เกี่ยวกับ ความรู้ผู้สูงอายุและผู้ดูแล
กระดูกพรุนในวัย 50 ปีขึ้นไป ตรวจอย่างไร ป้องกันอย่างไร

กระดูกพรุนถูกเรียกว่าโรคเงียบ เพราะไม่มีอาการจนกระทั่งกระดูกหัก และการหักครั้งแรกในผู้สูงอายุมักเปลี่ยนคุณภาพชีวิตไปอย่างถาวร
ข่าวดีคือมันเป็นเรื่องที่เตรียมตัวล่วงหน้าได้ ถ้าเริ่มก่อน
กระดูกไม่ใช่เนื้อเยื่อที่นิ่งอยู่กับที่
หลายคนคิดว่ากระดูกคือโครงแข็ง ๆ ที่สร้างเสร็จตั้งแต่โตเต็มวัย ความจริงคือกระดูกมีการสลายและสร้างใหม่อยู่ตลอดชีวิต
- ช่วงวัยเด็กถึงราวอายุ 30 ปี การสร้างมากกว่าการสลาย มวลกระดูกจึงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด
- หลังจากนั้น การสลายเริ่มแซงการสร้าง มวลกระดูกจึงค่อย ๆ ลดลงตามอายุ
- ผู้หญิงมีช่วงที่มวลกระดูกลดเร็วเป็นพิเศษหลังหมดประจำเดือน จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ใครเสี่ยงมากกว่าคนอื่น
- ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน
- อายุมากขึ้น
- รูปร่างผอมบางและน้ำหนักตัวน้อย
- มีคนในครอบครัวสายตรงเคยกระดูกสะโพกหัก
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
- ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีไม่พอเป็นเวลานาน
- ใช้ยาบางกลุ่มต่อเนื่อง เช่น สเตียรอยด์
- มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ โรคไต หรือโรคที่ทำให้ดูดซึมอาหารได้ไม่ดี
ตรวจอย่างไร
การตรวจมาตรฐานคือ การวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometry หรือ DXA) ซึ่งใช้เวลาไม่นานและไม่เจ็บ
ผลจะรายงานเป็นค่า T-score ซึ่งเทียบกับมวลกระดูกของคนหนุ่มสาว
- ตั้งแต่ −1.0 ขึ้นไป — ปกติ
- ระหว่าง −1.0 ถึง −2.5 — มวลกระดูกต่ำกว่าปกติ
- ต่ำกว่า −2.5 — เข้าเกณฑ์กระดูกพรุน
ใครควรตรวจและควรตรวจเมื่อไร ให้แพทย์เป็นผู้ประเมินจากความเสี่ยง ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจทันทีที่อายุถึง
สิ่งที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน
1. แคลเซียมให้พอ
ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปมักแนะนำที่ประมาณ 1,000–1,200 มิลลิกรัมต่อวัน แหล่งที่ดีได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งกระดูก เต้าหู้แข็ง งาดำ และผักใบเขียวเข้มบางชนิด
2. วิตามินดี
ร่างกายสังเคราะห์ได้จากแสงแดด และได้จากอาหารบางชนิด ผู้สูงอายุที่ออกนอกบ้านน้อยเป็นกลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องนี้
3. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก
การเดิน การขึ้นบันได และการฝึกกำลังกล้ามเนื้อ เป็นชนิดที่มีหลักฐานว่าดีต่อกระดูก ส่วนการว่ายน้ำแม้จะดีต่อหัวใจ แต่ไม่ได้ลงน้ำหนักที่กระดูก
4. เลิกบุหรี่ และจำกัดแอลกอฮอล์
5. ป้องกันการหกล้ม ซึ่งสำคัญไม่แพ้การบำรุงกระดูก
- เก็บสายไฟและของเกะกะบนพื้น
- ติดราวจับในห้องน้ำ และใช้แผ่นกันลื่น
- เพิ่มแสงสว่างในทางเดินและบันได
- ตรวจสายตาสม่ำเสมอ
- ทบทวนยาที่ทำให้ง่วงหรือเวียนศีรษะกับแพทย์
เมื่อไรควรพบแพทย์
- ส่วนสูงลดลงชัดเจนจากเดิม
- หลังค่อมมากขึ้น
- ปวดหลังเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- เคยกระดูกหักจากการล้มเบา ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
อ่านต่อ
- ปวดเข่าในวัย 40 ปีขึ้นไป สาเหตุที่พบบ่อยและสิ่งที่ทำได้เอง
- ออกกำลังกายในวัย 50 ปีขึ้นไป เริ่มอย่างไรให้ปลอดภัยและทำได้ต่อเนื่อง
ผลิตภัณฑ์ที่เราดูแล: เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS)
เบต้าแคลโปรพลัส (BETA CAL PRO PLUS) เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตรา เบต้า แคล โปร พลัส เลข อย. 13-1-01566-5-0027 เกี่ยวกับบทความนี้ตรงที่ฉลากมีแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่บทความนี้พูดถึง ต่อ 1 แคปซูลมีแคลเซียม แอล-ทรีโอเนต (98%) 350 มก. แคลเซียม อะมิโนแอซิด คีเลต (40%) 135 มก. แคลเซียมจากเปลือกหอยมุก 50 มก. และวิตามินดี 3 (100,000 IU/g) 0.5 มก. ฉลากให้รับประทานวันละ 2 แคปซูล ตัวเลขเหล่านี้เป็นน้ำหนักของสารประกอบแคลเซียม ไม่ใช่ปริมาณแคลเซียมล้วน จึงนำไปเทียบกับปริมาณแคลเซียมที่ควรได้ต่อวันตรง ๆ ไม่ได้
ฉลากเตือนว่าผู้ที่เป็นโรคนิ่วไม่ควรรับประทาน และห้ามใช้ในผู้ที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่ได้รับยากระดูกพรุนหรือแคลเซียมจากแพทย์อยู่แล้ว ควรนำกล่องไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดูก่อน เพื่อไม่ให้ได้แคลเซียมซ้ำซ้อน
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ไม่ได้ทำให้โรคหายหรือค่าตรวจดีขึ้น ผู้ที่ใช้ยาอยู่ห้ามหยุดหรือลดยาเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ข้อความสำคัญท้ายบทความ
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยและไม่ใช่คำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล
ค่าอ้างอิงของห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย ให้ยึดค่าอ้างอิงที่พิมพ์อยู่ในใบผลตรวจของคุณเป็นหลัก
และให้แพทย์เป็นผู้แปลผลร่วมกับประวัติสุขภาพของคุณเสมอ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด
ราคาบนกล่อง 1,590 บาท สอบถามโปรโมชันได้ทาง LINE
ดูข้อมูลจากฉลากจริงของ BETA CAL PRO PLUS →คำถามที่พบบ่อย
T-score เท่าไรถือว่ากระดูกพรุน
โดยทั่วไป T-score ต่ำกว่า -2.5 เข้าเกณฑ์กระดูกพรุน ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 ถือว่ามวลกระดูกต่ำกว่าปกติ และตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไปถือว่าปกติ ทั้งนี้ต้องให้แพทย์แปลผลร่วมกับความเสี่ยงอื่น
อายุ 50 ต้องไปตรวจความหนาแน่นกระดูกทุกคนไหม
ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจทันทีที่อายุถึง ควรให้แพทย์ประเมินจากความเสี่ยงส่วนบุคคล เช่น ประวัติครอบครัว น้ำหนักตัว การใช้ยาบางกลุ่ม และประวัติกระดูกหัก
ว่ายน้ำช่วยเรื่องกระดูกไหม
ว่ายน้ำดีต่อหัวใจและข้อ แต่ไม่ได้ลงน้ำหนักที่กระดูก การออกกำลังกายที่มีหลักฐานว่าดีต่อกระดูกคือแบบลงน้ำหนัก เช่น การเดิน การขึ้นบันได และการฝึกกำลังกล้ามเนื้อ
ควรได้รับแคลเซียมวันละเท่าไรเมื่ออายุ 50 ขึ้นไป
โดยทั่วไปแนะนำประมาณ 1,000-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน จากอาหารเป็นหลัก เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งกระดูก เต้าหู้แข็ง งาดำ และผักใบเขียวเข้มบางชนิด
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลขององค์กรสาธารณสุขและสถาบันวิจัยต่อไปนี้ กดเข้าไปอ่านต้นทางเองได้ทุกแหล่ง
- กระดูกพรุน โรคของกระดูกที่ต้องระวังคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- โรคกระดูกพรุนนิตยสาร @Rama คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกับยาประจำตัว
เรียบเรียงจากฉลากผลิตภัณฑ์โดย บริษัท อินฟินิตี้ บลู จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายของบริษัท โฮปฟูล จำกัด
เผยแพร่เมื่อ 2026-08-13
อ่านต่อ
ดูแลสมองในวัย 50 ปีขึ้นไป อะไรที่มีหลักฐานรองรับ
คำแนะนำเรื่องบำรุงสมองมีเยอะแต่หลักฐานไม่เท่ากัน หน้านี้รวมสิ่งที่เอกสารของโรงพยาบาลแนะนำ และสิ่งที่ควรตั้งคำถามก่อนเชื่อ
ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมที่บ้าน เริ่มจากอะไรก่อน
การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมที่บ้านมีเรื่องที่ต้องจัดการหลายด้าน หน้านี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำก่อน ตั้งแต่ความปลอดภัย การสื่อสาร จนถึงการดูแลผู้ดูแล
อัลไซเมอร์คืออะไร ต่างจากสมองเสื่อมชนิดอื่นอย่างไร
อัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม หน้านี้อธิบายว่าคืออะไร ดำเนินไปอย่างไร และทำไมการวินิจฉัยต้องเป็นของแพทย์
สัญญาณเตือนสมองเสื่อมที่ครอบครัวควรสังเกต
สมองเสื่อมมักเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่คนในบ้านสังเกตเห็นก่อน หน้านี้รวมสัญญาณที่เอกสารของโรงพยาบาลระบุ และวิธีจดบันทึกเพื่อไปคุยกับแพทย์
