซื้ออาหารเสริมโดยคาดหวังแบบเดียวกับที่คาดหวังจากยา ซึ่งเป็นคนละสิ่งตั้งแต่ในกฎหมาย
ต่างกันตั้งแต่ชื่อหมวด
ยา อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยยา
อาหารเสริม อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยอาหาร ในชื่อประเภท ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
คนละหมวดกฎหมาย คนละเงื่อนไข คนละสิ่งที่ต้องพิสูจน์
ตารางเทียบ
| | ยา | ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร |
|---|---|---|
| หมวดกฎหมาย | กฎหมายว่าด้วยยา | กฎหมายว่าด้วยอาหาร |
| วัตถุประสงค์ | บำบัด บรรเทา รักษา ป้องกันโรค | รับประทานเพิ่มเติมจากอาหารปกติ |
| อ้างสรรพคุณรักษาโรคได้ไหม | ได้ ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ | ไม่ได้เลย |
| ข้อความบังคับบนฉลาก | ตามที่กำหนดสำหรับยา | ต้องมีข้อความว่าไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค |
ข้อที่คนซื้อควรจำที่สุด
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างสรรพคุณรักษาโรคไม่ได้ ไม่ว่าจะมีงานวิจัยอะไรมาอ้างก็ตาม
และฉลากของมันเองต้องพิมพ์ไว้ว่าไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
นี่ไม่ใช่ข้อความที่ผู้ผลิตใส่เพื่อป้องกันตัว แต่เป็นข้อความบังคับตามกฎหมาย
แล้วโฆษณาล่ะ
การโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร ต้องได้รับอนุญาตก่อนโฆษณา
และสรรพคุณเชิงรักษาหรือป้องกันโรค ไม่มีทางได้รับอนุญาต
ผู้ที่รับผิดคือผู้โฆษณา ซึ่งหมายถึงคนที่โพสต์ ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์อย่างเดียว
แปลว่าถ้าตัวแทนคนหนึ่งโพสต์เกินจริง คนที่รับผิดคือตัวแทนคนนั้น
อ่านต่อที่ [กฎหมายโฆษณาอาหารเสริมในไทย](/article/supplement-ad-law-thailand)
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนซื้อ ไม่ใช่แค่คนขาย
เพราะถ้าเข้าใจว่ามันเป็นยา จะเกิดสองอย่าง
หนึ่ง อาจหยุดยาจริงที่หมอสั่ง เพราะคิดว่าตัวนี้แทนได้ ซึ่งเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุด
สอง อาจรอผลที่ไม่มีวันมา แล้วเสียเวลาที่ควรใช้ไปกับการรักษาจริง
ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเพื่อกินอาหารเสริมแทน ไม่ว่าใครจะบอกอย่างไร
แล้วอาหารเสริมมีประโยชน์ไหม
คำถามนี้เราตอบไม่ได้ และกฎหมายก็ไม่อนุญาตให้เราตอบ
สิ่งที่เราตอบได้คือ ในกล่องมีอะไร ปริมาณเท่าไร ฉลากเขียนอะไร และใครไม่ควรกิน
ส่วนคำถามว่าคุณควรกินไหม เป็นคำถามที่ต้องถามแพทย์หรือเภสัชกรที่รู้จักร่างกายคุณ
อ่านต่อ
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นความรู้สำหรับผู้ซื้อ เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่ได้ระบุว่าผลิตภัณฑ์ใดให้ผลอย่างไรต่อร่างกาย
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่มไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีโรคประจำตัว ใช้ยาอยู่ หรืออยู่ในความดูแลของแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน โดยนำกล่องไปให้ดูด้วย
ปรึกษาทีมงานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ถามเรื่องสินค้า ราคา วิธีทาน หรือสอบถามโปรโมชันพิเศษ ได้ทุกช่องทางด้านล่าง
คำถามที่พบบ่อย
อาหารเสริมกับยาต่างกันอย่างไร
อยู่คนละหมวดกฎหมาย ยาอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยยาและอ้างสรรพคุณรักษาโรคได้ตามที่ขึ้นทะเบียน ส่วนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยอาหาร อ้างสรรพคุณรักษาโรคไม่ได้เลย และฉลากต้องพิมพ์ว่าไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
กินอาหารเสริมแทนยาที่หมอสั่งได้ไหม
ไม่ได้ และห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเพื่อกินอาหารเสริมแทนไม่ว่าใครจะบอกอย่างไร เพราะเป็นคนละสิ่งตามกฎหมายและอาหารเสริมไม่มีผลในการรักษาโรค
ถ้าตัวแทนโพสต์โฆษณาเกินจริง ใครรับผิด
ผู้โฆษณาเป็นผู้รับผิด ซึ่งหมายถึงคนที่โพสต์ ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์เพียงอย่างเดียว ตัวแทนที่โพสต์เกินจริงจึงรับผิดด้วยตัวเอง
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-09-08
อ่านต่อ
ซื้อเบต้าแคร์ให้พ่อแม่ ควรบอกอะไรและควรถามอะไรก่อน
ก่อนซื้อเบต้าแคร์ให้พ่อแม่ ควรพาไปถามเภสัชกรพร้อมกล่องและรายการยาที่ท่านใช้อยู่ พร้อมคำเตือน 4 ข้อบนฉลากที่ต้องอ่านให้ครบก่อน
ซื้อเบต้าแคร์จากตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้ง ต่างจากแพลตฟอร์มอย่างไร
ความต่างระหว่างซื้อเบต้าแคร์จากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้งกับซื้อในแพลตฟอร์ม และวิธีตรวจผู้ขายรายใดก็ได้ด้วยเลข อย. 13-1-01566-5-0066
คำถามที่คนถามบ่อยเรื่องโปรโมชันเบต้าแคร์
รวมคำถามเรื่องโปรโมชันเบต้าแคร์ ราคาชุด 890 2,490 4,590 7,890 12,990 บาท ส่งฟรีทุกออเดอร์ พร้อมย้ำว่าราคาเปลี่ยนตามช่วงเวลา
ซื้อเบต้าแคร์ชุด 4 8 15 และ 25 กล่อง ตกกล่องละและวันละเท่าไร
ชุด 4 กล่อง 2,490 ตกกล่องละ 622.50 บาท ชุด 8 กล่อง 4,590 ตกกล่องละ 573.75 บาท ชุด 15 และ 25 กล่องพร้อมราคาต่อวันและวิธีคิดเลขให้ตรวจเองได้